.
.
“มันคืออะไรล่ะคะ?”
“มันคือ.......”
“มาแล้วครับน้ำเปล่า”
ปกป้องเดินเข้ามาพอดีก่อนที่ปรินทร์จะทันได้พูดจบ กะทิที่ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อก็ถึงกับทำหน้าสลด มันอาจจะเป็นหลักฐานที่สามารถบ่งบอกถึงคนที่ฆ่าพ่อแม่ของเธอก็ได้ หญิงสาวปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะหันไปยิ้มให้ปกป้อง
“ขอบคุณค่ะ”
"ว่าแต่คุยอะไรกันหรอครับ ดูท่าทางเคร่งเครียดเชียว”
“คุยเรื่องนายรึเปล่านะ”
ปรินทร์พูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เป็นเชิงหยอกล้อน้องชาย ก่อนจะปรายตามองกะทิที่แอบทำหน้าเสียดายไม่น้อย จริงๆ เขาตั้งใจจะกระตุ้นความอยากรู้ของเธอ เพื่อหวังให้หญิงสาวเข้าไปหาเขาเองโดยที่เขาไม่ต้องไปวิ่งเต้นขอร้องทิศเหนือเพื่อพบเธอก็เท่านั้น และเหมือนว่ามันจะได้ผล ปรินทร์มั่นใจว่ากะทิจะเข้าไปหาเขาที่สน.แน่นอน หรือไม่ก็ติดต่อเขามาทางใดทางหนึ่ง
ไม่ทันได้พูดอะไรต่อของขวัญและเดซี่ก็ถือจานเนื้อสัตว์และผักเข้ามาก่อนจะนั่งลงข้างๆ กะทิ และเริ่มย่างเนื้อที่ตักมาอย่างสนุกสนาน ปรินทร์และกะทิลอบมองกันไปมาก่อนที่ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบจะยื่นทิชชูให้เธอ
“พี่ตัดหน้าผม หน้าที่ดูแลกะทิต้องเป็นของผมสิ”
“นายช้าเอง ไม่ช่างสังเกตเอาซะเลย จะเรียนรอดกฎหมายรอดไหมเนี่ย?”
ปรินทร์หันไปตอบกลับน้องชายของตน แบบไม่จริงจังนัก แต่กะทิกลับเห็นตัวหนังสือที่อยู่บนกระดาษทิชชูก็รีบเก็บกระดาษเข้ากระเป๋าของตน พร้อมกับนั่งนิ่งเงียบ ในขณะที่กำลังคุยเล่นและทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน ก็มีคนเดินเข้าไปหาพวกเขาโดยไม่ทันได้สังเกต มีเพียงปรินทร์เท่านั้นที่หันไปมองเพราะสัญชาตญาณของความเป็นตำรวจ
“อ้าว...คุณการันต์ มาทานหมูกระทะเหมือนกันหรอครับ?”
ปรินทร์ทักทายการันต์ด้วยรอยยิ้มที่ปั้นขึ้น แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ยินดีและยิ้มตอบแต่อย่างใด การันต์ไม่พูดอะไรพร้อมกับเข้าไปคว้าแขนของกะทิให้ลุกขึ้น
“คุณการันต์?”
“นายเหนือสั่งให้มารับกลับ”
“แต่นี่มันยังไม่สี่ทุ่มเลยนะคะ”
“คำสั่งก็คือคำสั่ง”
การันต์พูดแค่นั้นก็ลากเธอออกไป กะทิหันไปขอโทษเพื่อนๆ ก่อนจะเดินตามเขาออกไปแต่โดยดี ปรินทร์ทำได้แค่มองเพราะตามหลักแล้วถ้าไม่ถึงขั้นตบตีหรือฉุดกระชากรุนแรงก็ไม่สามารถเข้าไปห้ามได้ และอีกอย่างเธอก็ยอมกลับไปแต่โดยดียิ่งเข้าไปห้ามไม่ได้ไปกันใหญ่ ปรินทร์ได้แต่คิดว่านึกไม่ออกเลยเดชาเดชจะเลี้ยงดูเธอให้โตขึ้นมาเป็นคนยังไง ตำรวจหนุ่มและคนในโต๊ะได้แต่มองตามหลังคนทั้งคู่ไปเท่านั้น
.
.
ในรถ
“ตำรวจนั่นมันถามอะไรเธอ”
“ไหนคุณบอกว่าไปทำงานไงคะ?”
“ฉันถาม ก็ตอบสิ”
“ไม่ได้ถามอะไรค่ะ แค่บอกว่ามีหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวฉัน”
“มันคืออะไร?”
“คุณปรินทร์ยังไม่ทันได้บอกก็....”
“อืม”
การันต์ตอบแค่นั้น เพราะเขาเองก็เห็นทุกอย่างตั้งแต่เธอออกมาจากมหาวิทยาลัยตามคำสั่งของทิศเหนือ ว่าให้เขาแอบจอดรถซุ่มดูเธออยู่ในลานจอดรถของร้าน มันพอดีกับที่เธอเลือกนั่งโต๊ะที่เห็นได้จากตรงนั้นพอดี และมันเป็นยังโต๊ะเดียวกับปรินทร์ที่นั่งอยู่ เขาเห็นอย่างนั้นก็รีบโทรบอกทิศเหนือและได้รับคำสั่งตามมาทีหลังว่าให้ลากเธอกลับทันที
กะทิมองดูเส้นทางที่ไม่ใช่เส้นทางไปโกดังที่เธอเคยอยู่ แต่เป็นเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด กะทิมองออกไปนอกกระจกก่อนจะหันไปมองการันต์ผ่านกระจกหน้ารถด้วยใบหน้าสงสัยเสียเต็มประดา
“ต่อไปเธอต้องไปอยู่บ้านคุณทิศเหนือ”
“ฮะ? ...เดี๋ยวนะ นี่มันไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยไปหน่อยหรอคะ?”
“นายเหนือจะจ้างอาจารย์ให้เข้าไปสอนเธอที่บ้าน”
“นี่คิดจะไม่ให้ฉันได้มีเพื่อนบ้างเลยหรอคะ?”
“การไม่มีเพื่อนมันจะดีที่สุด เธอจะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง”
"ไม่ใจร้ายไปหน่อยหรอคะ..."
คำพูดของการันต์แม้จะดูสวยหรูแต่มันคือการบอกกับเธอว่า เธอจะเป็นอาวุธที่ดีได้ถ้าไม่มีมิตรภาพหรือสิ่งใดมาทำให้หลงระเริงต่อความรู้สึก แม้กะทิจะรู้สึกไม่พอใจกับคำสั่งของทิศเหนืออยู่บ้าง แต่เธอก็ไม่สามารถขัดได้
และที่เขาทำแบบนี้อาจจะเป็นเพราะห่วงความปลอดภัยของเธอจากฆาตกรที่ฆ่าพ่อแม่เธอด้วยก็ได้ การอยู่ข้างนอกมันอันตรายเกินไปจริงๆ ถ้ายังจับฆาตกรไม่ได้แบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้นกะทิก็ขุ่นเคืองใจไม่น้อย เพราะเหมือนเธอต้องเข้าไปอยู่ในกรงขัง
.
.
รถคันดำได้แล่นเข้าสู่รั้วบ้านหลังใหญ่ กะทิมองดูก็คิดว่านี่มันไม่ใช่บ้านแล้ว แต่มันคือคฤหาสน์ที่มีพื้นที่กว้างมากพอที่จะสร้างบ้านได้อีกสามสี่หลัง คนที่มีบ้านและที่ดินผืนใหญ่ขนาดนี้ในเมืองหลวงจะต้องเป็นคนที่รวยระดับไหน หญิงสาวที่นั่งเงียบมาตลอดทางก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นกับสถานที่ใหญ่โตกว้างขวางตรงหน้า
“นี่บ้านแน่หรอ?”
“.........”
การันต์ไม่ตอบและขับรถไปจอดโรงจอดรถอย่างเงียบๆ เมื่อรถจอดสนิทชายหนุ่มก็ลงจากรถ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้หญิงสาวที่กำลังเตรียมตัวลงจากรถ กะทิแปลกใจกับการกระทำของเขาไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้พูดขัดอะไร ทั้งสองเดินเข้าไปยังตัวบ้าน ก็พบว่ามีหญิงวัยกลางคนยืนรออยู่หน้าบ้านพร้อมกับหญิงสาวอีกคนที่ดูรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ
“มากันแล้วหรอ?”
“ครับ ป้าจันทร์”
“สวัสดีค่ะ”
การันต์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มตอบกลับหญิงวัยกลางคนตรงหน้า ก่อนจะเข้าไปกอดอย่างนอบน้อม ภาพที่กะทิเห็นถึงกับทำให้เธอมองค้าง เพราะเธอไม่เคยเห็นการันต์ในมุมแบบนี้เลย ก่อนจะหันไปสวัสดีหญิงวัยกลางคนเช่นกัน
“สวัสดีค่ะ คุณหนู...หน้าตาสะสวยเชียว”
“สวัสดีค่ะคุณหนู”
หญิงสาวรุ่นๆและหญิงวัยกลางคนหรือป้าจันทร์ หันไปยิ้มทักทายกะทิอย่างอ่อนโยนพร้อมกับเรียกเธอว่าคุณหนู ถึงเธอจะไม่คุ้นเคยกับสรรพนามที่ป้าจันทร์เรียกแต่ก็ยิ้มรับตามมารยาท
ป้าจันทร์เดินเข้าไปจับมือกะทิพร้อมกับชมไม่หยุดปาก หญิงสาววัยรุ่นที่ยืนข้างๆ ก็พยักหน้าอย่างเห็นดีเห็นงามด้วยความตื่นเต้น การันต์เห็นว่าถ้ายืนชมกันอยู่อย่างนี้คงจะนานแน่ๆ จึงได้พูดขัดขึ้นก่อน
“ผู้หญิงอะไร ผิวเนียนเป็นน้ำนมเลย ดูสิเนี่ย หน้าตาก็สะสวยดูสะอาดอสะอ้าน ตัวเล็กนิดเดียวเอง”
“ผมว่า เราเข้าไปข้างในกันเถอะครับป้า”
“เอ้อ นั่นสิ รีบเข้ามาก่อนเถอะ ป้าเตรียมห้องไว้ให้แล้ว”
“คะ? แต่หนูยังไม่ได้กลับไปเก็บเสื้อผ้ามาเลย”
“อ๋อ เรื่องนั้นนายเหนือสั่งคนให้จัดการเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ คุณหนู”
กะทิหันไปมองหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่ตอบเธอด้วยสีหน้าแปลกใจ หญิงสาวคนนั้นก็ยังคงยิ้มแป้นให้กับเธอเช่นเดิม
“ฉันชื่อมะนาวนะคะ อายุ18 เป็นลูกสาวป้าจันทร์นี่แหละค่ะ”
“อ๋อ ค่ะ ฉันกะทิค่ะ”
“ชื่อสมกับรูปร่างหน้าตาเลยนะคะ แต่ดูคุณหนูน่าจะอายุมากกว่าฉัน”
มะนาวพูดอย่างร่าเริงในขณะที่เดินพาเธอไปยังห้องนอนที่เตรียมไว้พร้อมกับป้าจันทร์และการันต์ แต่การันต์ก็แยกตัวขึ้นไปยังชั้นบนโดยไม่ได้บอกกล่าวอะไร และดูเหมือนป้าจันทร์และมะนาวก็จะรู้อยู่แล้ว มีแต่กะทิที่หันไปมองตามการันต์อย่างสงสัย
“คุณการันต์ต้องขึ้นไปทำงานกับนายเหนือที่ห้องทำงานด้านบนน่ะ”
“งั้นหรอคะ....”
“ส่วนพวกป้าห้องจะอยู่สวนด้านหลังของบ้านใหญ่นี้ ไม่ไกลมากหรอก เดินผ่านสวนหลังบ้านไปก็ถึง”
“แล้วทำไมถึงไม่เข้ามาอยู่ในบ้านใหญ่หรอคะ? ชั้นล่างมีตั้งหลายห้อง”
“โธ่ คุณหนู...จะให้คนรับใช้มาอยู่ร่วมบ้านกับเจ้านายได้ยังไงคะ ยิ่งเป็นนายเหนือด้วยแล้วยิ่งไม่ได้ไปกันใหญ่”
“อ้าว...แล้วฉันไม่ต้องไปอยู่กับป้าหรอกหรอคะ?”
“มันเป็นคำสั่งของนายเหนือเขา นี่ไงห้องของคุณหนู”
ป้าจันทร์เปิดประตูเข้าห้องที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นเตียงนอนใหญ่สีครีมลายตาราง และยังมีโต๊ะให้อ่านหนังสือ มีโคมไฟแถมยังมีโน้ตบุ๊ควางไว้อยู่ ชั้นหนังสือขนาดเล็กตั้งอยู่ข้างๆ โต๊ะ
ตู้เสื้อผ้าไม้สีอ่อนติดกับประตู ตรงข้ามตู้เสื้อผ้าที่มีทางเดินเข้ากั้นอยู่ก็เป็นห้องน้ำ และยังมีผ่านสีขาวบางๆ กั้นอีกฟากฝั่งของเตียงจากที่ธอยืนอยู่ ถัดจากผ่านก็เป็นที่นั่งพักผ่อนหรือเอาไว้เปลี่ยนมุมอ่านหนังสือ เพราะมีประตูกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวสวนหลังบ้าน และยังมีผ้าม่านสีครีมดูเรียบๆ ไว้เปิดปิดตรงประตูกระจกนั้นอีกด้วย ห้องตกแต่งสไตล์มินิมอลแบบน่ารักๆ
กะทิเดินสำรวจห้องอย่างตื่นเต้น พลางคิดว่าใครเป็นคนจัดห้องให้เธอกันนะ ช่างมีรสนิยมที่ดีพอสมควร ป้าจันทร์และมะนาวมองดูความดีอกดีใจของหญิงสาวก็อดยิ้มตามไม่ได้ ก่อนที่ป้าจันทร์จะเดินเข้าไปหากะทิด้วยรอยยิ้ม
“นายเหนือเป็นคนออกแบบห้องนี้ด้วยตัวเองเลยนะคะ คงจะเอ็นดูคุณหนูน่าดู”
“นั่นสิแม่ ดูสิห้องสวยมากเลย”
“หรอคะ...แต่ดูเหมือนเขาอยากจะให้หนูมีสมาธิและตั้งใจเรียนสิ่งที่จะสอนมากกว่ามั้งคะ”
“นั่นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีนะคะคุณหนู”
มะนาวเดินดูรอบห้องอย่างตื่นเต้นไม่แพ้เจ้าของห้อง กะทิยิ้มแห้งตอบรับป้าจันทร์ก่อนจะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ก็เห็นว่าเสื้อผ้าอันน้อยนิดของเธอถูกจัดเข้าตู้เป็นระเบียบเรียบร้อยหมดแล้ว และยังมีเสื้อผ้าเพิ่มเข้ามาอีก
“นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าฉันนี่คะป้าจันทร์”
“นั่นเป็นเสื้อผ้าใหม่ของคุณหนูค่ะ คุณการันต์ไปซื้อมาให้ตา....”
“ตามคำสั่งของนายเหนือ”
กะทิพูดสวนขึ้นมาอย่างรู้ทัน ป้าจันทร์หัวเราะก่อนจะพยักหน้า แม้กะทิจะดูไม่เข้าใจอาการผีเข้าผีออกของทิศเหนือมากนักแต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไรนัก พลางคิดว่าไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ โดยไม่ได้ผลประโยชน์ สักวันเขาต้องทวงผลประโยชน์นั้นคืนแน่ๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“คุณหนูพักผ่อนไปก่อนนะคะ เดี๋ยวป้ากับนังมะนาวไปเตรียมกับข้าวให้”
“ขอบคุณค่ะ”
“อ้อ แล้วก็...คุณหนูอย่าได้ขึ้นไปชั้นบนเด็ดขาดนะคะ”
“ทำไมหรอคะ?”
“มันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของนายเหนือ ไม่มีใครได้ขึ้นไปนอกจากเอาของว่างไปให้ตามเวลา หรือจะได้รับอนุญาตจากนายเหนือเท่านั้น”
“ปกติไม่ต้องขึ้นไปทำความสะอาดหรอคะ?”
“ขึ้นไปค่ะ ก็ต้องตามเวลาเช่นกัน ต้องเป็นช่วงที่นายเหนือออกไปทำงานข้างนอกแล้ว”
“....ค่ะ”
กะทิตอบกลับก่อนที่ป้าจันทร์และมะนาวจะเดินออกจากห้องไป กะทิทิ้งตัวลงบนที่นอนนุ่มก่อนจะหลับตาครู่หนึ่งแล้วคิดว่า ถึงจะได้อยู่ในที่ที่ดีกว่าเดิมก็ไม่สามารถลบความเจ็บปวดภายในใจได้เลยเธอไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด หญิงสาวพลันนึกถึงสิ่งที่ปรินทร์พูดขึ้นเมื่ออยู่ร้านหมูกระทะ ก่อนจะรีบเด้งตัวลุกขึ้นมาค้นกระเป๋าของตัวเองก็พบกระดาษทิชชูที่ปรินทร์ยื่นให้ก่อนหน้านั้น
ภายในกระดาษเขียนตัวเลขไว้คล้ายจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ กะทิหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาแล้วกดเบอร์บนกระดาษนั้นโทรออก เสียงรอสายไม่นานนักก็ได้ยินเสียงทุ้มของตำรวจหนุ่มตอบรับขึ้น
(สวัสดีครับ ปรินทร์ครับ)
.
.
..“งั้นพี่ขอเบอร์น้องหน่อยได้ไหม? เป็นการไถ่โทษ”หนุ่มรุ่นพี่ลดโทรโข่งลงก่อนพูดขึ้นพร้อมกับมองหน้ากะทิด้วยรอยยิ้มหวาน ทุกคนต่างส่งเสียงโห่เมื่อรุ่นพี่สุดหล่อเดือนคณะจอมเจ้าชู้ได้เลือกเฟรชชี่ที่ถูกใจเสียแล้ว สาวๆ ต่างพาทำหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจที่ตนไม่ถูกเลือกบ้าง“ขอไปทำไมคะ?”“เผื่อมีอะไรพี่จะได้แนะนำให้ไงล่ะครับ”“ที่นี่ไม่มีพี่รหัสหรอคะ?”“อู้หู้วววว วิ้วๆ”ทุกคนถูกใจกับคำตอบของกะทิที่ตอกกลับรุ่นพี่หนุ่มหน้าหล่อจนหน้าหงาย ชายหนุ่มช็อกค้างก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำตอบของเธอ หญิงสาวตรงหน้าช่างไม่เหมือนใครจนน่าสนใจ“โอเคๆ พี่ชื่อปกป้องนะ เรียกพี่ป้องก็ได้”“ค่ะ”“จ้า...คนสวยได้หมด ไม่สนแปลกๆ บ้างหรอคะพี่ปกป้องขา”“เดซี่ เดี๋ยวก็โดนทำโทษหรอก”ของขวัญสะกิดแขนเดซี่ที่พูดแหนบแนมกะทิและปกป้อง รุ่นพี่หนุ่มเกาหัวแก้เขินก่อนจะบอกบทลงโทษด้วยการให้เต้นท่าตลก เรียกเสียงเฮฮาให้กับวันรับน้องได้เป็นอย่างดี.
..(สวัสดีครับ ปรินทร์ครับ)“เอ่อ....”(ใครครับ?)“กะทิค่ะ”(....กำลังรออยู่เลย)“ค่ะ คือเรื่อง...”(ครับ...คือว่าตอนนี้คุยทางโทรศัพท์ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เธอพอจะมีเวลาออกมาเจอกันหน่อยไหม?”“ที่ไหน เมื่อไหร่คะ?”(แล้วตอนนี่เธออยู่ไหนล่ะ เดี๋ยวผมจะได้นัดที่ใกล้ๆ)“บ้านนายเหนือ”(...งั้นเป็นที่.....)“คุยกับใคร?”(........)เสียงทุ้มต่ำแทรกเข้าไปในสายจึงทำให้คนปลายสายเงียบลงไม่ทันที่จะได้นัดแนะกันให้เรียบร้อยกะทิถึงกับสะดุ้งจนโทรศัพท์ล่วงไปที่พื้นทั้งที่ยังไม่กดวางสาย สายตาคมกริบมองท่าทีของเธออย่างเรียบนิ่ง ก่อนจะหลุบตามองไปยังโทรศัพท์มือถือที่ตกอยู่“นายเหนือ!...”ทิศเหนือในชุดเชิ้ตสีดำทับในกางเกงสแลกดูเรียบร้อยเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์ที่ตกโดยไม่พูดอะไร ในขณะที่หยิบมันขึ้นมาสายตาคมก็จ้องมองเธอเขม็งก่อน
..ภายในงานครึกครื้นและเต็มไปด้วยผู้คน รวมถึงลูกน้องของทิศเหนือที่นานๆ ที จะได้มาปลดปล่อย เสียงเพลงดังไปทั่วบริเวณที่จัดงาน เป็นงานเลี้ยงถูกจัดขึ้นข้างสระว่ายน้ำภายในบ้าน คนที่ถูกเชิญมางานนี้ล้วนเป็นคนรู้จักของทิศเหนือ จะมีก็แต่เพียงเดซี่และของขวัญที่ถูกเชิญมาร่วมงานด้วยถึงแม้กะทิจะไม่ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้ว แต่เธอยังคงเป็นนิสิตโดยทิศเหนือให้ข้ออ้างว่าเธอป่วยจึงไปเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ไม่ได้ แต่มีการส่งงานหรือโปรเจกต์ผ่านทางออนไลน์แทนและจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยนั้นมาสอนส่วนตัวโดยให้ค่าจ้างมากกว่าเงินเดือนที่มหาวิทยาลัยถึงสองเท่ากะทิและเพื่อนทั้งสองยังคงติดต่อกันอยู่บ้าง ถึงจะไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่ก็มีการวิดีโอคอลหากันตลอดด้วยเรื่องเรียนแต่ไม่บ่อยนักเพราะกะทิเองก็วุ่นอยู่แต่กับการฝึกซ้อมอย่างอื่นและหาหลักฐานเพิ่มเติมของคดีครอบครัวด้วย แต่ที่น่าแปลกใจคือปกป้องและปรินทร์ก็ได้รับเชิญมางานเลี้ยงนี้“เมื่อไหร่กะทิจะมาเนี่ย”“หล่อนก็ใจเย็นๆ สิยะ เดี๋ยวนางก็มา...แม่งานนะ จะเปิดตัวช้าก็ไม่แปลก”
..“ไม่ค่ะ ใครอยากได้ก็ลงไปเก็บเอง”“กะทิ!”กะทิยังยืนกอดอกทำหน้าเมินเฉยแม้ว่าผู้เป็นนายจะตะคอกใส่ เธอก็ยังยกยิ้มหน้าระรื่นอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อม่านฟ้าเห็นว่าทิศเหนือโดนเด็กที่รับเลี้ยงเถียงและไม่เชื่อฟังเขา จึงได้ทีเดินเข้าไปหาเธอพร้อมกับง้างมือขึ้น“ยัยเด็กเนรคุณ กล้าขัดคำสั่งของนายเหนือหรอ? กรี๊ดดดดดด!”ไม่ทันที่จะฝ่ามือจะได้ตบใบหน้างามๆ ก็ถูกกะทิที่เบี่ยงตัวหลบและปัดมือเธอออก ด้วยความที่เจ้าหล่อนใส่ส้นสูงปลายแหลมและไม่ทันได้ตั้งตัวจึงทรงตัวไม่อยู่ จึงเป็นเหตุให้ร่วงลงน้ำไปตู้ม!!“ฮ่าๆๆๆ”เสียงหัวเราะของคนในงานเริ่มครึกครื้น กะทิเองก็ไม่วายหันไปมองและหัวเราะกับท่าทางของม่านฟ้าที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำ ทิศเหนือจ้องกะทิพร้อมกับขบกรามแน่นก่อนจะคว้าแขนของกะทิไว้“นายเหนือคะ กรี๊ดดดด ช่วยฟ้าด้วยค่ะ ฟ้าว่ายน้ำไม่เป็น”“เทมป์”“ครับนาย”เทมป์ถอดรองเท้าก่อนจะกระโดดลงน้ำไปช่วยม่านฟ้า แต่กลั
.."หึ....นี่เธอหลงรักลูกน้องของฉันแล้ว?""ถ้าใช่แล้วจะทำไมคะ?"กะทิตอบพร้อมกับเชิดหน้าอย่างท้าทาย ทิศเหนือเองก็ขมวดคิ้วแน่นกับคำตอบที่ได้รับ เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาแอบมองเธออยู่ห่างๆ ตลอดสามปีที่ผ่านมา จึงได้ส่งการันต์เข้าไปดูแลเธอแทนเขา แต่ก็ไม่คิดว่าทั้งกะทิและลูกน้องคนสนิทไปปลูกต้นรักกันตอนไหน ภายในใจแอบคาดโทษลูกน้องตัวเองไม่น้อย ทิศเหนือขบกรามแน่นสายตาดุดันกว่าเดิมเมื่อคนตรงหน้าพูดอย่างมั่นใจและไม่หลบตาราวกับมันเป็นความรู้สึกของเธอจริงๆ"เธอไม่มีสิทธิ์รักใคร เพราะเธอเป็นของฉัน""คุณอย่าบ้าอำนาจไปหน่อยเลย คุณไม่ใช่เจ้าของชีวิตฉัน""ชีวิตของเธอเป็นของฉันตั้งแต่วันที่ฉันรับเธอเข้ามาแล้ว กะทิ"สิ้นเสียงทุ้มของผู้เป็นนาย และไม่ทันที่เธอจะได้ต่อล้อต่อเถียงเขาอีก ทิศเหนือเจ้าของริมฝีปากหยักได้รูปก็โน้มลงไปบดขยี้ริมฝีปากอิ่มของเธอ ลิ้นร้อนไม่อยู่นิ่ง เริ่มซุกซนเข้าไปพัวพันลิ้นเล็กที่พยายามต่อต้านอย่างไม่ปรานี กะทิพยายามดิ้นสุดตัวแต่ก็ไม่สามารถออกจากจูบร
..หลังจากจบงานเลี้ยงวันเกิดที่แสนวุ่นวายกะทิก็ได้ถูกพาตัวมายังห้องนอนหรูบนชั้นสองของบ้านหลังใหญ่ที่เธอไม่เคยขึ้นไปแม้สักครั้งตั้งแต่อยู่มา เพราะเป็นที่ต้องห้ามที่นายเหนือของบ้านสั่งห้ามทุกคนไว้อีกด้วยกะทิเดินเข้าห้องมาอย่างอาจหาญแต่ภายในใจก็มีหวาดหวั่นอยู่บ้าง เพราะไม่รู้ว่าจะต้องมาเจอกับอะไรบ้าง ภายในห้องนอนที่มีโต๊ะทำงานขนาดเล็กอยู่ในห้องข้างโต๊ะทำงานในห้องนอนมีตู้เซฟติดผนังอยู่ ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานขนาดนั้นเล็กนั้นก็คือเตียงนอนสีดำขนาดใหญ่ กะทิมองไปไม่รอบๆ ห้องก็ไม่เห็นเงาของผู้ที่บังคับเธอให้มานอนที่นี่เลยหญิงสาวมองเห็นว่าไม่มีใครจึงเดินไปที่โต๊ะทำงานอย่างใจกล้า ภายในหัวคิดว่าถ้าพ่อแม่ของเธอเคยทำงานที่นี่จะต้องมีประวัติหรือร่องรอยที่เกี่ยวกับการทำงานของพ่อแม่เธอหลงเหลืออยุ่บ้าง เพราะเธอไม่มีโอกาสได้เข้าห้องทำงานของผู้รับเลี้ยงที่อ้างตัวว่าเป็นคนสนิทของพ่อแม่เธอ ด้วยความคิดตื้นๆ ของหญิงสาวว่า อาจจะมีหลักฐานสำคัญซ่อนอยู่ในห้องนอนนี้บ้าง โดยเฉพาะหลักฐานที่พอจะบ่งชี้ว่าใครคือศัตรูของพ่อแม่เธอบ้าง"ทำอะไร"
..“เข้ามาสักทีเถอะ...นายเหนือขา”กะทิพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแล้วขัดหูของทิศเหนือไม่น้อย ร่างสูงเดินเข้าไปหวังจะคว้าตัวของหญิงสาวที่ยืนตั้งท่าพร้อมสู้อยู่บนเตียง แต่เธอกลับกระโดดหลบไปอีกฝากของเตียงใหญ่นั้น แล้วทั้งสองวิ่งวนไล่จับกันไปมารอบเตียงกว้างอยู่นานอย่างไม่มีใครยอมใคร ความเหนื่อยหอบเท่านั้นที่ทำให้คนทั้งคู่ถึงหยุดยืนจ้องกันอยู่คนละฟากฝั่งแทน“แฮ่กๆ ...เดี๋ยวก่อนนะ นี่เราจะวิ่งไล่จับกันเป็นเด็กๆ หรือไง?”“นายเหนือก็เลิกไล่ฉันก่อนสิ...เฮ้อ...จะบ้าตาย...ส่งเอกสารมาดีๆ ก็จบแล้ว”ในขณะที่เธอยืนพักเหนื่อยแล้วเอามือที่ตั้งท่าเหมือนพร้อมจะต่อสู้เมื่อครู่ไปเท้าสะเอวแทน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นเพื่อให้ตัวเองหายใจได้เต็มปอด ทิศเหนือเห็นอย่างนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้โดยไม่ให้เธอรู้ตัวก่อนจะกระโดดคว้าตัวเธอไว้แล้วล้มลงไปกองที่เตียงกว้างพร้อมกัน“กรี๊ดดดดดด! เล่นที่เผลอนี่”“ไม่มีใครเขาเผลอตอนศัตรูยืนอยู่หรอกนะ”กะทิพยายามดิ้นอยู่ใต้อ้อมแขนแกร่
..ทั้งสองร่างพร้อมใจกันโอนเอนล้มลงไปกับเตียงใหญ่ แม้ว่าทิศเหนืออยากจะฉีกกระชากเสื้อผ้าเธอออกตามแรงอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นแค่ไหนก็ทำได้เพียงข่มใจ เพราะเขารู้ดีว่านี่คือครั้งแรกของหญิงสาวบทจูบที่อ่อนหวานเริ่มเร้าร้อนและรุนแรงขึ้นตามอารมณ์ที่สัมพันธ์กันของคนทั้งสอง ร่างกายสองร่างบดเบียดกันไปมาอย่างหิวกระหายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่มีเสื้อผ้ากั้นอยู่ ริมฝีปากบดสู้กันอย่างไม่ลดละและไม่มีใครยอมใคร แก่นกายใหญ่โตแน่นตึงเต็มกางเกงจนแทบจะล้นออกมาทักทายหญิงสาว เพราะมันดันไปแนบทับกับจุดกึ่งกลางนิ่มนิ่มที่ถูไถบดเบียดกันไปมาตามแรงอารมณ์“อืมมม...จะทนไม่ไหวแล้ว”“อืออออ.....”เสียงแหบพร่าของทิศเหนือกระซิบไปที่ข้างใบหูเล็ก ก่อนจะก้มลงไปขบเม้มที่ลำคอสวย มือหนาจับต้นขาที่กระโปรงแหวกขึ้นสูงพร้อมกับลูบไล้ไปมา และล่วงเข้าไปใต้กระโปรง ทั้งที่ใบหน้าหล่อคงซุกไซ้ตรงซอกคอระหงส์กะทิเงยหน้าขึ้นพร้อมยินดีปรีดาให้เขาได้ดอมดมไปทั่ว ทิศเหนือชะงักมองสีหน้าของหญิงสาวที่กำลังอารมณ์พลุ่งพล่าน ก็ยิ่งทำให้เขาฮึกเหิมกว่าเดิม เขาหยัดตัวขึ้นก่อนจะฉ
..“อ้าว...นายเหนือยังไม่รู้หรอครับ? ภรรยาของคุณตั้งครรภ์ครับ”“ฮะ?!! จริงหรอหมอ!!”ทิศเหนือเดินเข้าไปเขย่าหมอที่มาตรวจเหมือนไม่อยากเชื่อ ก่อนรอยยยิ้มจะปรากฏขึ้นความรู้สึกดีใจและสับสนงงงวยปนกันไปหมด การันต์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ช็อกไม่น้อยพร้อมกับความรู้สึกสับสนไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจก่อนดี“ครับ หมอไม่แน่ใจว่ากี่เดือนนายเหนือพาภรรยาไปฝากครรภ์แล้วตรวจดูอีกทีที่โรงพยาบาลดีกว่าครับ”“ท้อง...ลูกฉัน...”“ใช่ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว...งั้นหมอขอตัวนะครับ”หมอพูดพร้อมลุกขึ้นด้วยรอยยิ้มก่อนจะยื่นถุงยาให้ทิศเหนือ ชายหนุ่มรับมาทั้งที่ยังช็อกค้างอยู่อย่างนั้น จนหมอออกจากห้องไป ทิศเหนือมองไปยังร่างของหญิงสาวที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างดีใจ“ยินดีด้วยครับนาย...”“ขอบใจ... แต่มึงไม่เสียใจใช่ไหม?”“เสียใจอยู่ครับ แต่ดีใจมากกว่ามั้ง”การันต์พูดพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ ให้ผู้เป็นนาย ทิศเหนือหันไปมองหน้าลูกน้องคนสนิทก่อนจะตบบ่าของ
..กะทิยันร่างของตัวเองขึ้นมาอย่างหมดแรง เธอไม่ได้นอนเลยทั้งคืนแม้ว่าเขาจะหลับไปแล้ว สภาพจิตใจของเธอบอบช้ำไปหมด เขาทำกับเธอทั้งที่รูปภาพพ่อแม่ของเธอยังกระจัดกระจายไปทั่วทั้งห้อง กะทิมองเหม่อไปยังภาพถ่ายเหล่านั้น สภาพของเธอตอนนี้เหมือนคนที่ไร้วิญญาณอย่างไรอย่างนั้นเรียวตาสวยก้มมองรอยช้ำทั่วร่างไม่มีที่ว่างเว้นเลยแม้แต่ที่เดียว ความรู้สึกเจ็บแปลบที่สะโพกแล่นเข้ามาจนสีหน้าของเธอบิดเบี้ยวอย่างทรมาน ข้อมือที่ช้ำเป็นทาง ข้อเท้าที่ช้ำเพราะแรงบีบ หญิงสาวเอื้อมมือไปลูบรอยช้ำพวกนั้นอย่างเบามือ ความรู้สึกผิดก่อตัวขึ้นพร้อมกับความสมเพชตัวเองที่วิ่งตามความแค้นอย่างโง่เขลาทิศเหนือลืมตาตื่นขึ้นมาก็เห็นร่างบางนั่งเหม่อมองภาพเหล่านั้นที่เขาโยนใส่เธอ ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นก่อนจะมองผลงานของตนที่เต็มตัวหญิงสาวไปหมด สายตาคมมองดูอย่างเป็นห่วงแต่ก็เปลี่ยนสีหน้าทันควันเมื่อหญิงสาวค่อยๆ หันหน้ามาทางเขาอย่างช้าๆ ไม่ทันที่เธอจะได้เอื้อนเอ่ยอะไรเขาก็ลุกจากเตียงเข้าห้องน้ำไป กะทิมองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความรู้สึกสับสนไม่รู้ว่านานเท่าไหร่เธอยังคงนั่งเหม่ออยู่ที่เดิม ทิศเหนือเด
..“ลงมา!”ทิศเหนือไม่พูดเปล่าเขาดึงกระชากแขนของกะทิแต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ที่จะยอมลงจากรถแต่โดยดีเลย ทั้งสองยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมาจนการันต์เองก็อยู่เฉยไม่ได้“นายเหนือครับ...”“มึงไม่ต้องยุ่ง!”“.......”“ลง!! ไม่ลงใช่ไหม ได้สิกะทิ”ทิศเหนือหันไปตวาดลูกน้องคนสนิทก่อนจะหันไปรวบมือของหญิงสาวแล้วเอาเข็มขัดที่มัดม้วนรัดข้อมือเล็กๆ เหมือนนักโทษ พร้อมกับกระชากเธอลงจากรถจนสำเร็จ“คุณทิศเหนือ!! คุณจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้!!”ทิศเหนือไม่ฟังในสิ่งที่เธอพูด และถึงเธอจะพยายามรั้งตัวเองไม่ให้ไปตามแรงของชายหนุ่มแต่ก็ไม่เป็นผล ทิศเหนือลากกะทิเข้ารีสอร์ตโดยมีการันต์เดินตามหลังไปอย่างเงียบๆ“มึงไปพักได้แล้ว”“...ครับ นายเหนือ...”“ไม่!! พี่การันต์!! อย่าไปนะ! ช่วยฉันด้วย!”“พี่หรอ? หึ...”กะทิหันไปเรียกการันต์พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน แต่การันต์กลับทำได้แค่ยืนเฉยๆ เพราะไม่สามารถขัดคำสั่งของผู้เป็นนายได้ เขา
..“มาทำอะไรตรงนี้หรอครับ คุณผู้หญิง”รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อที่ใครๆ เห็นก็ต้องยอมถวายตัวเหมือนต้องมนต์สะกด ก่อนที่ใบหน้าหล่อเหลือล้นนั้นหุบรอยยิ้มลงทันทีที่หญิงสาวหันมาสบตา คิ้วเข้มขมวดเป็นปมสายตาคมที่จ้องมองเธอเหมือนพร้อมที่จะฉีกร่างของเธอเป็นชิ้นๆ กะทิพยายามจะดึงข้อมือตัวเองออกและพยายามจะวิ่งหนีจากคนตรงหน้าคนที่เธอหนีงานแต่งงานที่ต้องแต่งกับเขา“เธอคิดจริงๆ หรอว่าจะหนีฉันพ้น?”“ฉันไม่รู้หรอกว่าจะหนีพ้นไหม แต่ถ้ามีโอกาสฉันก็จะทำ”“ฉันชอบความใจสู้ของเธอจริงๆ ถึงสิ่งที่เธอคิดทำมันจะดูโง่ไปหน่อย”“ปล่อยฉันไปเถอะ เราต่างคนต่างเป็นศัตรูกันจะอยู่ด้วยกันไปเพื่ออะไร?”“หึ...ศัตรูหรอ? เธอเป็นคนของฉันตั้งแต่คืนนั้นที่เธอยอมเป็นของฉันแล้วกะทิ”ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูของหญิงสาวที่เอาแต่กัดฟันแน่นเมื่อได้ยินในสิ่งที่เขาพูดขึ้น การันต์มองกะทิอย่างเป็นห่วง แต่ก็ทำได้เพียงแค่มองเท่านั้น เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอ
..ผ่านเรื่องราวยุ่งๆ ไม่เว้นมาแต่ละวัน จนในที่สุดก็ถึงงานวิวาห์ของทิศเหนือและกะทิอย่างที่เขาได้เตรียมการไว้ กะทิมองดูตัวเองในกระจกที่กำลังสวมชุดแต่งงานด้วยแววตาสับสน มันเป็นอย่างที่เขาพูดว่างานแต่งจะมีขึ้นในเดือนหน้า และนี่ก็เป็นเดือนที่เขาได้กล่าวถึงความไม่เข้าใจว่าเขามีแผนอะไรถึงรีบเร่งงานแต่งขนาดนี้ ใบหน้าสวยปิดปากสนิทสีหน้าดูเศร้าสร้อยเมื่อมองตัวเองในกระจก ภายในใจขุ่นเคืองที่ต้องใส่ชุดเจ้าสาวแล้วเข้าพิธีแต่งงานกับคนที่ทำลายครอบครัวของตัวเอง มะนาวและป้าจันทร์ที่คอยช่วยช่างแต่งหน้าและช่างแต่งตัวมองกะทิอย่างเป็นกังวลเมื่อเห็นว่าเธอไม่มีความสุขเอาเสียเลย“ยิ้มหน่อยสิลูก... วันนี้เป็นงานมงคลนะ”“พี่กะทิมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?”“เปล่าหรอก... แค่...”“ไม่ต้องกลัวหรอกนะกะทิ นายเหนือตอนโสดอาจจะเจ้าชู้แต่ว่าตั้งแต่มีหนูเข้ามานายเหนือก็เปลี่ยนไป”“.........”“นายเหนือเป็นคนซื่อสัตย์คนหนึ่ง ไม่ต้องกังวลใจไป”มะนาวพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้เป็นแม่ กะทิยิ้มเจื่อนๆ ให้สองแม่ลูกก่อนจะก้มมองช่อดอกไ
..กะทิเดินออกมาจากหลังห้องอาหารแล้วเดินตรงปรี่ไปยังสวนหลังบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ หวังว่าบรรยากาศมันจะทำให้เธอรู้สึกใจเย็นขึ้นมาบ้าง ป้าจันทร์และมะนาวต้องคอยดูแลผู้เป็นนาย ในห้องอาหารจึงไม่ได้เดินตามออกมาแต่อย่างใด เป็นการดีที่เธอจะนั่งเงียบๆ คนเดียวเพื่อสงบสติอารมณ์บ้างทุกอย่างที่คิดกลับไม่เป็นอย่างใจ เมื่อเธอย่อนตัวเองลงนั่งที่โต๊ะไม้หินอ่อนยังไม่ทันถึงห้านาที การันต์ก็เดินตามเข้ามานั่งข้างๆ แต่แปลกที่เขากลับไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาเหมือนอย่างทุกครั้ง เขาเพียงแค่นั่งเป็นเพื่อนเธออย่างเงียบๆ“ตามมามีอะไรจะพูดก็พูดมา”“ไม่มี”“แล้วตามมาทำไม?”“คำสั่งนาย...”“เหอะ...คำสั่ง? ....งั้นกลับไปเถอะค่ะ เพราะยังไงฉันก็ไปไหนไกลไม่ได้อยู่แล้ว”“...และเป็นห่วงด้วย”คำพูดและน้ำเสียงที่อ่อนลงดูจริงจังจนเธอต้องหันไปมองใบหน้าคนพูดด้วยความอยากรู้ถึงความรู้สึกเวลาพูดออกมา การันต์จ้องมองกะทิด้วยแววตาฉายแววเป็นห่วง แต่ลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงนั้นแอบแฝงไปด้วยความเจ็บปวดจนคนมองรู้สึกได้แ
..เช้าวันใหม่ที่สดใสกลับต้องหนักหนาสาหัสสำหรับคนร่างเล็กทุกเช้า ความรุนแรงของเขาเมื่อคืนมันมากกว่าปกติเพราะฤทธิ์ยาจากที่ปกติเขาก็มักจะรุนแรงอยู่แล้ว ร่างบางหยัดกายลุกจากเตียงใหญ่อย่างอิดโรย มือเล็กจับไปที่แขนแกร่งของชายหนุ่มแล้วยกออกอย่างเบามือ เพราะเกรงว่าเขาจะสะดุ้งตื่น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายทำให้คนร่างหนาปรือตาตื่นขึ้นมามองเธออย่างงัวเงีย"ตื่นแล้วหรอ?""อืม...""เจ็บหรือเปล่า?""ก็นิดหน่อย"กะทิตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้กับความปวดเมื่อยตามร่างจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่นั้น ทิศเหนือมองดูรอยช้ำเต็มร่างของหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจกับผลงานของตน"ยิ้มอะไร? มีอะไรน่าพอใจหรอไง?""ก็...น่าพอใจอยู่"ดวงตาสวยส่งปรายตามองขวางชายหนุ่มที่หยัดกายขึ้นมานั่งเปลือยท่อนบนอวดแผงกล้ามอยู่บนเตียง ถ้าไม่ติดว่ามีผ้าห่มคงจะเห็นอะไรต่อมิอะไรไปจนหมดเป็นแน่ กะทิเลือกที่จะไม่มองเมื่อเขาลุกขึ้นนั่งแต่เลือกที่จะเดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปทิศเห
..ความหื่นกระหายเพิ่มเท่าทวีคูณเมื่อปลายนิ้วเรียวของหญิงสาวลูบไล้ไปมาบนแผงอกแกร่ง แต่ใบหน้าของหญิงสาวอีกคนกลับทับซ้อนหญิงสาวตรงหน้า จึงเรียกสติเขาอีกครั้ง ทิศเหนือเอื้อมมือไปจับข้อมือของดุจดาวก่อนจะสะบัดมันทิ้ง“เหนือคะ! ทิศเหนือ!”โดยที่เขาไม่พูดอะไรและเดินออกจากห้องไปอย่างทุลักทุเล ดุจดาวมองตามหลังชายหนุ่มอย่างไม่พอใจก่อนจะลงอารมณ์โกรธกับหมอนทั้งหมดที่อยู่บนเตียง ความรู้สึกเคียดแค้นหญิงสาวที่พบเจอวันนี้เพิ่มทวีคูณ“กรี๊ดดดดด!! นังเด็กสกปรก! ฉันจะเอาทิศเหนือคืนมาให้ได้!!”เสียงกรีดร้องอย่างคับแค้นใจดังลั่นห้อง แต่ทิศเหนือกลับไม่สนใจเดินออกจากหน้าห้องนั้นกลับเข้าไปในงานแต่ก็เห็นว่างานเลิกไปแล้ว มีเพียงลูกน้องของเขาที่ยืนรอเขาอยู่เพียงเท่านั้น แต่กลับไม่เห็นลูกน้องคนสนิทอย่างการันต์ เขาจึงเข้าใจได้ว่าการันต์คงพาคู่หมั้นสาวกลับบ้านไปแล้ว“พากูกลับบ้าน”เสียงทุ้มบอกลูกน้องก่อนที่ลูกน้องจะเข้ามาพยุงผู้เป็นนายเพราะเขาเริ่มทรงตัวไม่อยู่ และรีบพาลงไป
..กะทิหยุดยืนมองภาพตรงหน้านิ่ง โดยไม่แสดงสีหน้าอารมณ์ใดๆ การันต์เห็นดังนั้นจึงดึงเธอเข้ามาหาตัวพร้อมกับเอาตัวเองยืนบังภาพตรงหน้า ก่อนจะก้มมองกะทิที่เงยหน้ามองเขา“อย่ามอง”“อืม..”“กลับกันเถอะ”“......”กะทิไม่ได้พูดตอบแต่กลับนิ่งเฉย สีหน้าของเธอเองก็นิ่งเฉยเช่นกัน แต่ภายในใจกลับสั่นวูบไหวไปหมด ความรู้สึกเสียใจแทรกซึมเข้ามาอย่างห้ามไม่ได้ ตอนแรกเธอเคยคิดว่าเขาจะไปมีใครก็ไม่เกี่ยวกับเธอ แต่ตอนนี้มันกลับมีผลต่อใจเธอมากกว่าที่เธอคิดไว้เสียอีกเธอไม่ชอบความรู้สึกที่ห้ามไม่ได้แบบนี้เลย เพราะเธอคิดมาตลอดว่าเธอห้ามความรู้สึกได้ และมันก็แค่การมีอะไรกันโดยที่เธอไม่ได้เต็มใจและเธอไม่ได้คิดจะรักเขา เพราะเธอต้องเกลียดเขา แต่พอเอาเข้าจริงกลับทำให้เธอรู้สึกแย่ที่เห็นภาพนั้นขึ้นมาเสียดื้อๆกะทิเดินตามการันต์ไปที่ลานจอดรถอย่างเงียบๆ การันต์หันไปสั่งลูกน้องให้เตรียมรถเผื่อผู้เป็นนายถ้าเกิดเขาต้องการจะกลับ ก่อนจะหันไปหากะทิที่นั่งนิ่งอยู่หน้ารถข้างๆ คนขับ“กะทิ ฉันว่ามันต้องเกิดเรื่องผิดพ