ตอนที่
[1] ชีวิตที่พลิกผัน “ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร” “ข้าจะทำอันใดก็เรื่องของข้า ส่วนเจ้าเป็นบุตร มีสิทธิ์มาขึ้นเสียงใส่บิดาเช่นนี้หรือ” “แต่ท่านแม่กำลังป่วย นี่ท่าน....” “ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะแม่เจ้า ทำตัวไร้ประโยชน์เอง จะมาโทษอันใดข้า” ผู้เป็นบิดากล่าวเสร็จก็โอบกอดสตรีอีกนางหนึ่งเพื่อเดินพาไปยังทิศทางของห้องหนึ่งของบ้าน ตามหลังกันนั้นก็มีเด็กสาวที่อายุราวสิบสองหนาวที่เดินตามคนทั้งคู่ไป แต่ไม่วายเด็กสาวผู้นั้นกลับหันกลับมามองเด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนที่อยู่ด้านหลังอย่างมีความนัยบางอย่าง ด้านผู้เป็นบุตรชายกลับมองตามบิดาด้วยสายตาผิดหวัง เขา มารดาและน้องสาวทำงานหนักมาโดยตลอดเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว มารดาที่แม้ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ก็ยังต้องทำงานหนักท้ายที่สุดก็แท้งเสียเลือดมาก จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่เบื้องบนยังเมตตาแต่ก็ไม่พ้นกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง นอนล้มป่วยตัวซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงมาเป็นเวลากว่าหกเดือนแล้ว น้องสาวก็เช่นกันเมื่อเจ็ดวันก่อนหลังจากที่พวกเขาสองพี่น้องช่วยกันระบายน้ำออกจากนาข้าวจู่ ๆ น้องสาวก็หน้ามืดและล้มลงศีรษะกระแทกกับคันนาอย่างแรงจนสลบไปหลายวัน ท่านหมอบอกว่าเป็นเพราะได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอและหักโหมงานหนักจนเกินไป อีกทั้งยังกำชับว่าให้พักผ่อนให้มาก กินอาหารให้เพียงพอและอย่าทำงานหนักในระยะนี้อีก หลังจากที่ท่านหมอกลับไปบิดาก็บ่นไม่หยุดที่เขาใช้เงินสิ้นเปลืองในการรักษาสตรีไร้ค่าสองคน ทั้งที่บิดานั้นไม่ได้เป็นผู้มีส่วนในการหาเงินสักนิด ส่วนเขาในฐานะบุตรชายและพี่ชาย รู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ที่ทำให้ทั้งมารดาและน้องสาวต้องพบเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้โดยเฉพาะน้องสาว ที่รูปร่างบอบบางแต่ก็ยังต้องมาทำงานหนักกับเขา แต่ทำอย่างไรได้คนที่ต้องทำงานก็มีเพียงพวกเขาสองพี่น้องเท่านั้น ผลผลิตที่ได้ในแต่ละครั้งนอกจากครอบครัวของตนเอง ยังมีครอบครัวใหญ่ที่ประกอบไปด้วยท่านปู่ ท่านย่าครอบครัวของท่านลุงใหญ่และท่านลุงรอง ที่พวกเขาจะต้องแบ่งผลผลิตทางการเกษตรไปให้ ด้วยกล่าวเป็นค่าเช่าที่ดิน แต่ส่วนแบ่งกลับมิใช่ส่วนน้อยแต่เป็นส่วนมาก
ยามนี้บิดาที่ไม่เคยต้องทำงานหนักอันใดยังพาสตรีอื่นเข้ามาอยู่ในบ้านอีก เขาอ้างว่าเป็นเพราะมารดาป่วยหนักไม่สามารถทำหน้าที่ของภรรยาได้ เขาจึงต้องหาผู้อื่นที่สามารถทำได้มาทำหน้าที่แทน ที่จริงแล้ว ‘จูกุ้ยหยาง’ คิดว่าไม่ใช่โดยสิ้นเชิงเพราะแม้จะกลับจากทำงานจะเหนื่อยเพียงใดแต่การที่มารดาตั้งครรภ์น้องคนเล็กนั่นก็เป็นเพราะมารดายินยอมให้เขามิใช่หรือ แต่ถึงกระนั้นบิดาก็ยังคงออกไปสานสัมพันธ์นอกบ้านกับแม่หม้ายลูกติดที่เป็นบุตรสาวของผู้นำหมู่บ้าน เช่น สวีต้าต่านผู้นั้นอยู่ดี ด้าน ‘จูกุ้ยหยวน’ มองเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วกลอกตาอยู่เพียงผู้เดียว นี่นางกำลังอยู่ในละครน้ำเน่าเรื่องใดกัน เหตุใดชีวิตถึงได้รันทดเช่นนี้! แม่ที่ทำงานหนักมาตลอด แท้งบุตรจนล้มป่วยไม่สามารถทำอันใดได้อีก แม้กระทั่งจะลุกลงจากเตียง พ่อจอมขี้เกียจก็ไม่ไยดีหนำซ้ำยังพาเมียน้อยที่มีลูกติดที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับบุตรสาวตนเองมาอยู่ในบ้านด้วยกัน อีกทั้งยังให้ยกห้องของบุตรสาวแท้ ๆ ให้กับลูกติดเมียน้อยและให้บุตรสาวบุตรชายบุตรสาวที่ทำงานหนักเลี้ยงครอบครัวมาตลอดย้ายไปอยู่ห้องเล็ก ๆ ห้องเดียวกันรวมกับมารดาที่ป่วยอีก ทั้งที่บุตรชายบุตรสาวก็อยู่ในวัยเติบใหญ่มิสมควรอยู่ห้องเดียวกันแล้ว แต่เพราะเดิมทีนิสัยของทั้งสามแม่ลูกไม่ได้มีปากเสียงอันใด ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไป แม้แต่โดนครอบครัวบ้านใหญ่เอาเปรียบเรื่องผลผลิต ยังไม่ตอบโต้อันใดได้แต่จำยอมทำเช่นนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง ผลผลิตหลังจากที่แบ่งไปแล้วก็เหลือน้อย ต้องกินอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ แถมยังต้องทำงานหนักตลอดทั้งปีอีก คำถามคือ...แล้วนางเกี่ยวอันใดด้วย นางไม่ใช่คนในครอบครัวนี้ ไม่สิ ไม่ใช่คนในโลกนี้ด้วยซ้ำ!! เมื่อสามวันก่อนนางฟื้นขึ้นมาในสถานที่แปลกใหม่ ที่ทั้งเล็กและอับ ด้านหน้านางคือบุรุษแปลกหน้าที่หน้าตามอมแมม เต็มไปด้วยโคลน นางสอบถามเขาว่าไปทำอันใดมา จึงได้ความว่าเขาเพิ่งกลับจากทำนาเพียงผู้เดียว และทำมาสองวันแล้วตั้งแต่นางสลบไป สุดท้ายนางก็ต้องไปช่วยเขาระบายน้ำออกจากนาด้วยสภาวะงุนงง และนางไม่เคยจะทำมันมาก่อนด้วยซ้ำ มันเป็นงานที่ทั้งหนักและเหนื่อย แถมยังต้องเนื้อตัวเลอะเทอะ พื้นที่ก็มากมายและต้องทำให้เสร็จอย่างรวดเร็วเพราะอีกเจ็ดวันก็จะต้องเก็บเกี่ยวแล้ว และผู้ใดคือผู้ที่ต้องเก็บเกี่ยว คำตอบก็คือเขาและนาง กับที่นามากมาย ต้องทำด้วยกันเพียงแค่สองคน!! นี่มีใครกำลังเล่นตลกกับชีวิตของนางกัน ก่อนหน้านี้นางกำลังอยู่โซนเครื่องปรุงในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเลือกซื้อของไปทำน้ำจิ้มหมูกระทะเพื่อฉลองที่ได้เลื่อนตำแหน่งกับเพิ่มเงินเดือนอยู่เลย แต่จู่ ๆ ก็ฟื้นมาในยุคโบราณที่ยากจน ไม่พอยังต้องมาทำนาอีก บอกนางที นี่มันอันใดกัน ย้อนกลับไปก่อนหน้า หลังจากที่เลิกงานและได้รับข่าวดีจากผู้จัดการแล้วว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งและได้เพิ่มเงินเดือน ‘หยก’ ก็ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่รีบโทรไปหาข้าวปั้น เพื่อนสนิทสาวประเภทสองที่เดิมชื่อว่ากำปั้น แต่พอเข้าเมืองกรุงก็เปลี่ยนเป็นข้าวปั้นให้ดูน่ารักและดูมีชาติตระกูลขึ้นในความคิดของตนเอง “นี่คุณนังข้าวปั้น ฉันจะได้เลื่อนขั้นกับเพิ่มเงินเดือนเว้ย ดีใจโคตร ๆ วันนี้แกมาห้องฉันเลย เดี๋ยวทำหมูกระทะให้กิน” “เอ้อ ดีใจด้วยนะแก” ปลายสายเว้นช่วงไปครู่หนึ่งก่อนตอบกลับมา หยกที่มัวแต่ดีใจจึงไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติของเพื่อนสนิทแม้แต่น้อยว่าไม่ร่าเริงเช่นเดิม “งั้นก็รีบมา วันนี้แกห้ามพลาดหมูกระทะสูตรเจ๊หยกคนสวยเด็ดขาด ตอนนี้ฉันเพิ่งเลิกงาน เดี๋ยวฉันไปซื้อวัตถุดิบก่อน ได้ข่าวว่าห้างเวลล์จัดโพรโมชันลดราคาหมูกับพวกเครื่องปรุงพอดี ใช่สิ ต้องรีบแล้วเดี๋ยวไม่ทันโพร แค่นี้ก่อนนะแก” ถึงแม้ว่าที่ทำงานจะอยู่ใกล้กับห้างแต่เธอต้องรีบ เพราะเวลามีโพรโมชันคนจะรีบไปแย่งชิงกัน เพราะมีแต่ของดี ๆ ข้าวปั้นที่เพิ่งได้สติว่าเพื่อนกำลังจะไปที่ใดก็รีบพูดขึ้น “หยกอย่าไปห้างเวลล์ช่วงนี้...” ตู้ด ตู้ด ตู้ด แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะหยกวางสายไปแล้ว คิดได้ดังนั้นจึงรีบโทรกลับไปทันที แต่ก็ไร้วี่แววการรับสายจากเพื่อนสาวคนสนิท เขาจึงรีบหยิบกุญแจรถแล้วไปหาเพื่อนสนิททันที พร้อมทั้งภาวนาว่าขอให้อย่าเพิ่งเกิดอะไรในวันนี้เลย... แต่เหมือนว่าข้าวปั้นจะช้าไป....เพราะเพียงแค่สิบห้านาทีหลังจากวางสาย ก็เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้นและไม่นานข่าวจากสำนักข่าวช่องต่าง ๆ ก็เริ่มรายงานข่าวกันอย่างถ้วนหน้า และโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นไม่หยุดเช่นกัน “รายงานข่าวด่วน เกิดเหตุห้างถล่มที่ห้างเวลล์ห้างใหม่ทันสมัยใจกลางกรุง ที่ถูกสร้างเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น จู่ ๆ ในช่วงเย็นของวันนี้ก็เกิดการทรุดตัวของอาคารอย่างกะทันหัน มีสายข่าววงในกล่าวว่าสาเหตุเกิดจากโครงสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานและมีการทุจริตที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างทำให้มีเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ตอนนี้ความเสียหายเริ่มขยายขึ้นเป็นวงกว้าง แต่ที่ชัดเจนที่ดูจะเสียหายมากที่สุดก็จะเป็นโซนซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะแผนกเครื่องปรุงและวัตถุดิบ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังเคลียร์พื้นที่และทำการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ภายในอย่างเร่งด่วน รวมถึงมีการประกาศให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากจากพื้นที่โดยเร็ว.....” มือของข้าวปั้นสั่นอย่างเห็นได้ชัด เขารีบตัดสายจากคนที่โทรมา ‘ทีมวิศวกรจีโอ’ และรีบต่อสายหาเพื่อนสนิทอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ได้รับการตอบกลับจากปลายสายเลยแม้แต่น้อย จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง..... ข่าวจึงรายงานว่า.... “ขณะสามารถช่วยเหลือผู้ที่ผู้ภายในออกมาได้เกือบทั้งหมด แต่ก็เรื่องน่าเศร้าสลดเกิดขึ้นเพราะพบร่างผู้เสียชีวิตหนึ่งราย ระบุตัวตนได้ว่าเป็น นางสาวหยก หยกมณี ตรีรักษ์...” สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ร่วงลงจากมือ พร้อมทั้งเสียงร่ำไห้อย่างสะอึกสะอื้นอย่างไม่อายใครของข้าวปั้นวิศวกรหนุ่มอนาคตไกล เป็นเพราะเขาเอง หากเขาเตือนเพื่อนให้เร็วกว่านี้ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เขามัวแต่ช็อกเพราะเพิ่งรู้ว่าโครงการที่ตนได้เป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างนั้นถูกหัวหน้าทีมและเพื่อนร่วมงานอีกสองคน รวมหัวกันยักยอกงบประมาณและทำการสับเปลี่ยนวัสดุในการก่อสร้างให้เป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพลง ที่จริงเขายังได้รู้อีกว่ายังมีผู้ที่ตำแหน่งใหญ่กว่าหัวหน้ามีส่วนรู้เห็นในการทุจริตครั้งนี้อีกด้วย เขามัวแต่คิดว่าจะทำอย่างไร จะเปิดโปงแล้วชีวิตเขาหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เขาเป็นเพียงพนักงานตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จะสู้กับคนที่มีอำนาจมากกว่าได้อย่างไร ในระหว่างที่ทั้งสับสนและวุ่นวายใจอยู่นั้น สิ่งที่เพิ่งนึกขึ้นได้และรู้สึกกลัวมากที่สุดนั่นก็คือหากมันพังลงมาจะเกิดอะไรขึ้น... สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นจริง ๆ “ฉันขอโทษนะหยก ฮือ ๆ” ในค่ำคืนนั้นจูกุ้ยหยวนก็ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ในฝันเช่นกันตอนที่[2]เหตุใดจึงยอมสรุปแล้วนางคือคนที่ซวยมาก ๆ คนหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไปเดินห้างในวันนั้น กลับมีนางผู้เดียวที่ตายอย่างอนาถในขณะที่คนอื่นนั้นรอดกันหมด หากไม่เรียกว่าซวยมาก นี่จะเรียกว่าอย่างไร หมูกระทะก็ไม่ได้กินดันมาตายอีก!นางไม่อยากโทษสหายสนิทอย่างเช่นข้าวปั้นหรอก เพราะหากเป็นนาง นางก็คงจะลำบากใจเช่นกัน ชีวิตกำลังไปได้ดีแท้ ๆ แต่ก็อาจจะรู้สึกขัด ๆ ในใจเล็กน้อย เพราะในกึ่งความฝันนั้น ข้าวปั้นได้บอกว่าขอให้นางไปสู่ภูมิที่ดี มีแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทองและอย่าได้พบอุปสรรคหรือเรื่องอนาถใจเฉกเช่นชาตินี้อีก แต่ทว่า.....ดูนางยามนี้สิ นี่มันพบกับอุปสรรคและลำบากยิ่งกว่าชาติที่แล้วเสียอีก!! จูกุ้ยหยวนสตรีไม่มีปากมีเสียง เอาแต่ทำงานหนักและไม่ตอบโต้แม้ถูกคนรังแกและเอาเปรียบ นี่มันชีวิตดาวพระศุกร์ชัด ๆ เอาอันใดมาสบายและไร้อุปสรรคกัน เมื่อคืนนอกจากจะเห็นเรื่องราวในโลกก่อนแล้ว นางยังเห็นเรื่องราวของจูกุ้ยหยวนหรือก็คือคนที่ตนกำลังเป็นอีกฝ่ายในยามนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่า การตบตีกับงานในโลกก่อนของนาง ยังดูสบายกว่าการสู้ชีวิตของจูกุ้ยหยวน พร้อมกับพี่ชายและมารดาในโลกนี้เสีย
ตอนที่[3]ไม่ยินยอมจูหมิงยู่โวยวายขึ้นเมื่อเห็นอาหารที่บุตรสาวเตรียมไว้ให้ ที่ดูแล้วราวกับอาหารหมูก็ไม่ปาน ข้าวต้มที่เป็นปลายข้าวอันประกอบด้วยเม็ดที่แตกหัก ผสมกับผักสับที่ไม่ดูน่ากินสักนิด และที่สำคัญไม่มีเนื้อสัตว์ติดมาแม้แต่น้อย! นอกจากหน้าตาจะแย่แล้ว รสชาติยังแย่ยิ่งกว่า แม้แต่คนยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็เห็นทีว่าคงได้กินอาหารที่ดีกว่านี้ อีกทั้งวันนี้เขาพาภรรยาคนใหม่เข้าบ้าน ไหนจะบุตรสาวคนใหม่อีก นี่ไม่ควรเป็นอาหารที่ใช้ในการต้อนรับเลยสักนิด คิดแล้วก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเพื่อเตรียมจะไปสอบถามบุตรสาวว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร แต่เดินออกไปไม่ทันไรก็พบกับจูกุ้ยหยวนที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว “เจ้าอยู่ตรงนี้พอดีเลย ไหนบอกข้าว่าเหตุใดจึงทำอาหารเช่นนั้นให้กับข้าและคนอื่น ๆ กิน!”“ท่านพ่อคิดว่าบ้านเราร่ำรวยมากหรือ เดิมทีอาหารก็มีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมีคนเข้ามาเพิ่มอีก จะให้กินดีขึ้นได้อย่างไร” กล่าวจบก็ปรายตามองไปที่สองคนด้านหลังบิดา “หากไม่มีเหตุใดไม่บอกข้า ทำอาหารห่วยแตกเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร” จูหมิงยู่เข่นเขี้ยว “ท่านมีเงินหรือ ท่านมีได้อย่างไร ในเมื่อบ้านนี้มีแต่ข้ากับพี่ใหญ่ที่มีหน้
ตอนที่[4]สอบถามข้อมูลผู้ใดกัน เป็นเด็กสาวที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับร่างนี้ รูปร่างผอมบางออกไปทางผอมมาก เช่นเดียวกับจูกุ้ยหยวนในยามนี้เช่นกัน สวมอาภรณ์ซีดเซียว ผิวพรรณไม่เกลี้ยงเกลาเท่าใดนัก หน้าตาท่าทางดูใสซื่อออกไปทางซื่อบื้อชวนน่ารังแกมาก กล่าวคือเป็นเด็กสาวชาวบ้าน ระหว่างที่นางกำลังคิดว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ในสมองก็คล้ายก็มีภาพบางอย่างเกิดขึ้นทันที เสี่ยวจวนที่แท้เด็กสาวผู้นี้ก็คือสหายเพียงผู้เดียวของจูกุ้ยหยวน คู่หูซื่อบื้อที่ไม่สู้คน เก่งแต่เรื่องทำงานหนักทั้งยังถูกคนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป เสี่ยวจวนอยู่กับมารดาเพียงสองคนเพราะบิดานั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ชีวิตแม่หม้ายลูกติดนั้นไม่ง่าย ยิ่งแม่หม้ายผัวตายยิ่งถูกชาวบ้านว่าร้ายไปต่าง ๆ นานา มารดาของเสี่ยวจวนหรือนางเจิงซื่อ ซึ่งจูกุ้ยหยวนมักจะเรียกอีกฝ่ายว่าท่านน้าเจิงซื่อ แท้จริงแล้วท่านน้าเจิงซื่อก็เป็นสหายของมารดาของนาง ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ แต่เพราะว่าบิดานางกล่าวว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายมาที่บ้านเท่าใดนัก เพราะฉายาของอีกฝ่ายที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นสตรีกินผัวหากมาบ่อยเกรงว่าจะเป็นกาลกิณีต่อครอบครัว ซึ่งนางคิดว่าเรื่องนี้เป็นเร
ตอนที่[5]แผนการชั่วร้าย เสี่ยวจวนก็คือเสี่ยวจวนสงสัยแต่ก็ไม่ได้สอบถามอันใด ทั้งยังว่าง่าย บอกให้พาไปที่ใดก็ไป ที่นางอยากไปบ้านของผู้นำหมู่บ้าน นางเพียงมีลางสังหรณ์ว่านางจะได้รู้อะไรบางอย่างที่นั่น เมื่อไปถึงจูกุ้ยหยวนก็ลอบมองอยู่ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าสวีต้าต่านและสวีอ้ายเหมยอยู่ที่นั่น นางจึงพาเสี่ยวจวน ลอบไปแอบฟังอยู่บริเวณที่ใกล้กับสองคนนั้นให้มากที่สุด เมื่อได้ที่เหมาะ ๆ แล้ว นางจึงเอานิ้วมาจุ๊ที่ปาก เป็นสัญญาณบอกเสี่ยวจวนว่าให้เงียบที่สุด อย่าพูดอันใด อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ดูเหมือนว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีแค่สองแม่ลูก ยังมีผู้นำหมู่บ้านเช่นผู้เฒ่าสวี และนางกัวซื่อ บิดามารดาของสวีต้าต่าน “ข้าคงห้ามปรามเรื่องเจ้ากับบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นไม่ได้แล้ว ได้ข่าวว่าเมื่อคืน เจ้าไม่ได้นอนที่บ้านหลังนั้นหรือ” เสียงผู้เฒ่าสวีเอ่ยขึ้น“ไม่ได้นอน ข้าวก็ไม่ได้กิน ต้องไปกินข้าวที่อื่น”“เพราะเหตุใดกัน” ครานี้นางกัวซื่อเอ่ยถามบุตรสาว “จะอย่างไร ก็เพราะนังเด็กเวรนั่นน่ะสิ ร้ายนัก ทำอาหารหมูมาให้ข้ากับเหมยเออร์กิน”“เจ้าหมายถึงบุตรสาวคนเล็กของจูหมิงยู่น่ะหรือ เด็กคนนั้น มิ
ตอนที่[5]แผนการชั่วร้าย เสี่ยวจวนก็คือเสี่ยวจวนสงสัยแต่ก็ไม่ได้สอบถามอันใด ทั้งยังว่าง่าย บอกให้พาไปที่ใดก็ไป ที่นางอยากไปบ้านของผู้นำหมู่บ้าน นางเพียงมีลางสังหรณ์ว่านางจะได้รู้อะไรบางอย่างที่นั่น เมื่อไปถึงจูกุ้ยหยวนก็ลอบมองอยู่ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าสวีต้าต่านและสวีอ้ายเหมยอยู่ที่นั่น นางจึงพาเสี่ยวจวน ลอบไปแอบฟังอยู่บริเวณที่ใกล้กับสองคนนั้นให้มากที่สุด เมื่อได้ที่เหมาะ ๆ แล้ว นางจึงเอานิ้วมาจุ๊ที่ปาก เป็นสัญญาณบอกเสี่ยวจวนว่าให้เงียบที่สุด อย่าพูดอันใด อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ดูเหมือนว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีแค่สองแม่ลูก ยังมีผู้นำหมู่บ้านเช่นผู้เฒ่าสวี และนางกัวซื่อ บิดามารดาของสวีต้าต่าน “ข้าคงห้ามปรามเรื่องเจ้ากับบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นไม่ได้แล้ว ได้ข่าวว่าเมื่อคืน เจ้าไม่ได้นอนที่บ้านหลังนั้นหรือ” เสียงผู้เฒ่าสวีเอ่ยขึ้น“ไม่ได้นอน ข้าวก็ไม่ได้กิน ต้องไปกินข้าวที่อื่น”“เพราะเหตุใดกัน” ครานี้นางกัวซื่อเอ่ยถามบุตรสาว “จะอย่างไร ก็เพราะนังเด็กเวรนั่นน่ะสิ ร้ายนัก ทำอาหารหมูมาให้ข้ากับเหมยเออร์กิน”“เจ้าหมายถึงบุตรสาวคนเล็กของจูหมิงยู่น่ะหรือ เด็กคนนั้น มิ
ตอนที่[4]สอบถามข้อมูลผู้ใดกัน เป็นเด็กสาวที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับร่างนี้ รูปร่างผอมบางออกไปทางผอมมาก เช่นเดียวกับจูกุ้ยหยวนในยามนี้เช่นกัน สวมอาภรณ์ซีดเซียว ผิวพรรณไม่เกลี้ยงเกลาเท่าใดนัก หน้าตาท่าทางดูใสซื่อออกไปทางซื่อบื้อชวนน่ารังแกมาก กล่าวคือเป็นเด็กสาวชาวบ้าน ระหว่างที่นางกำลังคิดว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ในสมองก็คล้ายก็มีภาพบางอย่างเกิดขึ้นทันที เสี่ยวจวนที่แท้เด็กสาวผู้นี้ก็คือสหายเพียงผู้เดียวของจูกุ้ยหยวน คู่หูซื่อบื้อที่ไม่สู้คน เก่งแต่เรื่องทำงานหนักทั้งยังถูกคนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป เสี่ยวจวนอยู่กับมารดาเพียงสองคนเพราะบิดานั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ชีวิตแม่หม้ายลูกติดนั้นไม่ง่าย ยิ่งแม่หม้ายผัวตายยิ่งถูกชาวบ้านว่าร้ายไปต่าง ๆ นานา มารดาของเสี่ยวจวนหรือนางเจิงซื่อ ซึ่งจูกุ้ยหยวนมักจะเรียกอีกฝ่ายว่าท่านน้าเจิงซื่อ แท้จริงแล้วท่านน้าเจิงซื่อก็เป็นสหายของมารดาของนาง ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ แต่เพราะว่าบิดานางกล่าวว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายมาที่บ้านเท่าใดนัก เพราะฉายาของอีกฝ่ายที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นสตรีกินผัวหากมาบ่อยเกรงว่าจะเป็นกาลกิณีต่อครอบครัว ซึ่งนางคิดว่าเรื่องนี้เป็นเร
ตอนที่[3]ไม่ยินยอมจูหมิงยู่โวยวายขึ้นเมื่อเห็นอาหารที่บุตรสาวเตรียมไว้ให้ ที่ดูแล้วราวกับอาหารหมูก็ไม่ปาน ข้าวต้มที่เป็นปลายข้าวอันประกอบด้วยเม็ดที่แตกหัก ผสมกับผักสับที่ไม่ดูน่ากินสักนิด และที่สำคัญไม่มีเนื้อสัตว์ติดมาแม้แต่น้อย! นอกจากหน้าตาจะแย่แล้ว รสชาติยังแย่ยิ่งกว่า แม้แต่คนยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็เห็นทีว่าคงได้กินอาหารที่ดีกว่านี้ อีกทั้งวันนี้เขาพาภรรยาคนใหม่เข้าบ้าน ไหนจะบุตรสาวคนใหม่อีก นี่ไม่ควรเป็นอาหารที่ใช้ในการต้อนรับเลยสักนิด คิดแล้วก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเพื่อเตรียมจะไปสอบถามบุตรสาวว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร แต่เดินออกไปไม่ทันไรก็พบกับจูกุ้ยหยวนที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว “เจ้าอยู่ตรงนี้พอดีเลย ไหนบอกข้าว่าเหตุใดจึงทำอาหารเช่นนั้นให้กับข้าและคนอื่น ๆ กิน!”“ท่านพ่อคิดว่าบ้านเราร่ำรวยมากหรือ เดิมทีอาหารก็มีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมีคนเข้ามาเพิ่มอีก จะให้กินดีขึ้นได้อย่างไร” กล่าวจบก็ปรายตามองไปที่สองคนด้านหลังบิดา “หากไม่มีเหตุใดไม่บอกข้า ทำอาหารห่วยแตกเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร” จูหมิงยู่เข่นเขี้ยว “ท่านมีเงินหรือ ท่านมีได้อย่างไร ในเมื่อบ้านนี้มีแต่ข้ากับพี่ใหญ่ที่มีหน้
ตอนที่[2]เหตุใดจึงยอมสรุปแล้วนางคือคนที่ซวยมาก ๆ คนหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไปเดินห้างในวันนั้น กลับมีนางผู้เดียวที่ตายอย่างอนาถในขณะที่คนอื่นนั้นรอดกันหมด หากไม่เรียกว่าซวยมาก นี่จะเรียกว่าอย่างไร หมูกระทะก็ไม่ได้กินดันมาตายอีก!นางไม่อยากโทษสหายสนิทอย่างเช่นข้าวปั้นหรอก เพราะหากเป็นนาง นางก็คงจะลำบากใจเช่นกัน ชีวิตกำลังไปได้ดีแท้ ๆ แต่ก็อาจจะรู้สึกขัด ๆ ในใจเล็กน้อย เพราะในกึ่งความฝันนั้น ข้าวปั้นได้บอกว่าขอให้นางไปสู่ภูมิที่ดี มีแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทองและอย่าได้พบอุปสรรคหรือเรื่องอนาถใจเฉกเช่นชาตินี้อีก แต่ทว่า.....ดูนางยามนี้สิ นี่มันพบกับอุปสรรคและลำบากยิ่งกว่าชาติที่แล้วเสียอีก!! จูกุ้ยหยวนสตรีไม่มีปากมีเสียง เอาแต่ทำงานหนักและไม่ตอบโต้แม้ถูกคนรังแกและเอาเปรียบ นี่มันชีวิตดาวพระศุกร์ชัด ๆ เอาอันใดมาสบายและไร้อุปสรรคกัน เมื่อคืนนอกจากจะเห็นเรื่องราวในโลกก่อนแล้ว นางยังเห็นเรื่องราวของจูกุ้ยหยวนหรือก็คือคนที่ตนกำลังเป็นอีกฝ่ายในยามนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่า การตบตีกับงานในโลกก่อนของนาง ยังดูสบายกว่าการสู้ชีวิตของจูกุ้ยหยวน พร้อมกับพี่ชายและมารดาในโลกนี้เสีย
ตอนที่[1]ชีวิตที่พลิกผัน“ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร” “ข้าจะทำอันใดก็เรื่องของข้า ส่วนเจ้าเป็นบุตร มีสิทธิ์มาขึ้นเสียงใส่บิดาเช่นนี้หรือ”“แต่ท่านแม่กำลังป่วย นี่ท่าน....”“ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะแม่เจ้า ทำตัวไร้ประโยชน์เอง จะมาโทษอันใดข้า” ผู้เป็นบิดากล่าวเสร็จก็โอบกอดสตรีอีกนางหนึ่งเพื่อเดินพาไปยังทิศทางของห้องหนึ่งของบ้าน ตามหลังกันนั้นก็มีเด็กสาวที่อายุราวสิบสองหนาวที่เดินตามคนทั้งคู่ไป แต่ไม่วายเด็กสาวผู้นั้นกลับหันกลับมามองเด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนที่อยู่ด้านหลังอย่างมีความนัยบางอย่าง ด้านผู้เป็นบุตรชายกลับมองตามบิดาด้วยสายตาผิดหวัง เขา มารดาและน้องสาวทำงานหนักมาโดยตลอดเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว มารดาที่แม้ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ก็ยังต้องทำงานหนักท้ายที่สุดก็แท้งเสียเลือดมาก จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่เบื้องบนยังเมตตาแต่ก็ไม่พ้นกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง นอนล้มป่วยตัวซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงมาเป็นเวลากว่าหกเดือนแล้ว น้องสาวก็เช่นกันเมื่อเจ็ดวันก่อนหลังจากที่พวกเขาสองพี่น้องช่วยกันระบายน้ำออกจากนาข้าวจู่ ๆ น้องสาวก็หน้ามืดและล้มลงศีรษะกระแทกกับคันนาอย่างแรงจนสลบไปหลายวัน ท