ตอนที่
[4] สอบถามข้อมูล ผู้ใดกัน เป็นเด็กสาวที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับร่างนี้ รูปร่างผอมบางออกไปทางผอมมาก เช่นเดียวกับจูกุ้ยหยวนในยามนี้เช่นกัน สวมอาภรณ์ซีดเซียว ผิวพรรณไม่เกลี้ยงเกลาเท่าใดนัก หน้าตาท่าทางดูใสซื่อออกไปทางซื่อบื้อชวนน่ารังแกมาก กล่าวคือเป็นเด็กสาวชาวบ้าน ระหว่างที่นางกำลังคิดว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ในสมองก็คล้ายก็มีภาพบางอย่างเกิดขึ้นทันที เสี่ยวจวน ที่แท้เด็กสาวผู้นี้ก็คือสหายเพียงผู้เดียวของจูกุ้ยหยวน คู่หูซื่อบื้อที่ไม่สู้คน เก่งแต่เรื่องทำงานหนักทั้งยังถูกคนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป เสี่ยวจวนอยู่กับมารดาเพียงสองคนเพราะบิดานั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ชีวิตแม่หม้ายลูกติดนั้นไม่ง่าย ยิ่งแม่หม้ายผัวตายยิ่งถูกชาวบ้านว่าร้ายไปต่าง ๆ นานา มารดาของเสี่ยวจวนหรือนางเจิงซื่อ ซึ่งจูกุ้ยหยวนมักจะเรียกอีกฝ่ายว่าท่านน้าเจิงซื่อ แท้จริงแล้วท่านน้าเจิงซื่อก็เป็นสหายของมารดาของนาง ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ แต่เพราะว่าบิดานางกล่าวว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายมาที่บ้านเท่าใดนัก เพราะฉายาของอีกฝ่ายที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นสตรีกินผัวหากมาบ่อยเกรงว่าจะเป็นกาลกิณีต่อครอบครัว ซึ่งนางคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก ที่สามีของท่านน้าเสียชีวิตนั่นก็เพราะออกไปทำงานที่ต่างเมืองแล้วเป็นโรคระบาดต่างหาก หาได้เกี่ยวอันใดกับอีกฝ่ายแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่นางคิดได้คือ ‘บิดาของนางกลัวว่าตนเองจะตาย’ “อาหยวน ที่ข้ามา เพราะท่านแม่ให้มาถามว่ากำหนดวันเกี่ยวข้าวแล้วหรือยัง ข้ากับท่านแม่จะได้เตรียมตัวไว้” นี่เป็นอีกหนึ่งอย่างที่นางคิดว่าสองแม่ลูกนี้ดีกว่าบิดาของนางเป็นไหน ๆ เพราะในยามลงการเกษตรหรือแม้กระทั่งเก็บเกี่ยว สองแม่ลูกมักจะมาช่วยนางและพี่ใหญ่เสมอหากว่างเว้นจากการรับจ้างที่อื่น หรือบางทีหากที่อื่นสามารถบอกปัดได้ก็เลือกที่จะมาช่วยพวกนางสองพี่น้องก่อน แม้จะได้รับผลตอบแทนเป็นผลผลิตเพียงน้อยนิด เพราะมักจะถูกแย่งชิงจากบ้านบ้านใหญ่ก็ตาม แต่ทั้งคู่ก็ยังมาด้วยความเต็มใจ ในขณะที่บิดาไม่เคยมาช่วยเหลืออันใดแม้แต่น้อย “พี่ใหญ่บอกว่าอีกห้าวันข้างหน้า ก็พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว ขอบคุณเจ้าและท่านน้ามากนะเสี่ยวจวน ที่มาช่วยครอบครัวข้าเสมอ” “เจ้าพูดเหมือนว่าเราเป็นคนอื่นคนไกล เราเป็นสหายกัน สหายย่อมต้องช่วยกัน” เสี่ยวจวนกล่าวแล้วก็เผยรอยยิ้มที่จริงใจให้นาง ที่จริงหากอีกฝ่ายได้บำรุงดูแลตนเองให้ดีอีกฝ่ายก็คงจะเป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารักไม่น้อย “อ่า จริงสิ เสี่ยวจวน วันนี้เจ้าว่างหรือไม่” “วันนี้หรือ ข้าว่าง เจ้ามีอันใดหรือ อาหยวน” “พอดีว่าข้าอยากให้เจ้าพาข้าไปเดินเล่นทั่วหมู่บ้านเสียหน่อย ไม่ได้ไปเดินนานแล้ว” เสี่ยวจวนแม้จะแปลกใจเล็กน้อย ที่ปกติสหายมักจะไม่ไปที่ใด รวมถึงตัวนางเองเช่นกัน เกิดอยากจะเดินเที่ยวในหมู่บ้าน แต่ด้วยความที่เสี่ยวจวนเป็นเด็กสาวที่ไม่ได้มีความคิดที่ซับซ้อน จึงได้แต่พยักหน้าให้กับสหายไป “เดี๋ยวรอพี่ใหญ่ข้ากลับมาก่อน” นางไม่อยากทิ้งมารดาไว้เพียงคนเดียว จึงต้องรอให้พี่ใหญ่กลับมาเสียก่อน และเมื่อเขากลับมาแล้ว นางกับเสี่ยวจวนจึงออกจากบ้านของนางพร้อมกันทันที ที่จริงนางมีหลายอย่างที่ต้องการสอบถามเสี่ยวจวน ทั้งเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ แคว้นนี้ ผู้คน เพื่อจะได้คิดหาช่องทางวางแผนการเพื่ออนาคต แต่ในยามนี้เรื่องของภรรยาใหม่ของบิดาก็สำคัญนางอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร แม้ภาพในหัวของจูกุ้ยหยวนจะแวบหลายอย่างเข้ามา แต่บางอย่างก็ไม่ชัดเจน “แคว้นที่เราอยู่นี้ชื่อว่าแคว้นเซี่ย เมืองที่เราอยู่คือเมืองอันหนิง อำเภอเสิ่งซี หมู่บ้านเถียนเกา” ด้วยความที่เสี่ยวจวนเป็นคนซื่อ ไม่ว่าสหายถามสิ่งใดก็ตอบหมด แม้ว่าเกือบทุกคำถามจะเป็นสิ่งที่ควรรู้อยู่แล้วก็ตาม เมื่อฟังมาเกือบทั้งหมด นางจึงได้คำตอบว่า ที่ที่นางอยู่นี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลจากเมืองหลวง ห่างไกลความเจริญ ตัวอำเภอยังห่างไปอีกมากหากนั่งเกวียนก็ใช้เวลาเดินทางราวสองชั่วยาม ไปกลับก็สี่ชั่วยาม เรียกได้ว่าหากจะเข้าอำเภอต้องสละเวลาในวันนั้นไปเลย อาชีพของชาวบ้านที่ยึดเป็นอาชีพหลักก็จะเป็นการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้มีนอกเหนือหรือแตกต่างจากนี้เท่าใดนัก และสิ่งที่นางได้ฟังและยิ่งไม่อยากอยู่ที่นี่คือ ชาวบ้านที่นี่ไม่เป็นมิตรเท่าใดนัก รวมหัวนินทาและเห็นแก่ตัวเป็นที่หนึ่ง เสี่ยวจวนที่อยู่กับมารดาสองคนยังโดนไปไม่น้อย ครานี้มาถึงอีกเรื่องที่สำคัญ “เสี่ยวจวน เจ้ารู้เรื่องเกี่ยวกับสวีต้าต่านและบุตรของนางหรือไม่” เสี่ยวจวนก้มหน้าลงครู่หนึ่งคล้ายกำลังทบทวนสิ่งที่ตนเองรู้ “นางเป็นบุตรสาวของผู้นำหมู่บ้าน....” สวีต้าต่านเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้าน ผู้เฒ่าสวี เป็นสตรีที่เคยเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเถียนเกาแห่งนี้ ว่ากันว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วได้ตบแต่งกับคนมีเงินที่อยู่ในเมืองอันหนิง กลายเป็นฮูหยินเอกมีบุตรสาวหนึ่งคนคือสวีอ้ายเหมย ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นปี สองแม่ลูกก็กลับมาที่หมู่บ้าน เห็นว่าสามีตายและไม่อยากอยู่ที่เมืองอันหนิงจึงกลับมาที่หมู่บ้านเถียนเกาแห่งนี้ และสุดท้ายก็ได้มาพบรักกับบิดาของนางเมื่อไม่นานนี้เอง แต่ยิ่งฟังนางยิ่งรู้สึกว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังยิ่งกว่านั้น แต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาไปสืบเสาะอันใด และอีกอย่างที่นางไม่ชอบหมู่บ้านแห่งนี้มากขึ้นนั่นก็คือความหลายมาตรฐานของที่นี่ สวีต้าต่านก็เป็นแม่หม้าย แต่กลับไม่โดนชาวบ้านว่าร้ายอันใดต่างกันกับท่านน้าเจิงซื่อ มารดาของเสี่ยวจวนที่โดนต่าง ๆ นานา เหตุผลนั่นก็เพียงเพราะว่าสวีต้าต่านเป็นบุตรสาวของผู้นำหมู่บ้าน…. เหอะ! ระหว่างที่นางกำลังยืนพูดคุยกับเสี่ยวจวนอยู่นั้นสายตาก็หันไปเห็นบิดากำลังเดินมาเพียงผู้เดียว ดูจากทิศทางน่าจะกลับบ้าน นางจึงดึงให้เสี่ยวจวนไปหลบอยู่หลังต้นไม้ แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องหลบ แต่คงเพราะยังไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาให้อารมณ์ขึ้นในตอนนี้ “เสี่ยวจวน เจ้าพาข้าไปบ้านของผู้นำหมู่บ้านหน่อยสิ”ตอนที่[5]แผนการชั่วร้าย เสี่ยวจวนก็คือเสี่ยวจวนสงสัยแต่ก็ไม่ได้สอบถามอันใด ทั้งยังว่าง่าย บอกให้พาไปที่ใดก็ไป ที่นางอยากไปบ้านของผู้นำหมู่บ้าน นางเพียงมีลางสังหรณ์ว่านางจะได้รู้อะไรบางอย่างที่นั่น เมื่อไปถึงจูกุ้ยหยวนก็ลอบมองอยู่ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าสวีต้าต่านและสวีอ้ายเหมยอยู่ที่นั่น นางจึงพาเสี่ยวจวน ลอบไปแอบฟังอยู่บริเวณที่ใกล้กับสองคนนั้นให้มากที่สุด เมื่อได้ที่เหมาะ ๆ แล้ว นางจึงเอานิ้วมาจุ๊ที่ปาก เป็นสัญญาณบอกเสี่ยวจวนว่าให้เงียบที่สุด อย่าพูดอันใด อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ดูเหมือนว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีแค่สองแม่ลูก ยังมีผู้นำหมู่บ้านเช่นผู้เฒ่าสวี และนางกัวซื่อ บิดามารดาของสวีต้าต่าน “ข้าคงห้ามปรามเรื่องเจ้ากับบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นไม่ได้แล้ว ได้ข่าวว่าเมื่อคืน เจ้าไม่ได้นอนที่บ้านหลังนั้นหรือ” เสียงผู้เฒ่าสวีเอ่ยขึ้น“ไม่ได้นอน ข้าวก็ไม่ได้กิน ต้องไปกินข้าวที่อื่น”“เพราะเหตุใดกัน” ครานี้นางกัวซื่อเอ่ยถามบุตรสาว “จะอย่างไร ก็เพราะนังเด็กเวรนั่นน่ะสิ ร้ายนัก ทำอาหารหมูมาให้ข้ากับเหมยเออร์กิน”“เจ้าหมายถึงบุตรสาวคนเล็กของจูหมิงยู่น่ะหรือ เด็กคนนั้น มิ
ตอนที่[1]ชีวิตที่พลิกผัน“ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร” “ข้าจะทำอันใดก็เรื่องของข้า ส่วนเจ้าเป็นบุตร มีสิทธิ์มาขึ้นเสียงใส่บิดาเช่นนี้หรือ”“แต่ท่านแม่กำลังป่วย นี่ท่าน....”“ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะแม่เจ้า ทำตัวไร้ประโยชน์เอง จะมาโทษอันใดข้า” ผู้เป็นบิดากล่าวเสร็จก็โอบกอดสตรีอีกนางหนึ่งเพื่อเดินพาไปยังทิศทางของห้องหนึ่งของบ้าน ตามหลังกันนั้นก็มีเด็กสาวที่อายุราวสิบสองหนาวที่เดินตามคนทั้งคู่ไป แต่ไม่วายเด็กสาวผู้นั้นกลับหันกลับมามองเด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนที่อยู่ด้านหลังอย่างมีความนัยบางอย่าง ด้านผู้เป็นบุตรชายกลับมองตามบิดาด้วยสายตาผิดหวัง เขา มารดาและน้องสาวทำงานหนักมาโดยตลอดเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว มารดาที่แม้ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ก็ยังต้องทำงานหนักท้ายที่สุดก็แท้งเสียเลือดมาก จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่เบื้องบนยังเมตตาแต่ก็ไม่พ้นกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง นอนล้มป่วยตัวซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงมาเป็นเวลากว่าหกเดือนแล้ว น้องสาวก็เช่นกันเมื่อเจ็ดวันก่อนหลังจากที่พวกเขาสองพี่น้องช่วยกันระบายน้ำออกจากนาข้าวจู่ ๆ น้องสาวก็หน้ามืดและล้มลงศีรษะกระแทกกับคันนาอย่างแรงจนสลบไปหลายวัน ท
ตอนที่[2]เหตุใดจึงยอมสรุปแล้วนางคือคนที่ซวยมาก ๆ คนหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไปเดินห้างในวันนั้น กลับมีนางผู้เดียวที่ตายอย่างอนาถในขณะที่คนอื่นนั้นรอดกันหมด หากไม่เรียกว่าซวยมาก นี่จะเรียกว่าอย่างไร หมูกระทะก็ไม่ได้กินดันมาตายอีก!นางไม่อยากโทษสหายสนิทอย่างเช่นข้าวปั้นหรอก เพราะหากเป็นนาง นางก็คงจะลำบากใจเช่นกัน ชีวิตกำลังไปได้ดีแท้ ๆ แต่ก็อาจจะรู้สึกขัด ๆ ในใจเล็กน้อย เพราะในกึ่งความฝันนั้น ข้าวปั้นได้บอกว่าขอให้นางไปสู่ภูมิที่ดี มีแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทองและอย่าได้พบอุปสรรคหรือเรื่องอนาถใจเฉกเช่นชาตินี้อีก แต่ทว่า.....ดูนางยามนี้สิ นี่มันพบกับอุปสรรคและลำบากยิ่งกว่าชาติที่แล้วเสียอีก!! จูกุ้ยหยวนสตรีไม่มีปากมีเสียง เอาแต่ทำงานหนักและไม่ตอบโต้แม้ถูกคนรังแกและเอาเปรียบ นี่มันชีวิตดาวพระศุกร์ชัด ๆ เอาอันใดมาสบายและไร้อุปสรรคกัน เมื่อคืนนอกจากจะเห็นเรื่องราวในโลกก่อนแล้ว นางยังเห็นเรื่องราวของจูกุ้ยหยวนหรือก็คือคนที่ตนกำลังเป็นอีกฝ่ายในยามนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่า การตบตีกับงานในโลกก่อนของนาง ยังดูสบายกว่าการสู้ชีวิตของจูกุ้ยหยวน พร้อมกับพี่ชายและมารดาในโลกนี้เสีย
ตอนที่[3]ไม่ยินยอมจูหมิงยู่โวยวายขึ้นเมื่อเห็นอาหารที่บุตรสาวเตรียมไว้ให้ ที่ดูแล้วราวกับอาหารหมูก็ไม่ปาน ข้าวต้มที่เป็นปลายข้าวอันประกอบด้วยเม็ดที่แตกหัก ผสมกับผักสับที่ไม่ดูน่ากินสักนิด และที่สำคัญไม่มีเนื้อสัตว์ติดมาแม้แต่น้อย! นอกจากหน้าตาจะแย่แล้ว รสชาติยังแย่ยิ่งกว่า แม้แต่คนยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็เห็นทีว่าคงได้กินอาหารที่ดีกว่านี้ อีกทั้งวันนี้เขาพาภรรยาคนใหม่เข้าบ้าน ไหนจะบุตรสาวคนใหม่อีก นี่ไม่ควรเป็นอาหารที่ใช้ในการต้อนรับเลยสักนิด คิดแล้วก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเพื่อเตรียมจะไปสอบถามบุตรสาวว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร แต่เดินออกไปไม่ทันไรก็พบกับจูกุ้ยหยวนที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว “เจ้าอยู่ตรงนี้พอดีเลย ไหนบอกข้าว่าเหตุใดจึงทำอาหารเช่นนั้นให้กับข้าและคนอื่น ๆ กิน!”“ท่านพ่อคิดว่าบ้านเราร่ำรวยมากหรือ เดิมทีอาหารก็มีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมีคนเข้ามาเพิ่มอีก จะให้กินดีขึ้นได้อย่างไร” กล่าวจบก็ปรายตามองไปที่สองคนด้านหลังบิดา “หากไม่มีเหตุใดไม่บอกข้า ทำอาหารห่วยแตกเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร” จูหมิงยู่เข่นเขี้ยว “ท่านมีเงินหรือ ท่านมีได้อย่างไร ในเมื่อบ้านนี้มีแต่ข้ากับพี่ใหญ่ที่มีหน้
ตอนที่[5]แผนการชั่วร้าย เสี่ยวจวนก็คือเสี่ยวจวนสงสัยแต่ก็ไม่ได้สอบถามอันใด ทั้งยังว่าง่าย บอกให้พาไปที่ใดก็ไป ที่นางอยากไปบ้านของผู้นำหมู่บ้าน นางเพียงมีลางสังหรณ์ว่านางจะได้รู้อะไรบางอย่างที่นั่น เมื่อไปถึงจูกุ้ยหยวนก็ลอบมองอยู่ด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง และเมื่อเห็นว่าสวีต้าต่านและสวีอ้ายเหมยอยู่ที่นั่น นางจึงพาเสี่ยวจวน ลอบไปแอบฟังอยู่บริเวณที่ใกล้กับสองคนนั้นให้มากที่สุด เมื่อได้ที่เหมาะ ๆ แล้ว นางจึงเอานิ้วมาจุ๊ที่ปาก เป็นสัญญาณบอกเสี่ยวจวนว่าให้เงียบที่สุด อย่าพูดอันใด อีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ดูเหมือนว่าในห้องนี้จะไม่ได้มีแค่สองแม่ลูก ยังมีผู้นำหมู่บ้านเช่นผู้เฒ่าสวี และนางกัวซื่อ บิดามารดาของสวีต้าต่าน “ข้าคงห้ามปรามเรื่องเจ้ากับบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นไม่ได้แล้ว ได้ข่าวว่าเมื่อคืน เจ้าไม่ได้นอนที่บ้านหลังนั้นหรือ” เสียงผู้เฒ่าสวีเอ่ยขึ้น“ไม่ได้นอน ข้าวก็ไม่ได้กิน ต้องไปกินข้าวที่อื่น”“เพราะเหตุใดกัน” ครานี้นางกัวซื่อเอ่ยถามบุตรสาว “จะอย่างไร ก็เพราะนังเด็กเวรนั่นน่ะสิ ร้ายนัก ทำอาหารหมูมาให้ข้ากับเหมยเออร์กิน”“เจ้าหมายถึงบุตรสาวคนเล็กของจูหมิงยู่น่ะหรือ เด็กคนนั้น มิ
ตอนที่[4]สอบถามข้อมูลผู้ใดกัน เป็นเด็กสาวที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับร่างนี้ รูปร่างผอมบางออกไปทางผอมมาก เช่นเดียวกับจูกุ้ยหยวนในยามนี้เช่นกัน สวมอาภรณ์ซีดเซียว ผิวพรรณไม่เกลี้ยงเกลาเท่าใดนัก หน้าตาท่าทางดูใสซื่อออกไปทางซื่อบื้อชวนน่ารังแกมาก กล่าวคือเป็นเด็กสาวชาวบ้าน ระหว่างที่นางกำลังคิดว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด ในสมองก็คล้ายก็มีภาพบางอย่างเกิดขึ้นทันที เสี่ยวจวนที่แท้เด็กสาวผู้นี้ก็คือสหายเพียงผู้เดียวของจูกุ้ยหยวน คู่หูซื่อบื้อที่ไม่สู้คน เก่งแต่เรื่องทำงานหนักทั้งยังถูกคนเอาเปรียบอยู่ร่ำไป เสี่ยวจวนอยู่กับมารดาเพียงสองคนเพราะบิดานั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว ชีวิตแม่หม้ายลูกติดนั้นไม่ง่าย ยิ่งแม่หม้ายผัวตายยิ่งถูกชาวบ้านว่าร้ายไปต่าง ๆ นานา มารดาของเสี่ยวจวนหรือนางเจิงซื่อ ซึ่งจูกุ้ยหยวนมักจะเรียกอีกฝ่ายว่าท่านน้าเจิงซื่อ แท้จริงแล้วท่านน้าเจิงซื่อก็เป็นสหายของมารดาของนาง ทั้งคู่ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ แต่เพราะว่าบิดานางกล่าวว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายมาที่บ้านเท่าใดนัก เพราะฉายาของอีกฝ่ายที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเป็นสตรีกินผัวหากมาบ่อยเกรงว่าจะเป็นกาลกิณีต่อครอบครัว ซึ่งนางคิดว่าเรื่องนี้เป็นเร
ตอนที่[3]ไม่ยินยอมจูหมิงยู่โวยวายขึ้นเมื่อเห็นอาหารที่บุตรสาวเตรียมไว้ให้ ที่ดูแล้วราวกับอาหารหมูก็ไม่ปาน ข้าวต้มที่เป็นปลายข้าวอันประกอบด้วยเม็ดที่แตกหัก ผสมกับผักสับที่ไม่ดูน่ากินสักนิด และที่สำคัญไม่มีเนื้อสัตว์ติดมาแม้แต่น้อย! นอกจากหน้าตาจะแย่แล้ว รสชาติยังแย่ยิ่งกว่า แม้แต่คนยากจนที่สุดในหมู่บ้านก็เห็นทีว่าคงได้กินอาหารที่ดีกว่านี้ อีกทั้งวันนี้เขาพาภรรยาคนใหม่เข้าบ้าน ไหนจะบุตรสาวคนใหม่อีก นี่ไม่ควรเป็นอาหารที่ใช้ในการต้อนรับเลยสักนิด คิดแล้วก็ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารเพื่อเตรียมจะไปสอบถามบุตรสาวว่านี่มันหมายความว่าอย่างไร แต่เดินออกไปไม่ทันไรก็พบกับจูกุ้ยหยวนที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว “เจ้าอยู่ตรงนี้พอดีเลย ไหนบอกข้าว่าเหตุใดจึงทำอาหารเช่นนั้นให้กับข้าและคนอื่น ๆ กิน!”“ท่านพ่อคิดว่าบ้านเราร่ำรวยมากหรือ เดิมทีอาหารก็มีน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมีคนเข้ามาเพิ่มอีก จะให้กินดีขึ้นได้อย่างไร” กล่าวจบก็ปรายตามองไปที่สองคนด้านหลังบิดา “หากไม่มีเหตุใดไม่บอกข้า ทำอาหารห่วยแตกเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร” จูหมิงยู่เข่นเขี้ยว “ท่านมีเงินหรือ ท่านมีได้อย่างไร ในเมื่อบ้านนี้มีแต่ข้ากับพี่ใหญ่ที่มีหน้
ตอนที่[2]เหตุใดจึงยอมสรุปแล้วนางคือคนที่ซวยมาก ๆ คนหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่ไปเดินห้างในวันนั้น กลับมีนางผู้เดียวที่ตายอย่างอนาถในขณะที่คนอื่นนั้นรอดกันหมด หากไม่เรียกว่าซวยมาก นี่จะเรียกว่าอย่างไร หมูกระทะก็ไม่ได้กินดันมาตายอีก!นางไม่อยากโทษสหายสนิทอย่างเช่นข้าวปั้นหรอก เพราะหากเป็นนาง นางก็คงจะลำบากใจเช่นกัน ชีวิตกำลังไปได้ดีแท้ ๆ แต่ก็อาจจะรู้สึกขัด ๆ ในใจเล็กน้อย เพราะในกึ่งความฝันนั้น ข้าวปั้นได้บอกว่าขอให้นางไปสู่ภูมิที่ดี มีแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตรุ่งเรือง ร่ำรวยเงินทองและอย่าได้พบอุปสรรคหรือเรื่องอนาถใจเฉกเช่นชาตินี้อีก แต่ทว่า.....ดูนางยามนี้สิ นี่มันพบกับอุปสรรคและลำบากยิ่งกว่าชาติที่แล้วเสียอีก!! จูกุ้ยหยวนสตรีไม่มีปากมีเสียง เอาแต่ทำงานหนักและไม่ตอบโต้แม้ถูกคนรังแกและเอาเปรียบ นี่มันชีวิตดาวพระศุกร์ชัด ๆ เอาอันใดมาสบายและไร้อุปสรรคกัน เมื่อคืนนอกจากจะเห็นเรื่องราวในโลกก่อนแล้ว นางยังเห็นเรื่องราวของจูกุ้ยหยวนหรือก็คือคนที่ตนกำลังเป็นอีกฝ่ายในยามนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่า การตบตีกับงานในโลกก่อนของนาง ยังดูสบายกว่าการสู้ชีวิตของจูกุ้ยหยวน พร้อมกับพี่ชายและมารดาในโลกนี้เสีย
ตอนที่[1]ชีวิตที่พลิกผัน“ท่านพ่อ ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร” “ข้าจะทำอันใดก็เรื่องของข้า ส่วนเจ้าเป็นบุตร มีสิทธิ์มาขึ้นเสียงใส่บิดาเช่นนี้หรือ”“แต่ท่านแม่กำลังป่วย นี่ท่าน....”“ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะแม่เจ้า ทำตัวไร้ประโยชน์เอง จะมาโทษอันใดข้า” ผู้เป็นบิดากล่าวเสร็จก็โอบกอดสตรีอีกนางหนึ่งเพื่อเดินพาไปยังทิศทางของห้องหนึ่งของบ้าน ตามหลังกันนั้นก็มีเด็กสาวที่อายุราวสิบสองหนาวที่เดินตามคนทั้งคู่ไป แต่ไม่วายเด็กสาวผู้นั้นกลับหันกลับมามองเด็กสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนที่อยู่ด้านหลังอย่างมีความนัยบางอย่าง ด้านผู้เป็นบุตรชายกลับมองตามบิดาด้วยสายตาผิดหวัง เขา มารดาและน้องสาวทำงานหนักมาโดยตลอดเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว มารดาที่แม้ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ก็ยังต้องทำงานหนักท้ายที่สุดก็แท้งเสียเลือดมาก จนแทบเอาชีวิตไม่รอด ดีที่เบื้องบนยังเมตตาแต่ก็ไม่พ้นกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง นอนล้มป่วยตัวซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงมาเป็นเวลากว่าหกเดือนแล้ว น้องสาวก็เช่นกันเมื่อเจ็ดวันก่อนหลังจากที่พวกเขาสองพี่น้องช่วยกันระบายน้ำออกจากนาข้าวจู่ ๆ น้องสาวก็หน้ามืดและล้มลงศีรษะกระแทกกับคันนาอย่างแรงจนสลบไปหลายวัน ท