แสงเทียนส่องสว่างไสวไปทั่วทั้งเรือน นางกำนัลปรนนิบัติเจียงเฟิ่งหัวอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า ต่างตกตะลึงในผิวพรรณอันไร้ที่ติ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นของนาง แม้แต่พระสนมในวังก็ยังไม่มีทรวดทรงที่งดงามเย้ายวนเช่นนี้นางกำนัลอดหน้าแดงไม่ได้ จ้องมองใบหน้าอันงดงามของนางอย่างไม่วางตาเซี่ยซางผลักประตูเข้าไปในตำหนักด้านข้างโดยไม่รู้ตัว เหล่านางกำนัลเห็นเข้าก็รีบคารวะ “ท่านอ๋อง”“พวกเจ้าทั้งหมดออกไปเถิด ที่นี่ไม่ต้องให้พวกเจ้าคอยรับใช้แล้ว” เซี่ยซางรูปร่างสูงสง่า น้ำเสียงเย็นชาหนักแน่นไม่อาจโต้แย้งได้ ดวงตาลึกล้ำเปล่งประกายนางกำนัลรับคำแล้วรีบถอยออกไป ของใช้ในห้องน้ำทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้อย่างครบครัน ชุดนอนของพวกเขาถูกแขวนไว้บนราวข้าง ๆ ที่นี่ไม่จำเป็นต้องใช้นางกำนัลอีกแล้วเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ ก็รีบจุ่มตัวลงไปในน้ำจนมิด เส้นผมสีดำขลับดุจดั่งน้ำตก แผ่สยายปกคลุมไปทั่วผิวน้ำในชั่วพริบตา บดบังความงดงามในอ่างอาบน้ำ เผยให้เห็นเพียงใบหน้างดงาม นางเอ่ยเร่งด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านอ๋องรีบออกไปก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันยังอาบน้ำไม่เสร็จ”“ส่วนไหนของเจ้าที่ข้ายังไม่เคยเห็นบ้าง” เขาเคยเห
วันรุ่งขึ้น ท้องฟ้ายังมีเพียงแสงสีขาวอมฟ้าจาง ๆ เพียงเล็กน้อย เจียงเฟิ่งหัวก็ตื่นขึ้นมาแล้วนางคิดว่า การเข้าวังก็มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือต้องตื่นแต่เช้าตรู่ไปถวายบังคมฮองเฮา ถึงแม้ว่านางจะเหนื่อยจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ก็ตามดังนั้น เมื่อเซี่ยซางตื่นขึ้น เจียงเฟิ่งหัวก็ลุกขึ้นจากเตียงเช่นกันเขาเอ่ยขึ้น “เจ้านอนต่ออีกหน่อยเถอะ”“ไม่นอนแล้วเพคะ หม่อมฉันยังต้องไปถวายบังคมเสด็จแม่ นี่คือสิ่งที่ลูกสะใภ้พึงกระทำ” เจียงเฟิ่งหัวรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งเอวและหลัง ต้องพยุงตัวถึงจะลุกขึ้นยืนได้ นางชื่นชมในพละกำลังของเซี่ยซางจริง ๆ เขาดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเซี่ยซางเห็นท่าทางน่าสงสารของนาง ก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย “ครั้งหน้าข้าจะควบคุมตัวเองให้มากขึ้นหน่อย เจ้าลำบากแล้ว”เจียงเฟิ่งหัวรู้สึกเขินอาย เซี่ยซางก็อ่อนโยนและระมัดระวังมากแล้ว แต่เป็นนางเองที่ประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป คิดว่าตัวเองสามารถรับมือกับความแข็งแกร่งของเขาได้ ตอนที่ตอบสนองเขาจึงออกแรงมากไปหน่อยก่อนจะร่วมหอ นางให้อู๋ซินเตรียมยาคุมกำเนิดที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมาให้ ที่นี่คือวังหลวง ของแบบนี้ถือว่าเป็นของที่
เจียงเฟิ่งหัวนั่งนิ่งไม่ขยับ แน่นอนว่านางรู้จักเยี่ยนเฟยผู้นี้ นั่นคือมารดาแท้ ๆ ขององค์ชายรองเซี่ยอวี้นางคิดว่าสาเหตุที่เยี่ยนเฟยโกรธมากเช่นนี้ ต้องเป็นเพราะเมื่อวานเซี่ยซางหักแขนบุตรชายของนางเป็นแน่เวลานี้นางสนมคนอื่น ๆ ก็ทยอยกันเข้ามา เจียงเฟิ่งหัวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ กลับไม่เห็นซูกุ้ยเฟยเสด็จมาเจียงเฟิ่งหัวรู้สาเหตุเป็นอย่างดี ซูกุ้ยเฟยอาศัยความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงวางตัวเหนือกว่านางสนมคนอื่น ๆ รวมถึงฮองเฮาภาพเหตุการณ์อย่างเมื่อคืน ทั้งที่ฮ่องเต้ทรงทราบว่าเป็นแผนของซูกุ้ยเฟยที่ล่อลวงให้เซี่ยอวี้ไปยังห้องบรรทมของนาง แต่เขากลับไม่ตำหนิแม้แต่คำเดียว แค่ประหารนางกำนัลคนเดียวก็ถือว่าจบเรื่องเห็นได้ชัดว่าซูกุ้ยเฟยอวดดีมากเพียงใดรอจนกระทั่งทุกคนหาที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ฮองเฮาจึงเสด็จออกมาพร้อมแต่งกายอย่างหรูหราทุกคนกล่าวพร้อมกัน “หม่อมฉันขอถวายบังคมฮองเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี”เจียงเฟิ่งหัวก็คำนับพร้อมกับคนอื่น ๆ ฮองเฮากวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั่ง แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด”“ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ” ทุกคนกล่าวพร้อมเพรียงก
ฮองเฮาหัวเราะขึ้นมา “เจ้าเด็กคนนี้ อ่านหนังสือมากขึ้นหน่อยก็มาสั่งสอนผู้ใหญ่เสียแล้ว นางพูดจาและกระทำเช่นนี้มาตลอด เป็นคนหยาบกระด้างไร้มารยาท ข้าไม่จำเป็นต้องไปถือสากับคนพาลหรอก”“มิใช่เพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวต่อ “เมื่อวานเสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้หม่อมฉันคัดลอก ‘บันทึกธรรมเนียมปฏิบัติ’ เสด็จพ่อได้ให้ข้าศึกษาอย่างละเอียด คงเป็นเพราะต้องการสอนหม่อมฉันว่า ‘ธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับคนเราก็เปรียบเสมือนส่าเหล้าในสุรา วิญญูชนมีคุณธรรมอย่างแท้จริงดุจสุราเข้มข้น ส่วนคนพาลมีคุณธรรมตื้นเขินดุจสุราที่เจือจาง’ เสด็จพ่อทรงสั่งสอนข้ามิให้เลียนแบบนิสัยคนพาล ไม่รู้จักมารยาท”“หม่อมฉันกล้าทูลเสนอความคิดเห็น เพราะเสด็จแม่เป็นใหญ่ในวังหลัง หากมีนางสนมที่ไม่รู้จักมารยาท เสด็จแม่ยิ่งควรสั่งสอน อย่าให้นางสนมทำให้ราชวงศ์เสียหน้าเป็นอันขาด”“หากเรื่องนี้ไปถึงหูของเสด็จพ่อ เสด็จแม่ก็จะกลายเป็นผู้บกพร่องต่อหน้าที่ ถึงตอนนั้น หม่อมฉันเกรงว่าเสด็จแม่จะพลอยถูกลงโทษไปด้วย ซึ่งนั่นก็ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก”“หากเรื่องนี้แพร่สะพัดไปถึงหูชาวบ้าน พวกเขาก็จะเอาอย่าง แล้วแคว้นต้าโจวของพวกเราจะต่างอะไรกับพวกชนเผ่าอนารยชนล่ะ
เจียงเฟิ่งหัวจ้องมองซูกุ้ยเฟยที่เดินจากไป นางหัวเราะเยาะในใจ ชาติที่แล้วเฉิงฮองเฮาก็ถูกซูกุ้ยเฟยรังแกเช่นนี้ จากนั้นฮองเฮาก็มาระบายที่นางเมื่อควรลงโทษแต่ไม่ลงโทษ ดังนั้นถึงแม้ว่านางจะเป็นฮองเฮาก็ถูกดูแคลนฮองเฮาถูกฮ่องเต้รังเกียจ นางไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์นี้ได้ แม้แต่จะยืดอกรับก็ยังทำไม่ได้เจียงเฟิ่งหัวรู้ว่าเยี่ยนเฟยรู้สึกโมโหในใจ ศัตรูของศัตรูมักจะกลายเป็นมิตรได้เมื่อทุกคนออกจากตำหนักคุนหนิงแล้ว เจียงเฟิ่งหัวก็ถูกฮองเฮาเรียกตัวไว้“ข้ามีเครื่องประดับอยู่ชุดหนึ่ง ดูแล้วเข้ากับหรวนหร่วนมาก ลองดูสิว่าชอบหรือไม่” ฮองเฮามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ตรัสด้วยท่าทางใจดีและเป็นกันเองสี่หมัวมัวรีบนำชุดเครื่องประดับอันงดงามมาวางไว้ตรงหน้าเจียงเฟิ่งหัวดวงตาของเจียงเฟิ่งหัวฉายแววตื่นเต้นดีใจ “ปิ่นระย้าช่างงดงามจริง ๆ ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ”“วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก ทำให้ซูชิงชิงนางสารเลวนั่นโมโหแทบแย่ ข้าไม่ได้มีความสุขเช่นนี้มานานแล้ว เจ้าจำเอาไว้ ต่อไปหากมีใครกล้ารังแกเจ้า เจ้าก็จงวางตัวเช่นนี้ ไม่แสดงความต่ำต้อยหรือหยิ่งผยอง เจ้าเป็นสะใภ้ของข้า ข้าย่อมปฏิบัติต่อเจ้าต่างจากพระชายาคนอื่น
เซี่ยซางมองหมึกที่เลอะแก้มและมุมปากของนาง มุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มมีเสน่ห์เย้ายวนใจรู้สึกได้ว่าความเย็นชาที่ติดตัวเขามาตั้งแต่กำเนิดพลันสลายหายไป ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น เขาดูเหมือนกลายเป็นคนละคน รอยยิ้มของเขาอบอุ่นราวกับแสงตะวัน เจียงเฟิ่งหัวนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ สบตากับเขา แทบจะมองจนตาค้างแล้วมือของเขายังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด ยื่นมือไปลูบไล้มุมปากของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขายิ่งเช็ดหมึกออกมากเท่าไร รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งลึกมากขึ้นเท่านั้น ไม่นานก็เช็ดจนเป็นหนวดเล็ก ๆ สองข้างให้กับนางดวงตาของเขาดำสนิทดุจหมึก นางเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของตัวเองที่เปื้อนหมึกจากในดวงตาของเขา ทันใดนั้นนางก็จับมือเขาไว้ จึงได้เห็นว่านิ้วของเขาเปื้อนหมึกไปหมดแล้วเจียงเฟิ่งหัวเข้าใจในทันที ใบหน้าของนางแดงก่ำเสียแล้ว เวลานี้นางรู้สึกอับอายเพียงใด นางสามารถจินตนาการได้ นางหยิบพู่กันขึ้นมาต้องการจะวาดลงบนใบหน้าของเซี่ยซางเซี่ยซางก็ไวไม่แพ้กัน รีบวิ่งหนีทันที เขาจะยอมให้นางไล่ตามทันได้อย่างไร เจียงเฟิ่งหัวถือชายกระโปรง ก้าวขายาว ๆ ไล่ตามไม่ลดละ เพราะฝึกฝนการร่ายรำ เอวของนางจึงอ่อนพลิ้วราวกับกิ่งหลิว สามารถท
เจียงเฟิ่งหัวพลิกตัวโอบรอบคอเขา ริมฝีปากแดงสดใส “หม่อมฉันหลับลึกเกินไปหน่อย ข้างนอกฟ้ามืดแล้ว ท่านอ๋องอย่าได้ลำบากตรากตรำมากนัก อยู่ข้างนอกดูแลตัวเองด้วยนะเพคะ หม่อมฉันจะรอท่านกลับมา”เซี่ยซางพยักหน้า คลอเคลียกับนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไปประตูของห้องบรรทมเปิดกว้างค้างไว้เช่นนั้น มีฉากกั้นอยู่ ทว่าหงซิ่วและเหลียนเย่ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง เมื่อครู่นี้ท่านอ๋องเป็นฝ่ายจุมพิตพระชายาเองหลังจากที่เซี่ยซางจากไปแล้ว เจียงเฟิ่งหัวก็ยังคงนอนอยู่บนเตียง ไม่อยากลุกขึ้น ร่างกายของนางตึงเครียดมาทั้งวันแล้ว เหนื่อยล้าเกินไปจริง ๆ เหลียนเย่เดินเข้ามาใกล้ จากนั้นเอ่ยขึ้น “ความสัมพันธ์ระหว่างพระชายากับท่านอ๋องดีขึ้นมากเลยเพคะ!”“ตอนอยู่ในวัง ข้าและท่านอ๋องได้ร่วมหอกันแล้ว” สีหน้าของนางกลับมาเป็นปกติ การร่วมหอกับเซี่ยซางเป็นสิ่งที่อยู่ในแผนการของนางอยู่แล้วเหลียนเย่เข้าใจในทันที ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นท่านอ๋องก็ยังไม่พ้นเงื้อมมือของพระชายาอยู่ดี เรื่องนี้หากพระชายารองซูรู้เข้า นางคงจะโกรธจนแทบบ้าหงซิ่วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนสองวันนี้ให้เจียงเฟิ่งหัวฟัง “ข้างก
เมื่อไปถึงเรือนถานเซียง ซูถิงหว่านได้เตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะแล้วเซี่ยซางนั่งลงตามคำเชิญ นางหยิบกาเหล้าแล้วรินเหล้าให้เขาหนึ่งจอก “นี่เป็นเหล้าผลไม้ที่หม่อมฉันหมักเอง ท่านอ๋องลองชิมดูสิเพคะว่ารสชาติดีหรือไม่”เซี่ยซางลองชิมคำหนึ่ง รู้สึกว่ารสชาติหวาน ๆ อมเปรี้ยวเล็กน้อย“กลิ่นหอมของเหล้าเข้มข้น ดื่มแล้วรสชาติหวานละมุน ไม่ทำให้คนเมา” ซูถิงหว่านอธิบายนางคีบอาหารอีกอย่างไปที่ริมฝีปากเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความเอาใจ “ท่านอ๋องลองชิมไก่ต้มจานนี้ดูสิเพคะ หม่อมฉันฝึกทำอยู่หลายวันกว่าจะทำได้ ไม่คิดเลยว่าการจะทำอาหารจานอร่อยสักจานจะยุ่งยากเช่นนี้ เหนื่อยกว่าตอนที่หม่อมฉันถือดาบเสียอีก แต่เพื่อท่านอ๋อง หม่อมฉันยินดีที่จะเรียนรู้”เซี่ยซางมองใบหน้าของนาง เขาไม่รู้ว่าจะบอกนางอย่างไรดีว่าตัวเองตกหลุมรักเจียงเฟิ่งหัวไปแล้ว และได้ร่วมหอกับนางแล้วด้วยเขาไม่เพียงแต่หลงใหลในความงามของนางเท่านั้น แต่ยังหลงใหลในตัวนางอย่างลึกซึ้ง เขาพูดไม่ออกว่าความรู้สึกนั้นเป็นเช่นไร รู้แต่เพียงว่ามันงดงามมาก “หวานหว่าน ข้า...”ซูถิงหว่านรู้ว่าเขาต้องการจะพูดอะไร จึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ “วันนี้ข้าเห็นท่านอุ้มพระชายากลับมา ส
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ