เจียงเฟิ่งหัวจ้องมองซูกุ้ยเฟยที่เดินจากไป นางหัวเราะเยาะในใจ ชาติที่แล้วเฉิงฮองเฮาก็ถูกซูกุ้ยเฟยรังแกเช่นนี้ จากนั้นฮองเฮาก็มาระบายที่นางเมื่อควรลงโทษแต่ไม่ลงโทษ ดังนั้นถึงแม้ว่านางจะเป็นฮองเฮาก็ถูกดูแคลนฮองเฮาถูกฮ่องเต้รังเกียจ นางไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์นี้ได้ แม้แต่จะยืดอกรับก็ยังทำไม่ได้เจียงเฟิ่งหัวรู้ว่าเยี่ยนเฟยรู้สึกโมโหในใจ ศัตรูของศัตรูมักจะกลายเป็นมิตรได้เมื่อทุกคนออกจากตำหนักคุนหนิงแล้ว เจียงเฟิ่งหัวก็ถูกฮองเฮาเรียกตัวไว้“ข้ามีเครื่องประดับอยู่ชุดหนึ่ง ดูแล้วเข้ากับหรวนหร่วนมาก ลองดูสิว่าชอบหรือไม่” ฮองเฮามีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า ตรัสด้วยท่าทางใจดีและเป็นกันเองสี่หมัวมัวรีบนำชุดเครื่องประดับอันงดงามมาวางไว้ตรงหน้าเจียงเฟิ่งหัวดวงตาของเจียงเฟิ่งหัวฉายแววตื่นเต้นดีใจ “ปิ่นระย้าช่างงดงามจริง ๆ ขอบพระทัยเสด็จแม่เพคะ”“วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก ทำให้ซูชิงชิงนางสารเลวนั่นโมโหแทบแย่ ข้าไม่ได้มีความสุขเช่นนี้มานานแล้ว เจ้าจำเอาไว้ ต่อไปหากมีใครกล้ารังแกเจ้า เจ้าก็จงวางตัวเช่นนี้ ไม่แสดงความต่ำต้อยหรือหยิ่งผยอง เจ้าเป็นสะใภ้ของข้า ข้าย่อมปฏิบัติต่อเจ้าต่างจากพระชายาคนอื่น
เซี่ยซางมองหมึกที่เลอะแก้มและมุมปากของนาง มุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มมีเสน่ห์เย้ายวนใจรู้สึกได้ว่าความเย็นชาที่ติดตัวเขามาตั้งแต่กำเนิดพลันสลายหายไป ภายใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น เขาดูเหมือนกลายเป็นคนละคน รอยยิ้มของเขาอบอุ่นราวกับแสงตะวัน เจียงเฟิ่งหัวนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ สบตากับเขา แทบจะมองจนตาค้างแล้วมือของเขายังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด ยื่นมือไปลูบไล้มุมปากของนางอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขายิ่งเช็ดหมึกออกมากเท่าไร รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งลึกมากขึ้นเท่านั้น ไม่นานก็เช็ดจนเป็นหนวดเล็ก ๆ สองข้างให้กับนางดวงตาของเขาดำสนิทดุจหมึก นางเห็นใบหน้าเล็ก ๆ ของตัวเองที่เปื้อนหมึกจากในดวงตาของเขา ทันใดนั้นนางก็จับมือเขาไว้ จึงได้เห็นว่านิ้วของเขาเปื้อนหมึกไปหมดแล้วเจียงเฟิ่งหัวเข้าใจในทันที ใบหน้าของนางแดงก่ำเสียแล้ว เวลานี้นางรู้สึกอับอายเพียงใด นางสามารถจินตนาการได้ นางหยิบพู่กันขึ้นมาต้องการจะวาดลงบนใบหน้าของเซี่ยซางเซี่ยซางก็ไวไม่แพ้กัน รีบวิ่งหนีทันที เขาจะยอมให้นางไล่ตามทันได้อย่างไร เจียงเฟิ่งหัวถือชายกระโปรง ก้าวขายาว ๆ ไล่ตามไม่ลดละ เพราะฝึกฝนการร่ายรำ เอวของนางจึงอ่อนพลิ้วราวกับกิ่งหลิว สามารถท
เจียงเฟิ่งหัวพลิกตัวโอบรอบคอเขา ริมฝีปากแดงสดใส “หม่อมฉันหลับลึกเกินไปหน่อย ข้างนอกฟ้ามืดแล้ว ท่านอ๋องอย่าได้ลำบากตรากตรำมากนัก อยู่ข้างนอกดูแลตัวเองด้วยนะเพคะ หม่อมฉันจะรอท่านกลับมา”เซี่ยซางพยักหน้า คลอเคลียกับนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไปประตูของห้องบรรทมเปิดกว้างค้างไว้เช่นนั้น มีฉากกั้นอยู่ ทว่าหงซิ่วและเหลียนเย่ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง เมื่อครู่นี้ท่านอ๋องเป็นฝ่ายจุมพิตพระชายาเองหลังจากที่เซี่ยซางจากไปแล้ว เจียงเฟิ่งหัวก็ยังคงนอนอยู่บนเตียง ไม่อยากลุกขึ้น ร่างกายของนางตึงเครียดมาทั้งวันแล้ว เหนื่อยล้าเกินไปจริง ๆ เหลียนเย่เดินเข้ามาใกล้ จากนั้นเอ่ยขึ้น “ความสัมพันธ์ระหว่างพระชายากับท่านอ๋องดีขึ้นมากเลยเพคะ!”“ตอนอยู่ในวัง ข้าและท่านอ๋องได้ร่วมหอกันแล้ว” สีหน้าของนางกลับมาเป็นปกติ การร่วมหอกับเซี่ยซางเป็นสิ่งที่อยู่ในแผนการของนางอยู่แล้วเหลียนเย่เข้าใจในทันที ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นท่านอ๋องก็ยังไม่พ้นเงื้อมมือของพระชายาอยู่ดี เรื่องนี้หากพระชายารองซูรู้เข้า นางคงจะโกรธจนแทบบ้าหงซิ่วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนสองวันนี้ให้เจียงเฟิ่งหัวฟัง “ข้างก
เมื่อไปถึงเรือนถานเซียง ซูถิงหว่านได้เตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะแล้วเซี่ยซางนั่งลงตามคำเชิญ นางหยิบกาเหล้าแล้วรินเหล้าให้เขาหนึ่งจอก “นี่เป็นเหล้าผลไม้ที่หม่อมฉันหมักเอง ท่านอ๋องลองชิมดูสิเพคะว่ารสชาติดีหรือไม่”เซี่ยซางลองชิมคำหนึ่ง รู้สึกว่ารสชาติหวาน ๆ อมเปรี้ยวเล็กน้อย“กลิ่นหอมของเหล้าเข้มข้น ดื่มแล้วรสชาติหวานละมุน ไม่ทำให้คนเมา” ซูถิงหว่านอธิบายนางคีบอาหารอีกอย่างไปที่ริมฝีปากเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความเอาใจ “ท่านอ๋องลองชิมไก่ต้มจานนี้ดูสิเพคะ หม่อมฉันฝึกทำอยู่หลายวันกว่าจะทำได้ ไม่คิดเลยว่าการจะทำอาหารจานอร่อยสักจานจะยุ่งยากเช่นนี้ เหนื่อยกว่าตอนที่หม่อมฉันถือดาบเสียอีก แต่เพื่อท่านอ๋อง หม่อมฉันยินดีที่จะเรียนรู้”เซี่ยซางมองใบหน้าของนาง เขาไม่รู้ว่าจะบอกนางอย่างไรดีว่าตัวเองตกหลุมรักเจียงเฟิ่งหัวไปแล้ว และได้ร่วมหอกับนางแล้วด้วยเขาไม่เพียงแต่หลงใหลในความงามของนางเท่านั้น แต่ยังหลงใหลในตัวนางอย่างลึกซึ้ง เขาพูดไม่ออกว่าความรู้สึกนั้นเป็นเช่นไร รู้แต่เพียงว่ามันงดงามมาก “หวานหว่าน ข้า...”ซูถิงหว่านรู้ว่าเขาต้องการจะพูดอะไร จึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ “วันนี้ข้าเห็นท่านอุ้มพระชายากลับมา ส
เซี่ยซางสติเลือนราง ได้ยินไม่ชัดว่านางพูดว่าอะไร เขาเรียกชื่อเล่นของเจียงเฟิ่งหัวออกมาอย่างไม่รู้ตัวอวิ๋นฟางแอบฟังเสียงข้างในอยู่นอกหน้าต่าง มองผ่านหน้าต่างเข้าไป นางเห็นร่างสองร่างกำลังเกี่ยวพันกันอยู่ นางรู้สึกเหมือนมีไฟก้อนหนึ่งกำลังลุกไหม้ไปทั่วร่างนางจินตนาการถึงร่างกายของเซี่ยซาง...อิ๋นซิ่งวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้านางอย่างกะทันหัน “อวิ๋นฟางกูกู ท่านกำลังดูอะไรอยู่เจ้าคะ!”อวิ๋นฟางรีบตั้งสติทันที จ้องมองอิ๋นซิ่งด้วยสายตาเย็นชา “ไม่มีอะไร ไปกันเถอะ ในที่สุดคืนนี้พระชายารองก็สมหวังแล้ว”อิ๋นซิ่งไม่รู้ว่าซูถิงหว่านวางยาเซี่ยซาง นางก็แอบมองเข้าไปข้างในเช่นกัน จากนั้นหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายก่อนจะวิ่งออกไปหลังจากเสร็จกิจ เขามองซูถิงหว่านอย่างไม่อยากจะเชื่อ นึกถึงเหล้าสองจอกที่เขาดื่มเข้าไป ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ “หวานหว่าน เจ้าวางยาข้าใช่หรือไม่?”ถึงแม้ว่าซูถิงหว่านจะหมดแรงไปทั้งตัว แต่นางก็ยังพยายามพยุงร่างกายขึ้นเพื่อจะกอดเขา “ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่ได้...”เซี่ยซางผลักนางออกไป ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงติดตา นางยังไม่ยอมรับอีก “หวานหว่าน ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะใช้วิธีสกปร
เมื่ออวิ๋นฟางมอบผ้าให้กับวังหมัวมัว วังหมัวมัวจึงเอ่ยถาม “เหตุใดท่านอ๋องถึงไม่อยู่?”“เมื่อครู่ท่านอ๋องเพิ่งออกไป อาจจะมีราชกิจที่ต้องรีบไปจัดการ” อวิ๋นฟางเอ่ยต่อ “พระชายารองกำลังโกรธเรื่องนี้อยู่ ท่านอ๋องก็ไม่ยอมอยู่กับพระชายารอง ทิ้งนางไว้แบบนี้แล้วก็จากไป”วังหมัวมัวรับผ้ามาพร้อมกับหัวเราะเยาะ แล้วแสร้งเอ่ยขึ้น “ได้ยินมาว่าพระชายากับท่านอ๋องได้ร่วมหอกันในวังแล้ว ท่านอ๋องทรงรักพระชายามาก อุ้มขึ้นอุ้มลง กลัวว่าพระชายาจะน้อยใจ”หลังจากที่ซูถิงหว่านได้ยินดังนั้น หัวใจของนางก็ยิ่งรู้สึกผิดหวัง แต่ในเวลานี้นางไม่สามารถทำอะไรได้ นางหยิกแขนของตัวเอง นึกถึงการกระทำที่หยาบคายของเซี่ยซางที่มีต่อนาง ก้นบึ้งของหัวใจเกิดความรู้สึกเกลียดชังขึ้นมา เหตุใดพวกเขาถึงต้องทำเช่นนี้กับนางด้วย?วังหมัวมัวจะต้องไปถามท่านอ๋องเสียหน่อยเซี่ยซางไม่ได้ไปที่ไหนเลยหลังจากที่ออกมาจากเรือนถานเซียง เขาไม่กล้าแม้แต่จะไปเผชิญหน้ากับเจียงเฟิ่งหัวที่หอหล่านเยว่ ดังนั้น เขาจึงตรงกลับไปที่หอทิงเสวี่ยเขาไม่ได้จุดตะเกียง ภายในมืดสนิท เขารู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งตัว และรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย หวานหว่านไม่ใช่ผู้หญิงแบบนี้ นา
เจียงเฟิ่งหัวไม่สนใจว่าพวกเขาจะร่วมหอกันหรือไม่ ยังคงฝึกฝนการร่ายรำ อ่านตำรา เขียนอักษร วาดภาพ และทำการค้าของตัวเองต่อไปตามปกติ“ช่วงนี้ เรือนถานเซียงเงียบผิดปกติ พระชายารองซูเหมือนกลายเป็นคนละคน วัน ๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนถานเซียง เรียนรู้พิณ หมากรุก การประดิษฐ์อักษร และการวาดภาพ ได้ยินมาว่าผลลัพธ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก สุดท้ายนางจึงเลือกที่จะเรียนร่ายรำ ฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน ขยันขันแข็งมาก อวิ๋นฟางยังหาอาจารย์มาสอนนางถึงในจวนโดยเฉพาะ ดูลึกลับน่าดู”เมื่อเจียงเฟิ่งหัวได้ยินดังนั้น นางก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ เพียงเปลี่ยนเป็นท่าทางที่งดงามแล้วอ่านตำราต่อไป การเต้นรำนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐาน ริ่มเรียนตอนอายุสิบเจ็ดสิบแปด คงจะเรียนรู้อะไรไม่ได้มากนักหรอกเจียงเฟิ่งหัวเอ่ยขึ้น “อีกไม่กี่วัน ทางวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับคณะราชทูตจากแคว้นเฉาซี ราชทูตแคว้นเฉาซีเดินทางมายังต้าโจวเพื่อขอสงบศึก และจะส่งมอบองค์หญิงผู้งดงามท่านหนึ่งให้กับฮ่องเต้ ทั้งสองแคว้นจะกลายเป็นพันธมิตรกัน ซูถิงหว่านต้องการที่จะโดดเด่นในงานเลี้ยงครั้งนี้”ชาติที่แล้ว ซูถิงหว่านได้แสดงการร่ายรำกระบี่ร่วมกับเซี่ยซาง
ขณะเดียวกัน การประกวดคัดเลือกนางคณิกาที่ชั้นล่างก็ค่อย ๆ เริ่มต้นขึ้น ผู้คนมากันคับคั่งทั้งในและนอกหอนานแล้ว บรรยากาศคึกคักเป็นอย่างมากเจียงเฟิ่งหัวยืนที่ริมหน้าต่าง มองลงไปด้านล่าง “การประกวดอย่างคืนนี้ก็จะทำให้หออี๋ชุนรับทรัพย์อื้อซ่า ได้เงินเป็นกระบุง ก็มีแต่สถานที่แบบนี้เท่านั้นที่โกยเงินได้เร็วที่สุด หลินอวี่ หัวการค้าของเจ้านี่ ข้ายังต้องนับถือ”ปากแดง ๆ ของหลินอวี่ยิ้มเล็กน้อย จัดแจงกระโปรงของนาง “คุณชายในเมืองเซิ่งจิงล้วนชอบมาที่นี่ แน่นอนว่าหออี๋ชุนก็ให้บริการได้คุ้มยิ่งกว่าคุ้มกับเงินที่ในกระเป๋าที่จ่ายไป ทำให้ติดใจจนไม่อยากกลับบ้าน ทุกคนก็แค่ต่างได้สิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้นเอง”เมื่อเสียงบรรเลงเพลงดังขึ้น บรรดาสาว ๆ ก็ประชันความงาม ทยอยปรากฏตัว เริ่มจากผู้เข้าประกวดแข่งขันแบบเดี่ยว ใครจะเหนือกว่า นี่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนแล้ว“ถัดไป ขอเชิญแม่นางเพียนเพียน”ทันใดนั้น สาวน้อยชุดแดงที่คลุมหน้าด้วยผ้าคลุมหน้าสีแดงคนหนึ่งก็ปรากฏตัวราวกับลงมาจากฟากฟ้า ในมือนางกอดผีผาไว้ เรือนร่างอันเย้ายวนเริ่มเต้นระบำอย่างสง่างาม ประดุจดอกโบตั๋นสีแดงดอกหนึ่งที่กำลังเบ่งบานอย่า
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ