เจียงเฟิ่งหัวและมารดาของนางพูดคุยเปิดเผยความในใจกันอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเทียบเชิญจากจวนจางกั๋วกงก็ถูกส่งถึงมือเจียงเฟิ่งหัว เจียงเฟิ่งหัวรับมา “ฮูหยินผู้เฒ่าจางต้องการพบลูกหรือ? นางอยู่ที่ใด?” พ่อบ้านกล่าวตอบ “มาถึงโถงด้านหน้าแล้วขอรับ” เจียงเฟิ่งหัวและเจียงฮูหยินต่างรีบจัดแจงตนเองและเดินไปโถงหน้าทันที พวกนางพอจะไว้ว่าการมาเยือนครั้งนี้เพื่อเรื่องของจางอวี่มั่วแน่นอน ฮูหยินผู้เฒ่าจางครั้นเห็นเจียงเฟิ่งหัวแล้ว ทันใดนั้นก็คุกเข่าคารวะอย่างยิ่งใหญ่ “หม่อมฉันคารวะพระชายาเหิงอ๋องเพคะ” “ฮูหยินผู้เฒ่ามิต้องมากพิธี” เจียงเฟิ่งหัวเดินเข้าไปพยุงมือนางไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะเชิญนางไปนั่งตรงที่นั่งหลัก “ฮูหยินผู้เฒ่ากับท่านย่าของข้าอายุไล่เลี่ยกัน การคารวะใหญ่เช่นนี้ลำบากใจเฟิ่งหัวแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการพบเฟิ่งหัวกะทันหันเพียงนี้คงจะมีเรื่องสำคัญกระมัง!”“กระหม่อมเองก็หมดหนทางถึงได้บากหน้ามาพบท่าน” เพื่อเรื่องของหลานสาวฮูหยินผู้เฒ่าจางวิตกกังวลและทอดถอนใจ นางเหลือบสายตามองเจียงฮูหยินปราดหนึ่ง “ทั้งหมดก็เพื่อหลานสาวที่ไม่เอาไหนของหม่อมฉัน” เจียงฮูหยินดวงหน้าแววตาเต็มไปด้วยความละอายใจ “
เจียงเฟิ่งหัวมองความคิดนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง “ท่านทำร้ายตัวเอง ทว่าคนที่เจ็บปวดกลับเป็นคนใกล้ชิดที่ดีที่สุดของท่าน หากท่านโศกเศร้าจนสิ้นลมหายใจไป คนนอกไม่มีทางเจ็บปวดเสียใจได้สักครึ่งหนึ่งหรอก รวมถึงพี่ใหญ่ของข้าด้วย เขาเองก็จะไม่เจ็บปวดทุกข์ใจ ยิ่งเป็นสกุลหลี่ยิ่งไม่มีวัน พวกเขามีแต่จะรู้สึกว่าท่านเป็นเคราะห์ร้าย ผิดกับท่านปู่ท่านย่าที่เลี้ยงดูสั่งสอนท่านจนเติบใหญ่กลับต้องกลายเป็นคนผมขาวส่งศพคนผมดำ พวกเขาจะต้องทุกข์ทรมานจนแทบขาดใจ” จางอวี่มั่วจ้องมองเจียงเฟิ่งหัวนิ่ง ๆ “ท่าน…ท่านปู่ท่านย่าของข้า…” เจียงเฟิ่งหัวแววตาเยือกเย็น “ท่านคิดว่าข้าเดาออกเองหรือว่าท่านไม่ได้กินข้าวมาแล้วสองวัน ท่านคิดว่าข้าจะเป็นห่วงท่านทุกเวลา วางความคิดและจิตใจไว้บนตัวท่านตลอดเวลา จางอวี่มั่ว หากวันนี้ข้าไม่มา ท่านอดข้าวต่อไปอีกครึ่งเดือนแบบนี้ ท่านอาจจะได้ตายไปจริง ๆ เลยก็ได้ เมื่อถึงยามนั้น ข้าก็ทำได้แค่ไปที่หลุมศพของท่านจุดธูปสามดอกส่งวิญญาณของท่าน และทอดถอนใจว่าเด็กสาวเอย ตายไปเสียแล้ว หลังจากนั้นสองวัน ข้าก็คงลืมท่านไปแล้ว และไปใช้ชีวิตของข้าอย่างสุขสบายใจ ท่านตายไปก็ไม่รับรู้อะไรแล้ว ทว่าสกุลจางขอ
เซียงหย่าหยวน เซี่ยซางและเหล่าสหายร่ำสุราได้ครึ่งรอบ เจียงเฟิ่งหัวก็พาจางอวี่มั่วมาสมทบด้วย สิ่งที่ทำให้นางคิดไม่ถึงคือซูถิงหว่านเองก็ร่วมโต๊ะสุราด้วย นางยังแต่งกายแบบเมื่อเช้า และนั่งอยู่ข้างกายเซี่ยซางด้วยท่าทางเรียบร้อยงดงาม เซี่ยซางเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเงาร่างของเจียงเฟิ่งหัวและจางอวี่มั่วปรากฏที่หน้าประตู นางยังพาจางอวี่มั่วเข้ามาด้วยกัน ซางอวี๋เพียนเพียนยกจอกสุราขึ้นพลางตะโกนเรียกนางอย่างมีความสุข “เฟิ่งหัว ท่านมาได้อย่างไร ข้าเพิ่งจะถามเหิงอ๋องไป เหตุใดไม่พาท่านมาด้วยกัน เขาบอกว่าท่านกลับจวนสกุลเจียงแล้ว หากรู้เร็วกว่านี้ข้ากับพี่ใหญ่เจ้าจะได้รอเจ้าก่อน” เจียงเฟิ่งหัวเยื้องกรายเข้ามาที่โต๊ะสุราอย่างงดงาม วันนี้นางเข้ามาในเวลาที่ไม่เหมาะสมเลยจริง ๆ เจียงเฟิ่งหัวพยักหน้าให้ซางอวี๋เพียนเพียน “ข้ากลับไปที่เรือนสกุลเจียงแล้ว ทว่าจากนั้นเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ข้าจึงไปที่จวนจางกั๋วกง และลองสอบถามดูถึงได้ทราบว่าพวกท่านมาที่เซียงหย่าหยวน” นางหันไปเอ่ยกับเซี่ยซางอีกครั้ง “หม่อมฉันคิดไม่ถึงว่าพระชายารองซูก็อยู่ที่นี่ด้วยเพคะ” เซี่ยซางชี้นิ้วไปยังบุรุษผู้หนึ่งซึ่งแต่งกายด้วย
ยามนี้ บรรยากาศพลันตึงเครียด เสี่ยวเอ้อร์ยกน้ำชาเข้ามาทันทีโดยไม่ต้องสั่ง และยังตั้งใจวางกาน้ำชาไว้ตรงหน้าเจียงเฟิ่งหัว “สิ่งนี้เถ้าแก่ของร้านเราอยากให้ลองชิมขอรับ” เขาตั้งใจไม่ระบุว่าให้ทุกคนลองดื่ม แต่กระนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็รู้หน้าที่ตนเองดียิ่ง จัดการรินให้เจียงเฟิ่งหัวก่อนหนึ่งถ้วย ทันใดนั้นกลิ่นชาหอมอ่อน ๆ กระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ เจียงเฟิ่งหัวย่อมรู้ดีว่าสิ่งนี้หลินอวี่ได้เตรียมไว้เพื่อนาง นางรับกาน้ำชามาจากนั้นก็รินให้จางอวี่มั่ว นางเหลือบสายตามองไปทางซางอวี๋เพียนเพียน “คุณหนูเพียนเพียนอยากลองดื่มน้ำชาด้วยหรือไม่?” นางตอบ “ช่างหอมยิ่งนัก ชาอะไรหรือ ได้กลิ่นก็อยากดื่มแล้ว” “ชาผู่เอ๋อร์” เจียงเฟิ่งหัวอธิบาย “สิ่งนี้คือเครื่องบรรณาการของราชนิกุล ทว่าคนมีเงินก็สามารถหาดื่มได้เช่นกัน ดังนั้นจึงว่ากันว่ามันเป็นล้ำค่าที่สุด” หลังจากรินน้ำชาครบสามถ้วย ในกาน้ำชาก็เหลือน้ำชาอยู่เพียงน้อยนิดแล้ว นางจึงหันไปเอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ “เถ้าแก่ของพวกเจ้าช่างตระหนี่นัก กาน้ำชาอันเล็กเท่านี้ รินน้ำชาได้นิดเดียวแบบนี้จะเพียงพอให้ทุกคนดื่มได้อย่างไร” เสี่ยวเอ้อร์เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน “เถ้าแก่อย
ทันใดนั้น หลินอวี่ก็หยิกเข้าที่เอวบางไปแรง ๆ เหลียนเย่เห็นนางแต่งหน้าฉูดฉาดทาปากสีแดงสดอีกแล้ว โดยเฉพาะดวงตาที่ดูจะโดดเด่นน่าดึงดูดเป็นพิเศษ บนมวยผมเต็มไปด้วยปิ่นเงินปิ่นทอง นางเหมือนแม่เล้าที่ผ่านเรื่องความรักมาอย่างโชกโชน ทั้งที่วัยก็เพิ่งจะสิบเจ็ดเหมือนกัน “ผู้ใดยั่วโทสะเจ้า?” หลินอวี่ใช้ไหล่กระทุ้งเหลียนเย่เบา ๆ เหลียนเย่ตอบ “ไม่มีใคร” หลินอวี่มองหลินเฟิงที่หน้ามึนอยู่ไกล ๆ ก็กระตุกมุมปากสีแดงสดขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ “โอ๊ะ เจ้าหนุ่มคนนั้นหน้าตาหล่อเหลาทีเดียว อะไรกัน เจ้าชอบเขาหรือ” เหลียนเย่รู้สึกราวกับถูกฝูงยุงนับหมื่นตัวบินตอมอยู่รอบปาก “ถุย ๆ อย่ามาทำให้ตาของข้าแปดเปื้อนเชียว ใครจะชอบเขากัน!” หลินอวี่กระตุกมุมปากยิ้มบาง ๆ “หากเจ้าไม่ชอบ เช่นนั้นก็เป็นของข้าแล้วกัน!” เสี้ยวพริบตาเดียวต่อมา ก็เห็นหลินอวี่บิดเอวอ้อนแอ้นดุจต้นหลิวเดินตัวปลิวเข้าไปถึงข้างกายหลินเฟิงแล้ว นางเอื้อมมือไปคล้องคอเขาไว้พลางใช้ปลายนิ้วเรียวแตะปลายคางของหลินเฟิงเบา ๆ ก่อนจะเดาะลิ้นและกล่าวว่า “หล่อเหลาปานนี้ วันนี้มาอยู่กับข้าเถิด” หลินเฟิงขนลุกซู่ไปทั่วทั้งตัว รีบผลักอีกฝ่ายออกทันที “แม่นางกรุณ
กัวเซี่ยวพลันรู้สึกว่าสตรีตรงหน้าเปลี่ยนไปดูน่าเกรงขามและทรงพลัง เขายกมือขึ้นกุมใบหน้าพลางเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “เจ้าก็ด่าข้าเหมือนกัน” หลินอวี่ตบหน้าเขาไปอีกฉาดก่อนจะเดินจากไป โชคไม่ดีเลยจริง ๆ กัวเซี่ยวเห็นนางเอวบางอรชรอ้อนแอ้น แผ่นหลังตั้งตรง สะโพกบิดไหว ช่างงามเย้ายวนสะดุดตายิ่งนัก แม้แต่เขายังเผลอมองตาค้างไป เขาพึมพำ “ข้าจะไถ่ตัวแม่นางคนนี้” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นจากพื้นและเดินตามไปทันที “แม่นางหลิน รอข้าก่อน” เขาไล่ตามนางกระทั่งมาถึงห้องของหลินอวี่ที่ชั้นสาม กลับถูกหลินอวี่ทุบตีไปอีกยก ตอนที่กัวเซี่ยวกลับมา เห็นเพียงเขาจมูกเขียวหน้าบวม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง ชัดเจนว่าเพิ่งถูกทำร้ายซ้ำอีกยกหนึ่ง ทว่ามุมปากของเขากลับประดับรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความสุข “แสบน่าดู ข้าชอบยิ่งนัก” พวกเหลียนเย่มองภาพฉากนั้นอย่างตะลึงงัน ในใจคิดเพียงว่ากัวเซี่ยวคนนี้เพี้ยนไปแล้วหรือ ถูกทุบตีแต่กลับอารมณ์ดีได้ถึงเพียงนี้ บ่าวรับใช้ของเขาเข้าไปดึงตัวเขาไว้ เขาก็หาได้สนใจ จ้องมองไปที่ชั้นสามราวกับว่ากลายเป็นคนบ้าไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น เพราะเมื่อครู่ตอนที่เขาผลักประตูเข้าไป ได้เห็นห
ภายในห้องรับรองส่วนตัว พวกเขาเริ่มการละเล่นแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นการละเล่นเกี่ยวกับตัวอักษร ครั้นเล่นกันแล้ว เซี่ยซางถูกให้ดื่มจนฟุบลงไป เพราะเขาดื่มติดต่อกันไปสิบกว่าถ้วย และทั้งหมดยังเป็นการดื่มแทนซูถิงหว่าน เพราะซูถิงหว่านเองก็ดื่มไปไม่น้อยแล้ว ตอนถึงตาตนเองก็พูดไม่ออกแม้ประโยคเดียว คืนนี้นางนับว่าได้เข้าใจกระจ่างแจ้ง ที่แท้ตนเองก็เหมือนตัวตลกให้พวกเขาแกล้งเล่นเพื่อความสนุก นางทำได้เพียงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง โดยที่นางมิอาจก้าวล่วงอารมณ์สุขหรือโกรธของเซี่ยซางได้เลยแม้แต่ครึ่งเดียว เมื่อนางแพ้ เขาก็ดื่มสุราอย่างเต็มที่ และยังดูจะมีความสุขมากด้วย เหมือนว่าเซี่ยซางกำลังสนใจตนเอง ความจริงระหว่างที่พวกเขาเล่นกัน เซี่ยซางถูกสุ่มให้อยู่กลุ่มเดียวกับซูถิงหว่าน นางปีติยินดีเป็นที่สุด ทว่าเซี่ยซางจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ชนะได้ มีแต่ดื่มสุราไม่หยุดพัก เขารู้สึกว่าซูถิงหว่านควรจะอ่านตำราให้มากกว่านี้อีกสักหน่อย เพราะนางทำให้เขาต้องขายหน้าแบบนี้ ซางอวี๋เพียนเพียนอยู่กลุ่มเดียวกับเจียงเฟิ่งหัว มีดรุณีผู้เปี่ยมล้นด้วยความรู้ความสามารถอย่างเจียงเฟิ่งหัวอยู่ด้วย แม้แต่สุราหยดเดียวพวกน
นางคิดเพียงอยากจะผลักเขาออกไป หากรู้แต่แรกก็คงจะยอมอ่อนข้อให้เขาบ้างแล้ว เลี่ยงไม่ให้เขาต้องดื่มหนักจนเมาสภาพนี้ สุดท้ายก็เป็นตนเองที่ต้องรับเคราะห์ พูดตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว ชุดกระโปรงหลัวฉวินขนกำมะหยี่แท้ปักลายบุปผา สิ่งนี้เป็นชุดรูปแบบใหม่ที่พี่หญิงรองมอบให้นาง กลับต้องมาถูกเซี่ยซางทำเลอะเทอะเสียหายหมดแล้ว นางได้แต่กรีดร้องคำรามอยู่ในใจ จากนี้จะไม่ให้เซี่ยซางดื่มสุราอีกเป็นอันขาด วันนี้จิตใจของนางมิได้อยู่ที่เซี่ยซางเลยแม้แต่น้อย ได้แต่หลีกให้ซูถิงหว่านได้ประจบสอพลอเอาใจให้เต็มที่ ส่วนนางก็แค่มองอย่างเย็นชาจากด้านข้าง ทว่าเขาพอดื่มสุราหนักมากถึงเพียงนี้ กลับนำพาความเดือดร้อนเหล่านี้มาให้ นางตะโกนออกไปด้านนอก “เหลียนเย่ หลินเฟิง เข้ามา…” ตะโกนเรียกไปนานแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดเข้ามา ตอนนี้เอง ซางอวี๋เพียนเพียนก็เอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าเหิงอ๋องจะคออ่อนเพียงนี้ ให้พวกข้าช่วยเจ้าพาท่านอ๋องขึ้นรถม้าดีกว่า แล้วก็เฟิ่งหัว ชุดของท่าน…” เจียงเฟิ่งหัวกวาดสายตามองไปทั่วห้องรับรอง เคราะห์ดีที่แห่งนี้คือเซียงหย่าหยวน นางจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่านอ๋องพวกเราไปพักบนตั่งนุ่มตรงนั้นสักพักเถิด” “อา ไปกับ
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื