เจียงเฟิ่งหัวเอ่ย “แต่ละจานตักมาอย่างละหน่อยก็พอ ราคาก็แล้วแต่พวกเจ้า จะคิดราคาเท่าใดก็คิดไปเถิด” เซี่ยซางเป็นคุณชายเสเพลโดยแท้ ทว่านี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาออกตัวเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารนาง แน่นอนว่านางย่อมไม่คิดเกรงใจอยู่แล้ว ก็เขาทุ่มเงินให้ซูถิงหว่านไปไม่น้อย มิหนำซ้ำยังเอาชื่อนางไปสวมรอยอีก อยากทำให้ใครพินาศ จงทำให้มันผู้นั้นวิกลจริตเป็นบ้าไปเสียก่อน ซูถิงหว่านเห็นนางส่งสิ่งของชั้นดีเข้าไปในจวนไม่น้อย ย่อมรู้สึกไม่พอใจเป็นธรรมดา เหตุนี้นางถึงได้ทำตามทุกอย่าง โดยหารู้ไม่ว่าเงินที่นางใช้จ่ายไปล้วนแต่เป็นเงินของตนเองทั้งสิ้น ทว่าซูถิงหว่านกลับก่อหนี้สินไปทั่ว วันนี้เซี่ยซางคงจะได้รู้ซึ้งถึงพฤติกรรมของซูถิงหว่านแล้วกระมัง! ไช่คุนเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเหอเฟิงได้ยินว่าเหิงอ๋องและพระชายาเหิงอ๋องกำลังรับประทานอาหารอยู่ด้านบน ก็รีบวิ่งกุลีกุจอขึ้นไป จวนเหิงอ๋องเป็นลูกค้าสำคัญของโรงเตี๊ยมเหอเฟิง เช้าตรู่วันนี้ก็มีพ่อบ้านจากจวนเหิงอ๋องเข้ามาสะสางบัญชีที่จวนเหิงอ๋องติดค้างไว้เสร็จสรรพ ก้อนเงินตำลึงสีขาวสะท้อนแสงระยิบระยับวางบนบัญชี มองแล้วแสบตาไปหมด เขาดีใจอย่างถึงที่สุด หากว่ามีเงินเข้ามาแบบ
เถ้าแก่ไช่เดินลงมาจากชั้นบน ได้ยินว่าแขกในห้องโถงยังคงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสถานะของสตรีที่อยู่ข้างเหิงอ๋อง ในบรรดาแขกเหล่านั้นยังมีลูกค้าประจำจำนวนมากอีกด้วย เนื่องจากเกรงว่าทุกคนจะทำให้เหิงอ๋องไม่พอใจและกระทบต่อธุรกิจของโรงเตี๊ยม เขาจึงกล่าวว่า “คนที่อยู่กับเหิงอ๋องก็ต้องเป็นพระชายาเหิงอ๋องอยู่แล้ว ต่อไปอย่าวิพากษ์วิจารณ์ให้มากนัก ระวังจะถูกตัดลิ้นได้”ทุกคนจึงค่อยหยุด ไม่คาดเดาและวิพากษ์วิจารณ์ต่อไป ต่างคนต่างกินข้าว ดื่มเหล้า ไม่นึกว่าเหิงอ๋องจะรักและเอาใจใส่พระชายาเหิงอ๋องขนาดนี้ในเมื่อเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ พวกเขาก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อีก รู้สึกเพียงว่าขณะนี้เหิงอ๋องทำคดีใหญ่หลายคดี ในใจพวกเขาก็ยิ่งเคารพยำเกรงเขาในห้องส่วนตัว อาหารเลิศรสอันประณีตถูกลำเลียงขึ้นโต๊ะทีละจาน มีสีสัน กลิ่นและรสชาติครบถ้วน เซี่ยซางกล่าว “ข้ารู้ว่าเจ้าชอบกินอาหารรสอ่อน วันนี้ก็กินสักนิดแก้ขัดไปก่อนนะ”เจียงเฟิ่งหัวก็ไม่ใช่คนที่มองไม่เห็นความดีของผู้อื่น เซี่ยซางได้ตำหนิเถ้าแก่ไช่ต่อหน้านาง ระบายความโกรธแทนนางที่ถูกซูถิงหว่านแอบอ้างชื่อมากินโดยไม่จ่ายเงินแล้วเขาใช้วิธีแบบนี้จัดการปัญหานี้ได้ แ
นางพยายามแสดงละครกับเขาให้สมจริงที่สุด เขาเองก็ให้สิ่งที่นางต้องการได้พอดี พวกเขาก็ถือว่าไม่ติดค้างต่อกัน!เซี่ยซางไม่รู้ว่าเจียงเฟิ่งหัวคิดอะไรอยู่ในใจ เขาคีบอาหารให้นางอย่างอ่อนโยน เจียงเฟิ่งหัวอิ่มแล้วก็ไม่กินอีก แต่ก็แค่ตามใจเซี่ยซางเท่านั้น ผู้ชายมักจะกินเยอะกว่าผู้หญิงเสมอเมื่อออกจากโรงเตี๊ยมแล้ว เจียงเฟิ่งหัวยังคงมีกิริยาอ่อนโยน รู้มารยาท นางนึกว่าเซี่ยซางจะพานางกลับจวน ไม่นึกว่าเขาจะพานางไปเดินที่ถนนหนุ่มสาวรูปงามดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่มาเที่ยวเล่นไม่น้อย เขาก็เหมือนไม่ได้สนใจ ราวกับว่ากำลังป่าวประกาศว่านางก็คือพระชายาเหิงอ๋อง จูงมือนางเดินช้า ๆ อย่างสบายอารมณ์ไปตลอดทางถนนสายนี้เจริญมาก เป็นหนึ่งในถนนที่คึกคักที่สุดในเมืองเซิ่งจิงเมื่อตกกลางคืนก็ยิ่งคึกคัก แทบจะสว่างไสวด้วยแสงไฟทั้งคืน สวยงามเป็นอย่างมาก มีแสงสีเสียงจากแหล่งเริงรมย์ เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของผู้คน ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยบรรยากาศความฟุ้งเฟ้อและเสื่อมโทรมทางศีลธรรมมาถึงหน้าประตูร้านชุ่ยอวี้เซวียน เซี่ยซางก็พานางเข้าไปเลือกเครื่องประดับเดินดูแล้วรอบหนึ่ง เจียงเฟิ่งหัวไม่ถูกใจอะไรเลยสักอย่าง เพราะว
ขนตายาว ๆ ของนางเหมือนปีกจักจั่นที่ยอบตัวลงบนดวงตาทรงเมล็ดซิ่ง นัยน์ตาทั้งสองข้างของนางแจ่มใสเหมือนผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง แฝงไปด้วยความอ่อนโยนและบริสุทธิ์เซี่ยซางอดใจไม่ไหวประคองใบหน้าของนางขึ้นมาด้วยมือสองข้าง คิดจะจูบ แต่ก็นึกถึงคำพูดของหมอหลวงเหมย เขาจึงข่มใจไว้ คว้ามือนางแล้วก็วิ่งไปทางริมทะเลสาบเจียงเฟิ่งหัวจู่ ๆ ก็ถูกเขาลากไป เหนื่อยจบหอบแฮ่ก มาถึงริมทะเลสาบ ที่นี่ห่างไกลจากความวุ่นวาย กลับกลายเป็นที่ที่เงียบสงบและงดงามมากนางพูดไปยิ้มไป “หม่อมฉันชอบที่นี่เพคะ”เซี่ยซางเข้ามาโอบเอว ค่อย ๆ สวมสร้อยเส้นหนึ่งให้ที่คอนางเจียงเฟิ่งหัวตกใจ ใจเต้นระรัว ใช้มือคลำ ๆ ดู เป็นหยกชิ้นหนึ่ง นางถาม “นี่คืออะไรหรือเพคะ?”เขาโน้มไปใกล้ ๆ ที่ข้างหูนาง กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “ของขวัญให้เจ้า”“แต่ว่าวันนี้ท่านอ๋องมอบของขวัญให้หม่อมฉันเยอะแล้วนะเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวไม่รู้ว่าเขาซื้อสร้อยนี้มาตอนไหน“นี่มันไม่เหมือนกัน” เขากล่าวอีกว่า “ของสิ่งนี้มีชิ้นเดียวบนโลก”เจียงเฟิ่งหัวมองดูแวบหนึ่ง ก็แน่ใจว่าไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร รูปทรงเป็นกระต่ายตัวเล็ก ๆ อันประณีตละเอียดอ่อนที่หมอบคลานอยู่ เนื้อหยกคุ
เขาก็เอาอกเอาใจซูถิงหว่านแบบนี้ หากให้ซูถิงหว่านรู้ว่าเซี่ยซางก็พานางไปโรงละครเช่นกัน นางต้องเป็นบ้าแน่ๆ!หลังจากนั้น เซี่ยซางก็พานางไปดูละคร จนรุ่งสางพวกเขาจึงค่อยออกมาจากโรงละคร แต่ว่านี่ที่ไฟสว่างไสวไปหมดราวกับตอนกลางวัน ผู้คนแน่นขนัด คึกคักเป็นอย่างมากเจียงเฟิ่งหัวรู้ว่าซูถิงหว่านซ่อนอยู่ในมุมมืด นางก็จงใจเข้าไปใกล้เซี่ยซาง ควงแขนเขาไว้ เข้าไปแนบชิด พูดใกล้ ๆ เขาเรื่องละครที่พวกเขาไปดูเมื่อคืน “หม่อมฉันยังไม่รู้เลยว่าละครก็ขับร้องแบบนี้ได้ พูดได้ว่าสนุกมาก ๆ เลยเพคะ หม่อมฉันหัวเราะจนท้องแข็งไปหมดแล้ว”เซี่ยซางกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “หากเจ้าชอบละก็ คราวหน้าข้าจะพาเจ้ามาอีก”“เพคะ หม่อมฉันชอบมาก ขอเพียงแค่ได้อยู่กับท่านอ๋อง หม่อมฉันก็ชอบทั้งนั้นเพคะ” นางเข้าไปกอดเอวเขา ออดอ้อนออเซาะเซี่ยซางอดใจไม่ไหวจุมพิตใบหน้านางไปอีกหนึ่งครั้ง อุ้มนางขึ้นมาด้วยมือสองข้างแล้วเดินขึ้นรถม้าไปเลยซูถิงหว่านที่หลบอยู่ในมุมมืดเห็นเซี่ยซางรักและเอาใจใส่เจียงเฟิ่งหัวกับตาตัวเอง เขาพานางมาโรงละครของพวกเขา หัวใจของนางเหมือนถูกมีดกรีด เขาพาผู้หญิงคนอื่นไปโรงละครได้อย่างไร นางถึงกับไม่กล้าเปิดหน้าให้คน
เซี่ยซางรู้สึกอยู่ไม่สุข ยากจะห้ามใจ ยื่นแขนไปกอดนางมาไว้กับอกแน่นยิ่งกว่าเดิมอีกเล็กน้อย “หรวนหร่วน”เจียงเฟิ่งหัวรู้สึกจั๊กจี้ที่หูจนไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก แล้วก็ผลักเขาออกอย่างไม่ตั้งใจ บ่นพึมพำว่า “ท่านอ๋องบอกว่าต้องคำถึงสุขภาพหม่อมฉันมิใช่หรือเพคะ? ดังนั้นอย่ากวนเลย นอนไปดี ๆ เถอะเพคะ!”ตอนนี้เซี่ยซางจึงเพิ่งรู้ว่านางตื่นตั้งนานแล้ว ความปรารถนาในใจยิ่งลุกโชน เพื่อให้นางได้พักรักษาตัวอีกหนึ่งวัน เมื่อคืนเขาจึงไม่แตะนางเลยเขาพลิกตัวนางกลับมา เสียงห้าวทุ้มดังขึ้นที่ข้างหูนาง “ตื่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”ทันใดนั้นเจียงเฟิ่งหัวก็ลืมตาขึ้น จ้องมองเขาตรง ๆ ลำแขนขาวราวหิมะจับเอวเขาไว้ เลียนแบบท่าทางของเขา ใช้สองนิ้วบีบเอวเขา แล้วก็ถูหน้าท้องแข็ง ๆ ของเขาช้า ๆ น้ำเสียงนางนุ่มนวลหวานหู “ก็ตื่นตอนที่ท่านอ๋องทำแบบนี้กับหม่อมฉันเพคะ”เซี่ยซางถูกนางยั่วยวนจนลุ่มหลงโงหัวไม่ขึ้น มุมปากยกขึ้น ส่งรอยยิ้มที่ชวนให้คนหลงใหล “หรวนหร่วนก็เรียนรู้สิ่งที่ไม่ดีเข้าแล้ว”“ท่านอ๋องไม่ได้เป็นคนสอนหม่อมฉันหรอกหรือ…”เจียงเฟิ่งหัวยังพูดไม่จบ เขาก็อุดปากนางไว้แล้ว คราวนี้เซี่ยซางไม่ได้เล่น ๆ แล้วหยุดแค่นี
“หมัวมัวอย่าได้กังวลอีกเลย ข้าย่อมมีแผนของข้า” นางกล่าวเรียบๆ “เนื่องจากเมื่อคืนท่านอ๋องเข้านอนดึกไปเล็กน้อย และวันนี้ไม่ต้องทำงาน จึงได้ตื่นสายอยู่บ้าง”พลังงานในยามเช้าของบุรุษมักโชติช่วงมากหน่อย ดังนั้นเขาถึงได้ตักตวงบนเรือนร่างนางอย่างบ้าคลั่ง จึงได้ทิ้งร่องรอยไว้ ในยามปกติ นับว่าเขายังอ่อนโยนต่อนางมากอยู่ยามที่นางอยู่กับเซี่ยซาง นางก็ได้รับความสุขสมอย่างมากเช่นกัน ประกอบกับไม่ต้องการถูกควบคุมด้วยคำสอนเรื่องมารยาทกฎเกณฑ์อีก เพราะชีวิตคนนั้นสั้นนัก ด้วยฐานะและตำแหน่งในอนาคตของเซี่ยซาง เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะครอบครองเขาไว้ผู้เดียว ดังนั้นมิสู้เก็บเกี่ยวความทรงจำในเวลานี้ไว้มากหน่อย“เพคะ บ่าวเพียงเห็นแล้วรู้สึกปวดใจ เกรงว่าบุรุษไม่รู้หนักเบา สุดท้ายผู้ที่บาดเจ็บก็คือสตรี ผู้ที่ต้องทนทุกข์ก็ยังเป็นสตรีอีกเพคะ” สวีหมัวมัวอธิบายนางรู้ว่าสวีหมัวมัวรักถนอมนางตั้งแต่เล็ก จึงยิ้มบางว่า “หมัวมัวช่วยข้าทายาสักหน่อยเถอะ!” นางไม่อยากให้ผิวของตนเหลือตำหนิใดแม้แต่เศษเสี้ยวเมื่อคืนซูถิงหว่านมิได้กลับมา นี่เป็นข้อห้ามใหญ่ของสตรีที่ออกเรือนแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่แต่งงานเข้าสู่ราชวงศ์ยิ่งไม
ในเวลาเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง เซี่ยซางก็หาตัวซูถิงหว่านพบที่จวนสกุลซู“อาซาง ข้าผิดไปแล้ว ข้าก็แค่อยากให้ท่านมาหาข้า ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านยังเป็นห่วงข้าอยู่หรือไม่ ข้าเลยหนีกลับมา” ซูถิงหว่านออดอ้อน “พอข้ากลับมาก็พักอยู่ที่นี่เลย”เช้าวันนี้อวิ๋นฟางมาเยือนอย่างกะทันหัน เมื่อเห็นนางกลับจวนสกุลซูมาคนเดียว อวิ๋นฟางยังตำหนินางไปรอบหนึ่ง บอกว่านางไม่ควรหนีกลับมาเองโดยพลการ นางไม่รู้ว่ากฎของราชวงศ์เข้มงวดเป็นที่สุด เมื่อนางแต่งงานแล้วแต่หนีกลับมาโดยพลการ เกรงว่าจะก่อเรื่องใหญ่เข้าให้นี่ก็เป็นเพราะนางเห็นเซี่ยซางกับเจียงเฟิ่งหัวออดอ้อนพลอดรักกันในโรงละครจนโมโห จึงได้หนีกลับมายังดีที่นางกลับมาจวนสกุลซู ไม่ได้ไปที่อื่นอีก ไม่เช่นนั้นไม่ว่าเรื่องใดก็คงอธิบายได้ไม่ชัดเจนแล้ว นี่เป็นกฎของสะใภ้ที่จะแต่งเข้าสู่ราชวงศ์เห็นนางทำตัวเป็นเด็กไม่รู้ความเช่นนี้ ทุกครั้งล้วนต้องให้เขามาตาม ตอนนี้เขายุ่งมาก เซี่ยซางจึงหมดความอดทนต่อนาง “หากข้าไม่มา เจ้าก็เตรียมจะอาศัยอยู่ที่จวนสกุลซูแล้ว?”“ข้าเชื่อว่าท่านต้องมา” ซูถิงหว่านพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ท่านไม่มีทางลืมข้อตกลงของพวกเรา พวกเราเคยตกลงกันเรียบร้อ
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื