ขณะเดียวกัน ณ ตำหนักหลวนเฟิ่งซูกุ้ยเฟยรู้ว่าฮ่องเต้แต่งตั้งองค์หญิงแคว้นเฉาซีเป็นพระสนมหย่าเฟยแล้วก็โกรธสุดขีด นางก็ไม่อยากไปร่วมงานให้คนอื่นมาหัวเราะเยาะ จึงอ้างว่าไม่สบายเพื่อไม่ไปร่วมงานเลี้ยงอวิ๋นฟางคุกเข่าลงด้วยความเคารพหน้าซูกุ้ยเฟย “ทูลกุ้ยเฟย จากที่บ่าวแอบสอดส่องอย่างลับ ๆ พยายามค้นหา ในที่สุดก็เจอจุดอ่อนของพระชายาเหิงอ๋องแล้วเพคะ”ซูกุ้ยเฟยกล่าวเสียงเข้ม “คราวก่อนเจ้าส่งจดหมายบอกข้าให้เกลี้ยกล่อมฝ่าบาทให้เชิญบัณฑิตที่เพียบพร้อมทั้งปัญญาและคุณธรรมจากสำนักศึกษาหลวง เข้าวังมาร่วมงานเลี้ยงรับรองราชทูตจากแคว้นเจาซี เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”อวิ๋นฟางยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น “กุ้ยเฟย บ่าวค้นพบความลับอย่างหนึ่งของพระชายาเหิงอ๋องเพคะ”ซูกุ้ยเฟยได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว “เจ้าแน่ใจนะ”“บ่าวสืบจนแน่ชัดแล้วเพคะ จริงแท้แน่นอน คนผู้นั้นก็ศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาหลวง เป็นศิษย์ของเจียงหวย วันนี้ก็เข้าวังมา ไม่แน่ว่าก่อนที่เจียงเฟิ่งหัวจะแต่งกับเหิงอ๋อง ทั้งสองคนก็รักกันมานานแล้ว”ซูกุ้ยเฟยจ้องอวิ๋นฟางด้วยแววตาเย็นเยียบ “เจียงเฟิ่งหัวไม่ใช่คนโง่ นางไม่มีทางโง่จนวิ่งเข้าวังมากับผู้ชายคนหนึ่งเพื่อ
“ลากไปซ่อนในเรือนด้านข้างที่ไม่มีคน แค่นางกำนัลตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง รอให้ซูกุ้ยเฟยถูกเปิดโปง นางก็ไม่ได้มีจุดจบที่ดีแน่”ขณะนี้จุดสำคัญของวังหลวงอยู่ที่ตำหนักหงฝู มีอู๋ซินนำทาง เขาก็นำตัวคนไปซ่อนในตำหนักของซูกุ้ยเฟยโดยที่ไม่มีใครรู้ได้อย่างง่ายดาย......ขณะเดียวกัน ทางนี้ซูถิงหว่านเห็นเจียงเฟิ่งหัวเอาแต่เดินเล่นริมทะเลสาบอย่างไร้จุดหมาย ก็พูดว่า “ที่นี่หนาวเกินไปแล้ว ทุกคนไปกันหมดแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะเพคะ!”“ก็ใช่น่ะสิ ทุกคนไปกันหมดแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ!” ท่าทางอ้อนแอ้นของเจียงเฟิ่งหัวทำให้ซูถิงหว่านรู้สึกสะอิดสะเอียน“พระชายารองอยากไปเดินเล่นที่สวนบุปผชาติไหม?” นางกล่าวในทันใดซูถิงหว่านตาลุกวาว “ได้สิเพคะ ได้ยินว่าดอกไม้ทางนั้นกำลังบานสะพรั่ง หม่อมฉันกำลังอยากไปดูสักหน่อยพอดีเลย”“ข้าก็กำลังอยากไปดูพอดีเหมือนกัน ดอกไม้ในวังบานสะพรั่งหนาแน่นกว่าในจวนเรา” เจียงเฟิ่งหัวท่าทางเหมือนเป็นคนรักดอกไม้มาก ยื่นมือไปทางซูถิงหว่านอย่างนุ่มนวลอ่อนโยน “พระชายารองดึงข้าขึ้นไปหน่อยสิ ขั้นบันไดนี่สูงเกินไปแล้ว ข้าก้าวไม่ขึ้น”ซูถิงหว่านตะลึงจนเบิกตากว้าง เจียงเฟิ่งหัวจะบอบบางเพียงไรก็ไม่ต้องท
ณ ตำหนักหงฝูเมื่อได้ยินเสียง ‘จับนักฆ่า’ แล้ว ภายในห้องจัดงานที่สงบสุขด้วยเสียงร้องรำทำเพลงก็เกิดความตื่นตระหนกขึ้นในพริบตาเดียว ฮ่องเต้ที่กำลังเมามายก็ตาสว่างทันที องครักษ์ลับทั้งหมดก็ออกมาคุ้มกันอยู่ข้างฮ่องเต้แทบจะในชั่วพริบตาใต้เท้าซางผู้บัญชาการหน่วยราชองครักษ์ทูลรายงานอย่างรวดเร็ว “ทูลฝ่าบาท มีนักฆ่าเข้ามาในวัง กระหม่อมส่งคนไปไล่ล่าแล้ว ขณะนี้นักฆ่าหนีไปทางพระราชฐานชั้นในพ่ะย่ะค่ะ” “ก็ไปตามจับสิ!” ฮ่องเต้ตะคอกด้วยความพิโรธ โกรธเกรี้ยวประดุจฟ้าผ่า “ใครกล้ามาลอบสังหารในวังกัน ไปจับมันมา เราจะทำให้มันแหลกลาญไม่เหลือชิ้นดี”ผู้บัญชาการซางตกอกตกใจจนทั้งตัวสั่นเทา จะเข้าไปพระราชฐานชั้นในย่อมต้องขอพระบรมราชานุญาตจากฮ่องเต้ก่อน ไม่เช่นนั้นไปล่วงเกินเหล่าเจ้านายฝ่ายในเข้า พวกเขาได้หัวหลุดจากบ่ากันถ้วนหน้าแน่ เขารีบขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้หันไปพูดกับบรรดาองค์ชายอีกว่า “พวกเจ้านิ่งเป็นสิงโตหินอะไรอยู่ที่นี่ ยังไม่รีบไปดูอีกว่าใครกันมันกล้าบุกเข้ามาในวัง ต้องจับตัวมันให้ได้”พวกเขารับพระบัญชาแล้วออกไป ออกมาจากตำหนังหงฝูแล้ว เซี่ยซางเจอซูถิงหว่านวิ่งหอบแฮ่ก ๆ กลับมา“หวานหว่าน เจ้
นางเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ตะโกนเรียกว่า “สีเป่า เจ้าอยู่ข้างในหรือเปล่า? เมี๊ยวๆ...เจ้าตอบข้าสักคำสิ!”เสียง “กุกกัก” ดังออกมาจากในตู้อีกครั้งซูกุ้ยเฟยตะโกนเรียกออกไปด้านนอกหนหนึ่ง “จินหมัวมัว เหมยเซียง เซี่ยจู๋…”นางตะโกนเรียกอยู่นานก็ไม่มีคนเข้ามา“เมี๊ยว!” บุรุษเลียนแบบเสียงแมวร้องขึ้นมาครั้งหนึ่งซูกุ้ยเฟยได้ยินเสียงแมวร้องจึงได้ลดความระวังลง นางเปิดประตูตู้ออก เมื่อเห็นภายในบุรุษร่างกายเปลือยเปล่าอยู่ผู้หนึ่ง นางก็ตกใจจนตะลึงไปวินาทีถัดมา บุรุษผู้นั้นก็พุ่งออกมากอดรัดนางไว้ “แม่แมวน้อย ที่แท้เจ้าอยู่นี่เอง คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะงามเช่นนี้ เล่นสนุกเก่งเช่นนี้ทำเอาข้าทรมานรออยู่นาน ที่แท้ก็คิดจะทำให้ข้าประหลาดใจนี่เอง”ในตอนที่อวิ๋นฟางยั่วยวนเขานั้น สวมผ้าคลุมหน้าอยู่ตลอด เพียงให้เขารู้สึกว่านางเป็นหญิงงามผู้หนึ่ง แต่กลับไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนางอย่างชัดเจน กระทั่งนางพาเขาเข้ามาในวังหลวงอันโอ่อ่าหรูหรา เขาจึงได้รู้ว่าที่แท้นางเป็นคนในวัง วันนี้ในวังจัดงานเลี้ยง คนมากมายพลุกพล่านจึงไม่มีใครสังเกตเห็นเขาเขาถูกตีจนสลบ บนร่างแม้แต่กางเกงชั้นในก็ไม่เหลือ เห็นสตรีที่อยู่เบื้องหน้
เมื่อซูกุ้ยเฟยได้ยินเสียงก็ได้สติกลับมาในฉับพลัน นางคิดผลักร่างของเขาออกไปอย่างลนลาน “เจ้าเป็นมือสังหารหรือ?”ฝ่ายชายก็ลนลานทำสิ่งใดไม่ถูกเช่นกัน รีบปฏิเสธว่า “ข้าไม่ใช่มือสังหาร ข้าไม่ใช่มือสังหารจริงๆ ไม่ใช่ว่าพระสนมนำข้าเข้าวังแล้วเอาข้ามาซ่อนไว้ที่นี่หรือ?”ซูกุ้ยเฟยเห็นเขาเหมือนพวกบุรุษหนุ่มที่อาศัยหน้าตาพึ่งพาอิสตรี และบัดนี้ก็มิใช่เวลามาซักไซ้ไล่เลียงว่าเขาเป็นมือสังหารหรือไม่ แต่เป็นกรณีที่ในตำหนักของนางมีบุรุษเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน หากให้คนจับได้ นางคงได้ตายอย่างไร้ที่ฝังนางพูดเสียงเข้มว่า “เจ้าจงซ่อนตัวก่อน”บุรุษผู้นั้นยังจะกล้าคิดเรื่องอื่นอีกได้อย่างไร เขาตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูกแล้ว แม้เรื่องนี้จะเพิ่งเริ่มและเพลิงปรารถนาบนร่างของเขายังไม่จางหายไป แต่เขาได้ถูกทำให้ตกใจจนไม่อาจเรียกสติกลับมา“เจ้าลุกขึ้นมาสิ!” ซูกุ้ยเฟยกระซิบเสียงเบา“ข้า…ข้ายืนไม่ขึ้นแล้ว” บุรุษผู้นั้นหวาดหวั่นจนร่างกายสั่นเทา ก่อนหน้านี้มิได้คิดถึงผลที่จะตามมา ถูกตัณหาล่อลวงจิตใจ รู้สึกเพียงว่าน่าตื่นเต้น บัดนี้มาเสียใจก็สายเกินไปเสียแล้วซูกุ้ยเฟยคิดว่านี่เป็นตู้เสื้อผ้าในตำหนักด้านข้าง คนทั้งส
ยิ่งซูชิงชิงไม่ยอมให้คนเข้าไป ก็ยิ่งแปลว่าข้างในมีเรื่องผิดปกติ นอกจากนี้ เหล่านางกำนัลและหมัวมัวที่ปรนนิบัติอยู่ในตำหนักนางล้วนไปที่ใดแล้ว ผ่านมาค่อนคืนแล้วจึงยังไม่เห็นคนสี่หมัวมัวอยากช่วยระบายโทสะให้ฮองเฮานานแล้ว เมื่อได้โอกาสย่อมไม่มีทางปล่อยไป นางพาคนบุกเข้าไปทันทีทุกสิ่งภายในล้วนไม่เที่ยง สี่หมัวมัวจึงไปค้นหาบนเตียงอีกครั้ง ทว่าบนเตียงก็ไร้ซึ่งความผิดปกติใด กระทั่งใต้เตียงก็ถูกดูไปแล้วเมื่อเห็นว่านางมุ่งหน้าไปทางห้องข้างของตำหนัก ซูกุ้ยเฟยก็ตะโกนเรียกออกมา “สี่หมัวมัว…”สี่หมัวมัวตกใจจนสะดุ้ง คิดอยากด่านางว่าร่ำร้องอะไรซูกุ้ยเฟยก็พูดต่อว่า “ด้านในซ่อนคนไม่ได้หรอก หากไม่เชื่อหมัวมัวก็เข้าไปดูเถิด”สี่หมัวมัวก็เลิกม่านขึ้นเดินเข้าไปจริงๆ ภายในว่างเปล่า ไม่มีคนอยู่จริงๆ แต่ว่ากลับมีกลิ่นชนิดหนึ่งอวลอาย ทำให้คนรู้สึกอยากอาเจียนสี่หมัวมัวเปิดตู้เสื้อผ้าออก ภายในไม่มีวี่แววของคน แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ในตู้เสื้อผ้ากลับกระจัดกระจายเต็มตู้ไปหมด นางตาแหลมจึงพบชุดบุรุษที่ด้านล่างสุดของตู้เสื้อผ้า กระทั่งยังมีสายรัดเอว รองเท้าและถุงเท้าด้วย เนื่องจากไม่พบตัวคน นางจึงไม่กล้าโหวกเหวกโวย
บุรุษผู้นั้นหวาดกลัวจนร่างกายสั่นเทา เอาแต่คุกเข่าขอความเมตตา “ได้โปรดอย่าฆ่าข้าเลย ข้าถูกใส่ร้าย เป็นนางล่อลวงให้เข้าวังไปที่สวนบุปผชาติ ข้ารออยู่ที่นั่นตลอดกระทั่งฟ้ามืด ข้า…ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ เมื่อครู่ก็เป็นนางที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะนางต้องการข้าถึงได้ทำให้นาง”คำพูดของชายหนุ่มเต็มไปด้วยถ้อยคำสกปรกหยาบคาย ลืมเลือนสิ่งที่ซูกุ้ยเฟยกำชับเขาไว้ไปจนหมดสิ้นซูกุ้ยเฟยนึกเสียใจ เมื่อครู่ก็ไม่ควรเกลี้ยกล่อมให้เขาออกไปซ่อนด้านนอก แต่ควรฆ่าเขาไปเสียเลยนางดึงดาบของผู้บัญชาการซางออกมาได้ก็หมายจะฟันลงไป แต่กลับถูกคนปัดออกก็เห็นใบหน้าของเซี่ยอวี้เต็มไปด้วยความเคียดแค้น ตอนนั้นที่ซูกุ้ยเฟยวางแผนให้ร้ายเขา เขาคิดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้แก้แค้นเร็วถึงเพียงนี้ เขากล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าซูกุ้ยเฟยก็มีวันนี้ เรื่องนี้เพียบพร้อมทั้งพยานหลักฐานจริงๆ”เดิมที่เยี่ยนเฟยมิได้มาปรากฏกายในงานเลี้ยง แต่ความเคลื่อนไหวในวังหลังเกิดเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ นางย่อมต้องมาร่วมสนุกด้วยอยู่แล้วเป็นธรรมดา “ซูกุ้ยเฟยอายุยังน้อย รูปโฉมก็งดงาม ย่อมไม่อาจทนต่อความว้าเหว่เดียวดายในวังหลังได้ กุ้ย
ซูกุ้ยเฟยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อยู่ในวังหลังมาหลายปี นางไม่มีทางขุดหลุมฝังตัวเองแน่เซี่ยซางได้กลิ่นแผนการร้ายที่อยู่ภายในเขาเหลือบมองซูถิงหว่านอย่างลึกซึ้งทีหนึ่ง กล่าวด้วยเสียงทุ้มหนักว่า “เมื่อครู่เป็นชายารองเชิญพระชายาไปชมดอกไม้ที่สวนบุปผชาติ หวานหว่านเริ่มชอบชมดอกไม้ตั้งแต่เมื่อใดกัน”เขาจำได้ว่า ซูถิงหว่านเคยพูดว่า ไม่ชอบการปลูกดอกไม้ต้นไม้ที่สุด รู้สึกว่ายุ่งยาก หากนางมีเวลามิสู้ไปฝึกซ้อมวิชากระบี่ดีกว่าซูถิงหว่านรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง “หม่อมฉันรู้ว่าพระชายาเป็นผู้ที่ชื่นชอบดอกไม้ พอรู้ว่าดอกไม้ในสวนบุปผชาติเบ่งบาน จึงคิดไปดูกับนาง อันที่จริงแล้ว หม่อมฉันคิดว่า ในเมื่อตอนนี้แต่งกับท่านอ๋องแล้ว ได้รู้ว่าท่านอ๋องทรงรักใคร่พระชายา จึงคิดเลียนแบบพระชายาไปชอบพวกดอกไม้ต้นไม้บ้าง เพื่อให้ท่านอ๋องทรงโปรดปรานบ้าง ”นางกล่าวเช่นนี้ก็นับว่ามีเหตุผล เนื่องจากเซี่ยซางเย็นชาไม่สนใจนางมาเป็นเวลานานแล้วในเวลานั้นเอง ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นมาว่า “ฝ่าบาทเสด็จ” ทำให้ทุกคนรีบคุกเข่าลง และส่งร้องขานเสียงดังว่า “ถวายบังคมฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี”คนทั้งหมดล้วนไม่กล้าลุกขึ้น ยิ่งไ
กลับมาถึงตำหนักครั้นนางผลักประตูห้องออกก็รับรู้ได้ถึงกระแสอากาศเย็นเยียบระลอกหนึ่งพัดเข้ามาจนนางหนาวสั่นไปทั้งร่างกาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องรอให้เซี่ยซางกลับมา นางคงถูกฮองเฮาทรมานจนตายไปก่อนแล้ว ฮองเฮาและเจียงเฟิ่งหัวเกลียดนางเข้ากระดูกดำ คนอย่างพวกนางไม่มีทางปล่อยนางไปแน่ ไม่รู้ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานเท่าใด แต่นางต้องหาหนทางหลบหลีกเอาตัวรอดจากการทรมานของพวกนางให้ได้ บัดนี้ท่านป้าสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าบาทไปแล้ว มิหนำซ้ำยังคลุ้มคลั่งจนสติวิปลาสไปแล้ว หวังให้นางช่วยเหลือก็คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ซูถิงหว่านเพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเล็ก นางกินอิ่มแล้ว บัดนี้ความง่วงงุนเริ่มครอบงำ จึงตัดสินใจว่าจะงีบบนเตียงสักตื่นหนึ่งก่อนแล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ต่อให้จะหนีออกจากวังหลวงกลับไปที่ด่านชายแดน ก็ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่นานนัก ซูถิงหว่านก็ค่อย ๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา ในความฝันนางเห็นเจียงเฟิ่งหัวสวมอาภรณ์เนื้อหยาบสีเรียบกำลังเย็บปะเสื้อผ้า มือของนางเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยช้ำจากความหนาวเย็น ข้างกายของนางมีเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงอีกหนึ่งคน เสื้อผ้าที่สวมอยู่บนตัวดูเก่าคร่ำคร่า แม้
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องแคบ เพียงพริบตาเดียว กองทัพใหญ่ก็ออกจากเมืองเซิ่งจิงมานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว เจียงเฟิ่งหัวและซูถิงหว่านเองก็อยู่ในวังหลวงมาได้ครึ่งเดือนแล้ว ซูถิงหว่านตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างก็ไปที่ห้องเครื่องเล็กแล้ว ครั้นต้มโจ๊กขาวถ้วยหนึ่งเรียบร้อย ซูถิงหว่านก็อาศัยช่วงที่นางข้าหลวงไม่อยู่ ถ่มน้ำลายลงไปในถ้วยหลายครั้ง ถึงกินแล้วไม่ตายแต่เจ้าได้ขยะแขยงไปจนตายแน่ อาหารโอชารสตั้งมากมายเพียงนั้นไม่รู้จักกิน กลับอยากกินโจ๊กข้าวขาวไร้เกลือไร้รสชาติ ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กข้าวขาวนี้ก็ต้มยากเป็นที่สุด แค่ครึ่งเดือนนางไม่รู้เลยว่าทำหม้อพังไปกี่ใบแล้วถึงจะเคี่ยวจนได้โจ๊กที่ขาวและเหนียวข้นเช่นนี้ออกมา ในตอนนี้เองสี่หมัวมัวก็เดินอุ้ยอ้ายเข้ามา พร้อมกล่าวอย่างวางมาด “พระชายารองซูลำบากแล้วเพคะ” “พระกระยาหารเช้าของฮองเฮาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ!” สี่หมัวมัวกล่าวต่อ “เตรียมเรียบร้อยแล้ว” ซูถิงหว่านเกลียดสี่หมัวมัวเข้าไส้ สักวันนางจะต้องเอาคืนความอัปยศทั้งหมดที่นางเคยได้รับจากยายปีศาจเฒ่าคนนี้ให้ได้แน่ แต่กระนั้นนางก็ไม่กล้าล่วงเกินสี่หมัวมัว มิเช่นนั้นสิ่ง
เขาเป็นฝ่ายอธิบายกับเฉิงหมิงและเฉิงยางก่อนเอง “น้องหญิงสามของข้าน้อยสมรสกับเหิงอ๋อง เคราะห์ดีที่เมื่อตอนนั้นได้ท่านทั้งสองช่วยข้าเตรียมของขวัญแต่งงานให้น้องหญิงสาม นางปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง” “พี่จิ่นเหยียนน้องหญิงสามคนที่ท่านคอยพูดถึงไม่ขาดปาก น้องหญิงสามคนที่มีสติปัญญาฉลาดปราดเปรื่องเป็นที่สุดได้อภิเษกสมรสกับท่านเหิงอ๋องเองหรอกหรือ ช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ!” นัยน์ตาของทั้งสองคนล้วนฉายประกายเสียดายออกมา พวกเขายังนึกอยากประลองหมากกระดานกับคุณหนูสามสกุลเจียงอยู่เลย เซี่ยซางได้ยินถนัด เห็นอยู่ชัดเต็มตา ก็รู้สึกว่าเจียงจิ่นเหยียนในยามที่เอ่ยถึงน้องหญิงคนนี้ต่อหน้าคนอื่นจะต้องรู้สึกภาคภูมิใจมากเป็นแน่แท้ บัดนี้เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเขาแล้ว ได้สมรสภรรยาเป็นสตรีมีความรู้มากความสามารถคนหนึ่ง เขาเองก็พลอยรู้สึกภาคภูมิใจไปด้วยเช่นกัน ตอนที่ออกจากวังนางยังโกรธกรุ่น เขาคิดเอาไว้ว่ารอให้เวลาผ่านไปก่อนนางจะต้องเข้าใจเขาแน่ เซี่ยซางรู้ว่าคนสกุลเฉิงมีเด็กหนุ่มหลายท่านกำลังเตรียมตัวสอบเคอจวี่เพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง กอบกู้สกุลเฉิงกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ท่ามกลางคนเหล่านั้นก็มีเฉิงหมิง
ครั้นออกจากวัง เซี่ยซางก็พาเจียงจิ่นเหยียนไปที่เรือนสกุลเฉิงอย่างลับ ๆ จากหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลเฉิงก็สามารถมองเห็นความเงียบเหงาเสื่อมโทรมของตระกูลเฉิงได้อย่างชัดเจน เจียงจิ่นเหยียนเอ่ย “กระหม่อมเคยได้ยินถึงวีรกรรมอันเฟื่องฟูของแม่ทัพใหญ่เฉิงในปีก่อนนั้น ทั้งที่เขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรสร้างผลงานไว้มากมายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเหตุใด แม่ทัพใหญ่เฉิงถึงได้เงียบหายไปอย่างกะทันหัน สกุลเฉิงถึงขั้นตกต่ำจนแทบไม่ต่างจากตระกูลสามัญชนคนทั่วไป” ที่แห่งนี้ยิ่งดูไม่เหมือนสกุลมารดาของฮองเฮาผู้ยิ่งใหญ่เลยด้วยซ้ำไป! ต่อให้ฮองเฮาจะมิได้รับความโปรดปราน แต่ถึงอย่างไรพระนางก็เป็นฮองเฮา และไม่สมควรมีใครกล้าหยามเกียรติดูแคลนสกุลเฉิง แต่ว่า… เซี่ยซางย่อมรู้เหตุผลดี จวนสกุลเฉิงเปลี่ยนไปเช่นนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงกับเสด็จแม่ของเขา มองดูความเงียบเหงาของสกุลเฉิงแล้ว ภายในใจของเซี่ยซางพลันเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนขึ้น หากว่าไม่มีเหตุการณ์เมื่อปีก่อนนั้น หากว่าสกุลเฉิงไม่ช่วยเสด็จแม่ พวกเขาก็คงไม่ต้องถูกเสด็จพ่อพลอยรังเกียจเดียดฉันท์ไปด้วยกัน เพราะความเข้าใจผิดเพียงครั้งเดียว ทำใ
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื