หานเยว่เอ๋อแทบจะเสียสติไปแล้ว! วันนี้มันวันวิปโยคอะไรกัน อุบายทั้งหมดล้วนไม่เป็นไปตามความคิดของนางเลยสักอย่าง ชิงซงวางเพลิงสร้างความวุ่นวายเอิกเกริกใหญ่โตแล้ว แต่กลับมาแว้งกัดใส่ร้ายตนเอง ยืนกรานหนักแน่นว่าตนเองเป็นคนสั่งให้เขาไปวางเพลิง! แล้วชีเจิ้นยังสั่งให้คนไปรื้อค้นตรวจสอบห้องของนางด้วย จดหมายเหล่านี้… นางเอื้อมมือไปหยิบกระดาษจดหมายขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ทันทีที่ได้อ่านดวงตาก็เบิกโพลงทันที ร้องเสียงหลงอย่างไม่อยากเชื่อว่า “ไม่! นี่ข้าไม่ได้เขียน! นี่ไม่ใช่จดหมายที่ข้าเขียน!” นางคว้าขึ้นมาอ่านทีละใบ ตกใจจนหน้าถอดสี เป็นไปได้อย่างไร? จดหมายเหล่านี้นางทำลายทิ้งไปหมดแล้ว นางมั่นใจว่าตัวนางเองได้ทำลายมันทิ้งไปหมดแล้ว! ถูกหลิวจงค้นเจอได้อย่างไร? หลิวจงไปเอามาจากไหน? ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้ มีแค่นางกับท่านอ๋องเท่านั้นที่รู้! ต่อให้มีใครบางคนต้องการจะให้ร้ายนาง ก็ไม่ควรรู้รายละเอียดเหล่านี้ มิหนำซ้ำยังรู้ละเอียดถึงเพียงนี้ด้วย ไม่จริง เป็นไปไม่ได้! หลังท่านโหวผู้เฒ่าอ่านจดหมายเหล่านั้นด้วยความเงียบขรึมจบแล้ว ก็มองหานเยว่เอ๋อนิ่ง ๆ “พวกข้าทั้งครอบครัวปฏิ
นางเริ่มรับรู้ได้รางๆ ว่าเรื่องทุกอย่างมันอยู่นอกเหนือการควบคุมไปหมดแล้ว ชิงซงแผดเสียงร่ำไห้ออกมา “แม่นางหานกล่าวว่า วางเพลิงเผาศาลบรรพบุรุษแล้ว ก็จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่โตขึ้นมา เมื่อถึงยามนั้นนางจะรีบบุกเข้าไปนำป้ายวิญญาณบรรพบุรุษออกมา และคนทั้งตระกูลจะต้องเคารพนางสรรเสริญนาง! และเมื่อถึงยามนั้นคุณหนูใหญ่ก็จะกลายเป็นดาววิปโยคขอรับ และในตระกูลจะต้องเลือกให้นางได้แต่งแก่ท่านอ๋องฉีเท่านั้นขอรับ!” สีหน้าของเสนาบดีหลูพลันแปลกประหลาดขึ้นมา สีหน้าของทุกคนที่มองไปยังหานเยว่เอ๋อล้วนดูแปลกประหลาดและลึกซึ้งขึ้น ทำคุณบูชาโทษจริง ๆ เลี้ยงดูด้วยอาหารเครื่องดื่มชั้นดีเพียงนั้น ทั้งที่ควรจะได้มิตรไมตรี กลับได้ศัตรูคู่อาฆาตออกมาแทน เพื่อหาเหตุผลให้ได้สมรสกับอ๋องฉี ต้องทำถึงขั้นวางเพลิงเผาศาลบรรพบุรุษของคนอื่นเชียวหรือ นางคิดออกมาได้อย่างไร! หลักฐานแน่นหนาดุจขุนเขา ไม่มีทางโต้แย้งได้แล้ว ท่านโหวผู้เฒ่าโกรธจนหน้าสั่น “ใครก็ได้! ใครก็ได้! ในเมื่อนางกับอ๋องฉีต่างมีจิตใจเชื่อมสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนจดหมายสื่อรักกันแล้ว พวกข้าก็มิบังอาจขอให้นางอยู่ต่อในตระกูลได้อีก!” เขาหัวเราะอย่างขมขื่น
อ๋องฉีรู้สึกมีเสียงระเบิดดังก้องอยู่ในหัว ถึงขั้นคิดว่าตนเองคงหูฝาดไปแล้ว เขาไม่รอให้ขันทีสวีขยับมือ ก็เดินมาถึงหน้าประตูด้วยตนเองก่อนจะกระชากประตูเปิดดังโครม ถามด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” จินเป่าไม่กล้าแม้แต่เงยหน้ามองสีหน้าของท่านอ๋องตนเอง ตัวเย็นวาบขึ้นมา เอ่ยปากชี้แจงอย่างระมัดระวังด้วยเนื้อตัวสั่นเทิ้ม “ทะ…ท่านอ๋อง หย่งผิงโหว หย่งผิงโหวนำตัวแม่นางหานมาส่งด้วยตนเองแล้วพ่ะย่ะค่ะ บัดนี้กำลังรออยู่ที่ประตูใหญ่ของจวนพวกเรา…” อ๋องฉีแยกตัวออกมาปลูกจวนนอกเขตวัง และจวนอ๋องของเขาก็ยังอิงตามระบบดั้งเดิม ตั้งอยู่ใกล้กับจวนองค์หญิงและอ๋ององค์อื่น ๆ ทั้งหมดล้วนอยู่ใกล้เขตวังหลวง อย่างเช่นอ๋องโจว อ๋องอู๋ก็อยู่ข้างจวนเขาและอยู่ตรงข้ามจวนเขา และถัดไปอีกหน่อยก็เป็นจวนขององค์หญิงอีกหลายพระองค์ ดังนั้นก็หมายความว่า เรื่องที่ชีเจิ้นพาตัวหานเยว่เอ๋อมาที่หน้าประตูใหญ่ อีกไม่นาน ก็ต้องถูกลือไปทั่วแล้ว! “บังอาจ!” อ๋องฉีไม่สนแล้วว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ตำหนิจินเป่าด้วยเสียงกราดเกรี้ยวว่า “เจ้าพวกสวะ! ไม่รู้จักพาคนเข้ามาด้านในก่อนหรือ?!” ต่อให้ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่การที
นี่คิดจะทำอะไรกันแน่!? ลำพังแค่คิดว่าทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาล้วนถูกอ๋องฉีจับตาดูอยู่ เขาก็รู้สึกครั่นคร้ามขึ้นมาแล้ว เขาเองก็เคยลังเลว่าเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องเล็กลงได้ และจะหายไปในที่สุดหรือไม่ แต่ชีหยวนเตือนเขาแล้ว ขณะนั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์จำนวนมาก บรรดาแขกเหรื่อต่างรู้แล้วว่าสาเหตุที่ไฟไหม้ศาลบรรพบุรุษขึ้นมาก็เป็นเพราะหานเยว่เอ๋อ และรู้ด้วยว่าหานเยว่เอ๋อและอ๋องฉีเขียนจดหมายส่งถึงกัน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ตระกูลชีอยากจะกดมันลงไปปิดไว้ให้มิดชิดสักเพียงใด ก็กดมันลงไปไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ตระกูลชีจะพยายามกดมันลงได้สำเร็จแล้ว ถึงกระนั้นตนเองก็ต้องอดทนกลืนความเจ็บช้ำไว้อยู่ดี แต่ยังมีอีกปัญหาหนึ่ง อ๋องฉีเขาจะเชื่อหรือ? เขาจะเชื่อหรือว่าตระกูลชีจะไร้ซึ่งความรู้สึกโกรธแค้น? ในเมื่อทางไหนก็ไม่เป็นผลดีแล้ว เช่นนั้นเหตุใดไม่บีบให้อีกฝ่ายยอมแพ้ก่อนเสียเลยเล่า? พวกเขาตระกูลชีก็มิใช่ผลพลับอ่อนที่จะยอมให้ใครมาบีบเล่นก็ได้! เขาผลักหานเยว่เอ๋อไปด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “ท่านอ๋อง ถ้อยคำนี้ควรจะเป็นข้าน้อยมากกว่าที่ถาม! ข้าน้อยต้องการถามว่
คนที่มามุงดูรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางฝูงชนอ๋องฉีมองเห็นใบหน้าซึ่งดูคุ้นเคยอยู่หลายคน เหล่านั้นล้วนเป็นบ่าวรับใช้ของจวนอ๋องอู๋ และจวนอ๋องโจว จะยอมให้เหตุการณ์ความวุ่นวายยาวนานไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เขาได้แต่จำใจเอ่ยปากอย่างเยือกเย็น “มีเรื่องอันใด หย่งผิงโหวไม่สู้เข้ามาคุยกันให้ชัดเจนในจวนของข้าดีกว่า!” เขาควรจะให้ชีเจิ้นเข้ามาคุยกันในจวนตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าชีเจิ้นน่าจะไม่ยอมตกปากรับคำก็เถิด บัดนี้เรื่องราวยิ่งลุกลามใหญ่โตเกินไปแล้วจริง ๆ ชีเจิ้นแค่นเสียงฮึ่มออกมาอย่างเย็นชา ก็จะเอ่ยวาจาถากถางว่า “ท่านอ๋อง ข้าน้อยมิบังอาจ! ที่ข้าน้อยเดินทางมาครั้งนี้ เพราะอยากจะคุยกับท่านอ๋องให้ชัดเจน แม่นางคนนี้มีความผูกพันลึกซึ้งกับท่านอ๋อง มีอะไรก็เล่าให้ฟังทั้งหมด! แม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างอาหารในแต่ละมื้อ ขนมหวานของว่างของแต่ละมื้อในหนึ่งวันนั้นมีอะไรบ้างล้วนรายงานต่อท่านอ๋องครบถ้วนทุกกระบวน ข้าน้อยรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก!” ทุกคนพลันส่งเสียงเกรียวกราวทันที หา แม่นางหานเยว่เอ๋อคนนี้ทำเกินไปแล้วกระมัง? ไม่เชื่อใจตระกูลชีมากเพียงนี้เชียวหรือ? คนเขาหนึ่งวันสามมื้อกินอะไรบ้างแค่เรื
ในเมื่อโปรดปรานแม่นางคนนี้เพียงนั้น ก็ควรจะต้องแสดงท่าทางโปรดปรานเอ็นดูออกมาด้วยมิใช่หรือ? หานเยว่เอ๋อเย็นเยียบไปทั้งตัว นางมองอ๋องฉีด้วยสายตาอ้อนวอน ขอบตาแดงก่ำใครเห็นก็ต้องสงสาร อ๋องฉีสีหน้ามืดครึ้มจนน่าพรั่นพรึง มองหานเยว่เอ๋อปราดหนึ่ง เขาก็กัดฟันกรอด ๆ ชีเจิ้นพาหานเยว่เอ๋อมาทิ้งหน้าประตูใหญ่ของจวนเขาต่อหน้าคนจำนวนมากมายเพียงนั้นในเมืองหลวง และยังประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขามีสัมพันธ์ส่วนตัวกับหานเยว่เอ๋อ หากว่าเขาไม่รับหานเยว่เอ๋อเข้าไปในจวนแล้ว น้ำลายจากปากชาวบ้านคงท่วมท้นจนอ๋องอย่างเขาจมน้ำตายได้แน่ ๆ วันรุ่งขึ้นเมื่อผู้ตรวจการเข้าทูลรายงานน้ำลายคงปลิวว่อน ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อคนเข้าจวนของเขามาแล้ว จะให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมิได้เป็นอันขาด หากสังหารให้ตาย คนทั้งโลกจะพากันคิดว่าท่านอ๋องอย่างเขาเริ่มต้นด้วยความหลงจบลงด้วยการทอดทิ้ง และสังหารคนปิดปาก! ช่างเลวทรามขาดคุณธรรมอย่างถึงที่สุด! จวนหย่งผิงโหวเลวทรามยิ่งนัก! เขาไม่อยากมองต่อแม้สายตาเดียว หมุนตัวและกลับเข้าไปในจวนอ๋องทันที ขันทีสวีส่งสายตาให้จินเป่า ทันใดนั้นจินเป่าก็สั่งให้คนไปพาหานเยว่เอ๋อและเหลียนเอ๋อร์เข้ามา
หานเยว่เอ๋อหน้าซีดเผือด ในใจทั้งเคียดแค้นและรู้สึกหวาดกลัวชีหยวน แม่นางคนนี้แปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก! นางร้องไห้พลางอธิบายกับอ๋องฉี “ท่านอ๋อง จดหมายเหล่านี้ หม่อมฉันมิได้เป็นคนเขียนเองเพคะ! ไม่ใช่หม่อมฉันเลยเพคะ!” อ๋องฉีได้ยินเช่นนั้น ก็นำจดหมายเหล่านั้นที่จินเป่าเพิ่งเก็บเข้ามาเมื่อครู่ทั้งหมดมากางบนโต๊ะทรงพระอักษร ก่อนจะเลิกคิ้วเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “นี่คือลายมือของเจ้าอย่างไม่ต้องสงสัย” หานเยว่เอ๋อสะดุ้งเฮือกในใจ กลัวว่าอ๋องฉีจะรู้สึกว่านางปราศจากความรอบคอบถึงได้เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น ก็รีบอธิบายด้วยความร้อนใจทันที “ท่านอ๋อง จดหมายเหล่านี้ข้ามิได้เป็นคนเขียนจริง ๆ เพคะ เป็นชีหยวนเพคะที่ปลอมแปลงขึ้นมา!” การเคลื่อนไหวของอ๋องฉีพลันชะงักไป ได้ยินความเช่นนั้นก็หรี่ตามองหานเยว่เอ๋อ “เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าชีหยวนเป็นปลอมแปลงขึ้นมา?” มองจากข้อมูลที่หานเยว่เอ๋อส่งมาเมื่อก่อนหน้านี้ นางยังมั่นใจว่าชีหยวนมิใช่คนที่เก่งกาจมีความสามารถอะไร หานเยว่เอ๋อขยี้ตา “ท่านอ๋อง ตราประทับลัญจกรบนนี้ นางสามารถมองออกได้ในแวบเดียวและเป็นคนท้วงติงหย่งผิงโหวและโหวผู้เฒ่าด้วยเพคะ! ตอนแรกแม้แต่หย่งผ
บัดนี้ชีเจิ้นกลับมาจากพาตัวหานเยว่เอ๋อไปส่ง นางขมวดคิ้วพลางถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านโหว หานเยว่เอ๋อมีความสัมพันธ์ลับกับอ๋องฉีมานานแล้วจริงหรือเจ้าคะ…” ภายในใจของนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความผิดหวังขมขื่นปะปนกัน อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเมื่อก่อนที่อ๋องฉีเคยพยายามเอาอกเอาใจชีจิ่นอยู่หลายครั้งหลายครา คล้ายกับว่าชีจิ่นพิเศษกว่าคนอื่น ก็สบถด่าในใจขึ้นมาด้วยความเหลืออด บุรุษไม่เคยมีที่ดีเลยสักคน! เคราะห์ดีชีจิ่นไม่ต้องแต่งกับอ๋องฉีแล้ว มิเช่นนั้นใครจะรู้ว่าต้องประสบพบเจอเคราะห์กรรมแบบใดบ้าง! ชีเจิ้นส่งเสียงตอบรับในลำคอ แต่พูดถึงหานเยว่เอ๋อขึ้นมาสีหน้าเขายังคงย่ำแย่เหมือนเคย ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงขรึมขึ้นว่า “นับจากนี้ไปห้ามมีผู้ใดตระกูลเราเอ่ยถึงหานเยว่เอ๋อผู้นี้ขึ้นมาอีกเป็นอันขาด แล้วก็ยังมีอีกเรื่อง จงไปตรวจสอบพวกบ่าวรับใช้ที่ก่อนหน้านี้เคยสมคบกับหานเยว่เอ๋อทั้งหมด ใครสมควรขายก็ขายออกไป ใครสมควรส่งตัวไปที่บ้านนอกกันดารก็ส่งตัวมันไปให้พ้น อย่าให้มันผู้ใดปรากฏตัวอยู่ในเรือนอีก!” นางหวังตอบรับตามคำสั่งของเขา ชีเจิ้นหยัดกายขึ้นยืน “ข้าจะไปหาท่านพ่อเพื่อบอกเรื่องนี้กับท่านพ่อสักหน่อย เจ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีบีบแขนของชีเจิ้นแน่น หัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้นชีหยวนถวายบังคมด้วยความคล่องแคล่ว เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “หม่อมฉัน ชีหยวนแห่งจวนหย่งผิงโหว”......ชีเจิ้นรีบกอดต้นไม้ข้าง ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมไปแล้วองค์หญิงเป่าหรงแค่นหัวเราะเย็นชาในใจนางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้นางแพศยาชีหยวนตายอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาให้ถึงที่ดี ดีมากนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหมอเทวดาเซวียถูกจวนตระกูลหลิ่วกักตัวไว้ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง?ชีหยวนคงเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาเซวียในความฝันกระมังนางสะอื้นเบา ๆ พลางลูบเส้นผมของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยแล้วฉวยโอกาสนี้กระซิบอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ อย่าฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด ต้องไม่ฟื้น ต่อให้ฟื้นก็ต้องร้องว่าปวดหัว ต้องบอกว่าปวดมาก เข้าใจไหมเพคะ?”เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยบีบข้อมือขององค์หญิงเป่าหรงเบา ๆเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะกระเด็นออกจากอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เขามองชีหยวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลงชีหยวนนั่งยอง ๆ ลง เห็นว่าองค์หญิงเป่าหรงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึ
ราชบุตรเขยลู่เองก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อองค์หญิงใหญ่ “คราวนี้จะจัดการอย่างไร?”หากพระชายาหลิ่วเล่นงานแค่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือนางด่าฮ่องเต้หย่งชางไปด้วย!ดูจากท่าทางแล้วก่อนหน้านี้ที่อยู่ในวัง พระชายาหลิ่วยังคงมีความหวังกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่บ้างจึงยังให้เกียรติพระองค์ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงเกิดขึ้นในวัง ไม่จำเป็นต้องรอให้ไล่ตามกันออกมาแล้วค่อยตบหน้ากันที่นี่องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกันฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ต่อให้ใต้หล้ากว้างเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวแท้ ๆ เช่นนางเลย ต่อให้ไทเฮาเสด็จมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้นางรีบวิ่งเข้าไปหาฮ่องเต้หย่งชาง ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำสงครามเย็นกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่ นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบาย “เสด็จพี่ ท่าน ท่านโปรดเห็นแก่พระชายาที่ต้องทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี...”องค์หญิงเป่าหรงพลันร้องไห้ขึ้นมา “เสด็จแม่! เสด็จแม่!”ในใจของนางเต็มไปด้วยโทสะพระชายาหลิ่วนางแพศยานี่ ถึงกับกล้าด่านางไปด้วย กล้าเรียกนางว่าลูกนางแพศยา!ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช