“ซิ่งอวี่ เจ้ารู้จักท่านอาฉินมากเพียงใด? สตรีอย่างนาง เปิดหอนางโลมที่ใหญ่เช่นนี้ เบื้องหลังมีผู้อื่นเกี่ยวโยงอีกหรือไม่?”ลั่วชิงยวนพยายามสืบข่าวด้วยทุกวิถีทางซิ่งอวี่คิดพักหนึ่งก็พลันส่ายหัวเอ่ย “ข้าเองก็รู้มิมาก รู้เพียงแค่ท่านอาฉินราวกับจะรำเทพเหมันต์เป็น แต่นางมิเคยแสดงต่อหน้าผู้อื่น เถาหลีเป็นคนพูดอวดโอ้ออกมา”“แต่ว่ากันว่าเบื้องหลังของหอเจาเซียงมีผู้เก่งกาจหนุนอยู่จริง ๆ”“แต่รายละเอียดข้ามิรู้หรอก”ได้ยินดังนี้ ลั่วชิงยวนพยักหน้าเสียงของลิ่นฝูเสวี่ยดังขึ้น “รำเทพเหมันต์ข้าเป็นคนสอนนางเอง แต่นางเรียนไปเพียงครึ่งเดียว”มิน่า เพราะนามฝูเสวี่ยและรำเทพเหมันต์ออกมาได้ทั้งเพลงในหอเจาเซียง จึงทำให้อาฉินเกิดอยากสังหารนาง“ดูท่ากลับไปที่หอเจาเซียงมิได้แล้ว หากอยากหาเงินต่อก็ต้องเปลี่ยนที่”ลั่วชิงยวนพูดไปและเอ่ยถามซิ่งอวี่ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าในเมืองหลวงยังมีหอนางโลมชื่อดังที่ใดอีกบ้าง”ซิ่งอวี่พูดอย่างลำบากใจ “หอนางโลมชื่อดังย่อมมี แต่เรื่องในวันนี้ ใช่ว่าจักมิเกิดขึ้นอีก”“แม้ข้ามิรู้จักท่านอาฉิน แต่ข้าก็เคยได้ยินมาก่อนว่านางฝีมือโหดเหี้ยม เกรงว่าต่อให้หาที่ใหม่ นางก็จักหาทาง
ซิ่งอวี่ผงกศีรษะ “ใช่เจ้าค่ะ” “แน่นอนว่าย่อมมิใช่เพราะเรื่องนี้เพียงแค่เรื่องเดียวหรอก” “นางเอาอกเอาใจหลีเถาก็จริง แต่เมื่อใดก็ตามที่หญิงสาวในหอแห่งนี้ทำเรื่องผิดพลาดขึ้นมา นางย่อมปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยมเป็นแน่” ขณะที่ซิ่งอวี่เอ่ยวาจา นางก็ก้มหน้าพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยสายตาเปี่ยมโทสะ “นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เจ้าตัดสินใจเด็ดขาดจากไปพร้อมกับข้า” ลั่วชิงยวนเอ่ยขึ้นด้วยสายตาที่ยากจะเข้าใจ “วันหน้าหากพวกเราไปที่หอหลินชุน ย่อมดึงดูดความสนใจของท่านป้าฉินได้แน่ เจ้ากลัวหรือไม่เล่า?” ซิ่งอวี่ส่ายหน้า “ข้ามิกลัวเจ้าค่ะ” “ข้าหาได้มีสัญญากับหอเจาเซียงแต่อย่างใดไม่” หลังจากลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้เข้า นางก็มั่นใจแล้วว่าซิ่งอวี่เป็นสายที่หอหลินชุนส่งตัวเข้ามาในหอเจาเซียง ทว่าเรื่องนี้ก็มิได้ส่งผลต่อแผนการของนางสักนิด หลังอาหารมื้อเย็น ลั่วชิงยวนกับซิ่งอวี่ก็ไปที่หอหลินชุน บนท้องถนนอันแสนคึกคักสายนี้ยังมีลูกค้าอยู่มากมาย หอหลินชุนก็มิได้ร้างผู้คนไปเสียทีเดียว แต่เมื่อเทียบกับความคึกคักของหอเจาเซียง ก็ยังนับว่ารั้งท้ายอยู่ “แม่นาง ข้าจะพาท่านไปหาแม่เล้าเฉินนะเจ้าคะ” ซิ่งอ
ทันทีที่เอ่ยวาจาออกมา แม่เล้าเฉินก็ตกตะลึง จากนั้นนางก็แค่นยิ้มเย็นชา “ท่านคิดจักซื้อหอหลินชุนของพวกเราในราคาห้าพันตำลึงกระนั้นหรือ?” “จริงอยู่! กิจการของหอหลินชุนเราอาจมิดีเท่าแต่ก่อน ทว่าอย่างไรเสียข้าก็เปิดกิจการมาหลายสิบปี! ข้าจักขายให้ท่านในราคาเพียงห้าพันตำลึงได้อย่างไรกัน?” “เลิกคิดเรื่องนั้นไปได้เลย! ไปซะ ไปซะ!” “ซิ่งอวี่ พาตัวเขาออกไป!” แม่เล้าเฉินออกคำสั่งขับไล่โดยไม่ลังเลสักนิด ลั่วชิงยวนจึงเริ่มเกลี้ยกล่อมว่า “ข้าซื้อหอคณิกาเอาไว้ก็มิได้ไล่เจ้าไปสักหน่อย เจ้ายังอยู่ดำเนินกิจการต่อไปได้” “มิหนำซ้ำข้ายังทำให้กิจการของเจ้ารุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งด้วย” เมื่อแม่เล้าเฉินได้ยินเช่นนี้ก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ จากนั้นก็หันมามองนางด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ “ลำพังตัวท่านน่ะหรือ? ท่านมีความสามารถอันใดจักทำให้กิจการของหอหลินชุนเราเฟื่องฟูขึ้นมาได้เล่า?” ลั่วชิงยวนยังไม่ตอบ ซิ่งอวี่รีบก้าวเข้ามาคว้าตัวแม่เล้าเฉินพลางกล่าวว่า “นางคือแม่นางฝูเสวี่ยนะเจ้าคะ!” เมื่อแม่เล้าเฉินได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก “ฝูเสวี่ย?” “ฝูเสวี่ยที่ร่ายรำอยู่ในหอเจาเซียงกระนั้นหรือ?” ล
นางแสร้งทำทีราวกับว่าเพิ่งจะออกมาจากเรือน จากนั้นก็แหงนหน้ามองท้องนภายามราตรีแล้วค่อย ๆ เดินออกมาข้างนอก ทันใดนั้นก็มีเสียงทุ้มดังขึ้นทางด้านหลัง “ข้าคิดว่าเจ้าจักหลบอยู่ในเรือนไปชั่วชีวิตแล้วเสียอีก” เมื่อลั่วชิงยวนหันหน้าไปก็เห็นฟู่เฉินหวนค่อย ๆ เดินเข้ามาหา มีแววเศร้าโศกผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอันหาได้ยาก ทั้งยังมีความรู้สึกที่แท้จริงอีกด้วย ลั่วชิงยวนมิได้ตอบคำ ฟู่เฉินหวนค่อย ๆ เดินเข้าไปหานาง จากนั้นก็เงยหน้ามองดวงจันทร์แล้วค่อย ๆ เอ่ยขึ้นมาว่า “หลังจากฤดูเหมันต์ ข้าคิดว่าเจ้าดูเหมือนจะน้ำหนักลดไปบ้าง หมู่นี้ร่างกายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าอยากให้ข้าเชิญแม่นางซ่งให้มาตรวจดูหรือไม่?” เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ เขาสังเกตได้ว่านางน้ำหนักลดลงไปบ้าง แต่ความประหลาดใจอันน้อยนิดที่ผุดขึ้นในยามนั้นกลับถูกความเหน็บหนาวที่ตามมาปัดเป่าไปจนสิ้น “ท่านอ๋องคิดเชิญแม่นางซ่งมาที่นี่ เพราะต้องการให้แม่นางซ่งรักษาลั่วไห่ผิงกระมังเพคะ?” “ไฉนต้องแสร้งทำเป็นห่วงใยหม่อมฉันให้ฟังดูใหญ่โตเช่นนั้นด้วยเล่า?” น้ำเสียงของนางเย็นชาถึงขั้นไม่แยแส ทั้งยังไร้ซึ่งความอบอ
สตรีนางนั้นชี้นิ้วใส่ลั่วชิงยวนด้วยท่าทีเปี่ยมโทสะ จากนั้นก็รีบเดินเข้ามาผลักเข้าที่ไหล่ของนาง “มิน่า คนข้างนอกจึงเรียกเจ้าว่าโสเภณีชาย เจ้าชอบทำลายงานวิวาห์ของผู้อื่นและเกี้ยวพาสตรีก็แล้วไปเถิด แต่ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะถึงขั้นไล่ตามบุรุษด้วย ปล่อยเอาไว้มิได้แล้ว!” ลั่วชิงยวนสับสนไปชั่วขณะ คนผู้นี้เอ่ยถึงนางกระนั้นหรือ? ดูเหมือนว่านางจะเคยพบอีกฝ่ายที่ไหนสักแห่ง “แม่นาง โปรดพูดจาให้เกียรติกันด้วย!” ลั่วชิงยวนปัดมือของอีกฝ่ายออกด้วยท่าทีไม่พอใจ สตรีร่างท้วมโมโหจัด “ให้เกียรติงั้นรึ? ข้าจะสั่งสอนเจ้าเอง!” หลังจากนางพูดจบก็ยกมือขึ้น ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วพลางหลบไปด้านข้างแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “แม่นาง ข้ามิลงไม้ลงมือกับสตรี ได้โปรดสำรวมด้วย” “เจ้า!” สตรีร่างท้วมโกรธเสียจนร้องตะโกนออกมาว่า “จับมันไว้!” จากนั้นผู้คุ้มกันหลายสิบคนก็พุ่งเข้ามาเตรียมพร้อมที่จะลงมือ ในยามนี้เอง ก็มีเสียงตะคอกดังลั่นขึ้นมา “หยุดนะ!” ทันใดนั้นเงาร่างอันแสนคุ้นตาก็ปรากฏขึ้นตรงหน้านาง ฟู่จิ่งหลี ฟู่จิ่งหลีโบกพัดจีบพลางเหลือบมองสตรีร่างท้วมด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าจักทำกระไร?” ยามที่โม่เซียนอวี้เห็นฟู่จ
ฟู่จิ่งหลีกล่าวพลางผายมือเชื้อเชิญ ลั่วชิงยวนตามเขาไปในโรงเตี๊ยมแล้วเดินขึ้นไปที่ห้องบนชั้นสอง “หรือว่าท่าทีเมื่อสักครู่นี้ขององค์ชายเจ็ด…” เมื่อฟู่จิ่งหลีได้ยินเช่นนี้เข้าก็ออกจะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “อ้อ ท่านรู้จักตัวตนของข้าอยู่แล้วนี่เอง ข้าคิดจะแนะนำตัวอยู่เลย” “ท่านหมายถึงเรื่องที่ข้าเพิ่งชี้ดาบใส่โม่เซียนอวี้ใช่หรือไม่? ก็แค่เคยชินนั่นแหละ นี่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว” ลั่วชิงยวนรู้สึกแปลกใจ “โม่เซียนอวี้ผู้นี้ค่อนข้างใจกล้าทีเดียว ถึงขนาดไล่ตามรังควานองค์ชายเช่นนี้” ฟู่จิ่งหลีถอนหายใจอย่างอับจนหนทาง “เป็นความผิดของท่านตา ตอนที่ท่านเมาดันเผลอไปตกปากรับคำเรื่องการแต่งงานครั้งนี้กับตระกูลของพวกเขา ถึงแม้ต่อมาท่านตาจักแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ก็เถอะ” “น่าเสียดายที่หลังจากท่านตาสิ้นไป พวกเขาก็เริ่มตามราวีข้ามิลดละ” “ในเมื่อไร้ซึ่งทะเบียนสมรสหรือประจักษ์พยาน แล้วข้าจักแต่งงานกับนางได้อย่างไรกันเล่า? ตอนแรกข้าไปหาฝ่าบาท แต่ฝ่าบาทกลับรับสั่งว่าจักให้ต่างฝ่ายต่างก็แต่งงานไปเสียจึงทำให้โม่เซียนอวี้ยอมรามือไป มิฉะนั้นก็คงทำกระไรมิได้แล้ว” “ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่ตามราวีอยู่เช่น
เป็นฟู่อวิ๋นโจว! เขามาจริง ๆ! เขามาพบนางตามที่นัดหมายเอาไว้จริง ๆ ยามนี้ลั่วชิงยวนยังคงแต่งกายเป็นฉู่ลั่วจึงมิได้เข้าไปทักทาย แต่กลับนั่งลงเฝ้าสังเกตสถานการณ์เสียก่อน เมื่อนางหาที่นั่งได้แล้วก็นั่งลงไป จากนั้นเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกชาพร้อมอาหารเครื่องเคียงมาให้ มีผู้คนมาถึงเยอะอย่างที่ฟู่จิ่งหลีบอกเอาไว้จริง ๆ ด้วย ผู้ที่มาล้วนเป็นบรรดาคุณชายจากตระกูลขุนนางและผู้ทำมาค้าขายในเมืองหลวง กล่าวได้ว่าพวกเขาต่างมียศถาบรรดาศักดิ์สูงและมีเงินทองมากมายอีกต่างหาก ลั่วชิงยวนที่นั่งอยู่ท่ามกลางคนเหล่านั้น กลับรู้สึกแปลกแยก แต่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับสมบัติที่ฟู่จิ่งหลีนำออกมาประมูลในคืนนี้ ดังนั้นจึงหามีผู้ใดสนใจนางไม่ ไม่นาน ฟู่จิ่งหลีกับผู้ติดตามก็มาถึง หีบขนาดใหญ่หลายใบที่แบกเข้ามาพลันดึงดูดความสนใจของทุกคนทันที “ทำให้ทุกท่านต้องรอคอยเสียนานเลย การประมูลของพวกเราจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!” “ในเมื่อพวกท่านต่างก็คุ้นเคยกับข้าดี ก็น่าจะรู้กฎของข้า การประมูลมิเกี่ยวกับผู้ใดเงินมากกว่ากัน แต่เกี่ยวกับของชิ้นไหนล้ำค่ากว่ากัน” “แน่นอนว่าเงินก็ได้เหมือนกัน ขอเพียงข้าสนใจ ข้าจักยอมรับการแลกเป
จี้หยกชิ้นนี้เป็นสิ่งตกทอดจากจักรพรรดิพระองค์ก่อน ฉะนั้นย่อมล้ำค่ายิ่งนัก แต่องค์ชายห้าของสำคัญเช่นนั้นเพื่อภาพเขียนแผ่นนี้จริง ๆ หรือ? ฟู่จิ่งหลีเองก็รู้สึกสับสนเช่นกัน เขาหันไปมองภาพเขียนด้วยท่าทีลังเลใจ “แต่ภาพเขียนแผ่นนี้…” ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนวัตถุสิ่งของจากคลังสมบัติของเขาเลย ม้วนภาพใหม่เกินไป องค์ชายห้าถึงขนาดยอมเอาของสำคัญไปแลกเปลี่ยนกับภาพเขียนไร้ค่าม้วนหนึ่ง เพราะเขาไม่อยากเอาเปรียบผู้อื่น เส้นประสาทของลั่วชิงยวนเขม็งตึง จากนั้นนางก็ลุกขึ้นทันที “กระหม่อมก็ต้องการภาพเขียนม้วนนี้เช่นกัน!” “วันนี้กระหม่อมมิได้นำของล้ำค่าอันใดมา แต่กระหม่อมขอเสนอเงื่อนไขข้อหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนกับองค์ชายเจ็ดพ่ะย่ะค่ะ!” ภาพเขียนม้วนนี้จะให้ฟู่อวิ๋นโจวเอาไปมิได้เป็นอันขาด เนื่องจากมีผู้คนมากมายมองอยู่ พวกเขาต่างทราบดีว่าคนที่อยู่ในภาพเขียนเป็นผู้ใดกัน ฟู่อวิ๋นโจวกับนางจะต้องโดนจัดการ! ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คิดจะใส่ความว่านางกับองค์ชายห้าคบชู้กัน! ทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจแล้วหันไปมองเทพพยากรณ์ที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ฟู่จิ่งหลีเองก็รู้สึกตกตะลึงเช่นกัน “ท่านก็ต้องกา
จั๋วฉ่างตงเดินออกมาจากห้องนัยน์ตาของลั่วชิงยวนฉายแววมุ่งสังหาร “ที่แท้เจ้าก็มิใช่เต่าหดหัวในกระดองนี่”จั๋วฉ่างตงจ้องมองนางด้วยสีหน้าดุดัน แล้วเดินลงมาอย่างช้า ๆ “ลั่วชิงยวน ข้าขอเตือนให้เจ้าสำรวมตนเสียบ้าง!”กล่าวพลางกวาดสายตามองไปยังคนที่นอนกองอยู่บนพื้น แล้วตวาดเสียงดัง “ปล่อยพวกเขา!”ลั่วชิงยวนบุกเข้ามาทำร้ายคนถึงเรือนของนาง นี่มิใช่การตบหน้านางต่อหน้าธารกำนัลหรอกหรือ!แม้จะพ่ายแพ้ให้แก่ลั่วชิงยวนที่หอรักษ์ดารา แต่ก็มิได้หมายความว่านางจะต้องหวาดกลัวลั่วชิงยวน!ลั่วชิงยวนเตะไปที่คนเหล่านั้น แล้วยอมปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระคนเหล่านั้นกลิ้งตัวลงบนพื้นทีละคนก่อนจะรีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน หมายจะหลบไปอยู่ด้านหลังจั๋วฉ่างตงทว่าในเวลานี้เอง ริมฝีปากของลั่วชิงยวนก็ยกยิ้มเย็นเยียบ กระโจนเข้าหาจั๋วฉ่างตงอย่างรวดเร็วแล้วใช้มือคว้าจับที่คอเสื้อของนางจั๋วฉ่างตงขัดขืนโดยสัญชาตญาณ แต่นางได้รับบาดเจ็บ จะเป็นสู้ลั่วชิงยวนได้อย่างไรทันใดนั้นก็ถูกลั่วชิงยวนเหวี่ยงลงกับพื้น แล้วตบหน้าอย่างแรงจนผมเผ้าของจั๋วฉ่างตงยุ่งเหยิงขณะที่ตั้งตัวมิทันเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้านั้นหนักแน่น เสียงดังสนั
“ดังนั้น...”“เรื่องเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงครั้งหรือสองครั้ง”“นักบวชระดับสูงไว้วางใจนาง ข้าก็ทำได้เพียงทนรับมือ เมื่อก่อนยังพอขัดขืนได้บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าก็เลิกขัดขืนเพราะเสียแรงเปล่า”น้ำเสียงของอวี๋โหรวราบเรียบ ทว่าลั่วชิงยวนได้ฟังแล้วกลับรู้สึกหดหู่ใจ“เป็นเช่นนี้มานานแล้วหรือ? กี่ปีแล้ว?”หรือว่าในตอนที่นางยังอยู่ อวี๋โหรวต้องทนทุกข์ทรมานกับเรื่องเหล่านี้?อวี๋โหรวกลับส่ายหน้า “ข้าก็จำมิได้แล้วว่ากี่ปี”“อาจารย์ของข้าจากไปเสียนานแล้ว ไม่มีผู้ใดคอยช่วยเหลือข้า”“ดังนั้นข้าจึงต้องใช้บัวถวายรักษาอาการบาดเจ็บมาตลอด เพียงแต่ช่วงนี้หาซื้อมิได้แล้ว ข้าจึงเหลือเพียงดอกสุดท้าย”เมื่อลั่วชิงยวนได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกปวดร้าวใจหลายปีมานี้ นางมิเคยสังเกตเห็นความทุกข์ทรมานของอวี๋โหรวเลยเพราะอวี๋โหรวมิเคยปริปากบอกผู้ใด ในสถานที่ที่คนอ่อนแอต้องพ่ายแพ้แก่ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ ดูเหมือนนางจะรู้ดีว่าบอกผู้ใดไปก็ไร้ประโยชน์หลายปีมานี้นางอดทนมาได้อย่างไรก็มิอาจรู้ได้“จั๋วฉ่างตงบาดเจ็บอยู่แท้ ๆ ยังอุตส่าห์มาหาเรื่องเจ้าอีก ข้าว่านางคงเบื่อหน่ายการมีชีวิตเต็มทีแล้ว”แววตาของลั่
ชายหลายคนก้าวเข้ามารุมทำร้ายอวี๋โหรวในทันทีจั๋วฉ่างตงเปิดกล่องใบหนึ่งออก หมอกดำทมิฬพลันลอยออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เจ้ายังกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องของลั่วชิงยวนอีก เห็นทีจะยังมีเรี่ยวแรงอยู่ ข้าคงทรมานเจ้ายังมิพอ”“วันนี้เจ้าจงลิ้มรสภูตผีร้ายแห่งหุบเขาฝังศพให้สาสม”จั๋วฉ่างตงใช้ยันต์แผ่นหนึ่งควบคุมหมอกดำทมิฬให้รวมตัวกันกลางอากาศ แล้วพุ่งเข้าโจมตีอวี๋โหรวอย่างรุนแรงอวี๋โหรวกำลังต้านทานการโจมตีของบุรุษเหล่านั้นอยู่ในชั่วขณะต่อมา หมอกดำทมิฬก็พุ่งเข้าใส่ กระแทกเข้าที่ท้องของนางราวกับจะฉีกร่างนางออกเป็นชิ้น ๆ ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นปราดเข้าจู่โจมหมอกดำทมิฬนั้นทะลุผ่านร่างของนางไปอวี๋โหรวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง เจ็บปวดจนร่างกายสั่นเทา มิอาจลุกขึ้นได้บุรุษเหล่านั้นจับแขนของนางแล้วกระชากให้นางลุกขึ้นหมอกดำทมิฬนั้นพุ่งเข้ากระแทกท้องของนางอีกครั้ง แล้วทะลุผ่านไปอย่างรุนแรงอวัยวะภายในสั่นสะท้านก่อให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรง ทำให้อวี๋โหรวสั่นไปทั้งร่าง เจ็บปวดจนริมฝีปากสั่นระริก ใบหน้าซีดเผือดนางไม่มีเรี่ยวแรงที่จะตอบโต้ได้เลยเป็นเช่นนี้ซ้
นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมิพอใจนางเป็นถึงองค์หญิง ความรักของนางนั้นสูงส่งยิ่งนัก เฉินชีควรจะคุกเข่ารับมันไว้ แต่น่าเสียดายที่เขาปฏิเสธนางอย่างเย็นชา! มิหนำซ้ำยังทำให้นางอับอายขายหน้าอีกด้วย!นางมิพอใจและมิเต็มใจอย่างยิ่งเฉินชียิ่งเป็นแบบนี้ นางก็ยิ่งอยากเอาชนะเขาให้ได้!เฉินชีมองนางด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรังเกียจแต่เขาก็ยังคงแย่งกระบี่ในมือเกาเหมียวเหมี่ยวมา แล้วกดศีรษะของนางลง ก่อนจะจุมพิตลงบนริมฝีปากของนางอย่างมิลังเลหัวใจของเกาเหมียวเหมี่ยวเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมาจากอกของนางจูบของเฉินชีนั้นเร่าร้อนและรุนแรงอย่างมิอาจต้านทานได้เกาเหมียวเหมี่ยวถูกจูบจนหมดแรง แทบจะทรุดตัวลงแต่ในขณะที่นางคิดว่าเฉินชีจะทำอะไรต่อไป เฉินชีกลับผลักนางออกอย่างแรงไร้ซึ่งความปรานีก่อนเดินจากไปอย่างสง่างามโดยมิแม้แต่จะหันมามองนางด้วยซ้ำเกาเหมียวเหมี่ยวล้มลงนั่งกับพื้นพลางมองแผ่นหลังของเฉินชีด้วยความตกตะลึงเสียงเย็นชาของเฉินชีดังขึ้นว่า “สิ่งที่ท่านให้ข้าทำ ข้าทำแล้ว เรื่องนี้จบแค่นี้”“หากท่านยังคงใช้เรื่องนี้มาขู่ข้าอีก ข้าจะมิเกรงใจท่านแน่”เฉินชีเดิ
ลั่วชิงยวนมองอวี๋โหรวด้วยความประหลาดใจ อวี๋โหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คราวก่อนเจ้ามิได้ถามข้าหรอกหรือว่ามีสิ่งนี้หรือไม่ นี่เป็นดอกสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่”“คราวนี้เจ้าถูกฮองเฮาทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ข้าคิดว่าเจ้าย่อมต้องการสิ่งนี้เป็นแน่ จึงได้นำมาให้”ลั่วชิงยวนได้ฟังก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก นางมิคาดคิดว่าอวี๋โหรวจะมอบสิ่งนี้แก่นางด้วยว่ายามนี้ ต่อให้หาทั่วทั้งเมืองหลวงก็หาสิ่งนี้มิได้แล้ว“ขอบคุณ” ลั่วชิงยวนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจยามนี้นางต้องการสิ่งนี้ยิ่งนัก“มิต้องเกรงใจ” อวี๋โหรวแย้มยิ้มจากนั้นทั้งสองก็เข้าวังไปด้วยกัน กลับไปยังที่พำนักของสำนักนักบวชของพวกนางการใช้บัวถวายนั้นจำต้องใช้สมุนไพรอื่นร่วมด้วย อวี๋โหรวจึงไปยังคลังโอสถเพื่อนำสมุนไพรมามากมายลั่วชิงยวนจึงก่อไฟต้มยาในลานหลังจากกินยาเข้าไป ลั่วชิงยวนก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างสิ่งนี้มีสรรพคุณหลักในการรักษาบาดแผลภายในและฟื้นฟูลมปราณ แต่เมื่อบาดแผลภายในหายดีแล้วย่อมส่งผลดีต่อบาดแผลภายนอกด้วยเช่นกันอวี๋โหรวเห็นว่าหลังจากนางกินยาแล้วสีหน้าของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ดูเหมือนว่ายานี้จะได้ผลดีกับเจ้าย
นางจ้องมองไปยังเฉินชีพลางเอ่ยว่า “โอสถนี้ก็แค่บำรุงรักษาร่างกายทั่วไป มิได้มีผลอะไรต่อข้าในยามนี้”เฉินชีกลับกล่าวตอบ “ร่างกายของเจ้าในยามนี้มิอาจกินยาแรงได้ ตำรับยานี้สามารถรักษาบาดแผลภายนอกของเจ้าได้”ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมุ่นมองเขา “แต่ยามนี้ข้าต้องการโอสถรักษาบาดแผลภายใน”“โอสถของเจ้าเพียงรักษาที่ปลายเหตุ มิได้รักษาที่ต้นเหตุ!” เฉินชียังคงยืนกรานในความคิดของตน “วางใจเถิดอาเหลา โอสถที่ข้าให้เจ้ากินนั้นย่อมเหมาะสมแก่เจ้าที่สุด”“เจ้าพักผ่อนให้ดี ข้ายังต้องเข้าวังไปอีกครั้ง”“เรื่องของเกาเหมียวเหมี่ยวยังมิได้สะสาง”“เจ้าพักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเจ้าหรอก”กล่าวจบ เฉินชีก็จากไปอีกทั้งยังจัดแจงให้คนมาส่งโอสถแก่ลั่วชิงยวนด้วยลั่วชิงยวนพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนของเฉินชีสองวันแล้ว ทุกวันจะมีนางรับใช้มาเปลี่ยนผ้าพันแผลและเสื้อผ้าให้ตรงเวลาโอสถที่นำมาให้ก็ล้วนเป็นไปตามตำรับของเฉินชีทว่าลั่วชิงยวนรู้ซึ้งถึงอาการของตนดีว่า ร่างกายของตนนั้นจำต้องได้รับการรักษาด้วยโอสถใดตำรับยาของเฉินชีนั้นเป็นเพียงยาบำรุงร่างกายและให้สารอาหารแก่ร่างกายนี้ แต่การบำรุงเพียงอย่างเดีย
ขณะพูด เฉินชีก็รีบหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งออกมา พลางเทโอสถลูกกลอนหนึ่งเม็ดส่งให้ลั่วชิงยวนกินมันสามารถปกป้องหัวใจของนางได้รถม้าโคลงเคลงไปตลอดทาง เร่งมุ่งหน้าไปยังจวนของเฉินซีอย่างรวดเร็วหลานจีได้ยินเสียงจึงเดินมาที่ลาน นางสงสัยมากว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องรีบร้อนออกไปอย่างกะทันหันทว่านางกลับเห็นเฉินชีลงจากรถม้าพร้อมกับอุ้มลั่วชิงยวนที่ได้รับบาดเจ็บ“ท่านแม่ทัพ… นางคือ...” หลานจีรีบสาวเท้าเข้ามาแต่นางกลับถูกเฉินชีผลักออกไปอย่างไร้ความเมตตา “อย่ามาขวางข้า!”หลานจีต้องถอยหลังไปสองก้าวถึงจะทรงตัวไว้ได้เมื่อได้สติ เฉินชีก็เดินไปไกลพร้อมกับสตรีในอ้อมแขนแล้วหลานจีตกตะลึงเหตุใดท่านแม่ทัพถึงต้องเป็นห่วงสตรีนางนั้นถึงเพียงนี้?นางเป็นใครกัน?หลานจีเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างกะทันหันนางตามไปดูด้วยความมิพอใจเฉินชีอุ้มลั่วชิงยวนเข้ามาที่ห้องของตน เขาวางนางลงบนเตียงแล้วเรียกนางรับใช้มาเปลี่ยนอาภรณ์ให้ลั่วชิงยวนนางรับใช้พากันสาละวนเข้า ๆ ออก ๆ เรือนกันยกใหญ่ยามนี้หลั่วชิงยวนหลับไปแล้วจากนั้นเฉินชีก็ออกจากห้องไป และมิรู้ว่าเขาไปที่ใดหลังจากที่นางรับใช้เปลี่ยนอา
"ตอนนี้มิว่าท่านจะตรัสอะไรไปก็ไร้ประโยชน์”“ไม่มีใครสนใจหรอกเพคะ”ทันทีที่พูดคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าของฉินอี้และฮองเฮาเกาก็เปลี่ยนไปฮองเฮาเกาจ้องนางด้วยสายตาดุร้ายนางยิ้มเยาะ “ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากแล้วรึ? อย่าลืมที่ข้าพูดไว้สิว่า หากเจ้าพูดข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย!”จากนั้นนางก็ส่งสายตาเป็นนัยให้องครักษ์องครักษ์สองคนก้าวไปข้างหน้า คนหนึ่งจับไหล่ของลั่วชิงยวน อีกคนหยิบมีดขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมลงมือฉินอี้ตกใจและครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรดีลั่วชิงยวนยังมิยอมแพ้ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง “องค์ชายใหญ่ทรงเคยคิดหรือไม่เพคะว่าเหตุใดวรยุทธ์ของท่านถึงหยุดนิ่งมิพัฒนาไปไหน?”“เหตุใดถึงเรียนรู้ได้ช้า แม้จะทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมิสามารถเรียนรู้ได้เท่ากับที่คนอื่นทำได้”“นั่นมีเหตุผลอยู่เพคะ”“ที่จริงแล้ว ทั้งหมดมิใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ธรรมดาเพคะ”“แต่มีพิษชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า…”เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น ฉินอี้ก็ตกใจเป็นอย่างมากฮองเฮาเการีบกระชับเสื้อของนางด้วยความกังวล สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและขณะที่ลั่วชิงยวนกำลังจะพูดออกมาน
ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้หลุดออกมาร่างกายของฟู่เฉินหวนก็แข็งทื่อดวงตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความคาดหวังอันร้อนแรงตั้งแต่เล็กจนโต แม้เขาจะเป็นองค์ชาย แต่ก็มีเพียงมิกี่คนที่ให้ความเคารพเขาแม้กระทั่งน้องสาวของเขาเองก็มักจะลงมือทำร้ายเขาบ่อย ๆ โดยมิไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อยส่วนคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคืออ๋องผู้เป็นเทพสงครามเทพแห่งแคว้นเทียนเชวียและผู้สำเร็จราชการผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าเขาจึงตั้งตารอที่จะได้เห็นฟู่เฉินหวนคุกเข่าด้วยความเคารพฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จริงเขาสามารถเจรจากับฉินอี้ได้ และมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายที่เขาสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ทว่าการเจรจาต้องอาศัยยุทธวิธีและที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องมีจิตใจที่สงบมั่นคงแต่ในเวลานี้ ฟู่เฉินหวนมิสามารถทำเช่นนั้นได้เขาแทบจะรอมิไหวแล้วดวงตาของเขาขรึมลง พลางยกเสื้อคลุมขึ้นและคุกเข่าลงเสียงดังตึงเมื่อเข่ากระทบพื้นนั้นเจือไปด้วยความอึดอัดกลัดกลุ้ม แต่เป็นเสียงที่ฉินอี้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูเป็นอย่างยิ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เขาพอใจอย่างถึงที่สุดนี่เป็นความรู้สึกที่เขาพยายามเสาะหามาตลอดหลายปีแต่ก็มิเคยได้มันมาโดยเฉพา