เวลาต่อมา
ห้องผ่าตัด
หลังจากรถพยาบาลพาคนเจ็บมาถึงโรงพยาบาลหญิงสาวก็ถูกนำตัวเข้าทำMRIทันทีและผลก็ออกมาว่ามีเลือดคั่งอยู่ในสมองบริเวณจุดสำคัญพอดีจึงถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดทันทีโดยมีพงศ์พยัคฆ์เป็นหัวหน้าทีมแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด โชคดีที่ไม่มีเนื้องอกอย่างที่พงศ์พยัคฆ์กังวลแต่คนเจ็บก็มีเลือดคั่งมาก่อนหน้านี้แล้ว
“การผ่าตัดครั้งนี้อันตรายมากเราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษขอให้ทุกคนอย่าประมาท เอาล่ะก่อนอื่นเราจะเปิดกะโหลกเพื่อระบายเลือดที่คั่งออกทุกคนพร้อม” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยขึ้นทุกคนพยักหน้าก่อนที่การผ่าตัดจะเริ่มขึ้นอย่างระมัดระวังจนกระทั่งสิ้นสุดการผ่าตัด ร่างอันเหนื่อยล้าก้าวออกจากห้องผ้าตัดก่อนที่จะพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยล้าและโล่งใจ
“เป็นไงบ้างวะเสือ ปลอดภัยแล้วใช่มั้ย” ปัญจวัตรเอ่ยถามเพื่อนรักหลังจากให้การกับตำรวจเท่าที่เห็นและพาเด็กน้อยที่ดูท่าจะหิวไปทานข้าวเพราะตนกับกุมารแพทย์สาวก็ทานไปได้ไม่ถึงสามคำก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นซะก่อนจากนั้นชายหนุ่มจึงขับรถกลับมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับฟ้ารดาและเด็กหญิงตัวน้อยที่หยุดร้องไห้แล้ว
หมอหนุ่มพยักหน้าก่อนที่จะสอบถามถึงการติดต่อญาติคนไข้ “ปลอดภัยแล้วการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีแล้วมีญาติมารับแม่หนูนี่รึยัง”
“เดี๋ยวพ่อของน้องน้ำก็คงมา”ปัญจวัตรเอ่ยบอก คำตอบสั้นๆ ของปัญจวัตรทำให้เพื่อนหนุ่มทำหน้างุนงงพร้อมกับพูดออกมา “น้องน้ำ?”
“ใช่น้องเขาชื่อน้องน้ำแล้วบังเอิญมากว่ะ น้องน้ำเป็นลูกไอ้ไมค์” ปัญจวัตรเอ่ยไขข้อสงสัยของเพื่อนรักในตอนที่ตนหยิบโทรศัพท์ของคนเจ็บขึ้นมาจะโทรหาคนรู้จักได้เห็นรูปของหญิงสาวกับชายหนุ่มที่รู้จักอุ้มเด็กหญิงอยู่พอฟ้ารดาเอ่ยถามเด็กน้อยก็บอกว่าเป็นคุณพ่อทำให้ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมาโทรอย่างไม่ลังเล
“ลูกไอ้ไมค์เหรอเนี่ย...สวัสดีครับน้องน้ำ อาชื่อเสือนะอาเป็นเพื่อนกับพ่อของหนูตอนนี้แม่หนูปลอดภัยแล้วนะครับ” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกแก่เด็กน้อยที่เพิ่งรู้ว่าเป็นลูกเพื่อนสนิทอีกคนแต่เพราะตนและปัญจวัตรเรียนแพทย์ส่วนพิชัยพลหรือไมค์นั้นเรียนวิศวะฯ ทำให้ห่างกันไปจนกระทั่งได้ข่าวว่าเพื่อนสนิทแต่งงานและมีลูกแล้วแต่เพราะงานและหลายๆ เรื่องทำให้ทั้งสามไม่ได้ติดต่อกันแม้มีเบอร์โทร
ในขณะพงศ์พยัคฆ์มองหนูน้อยอย่างเอ็นดูอยู่นั้นร่างของพิชัยพลก็เดินเข้ามา
“เสือ นุชเป็นไงบ้างวะ” พิชัยพลรีบตรงมาหาเพื่อนสนิททันทีพร้อมกับตำรวจที่มาสอบปากคำ ชายหนุ่มผู้มาใหม่รีบรับลูกสาวไปอุ้มและปลอบทันทีขณะที่พงศ์พยัคฆ์มองภาพนั้นอย่างเอ็นดูและชื่นชมในบรรยากาศของพ่อลูกก่อนจะตบไหล่เพื่อน
“ปลอดภัยแล้วอีกสองสามวันคงฟื้น”
“เกิดอะไรขึ้นวะ” พิชัยพลเอ่ยถามอย่างสงสัย ตอนที่รู้เรื่องเขาตกใจจนแทบตั้งสติไม่ได้ พอได้สติก็รีบมุ่งตรงมาทันทีด้วยความห่วงลูกและภรรยา
“เมียนายขับย้อนศรแล้วรถก็ชนประสานงากับรถของคู่กรณีที่ขับมาด้วยความเร็วเกินกำหนด” พงศ์พยัคฆ์ที่เห็นเหตุการณ์เต็มสองตาเอ่ยบอกเพื่อนและนายตำรวจที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
นายตำรวจหนุ่มฟังแล้วขมวดคิ้วเพราะจากคำให้การของคู่กรณีไม่ตรงกับที่หมอหนุ่มพูดจนต้องเอ่ยถามขึ้น “ขอโทษนะครับคุณเห็นเหตุการณ์รึเปล่าเพราะคู่กรณีของคุณนุชตรีญาบอกว่าเขาขับตามกฎหมายกำหนดแต่คุณนุชตรีญาขับย้อนศรมาด้วยความเร็ว”
“ผมนั่งทานข้าวอยู่ที่ร้านหน้าจุดเกิดเหตุหันหน้าเข้าทางถนนจุดที่ชนก็หน้าร้านพอดี รถคันนั้นขับมาด้วยความเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด ส่วนรถของนุชตรีญาขับย้อนศรมาไม่เร็วมาก แล้วก็นะคุณตำรวจฝ่ายคู่กรณีไม่ได้เป็นอะไรมากแต่คุณนุชตรีญาถูกชนจนศีรษะไปกระแทกกับอะไรบางอย่างจนหัวแตก เลือกออกทางจมูกความน่าจะเป็นมันเป็นได้มากกว่าว่ารถของคุณนุชตรีญาถูกชนกระแทกอย่างแรงนะครับ หรือถ้าคุณตำรวจไม่เชื่อที่ผมพูดตรวจสอบกล้องวงจรปิดหน้าร้านได้นะผมจำได้ว่าตอนเข้าไปผมเห็นอยู่” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกแก่นายตำรวจหนุ่มด้วยน้ำเสียงเรียบและเยือกเย็นหลังจากนายตำรวจหนุ่มพูดเป็นนัยๆ ว่าตนพูดเข้าข้างภรรยาของเพื่อนสนิท
นายตำรวจหนุ่มได้แต่นิ่งไปก่อนที่ลูกน้องจะโทรศัพท์เข้ามาบอกสิ่งที่เห็นในกล้องวงจรปิดของทางร้านซึ่งตรงกับที่ศัลยแพทย์หนุ่มเอ่ยบอกจนต้องกล่าวขอโทษขอโพย
“ผมต้องขอโทษจริง ๆ นะครับที่พูดเหมือนกับว่าคุณหมอปกป้องเพื่อนเพราะคู่กรณีเป็นลูกชายคนใหญ่คนโตทำให้ผมเชื่อว่าฝั่งคุณผิดไปก่อนจะเห็นหลักฐาน”
“งั้นก็สรุปว่าผิดทั้งคู่แต่ผิดคนละอย่างใช่มั้ยครับ” พิชัยพลเอ่ยถาม
“ใช่ครับผิดทั้งคู่แต่ผิดคนละกระทง คงต้องเรียกมาเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาและเสียค่าปรับและดำเนินการตามความผิดครับ คงต้องรอให้คุณนุชตรีญาหายดีแล้วค่อยเข้าพบเจ้าพนักงานนะครับ”
“ขอบคุณครับ ขอบใจนายด้วยว่ะเสือถ้าไม่ได้นายแล้วก็อีกสองคนช่วยฉันคงเสียนุชกับน้องน้ำไป” พิชัยพลเอ่ยขอบคุณนายตำรวจหนุ่มก่อนหันมาขอบคุณเพื่อนที่เข้าไปช่วยไว้ทัน
“เปลี่ยนคำขอบใจเป็นเลี้ยงข้าวได้ป่ะไอ้เสือมันยังไม่ได้กินอะไรเลยคำแรกกำลังจะเข้าปากดังโครมซะก่อนดีนะก่อนมาเนี่ยฉันแวะพาน้องน้ำกับหมอฟ้าทานข้าวก่อนไม่งั้นละก็แย่แน่” ปัญจวัตรเอ่ยขึ้นเพราะจำได้ว่าเพื่อนรักยังไม่ได้ทานอะไร
“งั้นฉันเลี้ยงข้าวนายแล้วกันไอ้เสือแล้วก็เลี้ยงกาแฟนายกับคุณหมอคนนี้ด้วยไอ้ปัญจ์ ตอบแทนที่ช่วยดูแลน้องน้ำให้ ไปกัน” พิชัยพลเอ่ยบอกและชวนทั้งสามไปทานข้าวที่ร้านของผู้เป็นพี่สาวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล
“คราวนี้อย่าให้มีเหตุแบบเมื่อกี้อีกแล้วกัน สัญชาตญาณของหมอจะได้ไม่ต้องทำลายการทำงานของกระเพาะอาหารโรคกระเพาะจะได้ไม่ถามหา” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยอย่างขำขันทว่าใบหน้าเฉยชาก่อนเดินตามเพื่อนสนิทไปติดๆ ตามด้วยสองหนุ่มสาวที่เดินตามหลังไป
อีกฟากหนึ่ง
ร่างบางที่คล่องแคล้วกระฉับกระเฉงปลายสายตามองเวลาที่ค่อย ๆ ผ่านไปอย่างช้า ๆ ด้วยความนิ่งสงบ เธอไม่ขยับตัวไปไหนเลยราวกับว่าได้กลายเป็นรูปปั้นไปแล้วท่าทีของเธอทำให้บรรดาคนรับใช้ที่พากันยืนเรียงอยู่เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแขกของเจ้านายถึงกับพูดไม่ออก
คงไม่มีใครที่ไหนนั่งนิ่งได้เท่าเธอคนนี้หลังจากที่รอมากว่า3ชั่วโมง...เธอคนนี้ทำได้ยังไงกัน?
“เอ่อ...คุณรับเครื่องดื่มอะไรเพิ่มมั้ยคะ?” มาลี หญิงชราวัยหกสิบเศษผู้เป็นหัวหน้าแม่บ้านเอ่ยถามขณะที่สายตายังคงจ้องมองร่างบางด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือความรู้สึกทึ่งที่อีกฝ่ายสามารถนั่งนิ่งได้ขนาดนี้ทั้งที่เจ้านายของพวกเธอให้รอนานกว่า3ชั่วโมง...จะหลุดด่าออกมาสักคำก็ไม่มี น่าทึ่งจริง ๆ
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่น้ำเปล่าแก้วนี้ก็พอแล้ว” แพรวารินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพไร้ซึ่งความถือตัวก่อนจะนิ่งเงียบคล้ายจมอยู่กับตัวเองอีกครั้ง แม้ท่าทีที่แสดงออกจะไม่ต่างอะไรกับรูปปั้นหินทว่าภายในใจของหญิงสาวนั้นเดือดดาลอยู่ไม่น้อย เธอไม่มีปัญหากับการต้องรอลูกค้า แต่การที่ลูกค้าปล่อยให้รอทั้งที่เป็นคนนัดเวลาเองแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการกลั่นแกล้งและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกค้าคนนี้กลั่นแกล้งเธอ
เป็นครั้งที่3แล้วที่เธอต้องมาที่นี่เพราะลูกค้าคนพิเศษของบริษัทอยากจะปรับแก้แบบร่างที่เธอนำเสนอ ครั้งแรกเขาพอใจ แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ ครั้งที่สองเขาบอกว่าไม่พอใจ แต่จะไม่เอาแบบแรก ให้เธอแก้อีกครั้ง และครั้งนี้เขาก็บอกว่าอยากลองดูแบบแรกดูอีกครั้ง...ช่างเป็นลูกค้าที่เรื่องมากจนไม่อยากจะเสวนาพาที
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นลูกค้าที่มองอย่างไรเธอก็ปลื้มไม่ลงเธอก็ไม่อาจจะแสดงท่าทีอะไรออกไปได้ แต่ไหนแต่ไรมาเธอก็เป็นคนที่เก็บอารมณ์ความรู้สึกได้ดีอยู่แล้วหญิงสาวจึงรู้ดีว่าไม่ควรแสดงออกท่าทีไม่พอใจ และถึงแม้จะอยากแสดงออกสักเพียงใดก็คงทำไม่ได้
ทำไมน่ะเหรอ?...ก็ลูกค้าพิเศษคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับบอสของเธออย่างไรล่ะ
เพราะเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องเรื่องมากของบอสใหญ่เธอจึงทำให้ทุกอย่างพังไม่ได้ ทำได้เพียงแค่อดทนเท่านั้น เพราะถ้าขืนเธอทำมันพังคนที่ต้องเข้ามาดูแลแทนก็คือพิมพ์พิชชาเพื่อนสนิทของเธอ คนที่ทั้งบริษัทยกให้เป็นยัยตัวแสบประจำบริษัท
เธอจะไม่ยอมให้ยัยตัวแสบมาที่นี่แน่ ๆ ล่ะ...ดังนั้นเธอจึงต้องอดทนและแสดงออกให้มากที่สุดว่าไม่สะทกสะท้าน คนขี้แกล้งจะได้หยุดแกล้งสักที
กริ๊ง ๆ
ตาคู่หวานมองไปยังหน้าจอสมาร์ทโฟนที่เธอวางไว้บนโต๊ะก่อนจะหยิบขึ้นมารับสายทันทีที่รู้ว่าปลายสายคือใคร
“ค่ะแม่พราว แพรยังอยู่บ้านลูกค้าเลยค่ะ”
“อ้าว!!! ยังไม่เสร็จงานเหรอลูก ไหนว่าบ่ายนี้มีแค่นัดพบลูกค้าคนเดียวไง” ปลายสายอย่างคุณหญิงพราวกะรัตซึ่งมีศักดิ์เป็นแม่สามีของคู่สายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื้อเอ็นดูและแปลกใจ แพรวารินทร์ลอบถอนใจก่อนจะตอบไป
“ลูกค้าติดธุระด่วนน่ะค่ะ ก็เลยต้องรอ แม่พราวไปก่อนก็ได้นะคะ เสร็จงานแล้วแพรจะรีบตามไปค่ะ”
“ไม่ต้องรีบก็ได้ลูก ไว้หนูเสร็จงานแล้วกลับบ้านเปลี่ยนชุดเรียบร้อยเราค่อยไปพร้อมกันก็ได้ งานนี้แม่บอกแล้วไงว่าแม่จะควงหนูไป จะให้แม่ไปก่อนได้ยังล่ะ” ปลายสายตอบกลับมาอย่างไม่ยินยอมกับสิ่งที่แพรวารินทร์เสนอ หญิงสาวหลุดยิ้มเมื่อนึกขึ้นมาได้ งานที่แม่สามีพูดถึงก็คืองานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนสนิทของคุณหญิงพราวกะรัตที่โทรศัพท์มารบเร้าให้คุณหญิงพราวกะรัตพาเธอไปด้วยให้ได้เพราะว่าลูกสาวของอีกฝ่ายนั้นอยากจะปรึกษาเธอเรื่องการรีโนเวทบ้าน เมื่อเพื่อนรบเร้ามาคุณหญิงพราวกะรัตจึงตอบตกลงไปและยังบอกอีกว่าจะควงเธอไปโชว์ให้ทุกคนได้เห็นเป็นบุญตาเสียอีกด้วย...ถ้าไม่ควงเธอไปจริง ๆ ก็คงจะขายหน้าแย่ จะทำให้แม่สามีที่รักเธอเหมือนลูกสาวแท้ ๆ เสียหน้าได้ยังไงกันล่ะ
“งั้นแม่พราวรอแพสักแป๊บนะคะ แพรจะรีบกลับไปให้ทันค่ะ”
“ได้จ้ะ แม่จะรอนะ” ปลายสายตอบกลับเพียงเท่านั้นการสนทนาก็ยุติ แพรวารินทร์เก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าก่อนจะมองดูเวลาอีกครั้งและหันไปยังแม่บ้านวัยชรา “รบกวนคุณแม่บ้านช่วยโทรศัพท์ถามคุณทอมให้หน่อยได้มั้ยคะว่าเขาสะดวกคุยงานกับดิฉันรึเปล่า ถ้าวันนี้ไม่สะดวกจะได้นัดเวลากันใหม่”
“เอ่อ... สักครู่นะคะคุณ” มาลีรับคำก่อนจะหายไปโทรศัพท์หาคนเป็นเจ้านาย เพียงไม่นานก็กลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“เขาว่ายังไงคะคุณแม่บ้าน?”
“คือ...คือว่า เอ่อ คุณทอมเธอกำลังจะขึ้นเครื่องไปตรวจโครงการที่ฮ่องกงน่ะค่ะ เธอบอกให้คุณมัณฑนากรกลับไปก่อนได้เลย เธอกลับมาจะนัดคุยอีกทีค่ะ”
หญิงสาวนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำตอบที่ได้รับทว่าไม่มีท่าทีไม่พอใจแสดงออกมาให้ใครได้เห็น แพรวารินทร์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ราวกับไม่ได้เพิ่งพบเจอกับเรื่องชวนโมโห “อย่างนั้นเหรอคะ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
แพรวารินทร์เดินออกไปลับตาแล้วทว่ามาลียังคงมองตามอย่างนึกชื่นชมในความอดทนของอีกฝ่าย “น่าทึ่งจริง ๆ”
“นั่นน่ะสิป้า นอกจากคุณปรียาก็มีคุณมัณฑนาการคนนี้ล่ะที่ทนต่อการกลั่นแกล้งของคุณทอมได้” มารินีหลานสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากมาลีเอ่ยแสดงความคิดเห็นก่อนจะหันกลับไปเก็บแก้วน้ำ มาลีฟังคำของหลานแล้วก็ขบคิด น่าทึ่งที่มัณฑนากรสาวไม่แสดงกิริยาไม่พอใจออกมาเลยแต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงหญิงสาวที่พบเจอการกลั่นแกล้งของเจ้านายบ้านนี้แล้วยังทนได้ ยังมีอีกคนที่ทนได้และน่าแปลกที่ทั้งคู่ดูคล้ายกันมาก แม้จะไม่เหมือนกันซะทีเดียวก็ตาม...หวังว่าเธอคนนี้คงไม่ถูกดึงเข้ามาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งอีกคนนึงของเจ้านายบ้านนี้นะ
“ตายแล้วป้า คุณมัณฑนากรเธอลืมของไว้”
“อะไรล่ะ?”
“เหมือนจะเป็นสมุดโน๊ตนะป้า ทำยังไงดีป้า เธอกลับไปแล้วด้วยสิ” มารินีถามอย่างกังวลใจ มองดูก็พอจะรู้ได้ว่าสมุดโน๊ตนี้เป็นของสำคัญสำหรับมัณฑนากรสาว เธอและคนเป็นป้าก็ไม่รู้ว่าหญิงสาวเป็นใครมาจากไหนจะส่งของคืนคนก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปคืนที่ไหน
“เอามาให้ป้า เดี๋ยวคุณทอมมาป้าจะเอาให้คุณทอม ให้คุณทอมเอาไปฝากคุณพีร์คืนให้”
“แต่เมื่อกี้ป้าว่า...”
“คุณทอมเธอให้ป้าบอกคุณมัณฑนากรไปแบบนั้น กำหนดไปฮ่องกงน่ะพรุ่งนี้”
“อ้าวป้า ทำไมคุณทอมทำแบบนี้ล่ะ” คนเพิ่งรู้ความจริงรู้สึกทั้งตกใจทั้งนึกไม่พอใจแทนคนโดนแกล้งเอ่ยพร้อมกับแสดงสีหน้าไม่พอใจ “ทำไมคุณทอมถึงได้กลายเป็นคนใจร้ายแบบนี้ คุณมัณฑนากรเธอรอตั้งนาน น่าสงสารเธอจริง ๆ”
“เงียบไว้เถอะนา ถึงแกจะโตมาพร้อมคุณทอม และคุณทอมเห็นแกเป็นเพื่อนแต่อย่าลืมว่าคุณทอมเธอเป็นเจ้านาย แล้วก็พ่อแม่ของเธอมีบุญคุณส่งเสียเลี้ยงดูแกให้แกได้เรียน ได้มีความรู้ติดตัว จะว่าอะไรเธอก็คิดถึงข้อนี้บ้าง”
“ไม่รู้ด้วยแล้ว แต่ถ้าครั้งหน้าคุณมัณฑนากรโดนแกล้งอีกรินีจะฟ้องคุณปรียา คุณทอมรักคุณปรียา คุณปรียาต้องช่วยคุณมัณฑนากรได้แน่ ๆ”
“ฉันก็หวังว่าคุณทอมเธอจะไม่เอาคุณมัณฑนากรมาประชดลองใจคุณปรียาจนผู้หญิงสองคนต้องผิดใจกันนะ” มาลีเอ่ยก่อนจะหยิบสมุดโน๊ตมาจากมือหลานสาวและเดินจากออกไปทิ้งความงุนงงไว้ให้หลานสาววัยสามสิบเศษที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่คนเป็นป้าคิด แต่ถึงจะไม่เข้าใจแต่มารินีก็รู้สึกชื่นชอบมัณฑนากรสาวเป็นอย่างมาก หมายมาดว่าถ้ามัณฑนากรสาวโดนแกล้งครั้งต่อไปเธอจะต้องช่วยให้ได้
หลายคนหลายความคิด มารินีและมาลีมีความคิดของตัวเอง แพรวารินทร์เองก็มีความคิดเป็นของตัวเอง หญิงสาวไม่ได้มุ่งตรงกลับบ้านในทันทีที่ออกมาจากบ้านลูกค้าระดับvipทว่าเธอขับรถมาจอดยังสวนสาธารณะของหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของบ้านสัตยบดินทร์...ที่ตรงนี้เป็นสถานที่ที่เธอมาเสมอเมื่อมีเรื่องทุกข์ใจ หรือไม่พอใจ
เธอปล่อยทุกอารมณ์ความรู้สึกทิ้งไว้ที่นี่และกลับไปที่บ้านสัตยบดินทร์ด้วยรอยยิ้มเสมอไม่ว่าจะเจอะเจออะไรข้างนอกก็ตาม...ไม่ว่าจะไม่สมอารมณ์แค่ไหนก็จะไม่แสดงกิริยาอาการให้คนที่รักเธอเหมือนลูกไม่สบายใจเป็นอันขาด
ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าครั้งนี้โดนกลั่นแกล้งแต่เธอก็ไม่คิดที่จะโวยวายอะไรเมื่อเทียบกับเรื่องอื่นแล้วเรื่องนี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยไปเลยเธอถึงไม่คิดถือสาอะไร...เทียบกับการได้ยินคนนินทาระยะเผาคนเรื่องพงศ์พยัคฆ์แล้วมันกลายเป็นเรื่องไร้สาระไปเลยล่ะ
ร่างบางนั่งลงบนชิงช้าที่ว่างอยู่แกว่งไปมาพร้อมกับเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่มีนกฝูงใหญ่กำลังบินกลับรังกันอย่างไร้อุปสรรค “เป็นนกนี่ดีจังเนาะ อยากไปไหนทำอะไรก็ได้มีอิสระเป็นของตัวเอง ดูมีความสุขซะจริง”
ทันทีที่พูดจบร่างบางก็ขยับลุกขึ้นและเดินกลับไปที่รถในทันทีโดยไม่ได้มองเลยว่าชิงช้าตัวข้าง ๆ ที่มีคนนั่งหันไปฝั่งตรงข้ามกับเธออยู่ก่อนหน้าที่เธอจะนั่งนั้นเป็นใคร...แพรวารินทร์ไปแล้วทว่าชายหนุ่มที่ได้ยินคำรำพึงรำพันของหญิงสาวนั้นยังอยู่
เขาไม่ใช่ใครที่ไหน นายแพทย์พงศ์พยัคฆ์นั้นเอง ในทุก ๆ วันก่อนกลับบ้านเขามานั่งคิดอะไรที่นี่เสมอแต่วันนี้เขาได้กลับบ้านเร็วกว่าทุกวันอันเนื่องมาจากไม่มีธุระที่ไหนต่อชายหนุ่มจึงได้ยินถ้อยคำที่ฟังแล้วรู้สึกสะเทือนไปทั้งใจ แม้จะไม่ได้หันไปมองแต่แค่เสียงเขาก็จำได้ดีว่าใคร...ภรรยาตามกฎหมายของเขาอย่างไรล่ะ
พงศ์พยัคฆ์นิ่งคิดด้วยความรู้สึกที่หลากหลายไม่เคลื่อนไหวไปไหน กว่าจะสลัดความคิดสับสนได้และคิดขึ้นมาได้ว่าวันนี้เขาสัญญากับคนเป็นแม่ไว้ว่าจะรีบกลับและไปงานกับท่านฟ้าก็มืดเสียแล้ว...คุณหญิงพราวกะรัตควงแขนลูกสะใภ้ไปงานกันแค่สองคนโดยไม่รอเขาเสียแล้ว
พงศ์พยัคฆ์อาจจะยังคิดไม่ตกทว่าเรื่องของโชคชะตานั้นคนบนฟ้าได้กำหนดเอาไว้แล้วและเรื่องราวบทสรุปของเขาและภรรยาในนามที่ไม่รู้ว่าควรจะดำเนินไปในทิศทางไหนก็กำลังจะดำเนินไปตามที่คนบนฟ้าได้กำหนดเอาไว้แล้วโดยที่เขาและเธอไม่ทันรู้ตัว...
วันต่อมา...บริษัทตกแต่งภายในเกตรัตนากรณ์ภายในห้องประชุมที่ถูกออกแบบอย่างสวยงามละลานตาการประชุมอันเคร่งเครียดกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นก่อนที่จะหยุดลงเมื่อใบหน้าของบุคคลที่นั่งอยู่หัวโต๊ะดูเคร่งเครียดผิดปกติ“เอาล่ะผมขอปิดการประชุมเพียงเท่านี้” รณพีร์ เกตรัตนากรณ์หรือบอสพีร์ประธานหนุ่มของบริษัทรับออกแบบและตกแต่งภายในชื่อดังแห่งนี้เอ่ยปิดการประชุมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อเห็นอาการผิดปกติของหญิงสาวที่ตนแอบชอบ“พิมพ์พิชชาคุณเป็นอะไรรึเปล่า ไม่สบายตรงไหน?” รณพีร์เอ่ยด้วยความเป็นห่วงหลังจากที่คนอื่น ๆ ในห้องประชุมออกไปแล้วเหลือเพียงคนที่เขาถามไถ่และเพื่อนสนิทของเธอ ชายหนุ่มสังเกตเห็นหญิงสาวเป็นแบบนี้มาพักใหญ่ ๆ แล้วจนอดเป็นห่วงไม่ได้“นั่นสิทราย แกเป็นไรรึเปล่าปวดหัวเหรอ” แพรวารินทร์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เพื่อนสาวเอ่ยถามทันทีสภาพที่หญิงสาวได้เห็นคือพิมพ์พิชชาเพื่อนรักผู้พ่วงตำแหน่งน้องสาวสามีที่ยกมือนวดคลึงขมับอยู่ด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี“ไม่เป็นไรหรอก แค่ปวดหัวนิดหน่อยเอง” พิมพ์พิชชาเอ่ยพร้อมยิ้มส่งให้เพื่อนรักทั้งที่อาการปวดหัวอย่างหนักกำลังเล่นงานเธออยู่ “เลิกประชุมแล้ว งั้นเราไปหาลูกค้ากันเถอะแ
ร่างของพิมพ์พิชชาถูกพาไปที่ห้องพักโดยมีแพรวารินทร์นั่งอยู่ข้างเตียง คุณหญิงพราวกะรัตและคุณสิงหานั่งมองร่างไร้สติของลูกสาวอยู่ที่โซฟา ส่วนรณพีร์นั้นขอตัวไปกลับก่อนเพราะมีนัดกับลูกค้า พงศ์พยัคฆ์ยืนกอดอกมองน้องสาวอยู่ที่ปลายเตียงก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้“บ่ายโมงกว่าแล้ว แม่ทานข้าวรึยังครับ” ประสาทศัลยแพทย์หนุ่มเอ่ยถามผู้ให้กำเนิดอย่างเป็นห่วง“เรากำลังจะตั้งโต๊ะแต่แพรโทรมาซะก่อน อะ แล้วแพรทานข้าวรึยังลูก” ผู้เป็นแม่เอ่ยบอกบุตรชายก่อนจะหันไปถามลูกสะใภ้แต่เหมือนหญิงชราจะไม่ได้คำตอบมีแต่ความเงียบตอบกลับมาเท่านั้น“ให้เวลาหนูแพรสักนิดเถอะคุณหญิง อย่างที่อาพยัคฆ์เคยบอกหนูแพรกลัวการสูญเสียที่สุดสภาพของหนูทรายก่อนหน้านี้มันคงทำให้หนูแพรกลัว” คุณสิงหาเอ่ยบอกแก่คู่ชีวิตพร้อมโอบไหล่ไว้ ตนและภรรยารู้ดีว่าหญิงสาวคงสะเทือนใจไม่น้อยเลย เพราะนอกจากคุณตาแล้วพิมพ์พิชชานี่ล่ะคือคนสำคัญของแพรวารินทร์“ผมว่าแม่กับพ่อไปทานข้าวดีกว่าครับหนูทรายคงไม่ฟื้นตอนนี้หรอกอีกสองสามชั่วโมงยาสลบถึงจะหมดฤทธิ์”“ก็ดี ไปเถอะคุณกลับมาลูกคงฟื้นพอดี” คุณสิงหาเอ่ยขึ้นก่อนจะประคองภรรยาลุกขึ้นแต่ร่างของคุณหญิงพราวกะรัตกลับเดินไปห
เช้าวันแรกของการนอนโรงพยาบาลของพิมพ์พิชชาไม่ได้สดใสนัก...ออกจะอึมครึมพิกลเสียด้วย“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าน้องทรายจะเป็นหนักได้ขนาดนี้...แสดงว่าพี่ชายไม่เก่งจริงนี่น่า” น้ำเสียงที่แสดงออกต้องการแขวะพี่ชายของคนไข้ของชายหนุ่มในชุดลายพรางพาให้พิมพ์พิชชาพาลหายใจไม่ออกขึ้นมากะทันหันมือบางสะกิดให้แพรวารินทร์ช่วยทำอะไรสักอย่างแต่เพื่อนสาวกลับไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศไม่ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย...แพรวารินทร์มัวแต่ปอกผลไม้อยู่ไม่ได้มองอะไรเลย“เก่งไม่เก่งถึงเวลาคุณต้องผ่าตัดแล้วผมเป็นหมอเจ้าของไข้คุณจะรู้เอง...อยากลองมั้ยล่ะ” พี่เสือของหญิงสาวก็ไม่ได้ปล่อยให้มีใครมาแขวะอยู่ฝ่ายเดียวเช่นกัน...นี่ล่ะที่ทำให้หายใจไม่ออกไม่รู้ไปเกาเหลากันเมื่อไร่นะคู่นี้...เฮ้อ หนักใจ“พี่เมฆกับพี่เสือนี่ตลกดีเนาะ ฮะฮะ เอ่อ แล้วนี่พี่เมฆรู้ได้ยังไงคะว่าทรายอยู่โรงพยาบาล” พิมพ์พิชชาทำลายบรรยากาศมาคุด้วยการสอบถามชายในชุดลายพรางพงศ์พยัคฆ์เบือนหน้าหนีทันทีราวกับไม่อยากจะมองหน้าคนอุตส่าห์มีน้ำใจมาเยี่ยมน้องสาวของเขา เขารู้จักผู้ชายคนนี้ดี เขาคนนี้ไงล่ะคนที่อยู่ในดวงใจของแพรวารินทร์ ผู้ชายแสนดีที่ชื่อ...เมฆา“พี่โทรหาน้องแพรว่าจะ
ร่างสูงที่ควรจะเฝ้าน้องหรือไม่ก็ทำงานกลับมานั่งซึมอยู่ในห้องของเพื่อนสนิทที่นั่งนิ่งไม่ทักท้วงอะไร พงศ์พยัคฆ์นั่งนิ่งอยู่นานทว่าเพื่อนหนุ่มก็ไม่ถามอะไรสักทีในที่สุดชายหนุ่มก็ต้องสอบถามออกไป“จะไม่ถามหน่อยเหรอ?”“หึ...ไม่ล่ะ เดี๋ยวอยากบอกนายก็บอกพูดเองแหละ ฉันรู้” ปัญจวัตรเอ่ยบอกพร้อมกับยักไหล่ ไอ้หมอนี่คิดว่าเขาเป็นเพื่อนมากี่ปีนะถึงได้คิดว่าเขาไม่รู้จักมันดี เขารู้จักพงศ์พยัคฆ์ดีถ้าอยากพูดชายหนุ่มจะพูดเอง แต่ถ้าไม่อยากจะพูดถามให้ตายก็ไม่พูด...นี่คือสิ่งที่เขารู้หลักจากคบกันมาจวนเจียนจะเข้าปีที่30“ฉัน...” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยหลังจากที่นั่งนิ่งมาสักพัก “เข้าใจมาตลอดว่าหนูแพรรักนายเมฆ”“อันนี้ฉันรู้”“แต่ความจริงแล้วฉันเข้าใจผิดว่ะ...หนูแพรปฏิเสธนายเมฆไปแล้ว ฉันเข้าใจผิดมาตลอด”“อันนี้ฉันก็เคยบอกนาย แต่นายไม่เชื่อ นายบอกว่านายได้ยินมากับหู” ปัญจวัตรเอ่ยแล้วก็ร้องเหอะออกมา...เขาเคยพูดแล้วว่าเข้าใจผิด ไงล่ะ ไม่เชื่อเขาดีนัก“9ปี...ไม่ใช่เวลาน้อย ๆ เลย ฉัน...โคตรเลวเลยว่ะ”“เออ...เลว” ปัญจวัตรไม่ใช่เพื่อนประเภทที่ดีแต่ปลอบใจ ชายหนุ่มพูดอย่างตรงไปตรงมาก่อนจะเดินมานั่งข้าง ๆ “แต่โจรยังกลับใจได้ นั
ภาพคุณหมอหนุ่มที่คุ้นหน้าเดินจับมือหญิงสาวแสนสวยออกจากห้องทำงานเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับบุคลากรในโรงพยาบาลแห่งนี้ เพราะไม่มีใครเคยเห็นคุณหมอหนุ่มทำแบบนี้มาก่อนถึงได้รู้สึกแปลกตาและแปลกใจเป็นอย่างมากและหนึ่งในนั้นก็คือฟ้ารดาที่กำลังจะกลับบ้าน ภาพที่เห็นนอกจากสร้างความแปลกใจให้เธอแล้วยังสร้างความเสียใจให้เธออีกด้วย กุมารแพทย์สาวทอดสายตามองคนที่เธอรู้สึกพิเศษจนลับตาพลางขบคิดว่าเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์กันแบบไหนกัน...คนรู้จักกันธรรมดาไม่จับมือถือแขนกันอย่างนั้นเป็นแน่“มองไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะหมอฟ้า หมอเสือเขากำลังนอกใจเธอชัดๆ” เสียงพยาบาลสาวขี้อิจฉาเอ่ยขึ้น นางพยาบาลสาวไม่ชอบฟ้ารดาเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงเยาะเย้ยและเสี้ยมกุมารแพทย์สาวในทางที่ผิด ฟ้ารดาหันหน้ามามองพยาบาลสาวก่อนจะเดินหนีอย่างไม่สนใจสร้างความโมโหให้พยาบาลสาวอย่างมากจนเผลอคิดในใจอย่างโกรธแค้น‘ฉันจะทำให้เธออับอายให้ได้ฟ้ารดา หมอเสือเขากำลังนอกใจเธอแบบนี้คงเจ็บไม่น้อยฉันจะทำให้เรื่องนี้รู้ไปทั่วโรงพยาบาลเลย’ด้านคนถูกมองว่านอกใจทั้งที่ไม่เคยคบยังคงจับมือมัณฑนากรสาวไม่ยอมปล่อยทั้งที่สาวเจ้าสะบัดก็แล้วจนในที่สุดแพรวารินทร์ก็หยุด
ลานจดรถโรงพยาบาลรักษ์บดินทร์ร่างสูงเท่ห์เดินมาถึงลานจอดรถก่อนจะหันไปเห็นรถของกุมารแพทย์สาวยังจอดอยู่ทั้งที่เลยเวลาเลิกงานของเธอมาสักพักแล้วปัญจวัตรมองด้วยใบหน้าฉงนก่อนที่ร่างสูงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แล้วเคาะประตูรถร่างบางในรถลดกระจกลงก่อนจะหันมามอง“ยังไม่กลับเหรอหมอฟ้า”“ฉันจะกลับไม่กลับก็เรื่องของฉัน” กุมารแพทย์สาวเอ่ยบอกพลางเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม“หมอฟ้า คุณร้องไห้ทำไมใครทำอะไรคุณ” ศัลยแพทย์หัวใจหนุ่มเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงก่อนจะถือวิสาสะเปิดประตูรถแล้วดึงร่างบางออกมาจากรถ“ปล่อยนะหมอปัญจ์คุณทำบ้าอะไร” กุมารแพทย์สาวเอ่ยถามก่อนจะถูกพามาที่รถของปัญจวัตร ศัลยแพทย์ทรวงอกหนุ่มเปิดประตูข้างคนขับก่อนจะยัดร่างของกุมารแพทย์สาวเข้าไปแล้วรีบอ้อมไปเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง“หมอฟ้าคุณร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรคุณรึว่าเพราะข่าวลือของไอ้เสือ” หมอหนุ่มพูดก่อนจะสังเกตุเห็นหยดน้ำตาที่ไหลลงเมื่อเอ่ยถึงข่าวลือ“ฉันจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับคุณ ปลดล็อกฉันจะกลับ” ฟ้ารดาเอ่ยบอกแต่แทนที่หมอหนุ่มจะฟังกลับสตาร์ทเครื่องก่อนรถหรูจะพุ่งทะยายไปตามทาง บ้านเกตทิวรากุลรถหรูจอดเทียบท่าหน้าบ้านหลังใหญ่
เรือนแสนรักรถหรูแล่นเข้ามาจอดในโรงจอดรถของเรือนแสนรักสร้างความแปลกใจให้แก่แม่อุ่นและบรรดาคนรับใช้ในเรือนแสนรักเป็นอย่างมากก่อนที่จะเรียกรอยยิ้มให้พวกเขาเมื่อชายหนุ่มเจ้าของรถก้าวลงมาก่อนจะอ้อมไปเปิดประตูให้หญิงสาวที่คุ้นเคยของบรรดาคนรับใช้“คุณเสือ คุณแพร” แม่อุ่นแม่นมคนสนิทเอ่ยอย่างยินดีที่ได้เห็นคู่สามีภรรยาที่วัน ๆ แทบไม่ได้เจอหน้ากันเดินมาหาตนพร้อมกัน“นมยังไม่นอนเหรอครับ นี่ดึกแล้วนะเดี๋ยวจะไม่สบายนะครับ” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยถามแม่นมคนสนิท“โธ่พ่อคุณทูนหัวของนม นมก็ว่าจะนอนแล้วค่ะแต่คุณหนูทรายเธอโทรมาบอกให้จัดการเรื่องให้ก็เลยต้องมาสั่งคนนี่ล่ะค่ะ นมว่าเราเข้าบ้านกันดีกว่านะคะ” แม่อุ่นเอ่ยบอกก่อนที่พงศ์พยัคฆ์จะโอบเอวแม่อุ่นเดินเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่ลืมที่จะใช้มืออีกข้างไปกุมมือบางของแพรวารินทร์แล้วเดินไปพร้อม ๆกัน“แล้วนี่คุณหนูทรายเป็นอย่างไรบ้างค่ะ นมลืมถามเธอตอนที่เธอโทรศัพท์มา” แม่อุ่นเอ่ยถามเมื่อทั้งสามนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“อาทิตย์หน้าก็จะผ่าตัดแล้วครับปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้ จริง ๆผมอยากจะเฝ้าน้องนะครับแต่พ่อกับแม่บอกว่าจะเฝ้าเองให้ผมกับหนูแพรกลับมานอนที่บ้าน”“ดีแล้วค่ะ คุณแ
“ทำอะไรอยู่ครับนมหอมจัง” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยถามทันทีที่เข้ามาถึงห้องครัวของเรือนแสนรัก แม่อุ่นที่กำลังวุ่นอยู่กับข้าวต้มกุ้งตรงหน้าหันมองหน้าเจ้านายหนุ่มที่ตนอุ้มชูมาก่อนจะเอ่ยตอบ“ก็ข้าวต้มกุ้งของโปรดคุณเสือไงค่ะ รออีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ”“จริงเหรอครับดีจังเสือคิดถึงข้าวต้มกุ้งฝีมือนมที่สุดเลย” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกพร้อมทั้งออดอ้อนแม่นมเล็กๆ“แหม่ถ้าจริงอย่างคุณเสือว่าทูนหัวคงอยู่ทานทุกมื้อแล้วค่ะ ไม่รีบร้อนออกไปปล่อยให้อาหารนมกินแห้วแบบนี้ตั้ง9ปีหรอกค่ะ” แม่อุ่นเอ่ยบอกอย่างแง่งอน“นมครับต่อไปเสือจะทานอาหารนมทุกวันเลยหายงอนนะครับดีกันนะครับ” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกพร้อมยกนิ้วก้อยขึ้นมา แม่อุ่นหัวเราะร่าก่อนจะยกนิ้วก้อยมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเจ้านายหนุ่ม“คุณนมขาข้าวต้มกุ้งจะไหม้แล้วค่ะ” แต้วเอ่ยแซวผู้อาวุโสกว่าที่เธอรักดั่งบุพการี แม่อุ่นหันมาตีแขนแต๋วก่อนจะหันมาบอกนายหนุ่ม“คุณเสือไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนนะคะทูนหัวเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ”“ครับนม ผมจะรอที่ศาลาริมน้ำนะครับ” พงศ์พ
บทที่17 เหตุการณ์สร้างพระเอก“ยัยทรายร้ายกาจและใจร้ายที่สุด สงสารหมอฟ้าจัง” แพรวารินทร์เอ่ยต่อว่าเพื่อนก่อนจะเดินนำหน้าออกไป พงศ์พยัคฆ์รีบเดินตามไปอย่างช้า ๆก่อนที่ทั้งคู่จะต้องหยุดชะงักเมื่อเดินมาถึงหน้าสระน้ำพุภาพที่ปรากฏในสายตาของทั้งคู่คือปัญจวัตรและฟ้ารดา พงศ์พยัคฆ์หันมาสบตากับภรรยาก่อนคิดด่าตัวเองในใจ‘ไม่น่ารีบกลับเล้ยไอ้เสือ ถ้าจะไปที่รถก็ต้องผ่านหน้าสองคนนั้นทำลายบรรยากาศกันพอดี’“จะกลับแล้วเหรอ”ปัญจวัตรเอ่ยถามหลังจากมองเห็นและผละออกจากกุมารแพทย์สาวอย่างนุ่มนวล“ใช่พอดีหนูแพรมีงานพรุ่งนี้น่ะเลยไม่อยากกลับดึกไปนะครับหมอฟ้า ไปนะเพื่อนกอดหน่อย” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกก่อนจะดึงเพื่อนรักมากอดและกระซิบบางอย่าง“ถึงที่ฉันทำมันดูแรงไปแต่ก็เพราะหวังดีกับหมอฟ้าแล้วก็นาย ต่อไปก็จีบไปเรื่อยๆล่ะฉันว่าหมอฟ้าไม่ได้อคติกับนายเหมือนแต่ก่อนแล้ว พยายามให้เต็มที่เอามาเป็นสะใภ้ม้าให้ได้ล่ะ ฉันเองก็จะเป็นหลานเขยที่ดีของม้ากับพ่อนายให้ได้
โต๊ะอาหารหลังจากที่ทุกคนย้ายสถานที่จากห้องรับแขกมาเป็นห้องอาหารพงศ์พยัคฆ์ก็เลื่อนเก้าอี้ให้แพรวารินทร์นั่งโดยจงใจให้ที่นั่งของตนและภรรยาสาวอยู่ตรงข้ามกับฟ้ารดา แพรวารินทร์มองชายผู้เป็นสามีอย่างไม่เข้าใจแต่ก็ไม่เอ่ยอะไรด้านพงศ์พยัคฆ์ก็รู้ว่าภรรยาไม่เข้าใจแต่ก็ไม่อธิบายได้แต่ตักปูมาแกะก่อนจะยื่นมาตรงหน้าแพรวารินทร์“อ้าปากสิครับ พี่จะป้อน” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกน้ำเสียงไม่เบานัก แพรวารินทร์มองอย่างไม่เข้าใจก่อนจะขยับปากจะพูดแต่ถูกพงศ์พยัคฆ์ขัดขึ้นก่อน“ไม่อ้าปากพี่จูบนะ เลือกเอา” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยขู่จนคนไม่อยากโดนจูบรีบอ้าปากงับเนื้อปูอย่างไม่รอช้า พงศ์พยัคฆ์ยิ้มอย่างเอ็นดูก่อนจะโน้นศีรษะไปใกล้หญิงสาวแล้วเอ่ยบางอย่างออกมา“น่ารักที่สุด แบบนี้ต้องให้รางวัล” พูดจบริมฝีปากหนาของพงศ์พยัคฆ์ก็ทาบลงจุ๊บที่แก้มเนียนของแพรวารินทร์โดยไม่เอียงอายต่อสายตาของผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น ๆ แพรวารินทร์ผงะไปอย่างตกตะลึงก่อนที่แก้มเนียนจะเปลี่ยนเป็นแดงซ่าน“ป้อนให้พี่บ้างสิครับ หนูแพร” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกก่อนจะโน้นศีรษะลงไปใกล้ใบหูของหญิงส
เสียงเครื่องยนต์ของรถที่คุ้นหูทำให้ปัญจวัตรรีบเดินออกมาหน้าบ้านด้วยความแปลกใจทันที เขาจำได้เสียงนี้เป็นเสียงรถพงศ์พยัคฆ์อย่างแน่นอน และก็เป็นไปตามคาดรถหรูของพงศ์พยัคฆ์จอดอยู่ตรงหน้าจริง ๆหลังจากนั้นไม่นานรถของปรียาภัทรก็ขับมาจอดใกล้ๆกัน ปัญจวัตรมองผู้มาเยือนที่ไม่ได้มีแต่พงศ์พยัคฆ์แต่ยังมีลูกพี่ลูกน้องสุดที่รักอย่างแพรวารินทร์ด้วยความประหลาดใจ“มาได้ไงวะไอ้เสือ น้องแพร” ปัญจวัตรเอ่ยถามอย่างสงสัยทันทีที่เพื่อนรักและลูกพี่ลูกน้องสาวลงจากรถ“ปิ่นชวนเองแหละ เห็นว่าวันนี้ม้าทำแต่ของอร่อยเลยชวนมาแจมด้วย”“ชวนมาแจมเนี่ยนะ” ปัญจวัตรเอ่ยพึมพำหมอหนุ่มสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไรแล้วน้องสาวเขาคิดจะทำอะไรนั้นคือสิ่งที่ปัญจวัตรกำลังหาคำตอบให้ตัวเอง ส่วนพงศ์พยัคฆ์และแพรวารินทร์นั้นไม่ได้สนใจปัญจวัตรทั้งคู่เดินเข้าบ้านไปพร้อมกับปรียาภัทรโดยไม่ต้องมีใครชวน คนนอกเห็นอาจคิดว่าเสียมารยาทแต่ไม่ใช่เลยเพราะทั้งสองเข้าออกบ้านหลังนี้จนเหมือนบ้านตัวเองไปแล้วทั้งคุณหญิงปริศนากับคุณศรันย์ผู้เป็นสามีเองก็เอ็นดูพงศ์พยัคฆ์เหมือนลูกแพ
วันต่อมาโรงพยาบาลรักษ์บดินทร์การที่พงศ์พยัคฆ์ไปไหนมาในกับแพรวารินทร์ถือเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงไม่หยุดตั้งแต่ที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องทำงานของหมอหนุ่ม บ้างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมอหนุ่มผู้แสนเย็นชาและเงียบขรึมที่ทำให้หมอหนุ่มเปลี่ยนเป็นคนที่มีรอยยิ้ม บ้างก็ใคร่รู้เหลือเกินว่าหญิงสาวเป็นใครทำไมถึงได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเสือยิ้มยากของโรงพบายาลได้แบบนี้และข่าวล่ามาแรงวันนี้ก็คือข่าวสารที่ว่าคืนวานนี้คุณหมอหนุ่มและหญิงสาวคนนั้นไม่ได้กลับออกไปจากโรงพยาบาลจนกระทั่งช่วงสาย ๆ จึงได้จูงมือกันออกไปข้างนอกคุณหญิงปริศนาเงี่ยหูฟังพยาบาลสาวที่เม้าท์กันอย่างเมามันก่อนจะหันมามองหน้าลูกสาวที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ไม่แพ้กันแล้วก็ได้แต่พ้นลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย“เรื่องชาวบ้านนี่ขยันจริง ๆ คนเรานี่”“นั่นสิคะ โอ๊ะ นั่นพี่เสือกับพี่แพรนี่คะ” ปรียาภัทรเอ่ยอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของผู้เป็นแม่ก่อนจะหันไปเห็นคนที่ถูกพูดถึงกำลังเดินไปยังลิฟต์จึงส่งเสียงเรียกทันที“พี่แพร พี่เสือ” เสียงร้องเรียกทำให้แพรวาริน
ดวงตาคู่หวานทอดสายตามองปลาสวยงามในตู้ปลาตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้าไม่ว่างานจะหนักแค่ไหนเธอก็ไม่เคยเหนื่อยล้าและหมดแรงเท่าตอนนี้เลย ตอนรู้ความสัมพันธ์ของพงศ์พยัคฆ์และหญิงสาวอีกคนก็ช็อคแล้วยิ่งได้เห็นทั้งคู่เดินจับจูงมือกันอีกยิ่งรู้สึกเสียใจ“ยังไม่เลิกทำหน้าเหมือนหมาเปิดปลากระป๋องไม่ได้อีกเหรอคุณ” น้ำเสียงยียวนเอ่ยทักจากด้วยหลังทำให้คนยืนมองตู้ปลาอยู่ต้องละลายตาไปมอง “อุตส่าห์พาไปเลี้ยงข้าวปลอบใจถึงที่บ้านคุณยังไม่หายเศร้าอีกเหรอ อะไรจะอกหักเบอร์นั้นครับหมอฟ้ารดา”“ยุ่ง” คนโดนถามว่าแล้วก็หัวกลับไปดูปลาในตู้ต่อไป “เป็นปลานี่ดีเนอะ ไม่เห็นจะอกหักรักคุดเหมือนคนเลย”“อกหักแล้วเพี้ยนก็มีด้วยเว้ยเห้ย ไปกันใหญ่ ปะ ไปกินข้าวบ้านผมดีกว่าวันนี้ม้าผมทำแต่ของอร่อย เผื่อจะหายจากอาการอกหักบ้าง” ว่าแล้วก็ดันไหล่หญิงสาวจากด้านหลังออกไปจากโรงพยาบาลทันที ที่รีบก็เพราะเขากลัวสาวเจ้าจะได้เห็นภาพบาดตาเข้าอีกน่ะสิวันนี้ก็เป็นอีกวันที่บ้านเกตทิวรากุลได้ต้อนรับแขกสาวอีกครั้งหลังจากที่เมื่อวานนี้ได้ต้อนรับไปแล้วทว่าคุณหญิงปริศนากลับไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรแม้แต่น้อย ออกจะชอบใจ
พงศ์พยัคฆ์นั่งมองแพรวารินทร์คุยงานกับปกรณ์ลูกค้าวัยกลางคนของน้องสาวที่แพรวารินทร์ต้องเข้ามาพูดคุยและรับผิดชอบแทนโดยไม่คิดจะละสายตา เขาไม่ได้มองหญิงสาวมาตั้งนานในตอนนี้เขาจึงอยากจะมองชดเชยที่ไม่กล้ามองมานาน...มองเธอให้นานที่สุดแม้ว่าจะมีพงศ์พยัคฆ์มานั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ แต่แพรวารินทร์ก็ไม่ได้ประหม่าจนเสียงาน หญิงสาวพูดคุยกับลูกค้าด้วยน้ำเสียงสบายหูจนแม้แต่พงศ์พยัคฆ์เองยังรู้สึกสบายไปด้วยแม้จะมีหลายอย่างที่เขาไม่เข้าใจก็ตาม“ผมไม่มีปัญหากับแบบที่นำเสนอนะครับ ทางผมไม่ได้รีบร้อนอะไรทางบริษัทไม่ต้องกังวล และคุณแพรวารินทร์เองก็ไม่ต้องมาคุมงานนี้แทนหรอกครับ ผมได้ยินว่าคุณแพรวารินทร์มีงานใหญ่ที่ต้องทำอีกหลายงาน ไม่ต้องลำบากหรอก บอกตามตรงผมถูกชะตาคุณพิมพ์พิชชามากอยากให้เธอได้เป็นคนควบคุมงานที่เธอออกแบบด้วยตัวเธอเอง”“ทางเราเองก็อยากให้พิมพ์พิชชาได้ทำค่ะ แต่ก็เกรงว่าทางคุณปกรณ์รอไม่ไหว”“รอได้ครับ ผมจะรอมัณฑนากรเจ้าของแบบนี้ แล้วก็หวังว่าคุณพิมพ์พิชชาจะหายกลับมาจัดการงานนี้ด้วยตัวเองได้ในเร็ววันนะครับ”“พิมพ์พิชชาจะกลั
“ทำอะไรอยู่ครับนมหอมจัง” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยถามทันทีที่เข้ามาถึงห้องครัวของเรือนแสนรัก แม่อุ่นที่กำลังวุ่นอยู่กับข้าวต้มกุ้งตรงหน้าหันมองหน้าเจ้านายหนุ่มที่ตนอุ้มชูมาก่อนจะเอ่ยตอบ“ก็ข้าวต้มกุ้งของโปรดคุณเสือไงค่ะ รออีกเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ”“จริงเหรอครับดีจังเสือคิดถึงข้าวต้มกุ้งฝีมือนมที่สุดเลย” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกพร้อมทั้งออดอ้อนแม่นมเล็กๆ“แหม่ถ้าจริงอย่างคุณเสือว่าทูนหัวคงอยู่ทานทุกมื้อแล้วค่ะ ไม่รีบร้อนออกไปปล่อยให้อาหารนมกินแห้วแบบนี้ตั้ง9ปีหรอกค่ะ” แม่อุ่นเอ่ยบอกอย่างแง่งอน“นมครับต่อไปเสือจะทานอาหารนมทุกวันเลยหายงอนนะครับดีกันนะครับ” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยบอกพร้อมยกนิ้วก้อยขึ้นมา แม่อุ่นหัวเราะร่าก่อนจะยกนิ้วก้อยมาเกี่ยวกับนิ้วก้อยของเจ้านายหนุ่ม“คุณนมขาข้าวต้มกุ้งจะไหม้แล้วค่ะ” แต้วเอ่ยแซวผู้อาวุโสกว่าที่เธอรักดั่งบุพการี แม่อุ่นหันมาตีแขนแต๋วก่อนจะหันมาบอกนายหนุ่ม“คุณเสือไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนนะคะทูนหัวเดี๋ยวก็เสร็จแล้วค่ะ”“ครับนม ผมจะรอที่ศาลาริมน้ำนะครับ” พงศ์พ
เรือนแสนรักรถหรูแล่นเข้ามาจอดในโรงจอดรถของเรือนแสนรักสร้างความแปลกใจให้แก่แม่อุ่นและบรรดาคนรับใช้ในเรือนแสนรักเป็นอย่างมากก่อนที่จะเรียกรอยยิ้มให้พวกเขาเมื่อชายหนุ่มเจ้าของรถก้าวลงมาก่อนจะอ้อมไปเปิดประตูให้หญิงสาวที่คุ้นเคยของบรรดาคนรับใช้“คุณเสือ คุณแพร” แม่อุ่นแม่นมคนสนิทเอ่ยอย่างยินดีที่ได้เห็นคู่สามีภรรยาที่วัน ๆ แทบไม่ได้เจอหน้ากันเดินมาหาตนพร้อมกัน“นมยังไม่นอนเหรอครับ นี่ดึกแล้วนะเดี๋ยวจะไม่สบายนะครับ” พงศ์พยัคฆ์เอ่ยถามแม่นมคนสนิท“โธ่พ่อคุณทูนหัวของนม นมก็ว่าจะนอนแล้วค่ะแต่คุณหนูทรายเธอโทรมาบอกให้จัดการเรื่องให้ก็เลยต้องมาสั่งคนนี่ล่ะค่ะ นมว่าเราเข้าบ้านกันดีกว่านะคะ” แม่อุ่นเอ่ยบอกก่อนที่พงศ์พยัคฆ์จะโอบเอวแม่อุ่นเดินเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่ลืมที่จะใช้มืออีกข้างไปกุมมือบางของแพรวารินทร์แล้วเดินไปพร้อม ๆกัน“แล้วนี่คุณหนูทรายเป็นอย่างไรบ้างค่ะ นมลืมถามเธอตอนที่เธอโทรศัพท์มา” แม่อุ่นเอ่ยถามเมื่อทั้งสามนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“อาทิตย์หน้าก็จะผ่าตัดแล้วครับปล่อยไว้นานกว่านี้ไม่ได้ จริง ๆผมอยากจะเฝ้าน้องนะครับแต่พ่อกับแม่บอกว่าจะเฝ้าเองให้ผมกับหนูแพรกลับมานอนที่บ้าน”“ดีแล้วค่ะ คุณแ
ลานจดรถโรงพยาบาลรักษ์บดินทร์ร่างสูงเท่ห์เดินมาถึงลานจอดรถก่อนจะหันไปเห็นรถของกุมารแพทย์สาวยังจอดอยู่ทั้งที่เลยเวลาเลิกงานของเธอมาสักพักแล้วปัญจวัตรมองด้วยใบหน้าฉงนก่อนที่ร่างสูงตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้แล้วเคาะประตูรถร่างบางในรถลดกระจกลงก่อนจะหันมามอง“ยังไม่กลับเหรอหมอฟ้า”“ฉันจะกลับไม่กลับก็เรื่องของฉัน” กุมารแพทย์สาวเอ่ยบอกพลางเช็ดหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม“หมอฟ้า คุณร้องไห้ทำไมใครทำอะไรคุณ” ศัลยแพทย์หัวใจหนุ่มเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงก่อนจะถือวิสาสะเปิดประตูรถแล้วดึงร่างบางออกมาจากรถ“ปล่อยนะหมอปัญจ์คุณทำบ้าอะไร” กุมารแพทย์สาวเอ่ยถามก่อนจะถูกพามาที่รถของปัญจวัตร ศัลยแพทย์ทรวงอกหนุ่มเปิดประตูข้างคนขับก่อนจะยัดร่างของกุมารแพทย์สาวเข้าไปแล้วรีบอ้อมไปเปิดประตูรถขึ้นไปนั่ง“หมอฟ้าคุณร้องไห้ทำไม ใครทำอะไรคุณรึว่าเพราะข่าวลือของไอ้เสือ” หมอหนุ่มพูดก่อนจะสังเกตุเห็นหยดน้ำตาที่ไหลลงเมื่อเอ่ยถึงข่าวลือ“ฉันจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับคุณ ปลดล็อกฉันจะกลับ” ฟ้ารดาเอ่ยบอกแต่แทนที่หมอหนุ่มจะฟังกลับสตาร์ทเครื่องก่อนรถหรูจะพุ่งทะยายไปตามทาง บ้านเกตทิวรากุลรถหรูจอดเทียบท่าหน้าบ้านหลังใหญ่