เจี่ยนอันอันเมื่อเห็นว่าฟางอิ๋งมีท่าทีลังเล ก็ถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ “พี่สะใภ้ใหญ่มีอะไรจะพูดอย่างนั้นหรือ?”ฟางอิ๋งเหลือบมองไปยังฉู่จวินหลุน แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ “อันอัน ตระกูลในตอนนี้ล้วนแต่ต้องอาศัยเจ้าเพียงแค่คนเดียวคอยจัดการ ข้าที่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่รู้สึกผิดจริงๆ”เจี่ยนอันอันโบกมืออย่างเร่งรีบ “ไม่เป็นไรเลย ข้าเองก็หวังว่าทุกคนจะสามารถอยู่ดีกินดีก็เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”ฟางอิ๋งมองไปยังฉู่จื่อซีที่กำลังกินลูกกวาดอยู่ นางก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง“จื่อซีเด็กคนนี้ช่างมีชะตาที่น่าสงสารเสียจริง อายุยังน้องก็ต้องมาทนลำบากกับพวกเรา” “หากไม่ใช่เพราะว่ามีเจ้ารู้ว่าที่เขาเป็นเช่นนี้เพราะว่ามีพิษอยู่ในร่างกายแล้ว” “เกรงว่าทั้งชีวิตนี้ของพวกเราก็คงจะต้องอยู่ในความมืดมิดไปตลอดชีวิต”เจี่ยนอันอันเข้าใจแล้ว ฟางอิ๋งกำลังจะพูดคำขอบคุณกับนางนางรีบพูดออกมา “พี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราตอนนี้เป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว คำพูดที่เกรงใจกันเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงแล้ว” “นอกจากนี้ ข้าเองก็คงจะไม่ให้วันเวลาอันยากลำบากเช่นนี้ดำเนินต่อไปอีก ข้าจะต้องคิดหาวิธี ให้พวกท่านได้หวนกลับมาเป็นใหญ่อีกครั้งหนึ่งแน่”
ฉู่จวินหลุนก้มลงมองสองขาของตนเองที่ไร้ความรู้สึกเขาไม่อยากให้เจี่ยนอันอันรักษา เพราะอย่างไรบาดแผลของเขาอยู่ที่กระดูกสันหลังช่วงล่างการจะให้หญิงสาวคนหนึ่งมารักษาให้เขานั้น เขาเอ่ยปากไม่ออกจริง ๆขณะที่เขากำลังจะปฏิเสธ กลับได้ยินเสียงร้องไห้ของฟางอิ๋งดังขึ้นฟางอิ๋งสะอื้นพลางเอ่ยขึ้นว่า “จวินหลุน หรือท่านคิดจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดชีวิตจริงหรือ ท่านไม่ปรารถนาว่าสักวันหนึ่งจะลุกขึ้นมายืนได้อีกเลยหรือ?”ฉู่จื่อซีที่กำลังกินลูกกวาดกระตายขาว พอเห็นฟางอิ๋งร้องไห้ขึ้นมาเขาก็รีบโยนลูกกวาดในมือทิ้ง แล้ววิ่งเข้ามาเช็ดน้ำตาให้ฟางอิ๋งใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาขมวดคิ้วตาม เหมือนจะร้องไห้ตามไปด้วยเจี่ยนอันอันพอฟังเข้าใจก็รู้ว่าขาของฉู่จวินหลุนยังมีโอกาสรักษาให้หายได้เพียงแต่ตลอดทางที่ผ่านมา ไม่มีใครกล่าวถึงเรื่องนี้กับนางนางเองก็ยังไม่ได้จับชีพจรของฉู่จวินหลุน และไม่รู้เลยว่าอาการบาดเจ็บของเขาเป็นเช่นไรนางเคยคิดมาตลอดว่า ขาทั้งสองข้างของฉู่จวินหลุนนั้นพิการถาวรไปแล้วจากผลของการรักษาครั้งก่อนเจี่ยนอันอันเอื้อมมือไปลูบหลังของฟางอิ๋งเบา ๆ พลางปลอบโยนว่า “พี่สะใภ้อย่าเพิ่งร้องไห้ ข้าจะหาวิธีรักษ
ฉู่จวินสิงมองไปที่สายรัดทรวงอกที่เจี่ยนอันอันหยิบออกมา เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สิ่งนี้คืออะไร?”เจี่ยนอันอันอธิบายว่า “กระดูกซี่โครงของท่านหักไปหลายแห่ง สายรัดนี้ใช้เพื่อช่วยยึดร่างกายท่านให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง”ฉู่จวินสิงไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติม เขาให้ความร่วมมือกับเจี่ยนอันอันด้วยการถอดเสื้อตัวนอกออกเมื่อเสื้อถูกถอดออก กล้ามเนื้อบริเวณหน้าอกและหน้าท้องของฉู่จวินสิงก็ปรากฏชัดเจนต่อสายตาของเจี่ยนอันอันรูปร่างของเขางดงามอยู่แล้ว ยิ่งมีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง ยิ่งทำให้เจี่ยนอันอันละสายตาไม่ได้แต่รอยแผลเป็นที่ปรากฏอยู่บนนั้นกลับทำให้นางใจหายเล็กน้อยทว่าดีที่บาดแผลภายนอกของฉู่จวินสิงเริ่มตกสะเก็ดแล้วแม้จะใส่สายรัดทรวงอก ก็จะไม่ทำให้แผลติดเชื้อเมื่อเห็นเจี่ยนอันอันจ้องมองร่างกายของตนโดยไม่ละสายตา ฉู่จวินสิงก็อดเอ่ยเย้าขึ้นไม่ได้ “เจ้าจะมองอีกนานเท่าไร?”เจี่ยนอันอันรีบดึงสติตัวเองกลับมา ก็เห็นฉู่จวินสิงมองมาที่ตัวนางด้วยสายตาแฝงความขบขันนางจึงกระแอมไอเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจ“เอ่อ... ข้าจะใส่สายรัดทรวงอกให้ท่าน โปรดอย่าขยับ”เจี่ยนอันอันกล่าวด้ว
ซ่างชิวไม่เคยดื่มน้ำที่ชื่นใจและหวานล้ำเช่นนี้มาก่อนน้ำจากบ่อน้ำในหมู่บ้านชิงสุ่ยมักมีกลิ่นและรสชาติประหลาดที่ยากจะอธิบายพวกเขาในฐานะชาวบ้านชิงสุ่ยก็ชินกับการดื่มน้ำที่มีกลิ่นนี้ไปนานแล้วทว่าชามน้ำนี้กลับไม่มีกลิ่นแปลก ๆ นั่นเลย อีกทั้งยังใสสะอาดหวานล้ำชวนให้ดื่มเป็นอย่างยิ่งคนอีกสี่คนที่เหลือเมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของซ่างชิว พวกเขาก็พากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นเจี่ยนอันอันรู้ดีว่าซ่างชิวตกตะลึงกับอะไร นางจึงหันไปบอกกับคนอีกสี่คนว่า “พวกท่านยังยืนงงอยู่ทำไม รีบดื่มเร็วเข้าสิ”ทั้งสี่คนรีบยกชามขึ้นดื่มน้ำ ทันทีที่เข้าปากน้ำในชามเย็นสดชื่น แถมยังมีรสหวานนิด ๆพวกเขาทั้งสี่คนก็ไม่ต่างจากซ่างชิว มองเจี่ยนอันอันด้วยความตื่นตะลึง แล้วก้มมองน้ำในชามอีกครั้งพวกเขาไม่เคยดื่มน้ำที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลยพวกเขาจึงรีบยกชามดื่มน้ำจนหมดในรวดเดียวพวกเขาเช็ดมุมปาก ก่อนจะส่งรอยยิ้มซื่อ ๆ ให้เจี่ยนอันอัน“แม่นาง น้ำนี้ไยจึงเย็นสดชื่นและหวานเช่นนี้?”ในที่สุดซ่างชิวก็เอ่ยถามความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจเจี่ยนอันอันยิ้มพลางตอบอย่างอารมณ์ดี “นี่คือน้ำที่ข้าตักมาจากบ่อน้ำ พวกท่านดื่มได้ตามสบาย”
เจี่ยนอันอันเดินมาที่หน้าห้องครัว แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดูเห็นสาวใช้หน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังสับเนื้อไก่อย่างขะมักเขม้นอย่าได้มองรูปลักษณ์ที่บอบบางของนาง พละกำลังนั้นกลับไม่ธรรมดาเลยเจี่ยนอันอันเดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า “เจ้าชื่ออะไร?”สาวใช้วางมือจากงานตรงหน้า แล้วตอบอย่างนอบน้อมว่า “เรียนคุณฮูหยินน้อยรอง บ่าวชื่อสี่เอ๋อร์เจ้าค่ะ”เจี่ยนอันอันยิ้มเล็กน้อยให้กับสี่เอ๋อร์ แล้วกล่าวว่า “สี่เอ๋อร์ เจ้าตามข้ามาหน่อยสิ”สี่เอ๋อร์รีบเช็ดมือของนางให้สะอาด แล้วเดินตามเจี่ยนอันอันออกจากครัวเจี่ยนอันอันชี้ไปที่เนื้อเหล่านั้นและสั่งว่า “เจ้าช่วยเอาเนื้อหมูพวกนี้ไปหมักเกลือ จากนั้นนำไปรมควันบนเตาไฟ”“ส่วนเนื้อวัวกับเนื้อแกะก็เอาไปหมักด้วยเช่นกัน”เมื่อสี่เอ๋อร์เห็นเนื้อที่เพิ่มเข้ามา ใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความยินดีแม้นางจะไม่รู้ว่าเนื้อเหล่านี้มาจากที่ใดแต่นางคาดเดาได้ว่านี่คงเป็นเนื้อที่เจี่ยนอันอันนำติดตัวมาจากจวนก่อนออกเรือนอย่างแน่นอนคุณชายรองเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าเขาได้ถุงเฉียนคุนมาจากผู้มีวิชาเจี่ยนอันอันคงเก็บเนื้อเหล่านี้ไว้ในถุงเฉียนคุน แล้วนำติดตัวมาด้วยแต่ระหว่างการเ
ทั้งสี่คนต่างมองหน้ากัน แล้วถอนหายใจอย่างหนักใจหนึ่งในนั้นกล่าวว่า “ตอนแรกในหมู่บ้านชิงสุ่ยของพวกเรายังมีหมออยู่ เด็กคนนี้ก็ได้รับการรักษาจากหมอคนนั้น”“แต่หมอท่านนั้นแก่ชรามากแล้ว และเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน”“คนในหมู่บ้านชิงสุ่ยก็ไม่มีหมอคอยรักษาอีก ถ้าอยากจะไปรักษาที่ตำบล แต่ก็ไม่มีเงิน ทุกคนก็เลยได้แต่ทนเอาเช่นนี้แหละขอรับ”อีกคนกล่าวเสริมว่า “พวกเราถ้าแค่ป่วยเล็กน้อยก็ทนเอาแบบนี้ล่ะ”“แต่ถ้าใครป่วยหนักจริง ๆ ก็ต้องเอาข้าวของเพียงน้อยนิดไปแลกเงินที่ตำบลเพื่อรักษา”เจี่ยนอันอันเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร นางจึงวางชามข้าวลง แล้วหันไปพูดกับคนหนึ่งในนั้นว่า “เจ้าพาข้าไปดูที่บ้านของซ่างชิวหน่อย”นางยังบอกให้คนที่เหลือสามคนกลับไปนั่งกินข้าวกลางวัน แล้วนางก็เดินตามชาวบ้านคนนั้นไปที่บ้านของซ่างชิวฉู่จวินสิงเห็นว่าเจี่ยนอันอันยังไม่ได้กินข้าวก็ออกไป เขาจึงสั่งให้บ่าวรับใช้เก็บอาหารไว้รอให้เจี่ยนอันอันและซ่างชิวกลับมากินเมื่อเจี่ยนอันอันและชาวบ้านคนนั้นมาถึงหน้าบ้านของซ่างชิว ก็เห็นบ้านที่ทรุดโทรมและมีชาวบ้านหลายคนยืนอยู่เมื่อพวกเขาเห็นเจี่ยนอันอันเดินเข้ามา ใบหน้าก็ฉา
เจี่ยนอันอันหยิบสมุนไพรหลายชนิดออกมาจากในคลังวัสดุยาอีกครั้งนางเปิดประตูไปกล่าวกับซ่างชิวว่า “ท่านนำสมุนไพรพวกนี้ไปต้ม จำไว้ว่าต้องต้มโดยใช้ไฟอ่อน”ซ่างชิวมองสมุนไพรในมือแล้ววิ่งไปต้มยาในครัวโดยไม่ลังเลชาวบ้านที่ยืนอออยู่ในลานเรือนเห็นเจี่ยนอันอันเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งพวกเขาอยากชะโงกหน้าเข้าไปดูว่ายามนี้ในห้องเป็นอย่างไรบ้างแต่พวกเขายังไม่ทันเห็นอะไร เจี่ยนอันอันก็ปิดประตูลงเสียแล้วเจี่ยนอันอันจับชีพจรให้ตงเยว่อีกครั้งยามนี้ชีพจรของตงเยว่เป็นปกติแล้วผ่านไปไม่นาน ตงเยว่ก็ลืมตาขึ้นมานางเห็นว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือหญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง ขณะที่บิดาของตนไม่อยู่ในห้องตงเยว่ทำท่าจะกระถดหนีไปด้านในของเตียงอุ่นด้วยสีหน้าแตกตื่นแต่ร่างกายนางอ่อนแอเกินไป ครู่ก่อนอาการป่วยยังกำเริบตอนนี้กระทั่งนางจะพลิกตัวก็ยังยากเย็นแสนเข็ญซ่างตงเยว่เห็นว่าตนเองไม่อาจขยับตัวได้ก็ตกใจจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีเจี่ยนอันอันยิ้มเอ่ยกับซ่างตงเยว่ “เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ใช่คนร้าย พ่อเจ้าเป็นคนเรียกข้ามารักษาอาการป่วยของเจ้า”ซ่างตงเยว่ไม่เชื่อคำพูดของเจี่ยนอันอัน นางเผยอปากถามเสียงอ่อนแร
ครั้นซ่างชิวได้ยินว่าอาการป่วยของลูกสาวเขาสามารถรักษาให้หายดีได้ หัวใจที่เครียดเขม็งก็ผ่อนคลายลงหลายส่วน“ได้ๆ ๆ ขอเพียงแม่นางสามารถรักษาอาการป่วยของตงเยว่ลูกข้าให้หายดีได้ อย่าว่าแต่หนึ่งปี ต่อให้สิบปีข้าก็รอไหว”เจี่ยนอันอันยิ้มบางพลางโบกมือ “ไม่นานถึงหนึ่งปีหรอก ท่านให้เวลาข้าสักอาทิตย์ ข้าก็สามารถรักษาตงเยว่ให้หายดีได้แล้ว”ชาวบ้านบริเวณนั้นล้วนคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลยซ่างตงเยว่ป่วยเช่นนี้มาตั้งแต่เกิดแล้วนางไม่สามารถกระโดดโลดเต้นวิ่งเล่นไปทั่วเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านชิงสุ่ยในอดีตหมอชราของหมู่บ้านชิงสุ่ยยังบอกว่าอย่างมากซ่างตงเยว่มีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินอายุแปดขวบหมอชราของหมู่บ้านชิงสุ่ยรักษาคนมาหลายสิบปีแล้วเขาได้รับความนับหน้าถือตาอย่างสูงในหมู่บ้านแม้แต่เขายังพูดว่าโรคของซ่างชิวไร้ยารักษาแม่นางน้อยผู้นี้จะรักษาโรคของซ่างตงเยว่ให้หายดีภายในเวลาสั้นๆ แค่อาทิตย์เดียวได้อย่างไรนางคงไม่ได้คุยโวหลอกลวงพวกเขากระมังแต่ซ่างชิวกลับเชื่อถือคำพูดของเจี่ยนอันอันอย่างมากเขารู้สึกว่าเจี่ยนอันอันไม่เหมือนคนที่จะคุยโวโอ้อวดยาแก้พิษที่เจี่ยนอันอันให้เขามาก่อนหน้านี
เจียงหว่านเอ๋อร์กอดร่างน้อยของเสิ่นคังไว้ พร้อมร่ำไห้น้ำตานองเจี่ยนหลิงเยว่เห็นกู้มั่วหลีเชื่อฟังเจี่ยนอันอันเช่นนี้ นางยิ่งโมโหโกรธาจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเจี่ยนอันอันเป็นตัวอะไร จึงทำให้กู้มั่วหลีอยู่ใต้โอวาทได้เช่นนี้นางต้องทำให้เจี่ยนอันอันจบชีวิตลง!ขอเพียงเจี่ยนอันอันตายเสีย นางจึงจะได้ครอบครองทั้งกู้มั่วหลีและฉู่จวินสิงเพียงผู้เดียวเมื่อนึกถึงตรงนี้ เจี่ยนหลิงเยว่จึงไม่สนใจใบหน้าที่ยับเยินอีกนางเดินไปหาเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงอย่างองอาจเมื่อสบสายตาเข้ากับฉู่จวินสิง ใบหน้านางจึงปรากฏแววเขินอายแดงเรื่อออกมา“พี่สาว ท่านนี้คงเป็นพี่เขยของข้ากระมัง” เจี่ยนหลิงเยว่กล่าว และไม่รอให้เจี่ยนอันอันตอบกลับ นางรีบหันไปคารวะต่อฉู่จวินสิง “คารวะพี่เขย ข้าคือเจี่ยนหลิงเยว่ เป็นคนที่ฮ่องเต้เคยประทานสมรสให้แก่ท่าน”เจี่ยนหลิงเยว่เปิดเผยฐานะที่แท้ ขณะพูดจานั้น นางยังเงยหน้าขึ้นพร้อมใช้สายตาจ้องมองฉู่จวินสิงแต่ฉู่จวินสิงกลับแสร้งมองไปทางอื่น แม้เพียงสายตาจริงจังก็ยังไม่ยอมมอบให้นางเจี่ยนหลิงเยว่กัดฟันเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงอยู่“พี่เขยมาที่นี่เพื่อตามหาข้ากระนั้นรึ? ทั้งหมดน
“คุณชายกู้ รีบปล่อยคังเอ๋อร์ของข้าเสีย”เจียงหว่านเอ๋อร์ไม่สนใจจะคิดบัญชีกับเจี่ยนอันอันอีก พลางรีบวิ่งไปเบื้องหน้ากู้มั่วหลีแต่กู้มั่วหลีก็หาได้ยอมปล่อยตัวเสิ่นคังเพราะคำพูดของนางไม่เจี่ยนอันอันเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา นางยังไม่รู้สึกตื้นตันเจี่ยนหลิงเยว่เห็นการกระทำของกู้มั่วหลีเช่นนี้ กลับยิ่งเสียใจเป็นทวีคูณเมื่อครู่ขณะเจียงหว่านเอ๋อร์พุ่งตัวมาทำร้ายนาง กู้มั่วหลีกลับนิ่งเฉย ไม่คิดช่วยเหลือแม้แต่น้อยแต่ไฉนพอเจี่ยนอันอันปรากฏตัว เขากลับออกหน้าช่วยเหลือทันทีเจี่ยนหลิงเยว่โกรธเคืองเสียจนหน้าอกกระเพื่อมแรง แต่กลับจนปัญญาที่จะตอบโต้กู้มั่วหลีกู้มั่วหลีกล่าวเสียงเย็นชา “เจี่ยนอันอันเป็นหญิงที่ข้าชอบพอ พวกเจ้าใครก็ห้ามแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ”ขณะเอ่ยปากนั้น แรงมือหาได้ลดน้อยลงไม่และคำพูดของเขา ก็ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังให้แก่ฉู่จวินสิงมากขึ้นอะไรคือเป็นหญิงที่ชอบพอ เจ้ายังมียางอายบ้างหรือไม่!เจี่ยนอันอันเป็นภรรยาของฉู่จวินสิงแล้ว หาใช่สตรีที่ชายใดจะมาหมายปองง่ายๆ ได้อีกสองมือของฉู่จวินสิงกำเป็นหมัดแน่น แววตายิ่งกลายเป็นเย็นชา สีหน้าแทบจะกินเลือดกินเนื้อกู้มั่วหลีให้จ
เจียงหว่านเอ๋อร์นัยน์ตาแดงต่ำ นางไม่นำพาต่อการร่ำไห้ของเจี่ยนหลิงเยว่ พร้อมยื่นมือไปยังใบหน้าฝ่ายตรงข้ามอีกครั้งเสียงประตูถูกเตะอย่างแรง ยับยั้งการกระทำของนางไว้คนในห้องทั้งสี่คนต่างหันหน้าไปดูเห็นเพียงเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงยืนอยู่หน้าประตู ท่าทางคล้ายตั้งใจมาดูเรื่องสนุกบางอย่างกู้มั่วหลีไม่คาดคิดว่า จู่ๆ เจี่ยนอันอันจะมาปรากฏตัวในเวลานี้เพราะเขาตามหานางมาหลายวัน ค้นแทบทุกซอกทุกมุมเมืองอินเป่ยก็ว่าได้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจี่ยนอันอัน จนแม้แต่ฉู่จวินสิงก็ไม่พบร่องรอยเขายังนึกว่าทั้งสองคนได้หายสาบสูญไปแล้ว มิคาดว่าคืนนี้จะมาปรากฏตัวที่จวนเป่าจวิ้นอีกช่างเป็นการได้มาโดยมิต้องเปลืองแรงโดยแท้“เจี่ยนอันอัน ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่จนได้” ขณะกู้มั่วหลีทักทายนั้น สีหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มมันเป็นสิ่งที่เจี่ยนหลิงเยว่รอคอยมาตลอด ว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจากเขาบ้างแต่กลับกลายเป็นรอยยิ้มนี้มิใช่ของนาง เขามอบให้เจี่ยนอันอันต่างหากความแค้นที่นางมีต่อเจี่ยนอันอัน จึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นครั้นเมื่อเห็นฉู่จวินสิงซึ่งอยู่ข้างกายเจี่ยนอันอัน ก็ยิ่งตะลึงกับรูปโฉมสง่างามนั้นราวกับเทพบุตรก็ไ
อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ เรื่องที่นางยืนกรานจะมาหาฉู่จวินสิง ได้ทำให้บิดาโกรธเคืองเป็นอย่างมากฉะนั้นแม้ยามนี้นางจะตายอยู่ในเมืองอินเป่ย บิดาก็คงไม่มาเหลียวแลแม้แต่น้อยจนวันนี้นางไม่ได้พบหน้าฉู่จวินสิงสักครั้ง แต่กลับมาอยู่กับกู้มั่วหลีแทนเดิมคิดว่ากู้มั่วหลีอาจจะดีต่อนางบ้าง เพราะคนผู้นี้มีใบหน้าที่หล่อเหลา หากได้อยู่กับเขาก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักมิคาดว่ากู้มั่วหลีกลับเห็นนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หรือไม่ก็เป็นเครื่องระบายอารมณ์เท่านั้นหากนางปรนนิบัติไม่เป็นที่ถูกใจเขา ก็จะถูกเตะลงเตียงได้ในบัดดลนางจึงรู้สึกเสียใจยิ่งที่มาเมืองอินเป่ย จนบัดนี้แม้แต่บิดาบังเกิดเกล้า ก็ยังไม่ห่วงความเป็นตายของนางเจี่ยนหลิงเยว่ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จนอดไม่ได้ที่จะร่ำไห้ออกมา“พอที อย่ามาบีบน้ำตาให้เห็นอีก นึกว่าข้าจะห่วงใยเจ้าหรือไร”น้ำเสียงตวาดของกู้มั่วหลี แทบทำให้เสียงสะอื้นของเจี่ยนหลิงเยว่จุกอยู่ในลำคอเจี่ยนอันอันยืนอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องแล้ว ในใจก็อดยิ้มหยันเสียมิได้“เจี่ยนหลิงเยว่ เจ้าโอหังนักมิใช่หรือ ในที่สุดก็ถูกกรรมตามสนองแล้ว”ขณะที่เจี่ยนอันอันเตรียมจะบ
มุมปากเจี่ยนอันอันกระตุกเล็กน้อย ด้วยไม่คิดว่ากู้มั่วหลียังใช้แผนชั่วกับนางอีกทั้งคู่ต่างสบสายตา ในที่สุดฉู่จวินสิงก็อุ้มเจี่ยนอันอันขึ้น พร้อมใช้วิชาตัวเบาะเหาะข้ามเถาวัลย์หนามบนพื้นไปเคราะห์ดีที่หน้าประตูห้องใหญ่ ไม่ได้ปูหนามไว้ ฉู่จวินสิงจึงค่อยๆ ร่อนลง พร้อมวางตัวเจี่ยนอันอันลงด้วยทั้งคู่เคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา ค่อยๆ เปิดประตูห้องพร้อมเบี่ยงกายเข้าไปภายในห้องไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่สักคนเจี่ยนอันอันมองสำรวจรอบข้าง แม้แต่ตามขื่อหลังคาก็ไม่เว้นเสียดายกู้มั่วหลีไม่อยู่ในห้องนี้ทั้งคู่จึงรีบถอยออกไป พร้อมปิดประตูสนิทจวนเป่าจวิ้นมีห้องหับมากมาย ทั้งคู่หาต่อไปเรื่อยๆ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของกู้มั่วหลีจนแม้แต่เจี่ยนหลิงเยว่ก็ไม่เห็นเช่นกันฉู่จวินสิงกล่าวเสียงเบา “ดูท่าพวกเขาคงไม่อยู่ที่นี่”แต่เจี่ยนอันอันกลับคิดว่า คนเจ้าเล่ห์เช่นกู้มั่วหลี อย่างไรก็ต้องมีห้องลับอยู่ในจวนเป่าจวิ้นอย่างแน่นอนนางเคยถูกจับตัวมาอยู่นี่ จึงพอคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมบ้างนางแนบไปใกล้หูฉู่จวินสิง พลางกล่าวเสียงค่อย “ยังมีสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ไม่ได้ไปดู”ที่นั่นเคยเป็นห้องที่กักขังนางมาก่อนต
ฉู่จวินสิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ความคิดพวกเจ้าถูกต้อง ในเมื่อมาถึงเมืองอินเป่ยแล้ว ก็ต้องหาวิธีอยู่ต่อให้จงได้”“ส่วนทางข้าก็จะหาหนทางขยายอิทธิพลให้มากขึ้น ถึงตอนนั้นเราจะบุกไปเมืองจิงโจวด้วยกัน”“และถัดจากนี้ไป พวกเจ้าก็จงวางใจอยู่นี่ให้ดี”คำพูดของฉู่จวินสิง ถือว่าพูดให้คนอื่นฟังด้วยทุกคนจึงยิ่งมีกำลังใจ พร้อมช่วยกันขนย้ายผักและเสบียงต่างๆ เข้าไปยังห้องเก็บของหลังจากทำงานเสร็จ จึงได้พูดคุยสนทนากับเจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่ออีกครู่ใหญ่ฉู่จวินสิงลุกขึ้นยืนเตรียมตัวอำลา“นายท่าน พวกท่านจะกลับแล้วหรือ คืนนี้พักที่นี่สักคืนก็ได้”“บ้านนี้มีห้องว่างหลายห้อง พวกเราพออยู่กันเบียดเสียดได้บ้าง”เฉินเช่อชิงเอ่ยปากก่อน เขาไม่อยากให้ทั้งคู่กลับไปหมู่บ้านชิงสุ่ยในยามวิกาลเช่นนี้เจี่ยนอันอันโบกมือกล่าวตอบ “เรายังมีงานอื่นต้องทำ คงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้”“พวกเจ้าก็รีบพักผ่อนเสีย เราลากันตรงนี้”ทุกคนเดินส่งฉู่จวินสิงและเจี่ยนอันอันจนถึงหน้าประตู มองดูพวกเขาขึ้นรถม้าจากไปจึงหันหลังกลับเข้าบ้านไปพักผ่อนทีนี้ค่อยโล่งใจหน่อย มีผักสดและเสบียงอีกมากมาย พวกเขาไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกิ
หลังจากกินข้าวจนอิ่มหนำ ทุกคนจึงลุกขึ้นอำลาเซิ่งฟางเจี่ยนอันอันยังพะวงกับเรื่องที่จะไปเข้าเมือง นางเองก็ไม่ชอบออกจากบ้านเพื่อไปเข้าเมืองบ่อยครั้งนักคิดว่าวันนี้จะรีบสะสางงานให้เสร็จสิ้น แล้วหลังจากนี้อีกหลายวันจะได้พักผ่อนอยู่บ้านให้สบายเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ยิ่งบานปลาย เพราะถ้ากู้มั่วหลีก่อเรื่องอันใดขึ้นอีก อาจกลายเป็นยุ่งยากจนยากจะรับมือได้เจี่ยนอันอันและฉู่จวินสิงต่างขึ้นรถม้า แล้วมุ่งไปทางตัวเมืองส่วนถังหมิงเซวียนกลับไปยังโรงเตี๊ยมเขานอนอยู่บนเตียง พลิกไปพลิกมา ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับเสียทีเขาอยากให้เวลาผ่านไปโดยเร็ว จะได้รีบไปหมู่บ้านชิงสุ่ยแล้วพักอยู่ที่นั่นเสียเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาจะได้กระชับความสัมพันธ์กับเหยียนซวงให้มากขึ้น ดั่งคำว่าน้ำตาลใกล้มดแต่เมื่อนึกถึงว่าบ้านของเหยียนซวง อยู่ติดกับบ้านของเสิ่นจือเจิ้งถังหมิงเซวียนก็อดรู้สึกเครียดในใจไม่ได้อีกเขานึกถึงคำพูดของเจี่ยนอันอัน เกิดวันดีคืนร้าย เสิ่นจือเจิ้งเห็นถึงความดีของเหยียนซวง เป็นฝ่ายเอ่ยปากขอแต่งงานกับนางแล้วจะทำอย่างไร?เขากับเหยียนซวงยังมีสัญญาหมั้นหมายต่อกันอยู่ เพียงแต่การหมั้นหมายนี้ เกิดจาก
เขาก้มหน้าปรุงยาต่อไป หากสมุนไพรไม่พอก็ขอจากเจี่ยนอันอันอีกทั้งคู่ช่วยกันทำงานถึงช่วงบ่าย ในที่สุดยาถอนพิษสี่พันกว่าเม็ด ก็สำเร็จลุล่วงออกมาในขณะที่เซิ่งฟางได้ไต่สวนคดีเรียบร้อย หัวขโมยผู้นั้นได้โจรกรรมของของผู้อื่นจริงๆจึงถูกเซิ่งฟางส่งตัวไปรับโทษที่เรือนจำก่อนที่ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์กำลังจะอำลา เจี่ยนอันอันได้เรียกตัวเขาไว้“บ้านท่านมีสมาชิกทั้งหมดกี่คน?”ชาวบ้านผู้เป็นเจ้าทุกข์ชะงักเล็กน้อย พร้อมมองหน้าเซิ่งฟางเซิ่งฟางแสดงท่าทีให้เขาตอบตามความจริงเขาจึงได้กล่าวตอบ “บ้านข้ามีทั้งหมดเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันได้ยินดังนี้ จึงหยิบยาถอนพิษออกมาเจ็ดเม็ด ส่งให้คนผู้นั้น“นี่คือยาถอนพิษ ท่านกินไปหนึ่งเม็ดก่อน ที่เหลือนำไปให้คนในครอบครัวได้กิน”คนผู้นั้นมองดูยาเม็ดในมือด้วยความมึนงง ไม่เข้าใจถึงเจตนาของเจี่ยนอันอันเซิ่งฟางเห็นเข้าจึงกล่าวแทน “ในอำเภอไถหยางมีคนถูกวางยา ท่านรีบกินยาถอนพิษเร็วเข้า แม้ไม่ได้รับพิษก็ถือเป็นการป้องกันไว้ก่อน”“ส่วนที่เหลือก็นำไปให้คนในครอบครัวแบ่งกิน อย่ารอให้ถูกพิษแล้ว ค่อยวิ่งมาขอยาถอนที่นี่”ชาวบ้านผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนี้ จึงรีบลนลานกินยา
เหล่าทหารรับคำสั่ง พร้อมรีบเดินออกจากอำเภอไปสำรวจจำนวนประชากรผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงได้กลับมาพร้อมรายงานต่อเซิ่งฟาง “เรียนใต้เท้า พวกเราได้ไปสำรวจมา ในอำเภอไถหยางปัจจุบันมีผู้คนทั้งสิ้นสี่พันหกร้อยสามสิบเจ็ดคนขอรับ”เจี่ยนอันอันพลันขมวดคิ้ว ลำพังแค่อำเภอไถหยางก็มีตั้งสี่พันกว่าคนแล้วหากพวกเขาล้วนถูกพิษ และไม่อาจเข้าถึงยาถอนพิษได้ทันเวลาจะต่างกับการกวาดล้างทั่วเมืองในอดีตที่ตรงไหน?เพียงแต่การกวาดล้างในหนนี้ มิได้เกิดจากน้ำมือฉู่ชางเหยียน หากแต่เป็นกู้มั่วหลีผู้เดียวคนบ้าที่สมควรตายผู้นี้ นอกจากเขาแล้ว เจี่ยนอันอันแทบนึกไม่ออกว่าจะมีผู้ใด กล้าทำเรื่องเช่นนี้ได้อีกนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางกล่าว “พี่เซิ่งฟาง ข้าต้องรีบปรุงยาถอนพิษ ถึงเวลาท่านค่อยสั่งให้ทหารนำไปแจกจ่ายแก่ชาวบ้านที่อยู่ในอำเภอไถหยาง”“ผู้ได้รับพิษจะช่วยถอนพิษโดยเร็ว แม้ไม่ถูกพิษก็จะได้กินเพื่อป้องกันไว้”เซิ่งฟางรีบรับปากในบัดดลเจี่ยนอันอันรีบทำการปรุงยาทันที ฉู่จวินสิงเกรงว่านางจะเหนื่อย จึงให้คนของเซิ่งฟางยกเก้าอี้มานั่งดีที่บริเวณนี้มีเงาไม้พอให้ร่มรื่น เจี่ยนอันอันจึงไม่ถูกแดดแผดเผามากนัก