เช้าวันใหม่กลางเมืองหลวง ข้อวิจารณ์เกี่ยวกับรัชทายาทยังคงไม่หยุด จวนรัชทายาทยังคงมีกองกำลังทหารมากเฝ้าอยู่ ห้ามผู้ใดเข้าออก และเฟิงเจิ้งอวี้ ได้เริ่มตื่นตระหนกแล้วกงเจิ้นหงตายแล้ว จุดอ่อนยังอยู่ในมือของฉู่เชียนหลีอีก เขากังวลว่าเสด็จพ่อจะปกป้องเขาไม่ได้ จึงพยายามคิดหาหนทางเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทแต่ไม่ว่าจะก่อเรื่อง ตะโกน มอบหมายคนไป ถ่ายทอดคำพูด ไม่ว่าจะวิธีการไหน ก็ไม่เป็นผล...วังหลวงห้องทรงพระอักษรนับตั้งแต่หลังจากที่รัชทายาทถูกปลด ฝ่าบาทไม่ได้ทรงว่าราชกิจเป็นเวลาสามวันติดต่อกันแล้ว ฎีกาทั้งหมดของทุกวันถูกส่งไปยังห้องทรงพระอักษร ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมดเองก็ไม่กล้ามาเสนอหน้าต่อหน้าพระพักตร์ของฝ่าบาท แต่ละคนหลบหลีกให้ไกลบรรดาขันทีคอยปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง รอบคอบกว่าตอนปกติสิบเท่าเต๋อฝูยกชาร้อนที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ มาถ้วยหนึ่ง เดินเข้ามา มองใบหน้านิ่ง ตั้งใจอ่านฎีกาแวบหนึ่ง ฝ่าบาทที่พระพักตร์ไร้อารมณ์ แต่กลับมีรัศมี เขาเองก็ระวังมากเช่นกัน“ฝ่าบาท เมื่อคืนนี้ทรงบรรทมแค่เพียงหนึ่งชั่วยาม จะพักผ่อนสักหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”วางชาร้อนลง แล้วเดินไปบีบไหล่ให้ฝ่าบาทคำพูดมากมา
ฝ่าบาท “?”เรื่องบ้าอะไรกัน?นิสัยของเฟิงเจิ้งอวี้เป็นอย่างไร เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?หลายปีมานี้ สิ่งที่จวนรัชทายาทไม่ขาดแคลนมากที่สุดก็คือผู้หญิง เฟิงเจิ้งอวี้เจ้าชู้เป็นนิสัย รับฉู่หงหลวนสาวงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงเป็นอนุ เป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่แตะต้องนาง?เป็นไปได้อย่างไรที่ฉู่หงหลวนยังบริสุทธิ์อยู่?หลังจากที่อ๋องอันเอ่ยปากพูด คำพูดที่เหลือก็พูดออกมาได้อย่างลื่นไหล“เสด็จพ่อ หลังจากที่พระชายารองฉู่แต่งงานเข้าจวนรัชทายาท รัชทายาทชื่นชอบนางจริง แต่พระชายารัชทายาทเป็นกังวลว่าพระชายารองฉู่จะแย่งความโปรดปรานของนางไป คอยขัดแข้งขัดขา ข่มเหงรังแกพระชายารองฉู่ทั้งต่อหน้าและลับหลังหลายครั้งหลายครา”ตัวของพระชายารองฉู่ที่เต็มไปด้วยบาดแผล ก็คือหลักฐานที่ดีที่สุด“เสด็จพ่อของพระชายารองฉู่เป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย หน้าตาสะสวย ถ้าหากนางให้กำเนิดลูก ตำแหน่งของพระชายารัชทายาทก็จะสั่นคลอน”กลอุบายแก่งแย่งชิงดีของวังหลังเหล่านี้ ไม่ต้องพูดมาก ฝ่าบาทก็สามารถเข้าใจได้ดีแต่สิ่งที่ทำให้ฝ่าบาทไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดอ๋องอันถึงได้ออกหน้าแทนฉู่หงหลวน?เขาขมวดคิ้ว “เจ้าหก เจ้าหมายความว่าอย่างไร
“อยู่ต่อหน้าเราแล้ว มีอะไรที่พูดไม่ได้อีก” ฝ่าบาทถูกความโหดร้ายของพระชายารัชทายาททำให้ตื่นตะลึงมือใหญ่ยกขึ้น “พูดมา!”ฉู่หงหลวนสะอึกสะอื้น ก้มหน้าลงไปอย่างขี้ขลาด“จวนรัชทายาทมีสตรีมากมาย แต่รัชทายาทมีบุตรสาวเพียงแค่คนเดียว หม่อมฉันรู้สึกประหลาดใจมาก ตอนหลังมีครั้งหนึ่งด้วยบังเอิญ พบว่า หลังจากทุกครั้งที่รัชทายาทหลับนอนกับหญิงสาว พระชายารัชทายาทก็จะปรากฏตัว”“เหมือนกับว่านางถืออะไรบางอย่างมาด้วย ที่มีส่วนผสมของยาบำรุงกำลัง ให้คนอื่นดื่มลงไป...”“เจ้าว่าอะไรนะ!?”สีหน้าของฝ่าบาทเปลี่ยนไปทันทีฉู่หงหลวนตกใจ รีบกล่าว “หม่อมฉันเพียงแค่เห็นหลายครั้ง รู้สึกแปลกใจมาก แต่ไม่กล้าถามมาก หม่อมฉันไม่ได้มีเจตนาพูดให้ร้ายพระชายารัชทายาทเพคะ!”ศีรษะแนบลงบนพื้น ร่างกายสั่นเทา เห็นได้ชัดว่านางหวาดกลัวและยำเกรงต่อพระชายารัชทายาทแต่สีหน้าของฝ่าบาทกลับอึมครึมจนถึงขีดสุด ดูแย่จนเหมือนได้กินปัสสาวะแม้ว่าฉู่หงหลวนจะพูดอย่างไม่ชัดเจน แต่เรื่องเกิดในราชวงศ์ เขาจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงอย่างนั้นหรือ?ที่แท้ที่เชื้อสายของรัชทายาทบางเบา เพราะเป็นฝีมือของพระชายารัชทายาท!น่ารังเกียจ!สมควรตาย!เพ
ค่ายลาดตระเวนเมื่อคืนนี้ฉู่เชียนหลีกลับไปแล้ว แต่อวิ๋นอิงได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ในอาการหมดสติ จึงอยู่ที่ค่ายลาดตระเวนตระเวนตลอดทั้งคืน ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่นางรีบร้อนกินข้าวเช้า ก็รีบออกจากเรือนและเดินทางมาที่นี่ตอนที่มาถึง อวิ๋นอิงยังคงอยู่ในอาการหมดสติเยว่เอ๋อร์มองดูท่าทางที่บาดเจ็บสาหัสของนาง ก็รู้สึกสงสารจนเบ้าตาแดงก่ำ ไปเอาน้ำร้อนมากะละมังหนึ่ง เพื่อเช็ดตัวให้นาง พร้อมทั้งล้างแผลทันทีที่ทำเสร็จ อวิ๋นอิงก็ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา“อืม...”ส่งเสียงร้องเสียงอู้อี้หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เปลือกตาที่แสนหนักอึ้งก็ค่อย ๆ ลืมขึ้น เมื่อความขุ่นมัวในดวงตาจางหายไป ถึงมองเห็นคนที่อยู่ด้านหน้าเตียงอย่างชัดเจน“พระชายา...โอ๊ย!”“นอนดี ๆ” ฉู่เชียนหลีกดไหล่นางเอาไว้เบา ๆ “อาการช้ำในของเจ้าสาหัส แผลด้านนอกก็มาก เกือบเอาชีวิตไม่รอด รีบนอนลง อย่าขยับมาก”อวิ๋นอิงนอนลงอย่างอ่อนแอ หัวสมองหนักอึ้ง น้ำหนักราวพันชั่งได้ ลำคอแห้งผาก ทั่วทั้งตัวไร้เรี่ยวแรง ราวกับว่าร่างกายใช้งานมากเกินไป ไม่มีเรี่ยวแรงเลยสักนิดเจ็บมากแต่เมื่อเทียบกับความเจ็บปวดที่เสียบิดามารดาไป ความเจ็บปวดบนร่างกายถือเป็นเรื่อ
เป็นเพราะเรื่องเมื่อคืน อ๋องหลีจงใจทำตัวห่างเหินกับนางเรื่องนี้ทำให้ฉู่เชียนหลีไม่พอใจเป็นอย่างมาก เฟิงเย่เสวียนไม่เชื่อนาง สงสัยนาง หรือว่ายังจะจำกัดสังคมเพื่อนของนางอีกด้วย?หรือว่านางจะมีไม่ได้แม้กระทั่งเพื่อนต่างเพศ?แม้ว่าจะจำกัดอ๋องหลี แล้วจิ่งอี้ล่ะ? คนของสำนักอู๋จี๋ล่ะ? คนอื่น ๆ ล่ะ? หรือว่านางจะต้องอยู่แต่จวนอ๋องเฉินทุกวี่วัน ห้ามออกจากเรือน ห้ามออกจากประตูเรือน?ข้อนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง“เมื่อคืนเป็นข้าที่ไม่ดี อ๋องเฉินอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป ข้า...จะไปอธิบายสักหน่อย” เฟิงเจิ้งหลีเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจสีหน้าของฉู่เชียนหลีกลับเย็นชาขึ้นอีกเฟิงเย่เสวียนไม่เชื่อมั่นในตัวนางเลยสักนิด จะอธิบายอะไร?เขาจะคิดว่า ยิ่งอธิบาย ยิ่งมีอะไรในกอไผ่ ไม่แน่ว่าอาจจะปรักปรำนางอีกด้วย“ไม่ต้องไปหรอก!”ไม่เชื่อนาง นางพูดจนปากเปียกปากก็ไม่มีประโยชน์ในเวลานี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังคลุกอยู่กับสตรีชาวเหมียวเจียงคนนั้นอยู่ก็ได้ นางกลับไปทำไม?ฉู่เชียนหลีไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไป สายตาหยุดอยู่ที่บริเวณเอวของเขา “อาการบาดเจ็บของท่านดีขึ้นหรือไม่?”“ไม่เป็นอะไร แผลเล็กน้อย”
หลังจากที่เฟิงเจิ้งหลีเดินจากไป ฉู่เชียนหลีย้อนกลับไปในห้อง ยืมเตาของค่ายลาดตระเวนต้มยา เพื่อป้อนให้อวิ๋นอิงกิน รอให้สีหน้าของนางดีขึ้น เตรียมที่จะพานางกลับจวนอ๋องเฉินแต่ในเวลานี้เอง กลับได้ยินความวุ่นวายที่ด้านนอก“แย่แล้ว...ได้รับบาดเจ็บ...ต้องกราบทูลฝ่าบาทหรือไม่? ถ้าหากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น...”ฉู่เชียนหลีได้ยินดังนั้น รีบวิ่งเข้าไปหา เรียกพลทหารนายหนึ่งเอาไว้“ผู้ใดได้รับบาดเจ็บ?”พลทหารสีหน้าร้อนใจ “ท่านอ๋องหลีได้รับบาดเจ็บแล้ว! เมื่อครู่นี้ ที่พ่อค้าหลายคนกำลังทะเลาะวิวาทกัน อ๋องหลีไปไกล่เกลี่ย แต่กลับได้รับบาดเจ็บที่เอวโดยไม่ทันระวัง ล้มลงไปบนพื้นตอนนั้นเลย ลุกไม่ขึ้น ยังต้องหามกลับจวนอ๋องหลี!”ถ้าหากอ๋องหลีเป็นอะไร ฝ่าบาทกล่าวโทษขึ้นมา เกรงว่าพวกเขาจะต้องได้รับโทษแน่ฉู่เชียนหลีสายตาอึมครึมเอวของเขาแผลเก่ายังไม่หายดี ก็มีแผลใหม่เพิ่มเข้ามาอีก ร่างกายจะทนไหวได้อย่างไร? ทั้งยังบาดเจ็บเพราะอวิ๋นอิงอีกด้วยนางจะนั่งดูอยู่เฉย ๆ ไม่สนใจอย่างนั้นหรือ?แต่ถ้าหากไปดู เฟิงเย่เสวียนก็จะหาเรื่องอีก“พระชายา เกี้ยวเตรียมพร้อมแล้ว พวกเรากลับไปเดี๋ยวนี้หรือไม่?” เยว่เอ๋อร์วิ่งเข้าม
“ท่านอ๋องหลี ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”ฉู่เชียนหลีสาวเท้ายาวเดินเข้าห้องอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นชายหนุ่มนอนคว่ำหน้าอยู่ตรงนั้น เจ็บจนใบหน้าซีดเซียว ดูท่าทางอาการสาหัสมาก รีบตรวจชีพจรให้เขาเอวบาดเจ็บแล้วอาการบาดเจ็บของเก่าบวกกับของใหม่ น่าจะโดนกระดูกกับเส้นเอ็น เกรงว่าจะทำกิจกรรมโลดโผนไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้นเฟิงเจิ้งหลีอวดดี “แผลเล็กน้อย...อีกไม่นานก็หายดีแล้ว...ข้ายังสะสางงานราชการไม่เสร็จดี...”ในขณะที่พูด เขาก็พยุงขอบเตียง อยากจะลุกขึ้นแต่เขาถูกคนหามกลับมา บาดเจ็บจนสภาพแบบนี้แล้ว ยังคิดจะทำงาน ไม่คำนึกถึงร่างกายของตนเองเลย?ฉู่เชียนหลีกดเขากลับลงไป หยิบเหล้ายาออกมา“ข้า...ข้าจัดการเองเถอะ...” เขาจับเสื้อผ้าเอาไว้ รู้สึกเขินอายราวกับสาวพรหมจารีแต่ใบหน้าซีดขาว หายใจหอบถี่ ท่าทางอ่อนแอ ทั้งยังทำให้คนรู้สึกสงสารฉู่เชียนหลีรู้ดี สิ่งที่เขาเป็นพะวงก็คือเรื่องของสถานะเขาพะวงได้ถูกต้องจวนอ๋องหลีมีคนเยอะมากมายขนาดนี้ ไม่ว่าจะวนอย่างไร ก็วนมาไม่ถึงฉู่เชียนหลีที่ต้องเป็นคนทาเหล้ายาให้เขา“ได้” นางลุกขึ้น เตรียมจะออกไปเพื่อเรียกคนเฟิงเจิ้งหลี “?”จ้องมองแผ่นหลังของนางด
ไม่ได้รับความชื่นชอบ ทั้งยังถูกรังแก ใช้ชีวิตอย่างต่ำต้อยเพราะต้องพึ่งพาคนอื่น ห้ามโมโห ห้ามมีปากมีเสียง เหมือนกับสุนัขที่เหน็บหางเอาไว้แน่นตลอดเวลาอึดอัดใจ เก็บกด อีกทั้งยังทุกข์ทรมานมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือ อ๋องหลีมีแม่เลี้ยงคนหนึ่งที่เอ็นดูเขา รักเขาจากใจจริง แต่นางอันแม่เลี้ยงของนาง...ไม่เอ่ยดีกว่า!ฉู่เชียนหลีเม้มปาก กล้ำกลืนชีวิตที่ประคองพอให้อยู่รอดไปวัน ๆ ที่ผ่านมาสิบกว่าปีลงไป ระบายยิ้มออกมาจาง ๆ “ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ต้องกังวล อ๋องหลีเขาโดดเด่นมาก เขารู้จักประมาณตน เขาจะเป็นความภาคภูมิใจของท่าน”ไม่มีใครอยู่ในสถานะหนึ่งตลอดไปมีขึ้นมีลง มีการเปลี่ยนแปลง ถึงจะเป็นความปกติของชีวิตมนุษย์ฮูหยินผู้เฒ่าเช็ดน้ำตา ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พระชายาอ๋องเฉิน ท่านช่างเป็นเด็กดีที่รู้ความจริง ๆ”นางกล่าว “เรื่องที่ครั้งก่อนท่านช่วยข้าเอาไว้ ข้ายังไม่ทันได้กล่าวขอบคุณ ข้าทำอาหารกลางวันแล้ว อีกเดี๋ยวมากินด้วยกันนะ”นางเข้าครัวลงมือทำกับข้าวเองนางสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย บนร่างกายไม่มีเครื่องประดับหรูหรา บนใบหน้าไม่มีเครื่องสำอางที่หนาเตอะ เนื้อตัวดูสะอาดสะอ้าน ผมเผ้าพิถีพิถัน ด
“อ่า…”ชายคนนั้นล้มอยู่บนพื้น สองมือกอดร่างกายตัวเองแน่น ใบหน้าที่ละเอียดละออจนยากจะแยกออกว่าเป็นเพศใดแดงก่ำ เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทรมานดวงตาหงส์ที่เรียวยาวพร่ามัว เจ็บจนแทบไม่มีสติแล้วฉู่เชียนหลีขมวดคิ้ว ตรวจชีพจรเขาครู่หนึ่งตัวร้อนจนหน้าตกใจชีพจรยุ่งเหยิงและอ่อนมากถูกพิษ แต่ก็ไม่เหมือนถูกพิษ ไข้สูง แต่ก็ไม่เหมือนไข้สูง ป่วย แต่ก็ไม่เหมือนป่วย รักษาคนมาหลายปี เพิ่งเคยพบอาการแปลกๆ เช่นนี้ครั้งแรกหลังจากครุ่นคิด ทำได้เพียงสกัดจุดชีพจรที่สำคัญต่างๆ ของเขา“ช่วย…ช่วยข้า…”เขาเจ็บมาก มีเส้นเลือดสีฟ้าปูดขึ้นที่หน้าผากเขาคว้าข้อมือของฉู่เชียนหลีไว้มือของเขาร้อนมาก!ดวงตาแดงก่ำฉู่เชียนหลีเม้มริมฝีปาก กวาดมองซ้ายขวา เมื่อเห็นมีโรงหมอที่ท้ายถนน ก็รีบประคองเขาขึ้นมาเตรียมตัวส่งคนไปที่โรงหมอ แต่เนื่องจากรูปร่างของเขาสูงใหญ่และหนักมาก กว่าจะลุกขึ้นได้ น้ำหนักตัวเขาก็ล้มทับไปทางฉู่เชียนหลีทั้งหมดหนึ่งร้อยกว่าชั่ง ทับจนฉู่เชียนหลีล้มลงบนพื้นทันทีปัง!ฉู่เชียนหลีอยู่ข้างล่าง เขาอยู่ข้างบนบนถนน ท่าทางที่เป็นจุดเด่นของคนทั้งสอง ดึงดูดผู้คนไม่น้อยทันที มีชาวบ้านคนหนึ่งยิ
สงครามนำไปสู่ความวุ่นวายพริบตาเดี๋ยวก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว“รายงาน…”ทหารส่งสารวิ่งเข้าตำหนัก คุกเข่าอยู่บนพื้น กล่าวรายงานด้วยสีหน้าที่หวาดกลัว “ทูล ทูลฝ่าบาท เมืองเจียหนาน…ถูกยึดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเหล่าขุนนางเปลี่ยนฉับพลันบนราชบัลลังก์ เฟิงเจิ้งหลีได้ยินข่าวนี้ สีหน้าสงบ เรียบเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเงียบหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง จึงจะกล่าวอย่างเรียบเฉย“ฮืม”ทหารส่งสารหวาดกลัว กองทัพของอ๋องเฉินมาอย่างดุดัน และโจมตีกะทันหัน บุกโจมตีอย่างดุเดือด เมืองเจียหนานต้านไม่ไหว แค่คืนเดียวก็ถูกยึดแล้วเหล่าขุนศึกกล่าวอย่างร้อนใจ“เมืองเจียหนานขุดเหมืองมากมาย แร่เหล่าหลายหมื่นชั่งล้วนอยู่ที่นั่น หากไม่มีแร่เหล็ก อาวุธของเราก็จะลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดการสู้รบ ก็เหมือนกับแม่ครัวไม่มีข้าวให้หุง…”ไม่มีอาวุธจะได้อย่างไร?“เหตุใดอ๋องเฉินโดดข้ามสองเมือง โจมตีเมืองเจียหนานกะทันหัน?”“ไม่มีเหตุผลเลย!”“ใช่”“เมืองมากมายไม่โจมตี ดันไปโจมตีเมืองเจียหนานกะทันหัน…”เหล่าขุนนางเจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ถกเถียงเรื่องนี้กันเบาๆ คนละหนึ่งประโยค บรรยากาศวุ่นวายไปหมดเฟิงเจิ้งหลีหลุบตาเล็กน้อย
พลันจวินลั่วยวนแน่นหน้าอก เมื่อเห็นเสด็จแม่ทำหน้าจริงจัง รีบอธิบายทันที“เสด็จแม่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…ข้า ข้า…”“ข้าทุ่มเทให้เจ้าทั้งกายและใจ ทุกอย่างที่ทำไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนเลย”นางรัก ‘ลูกสาว’ คนหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดมากเช่นนี้ ลองถามใจตัวเองดู นางรู้สึกว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้วเพราะหาลูกสาวแท้ๆ ไม่เจอเพราะรู้สึกผิดดังนั้นจึงยิ่งดีกับจวินลั่วยวนมากๆ หวังเพียงสิ่งที่ตัวเองทำด้วยใจ จะสามารถทำให้สวรรค์ซาบซึ้ง ประทานพรทั้งหมดให้ลูกสาวแท้ๆ หวังว่าลูกสาวแท้ๆ อยู่ในสถานที่ที่นางไม่รู้จัก ก็มีแม่คนหนึ่งที่ดีกับนางเช่นนี้“เสด็จพ่อของเจ้ารักเจ้า พี่ชายทั้งสามของเจ้าตามใจเจ้าทุกอย่าง ทุกคนล้วนเอาเจ้าเป็นที่ตั้ง ทั้งแคว้นหนานยวนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้า หรือข้ายังดีกับเจ้าไม่พออีก?”ฮองเฮาหนานยวนกล่าวอย่างปวดใจช่างเถอะพูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์เป็นเพราะพวกเขาปกป้องยวนเอ๋อร์ดีเกินไป ส่งผลให้นางอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ยังไม่มีความสามารถในการดูแลตัวเอง และไม่เข้าใจสัจธรรมทางโลกอย่างไรก็เป็นลูกที่นางเลี้ยงมากับมือสิบเจ็ดปี โทษลูกสาวไม่ลง ถอนหายใจแล้วกล่าว“กลั
“ความงามของค่าพังหมดแล้ว!”“ข้ากลายเป็นคนอัปลักษณ์แล้ว!”“ข้าจะฆ่าเจ้า! อ๊ะ!”จวินลั่วยวนนั่งอยู่บนพื้น กรีดร้องถีบเท้างอแงเหมือนเด็กคนหนึ่ง มือทั้งสองข้างก็ทั้งโบกทั้งเหวี่ยงท่าทางที่ป่าเถื่อนนั่น ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เรื่องราวบานปลายไม่นาน ฮองเฮาหนานยวนมาแล้ว“เสด็จแม่!”เมื่อจวินลั่วยวนเห็นมารดา ก็ปล่อยโฮร้องไห้ทันที “เสด็จแม่ ท่านต้องแก้แค้นให้ยวนเอ๋อร์นะเพคะ พระชายาอ๋องเฉินตีหน้าข้า นางอิจฉาความงามของข้า นางจะทำลายโฉมของข้า!”“ข้ากลายเป็นคนอัปลักษณ์แล้ว ทำอย่างไรดี อ๊ะ! ข้าไม่อยากเป็นคนอัปลักษณ์! ฮือๆ…”นางกล่าวทั้งน้ำตาฮองเฮาหนานยวนยกคางของจวินลั่วยวนขึ้น เมื่อดูอย่างละเอียดบนผิวหนังบริเวณแก้มมีรอยขีดข่วนเล็กๆ และมีเลือดออกเล็กน้อย นอกจากนี้ก็ไม่มีบาดแผลอื่นนางดูจนคิ้วขมวด“ยวนเอ๋อร์!”แผลแค่นี้ ร้องไห้เหมือนจะเป็นจะตาย ทำเอาคนทั้งทำเนียบเจียงหนานวุ่นวายไปหมด ไม่สมกับเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเลยทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะจวินลั่วยวนกำลังเสียใจ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เอาแต่ร้องไห้อย่างเดียว“ข้าไม่สวยแล้ว! ใบหน้าของข้าได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เสด็จแม่ ท่านต้องออก
หลังจากกล่าวจบ ในความมืด เสียงลมหายใจของเฟิงเย่เสวียนแรงขึ้นแรงน้อย“ครึ่งปีมานี้ เขาดีกับเขา และดีกับจื่อเยี่ยมาก ไม่เคยทำร้ายพวกเราเลย ตอนข้าเลือกที่จะหักหลังเขา ไม่รู้เพราะเหตุใด ในใจรู้สึกผิดอย่างน่าประหลาด”ฉู่เชียนหลีจับหน้าอก อธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูก“ถ้าหากเจ้าได้รับชัยชนะของจุดจบ ไม่ฆ่าเขาได้หรือไม่? ทำให้เขาพิการก็ได้ กักบริเวณทั้งชีวิตก็ได้ ข้าไม่อยากให้เขาตายเพราะทำดีกับข้า”สายตาเฟิงเย่เสวียนเคร่งขรึม มือที่วางอยู่บนเอวของนางกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อยเหมือนกำลังข่มอารมณ์แต่แค่สองวินาที ก็คลายมือออกอย่างเงียบๆ เปล่งเสียงออกมาจากลำคอแค่คำเดียว“อืม”ทั้งคืนไร้คำพูดวันรุ่งขึ้นฉู่เชียนหลีเพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จ มีเสียงที่เกรี้ยวกราดดังขึ้นจากนอกประตู“ฉู่เชียนหลี!”จวินลั่วหยวนสีหน้านางดูโกรธมาก เดินปรี่เข้ามา ไฟโทสะทั้งหมดมุ่งเป้ามาที่ฉู่เชียนหลีสาวใช้เสียวอู่เข้าไปขวางทันที“เจ้าออกไปก่อน” ฉู่เชียนหลีเงยหน้ามองผู้มา “มีอะไร?”จวินลั่วหยวนกล่าวด้วยความโกรธ“ข้าเจ็บที่หน้า ยังไม่ทันมาหาเรื่องเจ้า แต่เจ้ากลับกล้าส่งคนออกไปปล่อยข่าวลือที่ข้างนอก ทำลายชื่อเสียงข
จะไม่ขอพบอีก…อวิ๋นอิงกล่าวอย่างเด็ดขาดเด็ดเดี่ยว เฉียบขาดไร้ความรู้สึกใดๆ ในแววตาชีวิตที่เหลือ นางและเจี๋ยวเจี๋ยวพึ่งพากันและกัน ไม่คิดไม่ต้องการสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น ถูกหรือผิดล้วนไม่ยุ่งเกี่ยวชีวิตที่เหลือ อยู่เพื่อเจี๋ยวเจี๋ยวเท่านั้นฉู่เชียนหลีอ้าปาก ยังอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่อวิ๋นอิงตัดสินใจไปแล้ว พูดมากมีแต่จะยิ่งทำให้นางรู้สึกต่อต้านถอนหายใจเบาๆช่างเถอะ!ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เส้นทางของวันข้างหน้ายังอีกยาวไกล ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้กับเรื่องไม่คาดคิด อันไหนจะมาก่อนกัน“เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าช่วยเจ้าอุ้มลูกออกไปก่อน แม่นมก็เตรียมไว้แล้ว เจ้าผอมเกินไป อย่าป้อนนมแม่เอง”น้ำนมหนึ่งหยด ก็คือเลือดหนึ่งหยดฉู่เชียนหลียุ่งเรื่องทางนี้เสร็จ เมื่อกลับถึงห้องก็ดึกแล้วหนึ่งวันที่แสนวุ่นวายสิ้นสุดลง ไม่ง่ายเลยที่จะมีเวลาได้นอนกับเว่ยซีและจื่อเยี่ย ยังไม่ทันนอนลงไป ก็ถูกเฟิงเย่เสวียนที่กลับมาไล่ออกไป เปลี่ยนเป็นเขามานอนกับนางแทนตั้งแต่กลับมา ยังไม่เคยได้นอนกับลูกชายและลูกสาวเพียงลำพังเลยถูกเขาไล่ออกไปทุกครั้งเขากล่าว“นี่เป็นเตียงของข้า”ค
จ้านหู่จากไปพร้อมกับคำด่าทอ เหมือนกับเม่นที่อารมณ์ไม่ดีตัวหนึ่งฉู่เชียนหลีไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าเขา คิดเสียว่าเป็นการผูกมิตรแม้จ้านหู่เป็นคนของฮองเฮาซีอวี้ แต่ในใจยังมีความอ่อนโยนอยู่ หวังว่ากันผูกมิตรนี้ของนาง วันข้างหน้าจะสามารถช่วยจิ่งอี้กลับห้องอารมณ์ของอวิ๋นอิงสงบลงมากแล้วฉู่เชียนหลีนั่งอยู่ที่ขอบเตียง “ร่างกายของเจ้ารับปัญหาอะไรไม่ไหวแล้ว ต่อจากนี้สามเดือน เจ้าพักฟื้นเถอะ”พักฟื้นหลังคลอดหนึ่งร้อยวันอวิ๋นอิงไม่สนใจเรื่องนี้ นางกอดลูกที่ได้คืนมาหลังจากสูญเสียไว้แน่น เบ้าตาแดงก่ำ“พระชายา ขอบคุณมาก!”“ขอบคุณที่ท่านช่วยเอาลูกสาวของข้ากลับคืนมา!”ตื้นตันจนน้ำตาไหลฉู่เชียนหลีเช็ดน้ำตาให้นาง “ยายโง่ ระหว่างเจ้ากับข้าต้องใช้คำพูดเช่นนี้ด้วยหรือ? ครึ่งปีที่ข้าไม่อยู่ เจ้าช่วยค่าดูแลเว่ยซีกับลู่ฉิน คนที่ควรพูดขอบคุณคือข้า”“ระหว่างพักฟื้น ห้ามร้องไห้เด็ดขาด และห้ามนั่งนาน ระหว่างทิ้งต้นตอของโรคไว้”“อืม!”อวิ๋นอิงกอดลูกไว้แน่น พยักหน้าแรงๆฉู่เชียนหลีมองเด็กที่นอนหลับสนิทในผ้าห่อทารกตัวน้อยๆ หนังเหี่ยวย่น แก้มแดง ท่าทางคล้ายจิ่งอี้ คิ้วบางเหมือนอวิ๋นอิง และยังมีกลีบริม
ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย ความสุขจากการได้คืนมา ความรู้สึกสองแบบที่ต่างกันสุดขั้วนี้ นางไม่อยากรู้สึกอีกถ้าหากต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้อีกครั้ง นางตายแน่!“พระชายา เด็กคนนี้คือชีวิตของข้า ข้าไม่ยอมให้ใครมาแย่งนางไป! ข้าจะปกป้องนางด้วยชีวิต!”ฉู่เชียนหลีนั่งอยู่ตรงขอบเตียง กล่าวปลอบใจ“ข้ารู้”เด็กทุกคนล้วนเป็นจุดอ่อนของมารดา“ไม่มีใครสามารถแย่งลูกของเจ้าไปได้”“แต่ว่า อวิ๋นอิง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับจิ่งอี้ เจ้าเข้าใจเขาผิดแล้ว” นางเงยหน้า ส่งสัญญาณให้ข้างนอกทหารสองคนคุมตัวจ้านหู่เข้ามาจ้านหู่กล่าว“ช่วงเช้าของวันนี้ ข้าเป็นคนแย่งเด็กในโรงหมอเอง”“ข้าคิดว่าเจ้าคลอดลูกชาย กลัวมีปัญหามากมายตามมา ก็เลยเข้าไปแย่งเด็ก ใครจะรู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิง ในเมื่อเป็นเด็กผู้หญิง เช่นนั้นก็จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อฮองเฮา”ดังนั้นเขาก็เลยคืนเด็กแล้วอวิ๋นอิงรู้จักจ้านหู่ เขาคือคนที่บีบบังคับให้จิ่งอี้ดื่มยาพิษ แต่หลายวันนี้นางต้องผ่านเหตุการณ์มากมาย เดิมทีสภาพจิตใจก็อ่อนแออยู่แล้ว จึงได้สร้างแนวป้องกันขึ้นในใจนางต้องการแค่ลูกสาว!ใครพูดนางก็ไม่อยากฟัง!และไม่เชื่อใครด้วย!กอดลูกสาวแน่น ปก
ปัง!ประตูถูกกระแทกจนเปิดออก ร่างกายจวินลั่วยวนหมุนกลางอากาศหนึ่งรอบ รอยกระเด็นออกไป ล้มหน้าคว่ำลงพื้น รู้สึกมึนงงไปหมดผ่านไปห้าวินาทีเต็มๆ จึงจะตั้งสติได้นาง…โดนตบ?“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”“เหตุใดองค์หญิงหนานยวนลอยออกมาจากห้องท่านอ๋อง…”“ดูเหมือนใครบางคนไม่รู้จักเจียมตัว…”นอกเรือน เมื่อทหารที่เฝ้ายามและคนรับใช้เห็นภาพนี้ เริ่มพากันวิพากษ์วิจารณ์เบาๆ คำพูดบางประโยคลอยเข้าหูของจวินลั่วยวน ทำให้สีหน้าของนางเดี๋ยวซีด เดี๋ยวดำ เดี๋ยวม่วง ดูน่าเกลียดมากเงยหน้าแก้มแสบร้อนใช้มือลูบเบาๆมีเลือด…“หน้าของข้า!”ใบหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนาง!จวินลั่วยวนโกรธแล้ว “อ๋องเฉิน! ท่านกล้าทำร้ายข้า หรือท่านไม่อยากให้แคว้นหนานยวนสนับสนุนท่าน? ฮ่องเต้หลีเริ่มใกล้ชิดกับแคว้นซีอวี้แล้ว ถ้าหากท่านไม่ได้รับการสนับสนุนจากแคว้นหนานยวนของเรา ท่านไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฮ่องเต้หลี!”มาถึงขั้นนี้แล้ว เขายังไม่รู้ตัวอีกหรือ?เขาไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงกล้าทำร้ายนาง?เฟิงเย่เสวียนยืนอยู่บนบันไดขั้นที่สาม ก้มมองนางที่แยกเขี้ยวยิงฟัน หัวเราะอย่างเย็นชา“วันนี้ได้เห็น แคว้นหนานยวนไม่ได้มีค่า