กู้หว่านเยว่หัวเราะ เสียงเสนาะใสดังกังวาน “ชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง”“อะไรนะ?”สีหน้าคนตรงหน้าเปลี่ยนไป“เจ้าคือชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง”โจวเสี้ยนลอบตกตะลึงภายในใจมองผ่านท่าทางของกู้หว่านเยว่แล้ว คล้ายรู้ว่าพวกเขาจะหนีมาทางนี้จึงพาคนมาขวางไว้ที่นี่ตั้งแต่แรก“กู้หว่านเยว่”สีหน้ามู่หรงถิงเองก็ไม่สบอารมณ์อย่างมาก“ที่แท้เจ้าก็คือกู้หว่านเยว่!”แม้พูดว่างานแต่งของกู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงเป็นเขาที่ประทานเองกับมือ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยพบกู้หว่านเยว่ตัวจริงมาก่อน นี่เป็นการพบกันครั้งแรกครั้งนี้พบหน้าถึงรู้ว่าเป็นสตรียอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เขานึกเสียใจภายหลังแล้ว“ใช่แล้ว ข้าก็คือกู้หว่านเยว่ยังต้องขอบคุณฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ในตอนนั้นหาไม่แล้ว ข้าคงหาสามีหล่อเหลาเก่งกาจถึงเพียงนี้ไม่พบ”กู้หว่านเยว่พูดยั่วโมโหแทงใจดำคนมู่หรงถิงถูกทำให้โมโหไม่ผิดไปดังคาด ถึงขั้นไอออกมาสองครั้ง ชี้นิ้วไปทางนาง“เจ้า เจ้าถึงขั้นขวัญกล้าช่วยซูจิ่งสิงก่อกบฏ เจ้ารู้หรือไม่ ชีวิตของจวนกู้โหวอยู่ในมือของเราหากเจ้ายังหลงผิด เราสามารถฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ ภายในนั้นรวมถึงพ่อของเจ้าด้วย”กู้หว่านเยว่หัวเร
“ทุกคนในสกุลโจวล้วนเป็นขุนนางซื่อสัตย์ พวกเขาไม่มีวันยอมจำนน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จับเป็นเขาเถอะ จำไว้ให้ดีอย่าทำร้ายแม่ทัพน้อยโจว”ขุนนางซื่อสัตย์เช่นนี้ นางไม่อยากเด็ดขาดเกินไปนัก“บ่าวเข้าใจแล้ว”ชิงเหลียนพูดหนึ่งประโยค ตอนนี้กองทัพเจดีย์หนิงกู่ทางฝั่งนี้ล้วนเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว ภายในมือพวกเขาถือธนูและหน้าไม้ผู้อยู่ใต้อาณัติโจวเสี้ยนไม่ใช่คู่ต่อสู้ตั้งแต่แรก ผ่านไปเพียงครู่เดียวก็พ่ายแพ้ราบคาบมู่หรงถิงกวาดตามองรอบด้าน หาโอกาสหนีอยู่ตลอดกู้หว่านเยว่ย่อมไม่เปิดโอกาสให้เขาหนีไปได้ เห็นว่าทั้งสองฝ่ายใกล้ปะทะกันเต็มที นางเหินบินขึ้นไป“ฝ่าบาทระวัง”โจวเสี้ยนตะโกนดังลั่น ลองยับยั้งกู้หว่านเยว่กู้หว่านเยว่ยกเท้าขึ้นเตะโจวเสี้ยนออกไป ขณะเดียวกันองครักษ์จันทราทางด้านหลังก็ไล่ตามมาจับโจวเสี้ยนไว้“บังอาจ!”มู่หรงถิงฝืนรักษาศักดิ์ศรี ตะเบ็งเสียงใส่กู้หว่านเยว่“เราเป็นโอรสสวรรค์ เป็นฮ่องเต้ต้าฉี เจ้าถึงขั้นขวัญกล้าไล่ต้อนเราถึงเพียงนี้”กู้หว่านเยว่หัวเราะดูเบา“บัดนี้ท่านเป็นฮ่องเต้ต้าฉีจริง แต่ฮ่องเต้ท่านคนนี้หมดวาระแล้ว ภายภาคหน้าให้คนอื่นมาเป็นแทนเถอะ”นางลงพื้นอย่างไร้เ
ร่างกายร้อนผ่าวอยู่บ้างกู้หว่านเยว่ลืมตาขึ้นมา พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงแกะสลักขนาดใหญ่ มีกลิ่นอายโบราณหลังหนึ่ง ข้างเตียงมีชายสวมชุดแต่งงานนั่งอยู่หนึ่งคนนี่คงฝันไปใช่ไหม แต่เหตุใดเหมือนจริงถึงเพียงนี้?นางเบือนหน้ามองฝ่ายชายฝ่ายชายผิวพรรณขาวดุจหยก ใบหน้าหล่อเหลางดงาม มองแวบเดียวก็ทำให้คนจมดิ่งสู่ภวังค์อย่างยากจะหักห้ามใจ เพียงแต่สีหน้าของเขาเย็นชาเกินไป สุ้มเสียงเองก็ไร้อารมณ์เสียนี่กระไร“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากแต่งกับข้า พระบรมราชโองการยากจะฝ่าฝืน หากเจ้าไม่ยินยอม...”“ข้ายินยอม ข้ายินยอม!”ชายหนุ่มรูปงามหาใครเทียบได้เช่นนี้ นางครองโสดมายี่สิบกว่าปีไม่เคยได้พบพานมาก่อน ไฉนเลยจะไม่ยินยอมกันเล่า!กู้หว่านเยว่พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง ไม่สนใจสีหน้าตกตะลึงของฝ่ายชาย ยื่นมือออกไปเกี่ยวเข็มขัดโผเข้าหาอ้อมอกของเขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง อ้า หอมยิ่งนัก กลิ่นหอมเย็นของชายหนุ่มรูปงามเห็นได้ชัดว่านี่คือครั้งแรกของฝ่ายชาย ทีแรกยังคิดปฏิเสธ แต่กลับไม่อาจต้านทานเสียงที่ดังออดอ้อนออเซาะขึ้นมาของนางได้ สติค่อยๆ เลือนรางไป ทว่า ครู่เดียวก็ทำเอากู้หว่านเยว่วิญญาณหลุดลอยทั้งสองเกี
“ฝ่าบาทมีรับสั่ง เจิ้นเป่ยอ๋องซูจิ่งสิงคิดก่อกบฏ หลักฐานชัดเจน!”“นับแต่นี้ไปปลดออกจากตำแหน่ง เป็นสามัญชน ยึดทรัพย์เนรเทศไปยังหนิงกู่ถ่า ผู้ใดกล้าฝ่าฝืน ฆ่าได้ไม่ละเว้น!”ฮูหยินผู้เฒ่าทุบอกกระทืบเท้า “สกุลซูของข้าซื่อสัตย์ภักดี ไฉนเลยจะก่อกบฏได้?”หัวหน้าหน่วยยึดทรัพย์เจียงเต๋อจื้อสบถเสียงเย็น “ฝ่าบาทมีพระกระแสรับสั่งออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์เอง เจ้ากำลังกล่าวหาว่าฝ่าบาท ทรงวินิจฉัยผิดพลาดงั้นหรือ?”ทุกคนไม่กล้าโวยวายอีก กอดกันร่ำไห้โอดครวญทหารหลวงหลั่งไหลเข้ามา ถีบเปิดประตูเรือน ทุบทำลายข้าวของทั่วทุกสารทิศคล้ายโจรก็มิปาน ไม่ว่าที่ผ่านมาเจ้ามีตำแหน่งสูงส่งเยี่ยงไร หากถูกลงโทษยึดทรัพย์ นั่นก็คือคนต่ำต้อยมองภาพวุ่นวายภายในจวนอ๋อง ฮูหยินผู้เฒ่าคิดห้าม แต่กลับถูกเจียงเต๋อจื้อผลักล้มลงกับพื้น กระดูกของหญิงชราเกือบหักถัดมา เจียงเต๋อจื้อหรี่ตามองทางญาติฝ่ายหญิงของจวนอ๋อง“เพื่อป้องกันมิให้พวกเจ้านำทรัพย์สินส่วนตัวออกไป ญาติฝ่ายหญิงทั้งหมดต้องเปลื้องผ้าตั้งแต่ใต้สะดือลงมาเพื่อตรวจสอบหนึ่งรอบ!”“ไม่ได้!”สีหน้าเหล่าญาติฝ่ายหญิงทั้งโกรธทั้งอายฮูหยินผู้เฒ่าก่นด่าออกมา “เจียงเต๋อจื
“กบฏ ไม่ตายดี!”“สมรู้ร่วมคิดกับทูเจวี๋ย คลอดลูกชายไม่สมประกอบ!”ซูจิ่งสิงนอนกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่บนกระดานเกวียน รับก้อนหิน มูลแพะและผักเน่าที่โยนเข้ามาทุกทิศทาง...ยามรบชนะกลับมา เขาคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ปกป้องแคว้น ราษฎรล้วนโห่ร้องแสดงความยินดีบัดนี้เขาถูกใส่ร้ายข้อหากบฏ ไม่เพียงไม่มีคนขอความเป็นธรรมแทนเขา ทุกคนยังร้องตะโกนใส่ กลายเป็นคนบาปที่ทุกคนตราหน้าหันมองไปที่คนอื่น ๆ ของสกุลซู แต่ละคนเกือบซุกหน้าลงบนบ่าแล้วฮูหยินผู้เฒ่าร้องไห้น้ำตาไหลเป็นทาง “เวรกรรม สกุลซูของข้าตกต่ำถึงขั้นนี้เชียวหรือ...”นายท่านบ้านรองซูหัวหลินอดตำหนิไม่ได้ “ล้วนต้องตำหนิจิ่งสิง อยู่ดีๆ ก็คิดไม่ตก ไปสมรู้ร่วมคิดกับกบฏขายบ้านเมือง ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า ทั้งครอบครัวล้วนต้องเดือนร้อนเพราะเขา ข้าเป็นคนรักศักดิ์ศรีที่สุด ถูกราษฎรกลุ่มนี้สบถด่า หน้าก็ไม่กล้าเงยขึ้นมาแล้ว ภายภาคหน้าจะใช้ชีวิตเยี่ยงไร!”นับตั้งแต่ยึดทรัพย์จนถึงตอนนี้ เริ่มแรกทุกคนยังงุนงง จนถึงตอนนี้แต่ละคนก็เกิดความคิดขึ้นมาแล้ว มีทั้งคนเชื่อว่าซูจิ่งสิงมิได้ก่อกบฏ และมีคนที่ไม่เชื่อ นายท่านรองเป็นคนแรกที่มิอาจอดกลั้นบ้านอื่นสบตากันแวบ
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้นภายในสมอง ทำให้กู้หว่านเยว่ตกใจแทบแย่“เจ้าเป็นใคร?”“สวัสดีเจ้านาย ข้าเป็นผู้ดูแลระบบมิติ รับผิดชอบตอบปัญหาที่ท่านสงสัยโดยเฉพาะ”มิติคือพลังวิเศษที่นางมีตั้งแต่ชาติก่อน ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยได้ยินเรื่องผู้ดูแลระบบอันใด“ก่อนนี้เจ้านายอยู่ในขั้นเริ่มต้น จึงไม่ได้เปิดใช้งานฟังก์ชันของระบบ แต่อิงตามการกักตุนสินค้าเต็มพื้นที่ของท่านในวันนี้ มิติได้เปิดใช้งานผู้ดูแลระบบและอาคารทางการแพทย์ให้ท่านแล้ว”กู้หว่านเยว่หลับตาลง เพียงนึกคิดก็เข้าสู่มิติได้แล้ว ดังคาด ภายในพื้นที่กักตุนสินค้า นอกจากสิ่งของที่นางเก็บมา ก็มีอาคารทางการแพทย์เครื่องมือล้ำสมัยหลังหนึ่งทว่า เหตุใดเป็นอาคารทางการแพทย์เล่า?“ซูจิ่งสิงต้องการอาคารทางการแพทย์ เจ้าก็เปิดการใช้งานอาคารทางการแพทย์ ตกลงเจ้าของร่างคือข้าหรือซูจิ่งสิงกันแน่?”กู้หว่านเยว่ไม่สบอารมณ์อย่างมากในใจ“...” ผู้ดูแลระบบแกล้งตายไปแล้วกู้หว่านเยว่ทำเพียงสำรวจการเปลี่ยนแปลงภายในมิติ นอกจากอาคารทางการแพทย์ นางยังพบหน้าจอคล้ายศูนย์ควบคุมทำนองนั้นเพิ่มขึ้นมาในระบบอย่างหนึ่ง ข้างบนเขียนการเปิดใช้งานอาคารใหม่หลากหลายแบบอ
มีนางเป็นตัวอย่าง ทุกคนล้มเลิกความคิดแล้ว แต่ละคนกัดฟันเดินไปข้างหน้าเดินออกมาอีกราวห้าลี้ กู้หว่านเยว่เห็นนางหยางเหนื่อยจนคล้ายลาแก่ ต้องการขยับขึ้นไปช่วย แต่กลับถูกนางปฏิเสธ “หว่านเยว่ เจ้า เจ้าเหนื่อย ข้าเข็น...”“ใช่แล้วพี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเพิ่งแต่งเข้ามาก็ต้องถูกเนรเทศไปกับพวกเรา จะยังให้ท่านลำบากอีกได้เยี่ยงไร” ซูจื่อชิงรู้ความ เรียกซูจิ่นเอ๋อร์น้องสาวมาช่วยเข็นด้วยกันใครรู้ซูจิ่นเอ๋อร์ตัวเล็กแต่อารมณ์ร้าย ใบหน้าเปี่ยมอารมณ์ไม่พอใจ “ข้าเหนื่อยจะตายแล้ว เข็นไม่ไหว ก็ควรให้กู้หว่านเยว่เข็น ใครให้นางเป็นดาวหายนะทำให้พวกเราต้องถูกเนรเทศกันเล่า”“น้องหญิง เจ้าพูดส่งเดชอันใด เรื่องนี้ตำหนิพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้”ซูจื่อชิงโมโหขึ้นมาบ้างแล้ว เหตุใดน้องหญิงคิดเห็นเฉกเดียวกันกับบ้านเหล่านั้นได้เล่า?สีหน้าซูจิ่นเอ๋อร์กลับเปลี่ยนไปแล้ว รู้สึกเกลียดกู้หว่านเยว่เพิ่มมากขึ้นอีกหนึ่งส่วนอยู่ภายในใจกู้หว่านเยว่คร้านจะตามใจอารมณ์ของคุณหนูใหญ่ “เจ้าเองก็รู้ว่าพี่ใหญ่ของเจ้าเอ็นดูเจ้าที่สุด บัดนี้เขาหมดสติยังไม่ฟื้น ปรากฏว่าแม้แต่เข็นเกวียนของเขาสักเล็กน้อยเจ้าก็ไม่ยินดี ช่างเอ็นดูอย่างเสียเปล่า
ซูจิ่งสิงไม่รู้ว่าตนตื่นตั้งแต่เมื่อไร“ดีเหลือเกิน พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว”ซูจื่อชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอกพี่ใหญ่ตื่นแล้ว ในที่สุดเรื่องพี่สะใภ้ใหญ่ก็มีกำลังหนุนแล้ว“พยุงข้าหน่อย” ซูจิ่งสิงยื่นมือออกมาอย่างอ่อนแรง พอนั่งพิงหัวเตียงได้แล้ว เขาก็มองดูกู้หว่านเยว่ที่ยืนอยู่คนเดียวด้วยสายตารู้สึกผิด“ขอโทษนะ”ไม่เพียงแต่ทำให้นางเดือดร้อน แต่ยังทำให้นางถูกตระกูลซูหยามเหยียดกู้หว่านเยว่สบตาเขา ตกตะลึงไปเล็กน้อยแล้วรีบร้อนพูดว่า “ไม่ต้องขอโทษข้าหรอก เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่าน”ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็ไม่สนใจวาจาของพวกคนขยะแต่นางไม่คิดว่า ซูจิ่งสิงจะปกป้องนางทว่ากลับเป็นคนอื่นๆ ในห้องที่อดกลั้นไว้ไม่ไหว และไม่สนว่าบาดแผลของซูจิ่งสิงเป็นอย่างไร กระโจนเข้ามาถามว่า“จิ่งสิง เจ้าขอโทษนางมันหมายความว่าอย่างไร? เจ้าคิดว่าพวกเราเหล่าผู้เฒ่าทำผิดหรือ?”หากไม่หย่าภรรยา หรืออยากเห็นนางทำลายตระกูลหรือ?!“รีบหย่ากับนางเสีย ขอเพียงเจ้าหย่ากับนาง พวกเรายังคงเป็นครอบครัวเดียวกัน”“...”ครอบครัวเดียวกัน?ฮะๆ... ช่างเป็นครอบครัวเดียวกันที่แสนประเสริฐยามเขายังเป็นเจิ้นเป่ยอ๋อง ไม่เ
“ทุกคนในสกุลโจวล้วนเป็นขุนนางซื่อสัตย์ พวกเขาไม่มีวันยอมจำนน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็จับเป็นเขาเถอะ จำไว้ให้ดีอย่าทำร้ายแม่ทัพน้อยโจว”ขุนนางซื่อสัตย์เช่นนี้ นางไม่อยากเด็ดขาดเกินไปนัก“บ่าวเข้าใจแล้ว”ชิงเหลียนพูดหนึ่งประโยค ตอนนี้กองทัพเจดีย์หนิงกู่ทางฝั่งนี้ล้วนเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว ภายในมือพวกเขาถือธนูและหน้าไม้ผู้อยู่ใต้อาณัติโจวเสี้ยนไม่ใช่คู่ต่อสู้ตั้งแต่แรก ผ่านไปเพียงครู่เดียวก็พ่ายแพ้ราบคาบมู่หรงถิงกวาดตามองรอบด้าน หาโอกาสหนีอยู่ตลอดกู้หว่านเยว่ย่อมไม่เปิดโอกาสให้เขาหนีไปได้ เห็นว่าทั้งสองฝ่ายใกล้ปะทะกันเต็มที นางเหินบินขึ้นไป“ฝ่าบาทระวัง”โจวเสี้ยนตะโกนดังลั่น ลองยับยั้งกู้หว่านเยว่กู้หว่านเยว่ยกเท้าขึ้นเตะโจวเสี้ยนออกไป ขณะเดียวกันองครักษ์จันทราทางด้านหลังก็ไล่ตามมาจับโจวเสี้ยนไว้“บังอาจ!”มู่หรงถิงฝืนรักษาศักดิ์ศรี ตะเบ็งเสียงใส่กู้หว่านเยว่“เราเป็นโอรสสวรรค์ เป็นฮ่องเต้ต้าฉี เจ้าถึงขั้นขวัญกล้าไล่ต้อนเราถึงเพียงนี้”กู้หว่านเยว่หัวเราะดูเบา“บัดนี้ท่านเป็นฮ่องเต้ต้าฉีจริง แต่ฮ่องเต้ท่านคนนี้หมดวาระแล้ว ภายภาคหน้าให้คนอื่นมาเป็นแทนเถอะ”นางลงพื้นอย่างไร้เ
กู้หว่านเยว่หัวเราะ เสียงเสนาะใสดังกังวาน “ชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง”“อะไรนะ?”สีหน้าคนตรงหน้าเปลี่ยนไป“เจ้าคือชายาเจิ้นเป่ยอ๋อง”โจวเสี้ยนลอบตกตะลึงภายในใจมองผ่านท่าทางของกู้หว่านเยว่แล้ว คล้ายรู้ว่าพวกเขาจะหนีมาทางนี้จึงพาคนมาขวางไว้ที่นี่ตั้งแต่แรก“กู้หว่านเยว่”สีหน้ามู่หรงถิงเองก็ไม่สบอารมณ์อย่างมาก“ที่แท้เจ้าก็คือกู้หว่านเยว่!”แม้พูดว่างานแต่งของกู้หว่านเยว่และซูจิ่งสิงเป็นเขาที่ประทานเองกับมือ ทว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยพบกู้หว่านเยว่ตัวจริงมาก่อน นี่เป็นการพบกันครั้งแรกครั้งนี้พบหน้าถึงรู้ว่าเป็นสตรียอดเยี่ยมถึงเพียงนี้เขานึกเสียใจภายหลังแล้ว“ใช่แล้ว ข้าก็คือกู้หว่านเยว่ยังต้องขอบคุณฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ในตอนนั้นหาไม่แล้ว ข้าคงหาสามีหล่อเหลาเก่งกาจถึงเพียงนี้ไม่พบ”กู้หว่านเยว่พูดยั่วโมโหแทงใจดำคนมู่หรงถิงถูกทำให้โมโหไม่ผิดไปดังคาด ถึงขั้นไอออกมาสองครั้ง ชี้นิ้วไปทางนาง“เจ้า เจ้าถึงขั้นขวัญกล้าช่วยซูจิ่งสิงก่อกบฏ เจ้ารู้หรือไม่ ชีวิตของจวนกู้โหวอยู่ในมือของเราหากเจ้ายังหลงผิด เราสามารถฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ ภายในนั้นรวมถึงพ่อของเจ้าด้วย”กู้หว่านเยว่หัวเร
“อืออือ!” แม่ทัพโจวถูกทำให้โมโหจนหมดสติไปแล้วเกาเจี้ยนตะโกนเสียงดัง “แม่ทัพโจวถูกจับแล้ว ทุกคนจงวางดาบกระบี่ในมือลง ผู้ยอมจำนนไม่ถูกฆ่าหากยังมีผู้ขัดขืน ฆ่าได้ไม่ละเว้น!”“ผู้ยอมจำนนไม่ถูกฆ่า ผู้ยอมจำนนไม่ถูกฆ่า!”ทหารที่อยู่ข้างหน้าร้องตะโกนกองทัพหลวงต่างหันหน้ามองกัน พวกเขาไม่ใช่คนโง่ สถานการณ์ในคืนนี้ชัดเจนแล้วหากยังดึงดันต่อไป พวกเขามีแต่ต้องตายสถานเดียวราชสำนัก พ่ายแพ้แล้วยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้ยังทอดทิ้งพวกเขาและหนีไป“ยอมจำนนเถอะ” มีคนตะโกนเสียงแผ่วเบาหนึ่งประโยค ก้าวขึ้นมาวางอาวุธในมือลงก่อนมีคนนำ คนที่เหลือย่อมวางอาวุธลงตามกัน“อย่าฆ่าพวกเราเลย พวกเรายอมจำนนแล้ว”กองทัพหลวงต่างวางอาวุธในมือลงแล้ว กอดศีรษะหมอบลงบนพื้นคนยอมจำนนมีมากกว่าคนต่อต้านพวกคนที่ต่อต้านล้วนถูกกำจัดไปแล้ว“เก็บอาวุธทหารในมือทหารเหล่านี้ ให้พวกเขากอดหัวไว้ หมอบอยู่รวมกัน รอฟังคำสั่ง”เกาเจี้ยนออกคำสั่งหนึ่งประโยค“ขอรับ” กองทัพเจดีย์หนิงกู่รีบสั่งให้คนเข้าไปล้อมไว้แล้ว“ท่านอ๋อง” เกาเจี้ยนและพวกหลิวชวี่ขี่ม้ามาหยุดข้างกายซูจิ่งสิง “ฮ่องเต้ชั่วหนีไปแล้วขอรับ”พูดถึงเรื่องนี้ สายตาท
“เร็ว คบเพลิง!” ลางสังหรณ์ภายในใจของเขาทำให้รู้สึกไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรงแม่ทัพโจวรีบยื่นคบเพลิงให้ “ฝ่าบาท”มู่หรงถิงส่องคบเพลิงลงใต้หุบเขา“พวกเจ้าจงโยนคบเพลิงลงไปข้างล่าง”เขาแทบจะร้องตะโกนออกมา ทหารแถวหน้าที่ถือคบเพลิงได้ยินแล้ว ต่างก็โยนคบเพลิงลงไปในหุบเขายังไม่ได้ยินเสียงของคน แต่เปลวเพลิงถูกจุดขึ้นใต้หุบเขาอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแสงไฟ มู่หรงถิงชะเง้อคอมอง เขาเห็นอย่างชัดเจนแล้ว ใต้หน้าผากำลังเผาไหม้หุ่นไล่กาหุ่นไล่กาแต่ละตัวล้วนถูกมัดไว้บนหลังม้า ไม่ใช่คนจริงๆ พวกเขาถูกหลอกแล้ว!เช่นนั้นคนจริงๆ ไปอยู่ที่ใดแล้ว?แผ่นหลังมู่หรงถิงมีเหงื่อเย็นผุด จู่ๆ ทหารสายตาแหลมคมก็ร้องตะโกนทีหนึ่ง“ที่ตีนเขามีทหารขี่ม้าบุกมาแล้ว!”“สวรรค์ พวกเราถูกล้อมไว้แล้ว!”เสียงกีบเท้าม้าดังสนั่นไปทั่วทุกหนแห่งได้ยินเสียงน่ารำคาญของเจ้าคนตัวโตเกาเจี้ยนดังขึ้น “ยอมจำนนไม่ฆ่า ยอมจำนนไม่ฆ่า!”“ฝ่าบาท” แม่ทัพโจวใจสั่น “พวกเราถูกล้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เห็นได้ชัดว่าพวกเขาติดกับแล้วเดิมทีพวกเขาอยากวางกับดักฝังซูจิ่งสิงที่นี่ แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือซูจิ่งสิงมองแผนการของพวกเขาออกตั้งแต่แรกแล้ว ถึงขั
หลิวชวี่มาหยุดข้างกายซูจิ่งสิง “ท่านอ๋อง พวกเขาคิดหนี”บัดนี้เขานับว่าเชื่อแล้ว การกระทำของคนกลุ่มนี้เหมือนในจดหมายฉบับนั้นทุกกระเบียดนิ้ว เตรียมล่อพวกเขาไปยังหุบเขา“พวกเขาหนีไปทางหุบเขาฝั่งโน้น”“ทำตามแผนเดิมที่วางไว้”ซูจิ่งสิงมองทิศทางที่กองทัพหลวงหนีไป ออกคำสั่งเสียงเย็นชาหนึ่งประโยค“ขอรับ”หลิวชวี่และเกาเจี้ยนรีบนำกำลังพลไล่ตามไป“ฝ่าบาท พวกเขาไล่ตามมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”แม่ทัพโจวพูดอย่างดีใจ คนกลุ่มนี้ติดกับไม่ผิดไปดังคาด ขอเพียงเข้าหุบเขา ก็คือวันตายของพวกเขา“ดี รีบหนีเร็วเข้า”มู่หรงถิงเปล่งเสียงเครียด จับเชือกเอาไว้แน่น นำกองทัพใหญ่เข้าหุบเขาขณะเดียวกันดวงตะวันกำลังลับฟ้า สีท้องฟ้าใกล้มืดเต็มทีสองฟากฝั่งของหุบเขาล้วนเป็นหน้าผาสูงชัน แสงสว่างแย่มากหลังกองทัพใหญ่เข้าไปแล้ว แม้ว่าไม่ถึงขั้นยื่นมือออกมามองไม่เห็นนิ้วทั้งห้า แต่ในขณะเดียวกันก็ยากจะแยกแยะรูปร่างของคนได้“ออกคำสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติให้จุดคบเพลิง อย่าปล่อยให้พวกเขาพลัดหายไป”มู่หรงถิงออกคำสั่งหนึ่งประโยคลูกกำพร้าของอดีตรัชทายาทแล้วอย่างไรเล่า?ปีนั้นแม้แต่ตัวอดีตรัชทายาทเองก็ตายในเงื้อมมือของเขา วันนี
“เจิ้นเป่ยอ๋องเป็นลูกกำพร้าของอดีตรัชทายาท สายเลือดเชื้อพระวงศ์โดยแท้จริงของต้าฉีพวกข้าน้อมรับพระราชโองการของอดีตฮ่องเต้ ขอเชิญเจิ้นเป่ยอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ขอให้ฝ่าบาทสละบัลลังก์ ส่งมอบแคว้นไว้ในมือของเจิ้นเป่ยอ๋อง”เกาเจี้ยนตะโกนเสียงดัง ทรงพลังดุจฟ้าคำรามเพียงสิ้นเสียง เหล่าทหารทางด้านหลังต่างพากันยกทวนยาวขึ้นสูงอย่างเป็นระเบียบ“สละบัลลังก์ สละบัลลังก์!”“มอบแคว้น มอบแคว้น”มู่หรงถิงเห็นเจดีย์หนิงกู่เป็นหนึ่งเดียวกัน เกือบกระอักโลหิตออกมาแม้ว่าเขานั่งบนหลังม้า แต่กลับกำเชือกเอาไว้ในมือแน่น อยากบุกเข้าไปฆ่าซูจิ่งสิงให้ตายขณะเดียวกันยามได้พบซูจิ่งสิงอีกครั้ง กลับไม่เหมือนเมื่อหนึ่งปีก่อนแล้วคนเบื้องหน้าเขาไม่ใช่ขุนนางซื่อสัตย์ใต้ฝ่าเท้าของเขาอีกต่อไปใบหน้าเปี่ยมความหยิ่งทระนง“เราเสียดายเหลือเกินที่ไม่ได้ฆ่าเจ้า”เขากัดฟันพูดทีละคำแววตาเยียบเย็นของซูจิ่งสิงสบมองเขา เป็นไปได้มากว่าคนตรงหน้านี้คือศัตรูฆ่าบิดามารดาของเขา“ข้าต่างหากคือทายาทสายตรงของต้าฉีฉีอ๋องโปรดสละบัลลังก์ด้วย”“เจ้า!”มู่หรงถิงเจ็บแน่นหน้าอกขึ้นมาคนผู้นี้รู้ดีว่าจะใช้มีดแทงใจคนเยี่ยงไร!ฉี
เขากำลังจะไป นางกำนัลส่วนพระองค์ของฮองเฮาก็เข้ามารายงานอย่างเร่งรีบ“ฝ่าบาท ไม่ได้การแล้วฝ่าบาท ฮองเฮาเป็นลมไปแล้วเพคะ”“อะไรนะ?”สีหน้าของมู่หรงถิงเปลี่ยนไปทันใดร่างกายของหนานหลี่ม่านอ่อนแอมาโดยตลอด การสู้รบครั้งนี้เขาไม่อนุญาตให้นางไปด้วยอยู่แล้ว“รีบพาข้าไปดูหน่อย ตามหมอหลวงแล้วหรือยัง?”“หมอหลวงไปแล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร”มู่หรงถิงเดินต่อไปหยุด รีบรุดไปพบฮองเฮาทันทีที่เข้ามาในห้อง ฮองเฮายังคงนอนหลับใหลอยู่บนเตียง หมอหลวงชิงคุกเข่าให้มู่หรงถิงก่อน“ถวายบังคมฝ่าบาท ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”หมอหลวงยิ้มจนหุบไม่ลง ความสงสัยเกิดขึ้นในใจของมู่หรงถิง“ฮองเฮาเป็นอะไรไปแล้วหรือ?”“ยินดีด้วยฝ่าบาท ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เกือบสามเดือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“จริงหรือ?”มู่หรงถิงตกตะลึงอยู่ตรงนั้นสุขภาพของฮองเฮาไม่ดีมาโดยตลอด เขาไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะมีทายาทสืบสกุลได้ข่าวดีนี้มาอย่างกะทันหันเกินไปหลังจากลังเลอยู่สักครู่ ในที่สุดเขาก็ตั้งสติได้ หัวเราะลั่นด้วยความดีใจ“แน่ใจหรือว่าเป็นชีพจรตั้งครรภ์ ไม่ได้วินิจฉัยผิดใช่ไหม?”มู่หรงถิงไม่กล้าเ
การปล่อยข่าวเช่นนี้ มันออกจะกะทันหันเกินไปผู้สอดแนมรีบบอกว่า “จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อฮ่องเต้มาถึงด่านหานกู่ ก็เกิดล้มป่วยอย่างกะทันหัน และได้ตามหมอมามากมาย”เกาเจี้ยนมองไปทางซูจิ่งสิง “ท่านอ๋อง”ซูจิ่งสิงกำลังจมอยู่กับความคิด ขณะที่กู้หว่านเยว่จู่ ๆ ก็เข้ามาจากข้างนอกพร้อมกับชิงเหลียน“น้องหญิง?”สายตาของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย รีบเดินเข้าไปหากู้หว่านเยว่“เหตุใดเจ้าถึงมาในเวลานี้?”“ข้ามีเรื่องจะบอกท่าน”กู้หว่านเยว่มองไปรอบ ๆ แล้วหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอก มอบให้กับมือซูจิ่งสิง“อะไรหรือ?”ใบหน้าของซูจิ่งสิงเผยความงุนงงออกมา“ท่านดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”กู้หว่านเยว่ส่งสายตาบอกเขา หลังจากที่ซูจิ่งสิงอ่านจบแล้ว ความรู้สึกประหลาดใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าจดหมายนี้ถูกส่งมาจากค่ายของศัตรู ในจดหมายบอกว่า มู่หรงถิงป่วยจริง แต่กำลังจะหายดีแล้ว ข่าวที่ส่งมาตอนนี้ล้วนเป็นข่าวปลอม จงใจก่อกวนวิสัยทัศน์ของพวกเขา ดึงดูดให้พวกเขาบุ่มบ่ามกระหายชัยชนะ“จดหมายฉบับนี้ใครเป็นคนส่งมา?”ซูจิ่งสิงสอบถามกู้หว่านเยว่ ฝ่ายหลังส่ายหน้า“มีคนจงใจใช้ธนูยิงเข้ามา ส่วนคนผู้นั้นคือใคร ข้าก็ไม่รู้เช
หลังจากกินยาแรง ๆ ไปหลายขนาน อาการของมู่หรงถิงก็ดีขึ้นเล็กน้อยจริง ๆหลังจากดีขึ้นแล้ว เขาก็อยากจะเปิดศึกกับซูจิ่งสิงอย่างอดใจรอต่อไปไม่ไหว“ข้าต้องการล้างแค้นให้กับการหยามเกียรติคราวก่อน”เขาต้องการโจมตีซูจิ่งสิงให้พ่ายแพ้ยับเยินที่ด่านหานกู่แห่งนี้“รีบระดมพลแม่ทัพทั้งหมดมาที่นี่ ข้าต้องการหารือกับพวกเขาว่าจะโจมตีอย่างไร”มู่หรงถิงสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย พลางลุกขึ้นพูดฮองเฮาเห็นดังนั้น ก็วางถ้วยยาลง ทำความเคารพพลางเอ่ยว่า “เรื่องสำคัญของแว่นแคว้นหม่อมฉันไม่อาจก้าวก่าย หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ”“เจ้าไม่ต้องไป”มู่หรงถิงเรียกนางไว้ “เจ้าคอยฟังอยู่ข้าง ๆ ก็ได้ เดินไปเดินมา จะได้ไมทำให้ตัวเองเหนื่อย”“เพคะ”ฮองเฮานั่งลงข้าง ๆ ด้วยแววตาระยิบระยับขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนที่ติดตามมาด้วย รวมถึงนายทหารชั้นสูงที่เคยปกป้องเมืองในด่านหานกู่ก็รีบเข้ามาในห้อง“ฝ่าบาทไม่ต้องกังวล ด่านหานกู่ป้องกันง่ายแต่โจมตีได้ยาก หม่อมฉันได้วางแผนโดยละเอียดไว้แล้ว”แม่ทัพโจวก้าวออกมาพูดข้างหน้ามู่หรงถิงพยักหน้า “แผนอะไร? พูดให้ข้าฟังหน่อยซิ”“ฝ่าบาท ด้านนอกด่านหานกู่มีหุบเขาแคบ ๆ อยู่เส้นหนึ่ง หากซูจ