“หลี่หลิงเฟิ่ง!”
วูม!
หลี่หลิงเฟิ่งมองดูการโจมตีต่อเนื่องของหลี่เหวินเหยาที่เข้ามาสมทบกะทันหัน นางรู้แต่ไม่มีแรงเหลือให้หลบแล้ว เมื่อครู่หลี่เจี้ยนลงมือดุดัน ไม่ออมแรง ทำให้ร่างกายภายในบอบช้ำสาหัส นางก้าวขาไม่ออกแล้ว
กร้วม!
เสี่ยวจูจูกลืนพลังยุทธ์ตรงหน้าได้ทันเวลา ปล่อยกระแสไฟฟ้าต้านทานแรงลม จากนั้นหมุนกลับคืนสู่ถิ่น
พลังสะท้อนกลับ!
“หมูป่าหางทอง สัตว์อสูรในงานปักปิ่นครั้งก่อนตัวนั้นรึ...อา” หลี่เหวินเหยาเบิกตาโพลง
พายุหมุนสีดำขนาดใหญ่ ภายในปรากฏแสงสว่างวาบหลายเส้นปกคลุมทั่วเรือน พร้อมดูดกลืนทุกอย่าง เผาไหม้ทุกสิ่งกีดขวาง
“สัตว์อสูรขั้นสี่ นี่...เลื่อนขั้นเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ทุกคนหลบเร็ว…”
มันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ไฉนมาอยู่ที่นี่ ไม่ถูกสิ...หลี่หลิงเฟิ่ง เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลี่หลิงเฟิ่งแน่นอน!
ตึงมือเหลือเกิน ในระยะเวลาอันสั้นพวกเขาจนปัญญาสังหารมัน
หลี่จ้งที่ดูอาการของสองแม่ลูกหรี่ตามองหลี่หลิงเฟิ่ง เขาถึงกับเลี้ยงงูพิษไว้ในบ้าน ให้ข้าวให้น้ำมา
ระยะทางจากเมืองหลี่ไปเมืองหลวงใช้เวลาเพียงสี่วัน แต่พวกหลี่หลิงเฟิ่งเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนโดยไม่แวะพักจุดพักม้าและค้างแรมที่ไหน จึงมาถึงเมืองเหลืองในเวลาอันรวดเร็ว“คุณหนู ถึงแล้วเจ้าค่ะ” หน้าประตูหอแพทย์มีคนยืนรอพวกนางอยู่ก่อนแล้ว ตาเฒ่ารูปร่างท้วมยืนยิ้มต้อนรับขบวนของพวกนางอย่างใจจดใจจ่อ บรรดาศิษย์ที่ติดตามผู้อาวุโสห้ามาจากเมืองหลี่เข้ามาต้อนรับพวกนางด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน“แม่นางหลี่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว เหล่าผู้อาวุโสรอท่านอยู่ด้านในขอรับ” ผู้ดูแลหม่าออกมาเชื้อเชิญหลี่หลิงเฟิ่งด้วยตนเอง ทำให้บรรดาคนที่พบเห็นไม่กล้าทำการล่วงเกินพวกนาง แม่นางน้อยผู้นี้ต้องเป็นบุคคลสำคัญของหอแพทย์อย่างแน่นอน“รบกวนท่านแล้ว” หลี่หลิงเฟิ่งยอบกายคำนับ“ข้าน้อยมิกล้ารับขอรับ” ผู้ดูแลหม่าเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง ไหนเลยจะกล้าให้บรรพบุรุษคำนับตนได้ เขาอยากมีชีวิตอยู่อีกเป็นร้อยปีหลายวันมานี้ข่าวเรื่องที่ว่าพวกเขามีอาจารย์หญิงเพิ่มขึ้นมากระจายไปทั่วทุกพื้นที่ หอแพทย์ทุกสาขาล้วนมีภาพเหมือนของนาง ศิษย์สายในทุกคนรับรู้กันหมด แม้กระทั่งศิษย์สายนอกและผู้ที่มีหน้าที่สำคัญในหอแพทย์ก็ไม่เว้น อีกทั้งเจ้าสำนักแ
ความงุนงงบนใบหน้าของเหล่าศิษย์ยังไม่จางหาย ความตะลึงอึ้งงันเข้ามาแทนที่ เมื่อเห็นสิ่งที่หลี่หลิงเฟิ่งถืออยู่ในมือ สีหน้าแต่ละคนผิดรูปจนพวกนางแทบหลุดหัวเราะออกมา“แบ่งกันคนละผล ให้พวกเจ้าเอาไว้ทานเล่น” ผลสัมฤทธิ์สี่ลูกถูกแจกจ่ายอย่างรวดเร็ว หญิงสาวยกน้ำชาขึ้นมาจิบอย่างอารมณ์ดี เสี่ยวมู่ที่อยู่ในมิติมายาน้ำตาตกในไปนานแล้ว“อาจารย์อา ตอนนี้เป็นที่รู้กันไปทั่วว่าท่านไม่ใช่บุตรสาวตระกูลหลี่ หรือแท้จริงแล้วท่านเป็นบุตรสาวที่พลัดพรากของเถ้าแก่ชิงกันแน่ขอรับ” ทำไมแม้แต่ของที่ซื้อเมืองได้หลายเมืองยังใจกว้างมอบให้ได้ไม่น่าใช่กระมัง อาจารย์อาเล็กเหมือนจะเป็นบุตรสาวที่เจ้าสำนักเก็บมาเลี้ยงมากกว่าหลี่หลิงเฟิ่งแทบจะพ่นน้ำชาออกมา เจ้าปลาทองตัวโตนี่ โตมาอย่างไรกันนะ“ผู้อาวุโสแปด ท่านอย่าพูดจาเหลวไหลเลื่อนเปื้อน” หวังซีคิ้วขมวด เหลือบมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างกระวนกระวาย เมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยของนาง ถึงได้ถอนหายใจคำรบหนึ่งเรื่องฉาวของตระกูลหลี่แพร่มาถึงเมืองหลวงแล้ว มิหนำซ้ำยังเป็นที่โจษจันกันถึงทุกวันนี้ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ยังรู้เลย ทั้งหมดเป็นเพราะนางเป็นคู่หมั้นขององค์ชายรองแห่งแว่นแคว้น ทุกเรื่องข
เรือนของหอแพทย์นั้นดีมากทีเดียว ของอำนวยความสะดวกครบครัน นางต้องอยู่ที่นี่อีกสองวันก่อนเปิดภาคเรียน นางยังมีเวลาพักผ่อนและสำรวจเมืองหลวงสักรอบ เมืองศิวิไลซ์แห่งนี้ยังมีร้านค้าที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ พรุ่งนี้นางย่อมไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง“อาจารย์อา สมุนไพรที่ท่านต้องการทั้งหมดมาส่งแล้ว หากไม่เพียงพอสามารถแจ้งผู้ดูแลหม่าได้เลยนะขอรับ ผู้อาวุโสแจ้งว่าท่านอยากใช้เท่าไหร่ก็ได้ทั้งนั้น” ศิษย์คนหนึ่งเข็นสมุนไพรมากมายมาให้นางที่หน้าเรือนก่อนจะจากไป เมื่อเห็นศิษย์คนนั้นจากไปแล้วหลี่หลิงเฟิ่งจึงไล่พวกเสี่ยวเซียงไปพักผ่อน ส่วนนางปิดประตูห้องนอนเข้าสู่มิติมายามาปลูกสมุนไพรไม่ต้องหาสมุนไพรให้ยุ่งยากอีกแล้ว!“เด็กน้อยที่น่ารักทั้งสามของข้า อยู่ว่างทั้งวันคงเบื่อแย่แล้ว ออกมาขยับแขนขาเพิ่มความแข็งแรงกันดีกว่า ช่วยนายท่านผู้นี้ปลูกสมุนไพรกันเร็วเข้า เอ๋…” หลี่หลิงเฟิ่งเข้ามาอย่างอารมณ์ดี เดินเข้าไปอุ้มเสี่ยวมู่มานั่งบนไหล่ ก่อนจะเดินไปหาเสี่ยวไป๋ที่แช่ตัวอยู่ในบ่อน้ำทิพย์ที่บัดนี้ขยับขยายเป็นน้ำตกไปแล้ว แต่หลี่หลิงเฟิ่งมองอยู่นานกลับไม่เห็นเสี่ยวจูจู“จอมตะกละเล่า จมบ่อเงินบ่อทองไปแล้วหรือ เหตุใดยังไม่
“นี่...นี่มันโรงรับจำนำหรือโรงทาน” เสี่ยวเซียงเผลออุทานออกมา ด้านนอกโรงรับจำนำได้รับการทำนุบำรุงมาอย่างดี แม้จะเทียบไม่ได้กับร้านค้าละแวกใกล้เคียง แต่ก็ไม่ถือว่าย่ำแย่มากนัก ทำไมพอก้าวเข้ามาด้านในถึงเต็มไปด้วยเด็กยากไร้เนื้อตัวมอมแมมหลายสิบคนกันเล่าอีกทั้งยังเป็นเวลาแจกจ่ายอาหารให้พวกเขา พวกนางกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง ตอนแรกต่างคิดกันว่ากิจการในเมืองหลวงคงไม่เลวนัก ถึงด้านนอกจะไม่เจอลูกค้าหน้าร้านเลยก็ตาม ทว่า โรงรับจำนำไม่ใช่ร้านอาหาร คนน้อยก็สมเหตุสมผลเวลานี้หลี่หลิงเฟิ่งรู้แล้ว จากสภาพที่เห็นตรงหน้า ลูกค้าไม่กล้าเข้ามากันมากกว่า“โรงรับจำนำแห่งนี้คงมีเงินหมุนเวียนอยู่ตลอด ถึงกับสร้างโรงทาน ทำกุศลเผื่อแผ่คนยากไร้โดยไม่ตระหนี่ เถ้าแก่ร้านเป็นคนใจบุญจริงๆ” อาหลงมองรอบโถงต้อนรับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชันอย่างปิดไม่มิดไม่! นางขี้เหนียวเป็นที่สุดหลี่หลิงเฟิ่งพูดไม่ออกชั่วขณะ สภาพคล่องขนาดนี้ โรงรับจำนำที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้เป็นแค่โรงรับจำนำธรรมดาแน่หรือพิรุธเต็มไปหมด“คุณหนู มันน่ากลัวนะเจ้าคะ” เสี่ยวเซียงเสียงสั่น หลายครั้งนางไม่เข้าใจความคิดของเจ้านายสาว แต่นิสัยของนางเชื่อฟัง
หลี่หลิงเฟิ่งมองคนทั้งสองที่กำลังก้มหน้านิ่ง บรรยากาศตึงเครียดไม่มีท่ามีว่าจะคลายลงแม้แต่น้อย ดูจากรูปการณ์เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเปิดโรงรับจำนำเพื่อใช้บังหน้าทำเรื่องไม่เหมาะสม ส่วนทำอะไรนั้นอีกไม่นานคงได้รู้ ขอนางดูก่อนว่ากิจการนี้ควรดำเนินต่อไปหรือจำต้องปิดตัวลง“ท่านเป็นนายหญิงคนใหม่ของพวกเราจริงหรือ” ในที่สุดไฉเม่าหรือชายชราคนแรกที่ต้อนรับพวกนางเอ่ยถามขึ้นมา บนหน้าเจือความรู้สึกผิดผสมความไม่แน่ใจ ดรุณีน้อยตรงหน้าจะสามารถควบคุมทุกคนในนี้ได้แน่หรือ จากข้อมูลนางเพิ่งพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่กี่เดือนดีหน่อยที่นิสัยนางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน เห็นว่าตอนนี้ฝึกพลังยุทธ์ได้แล้ว ซ้ำยังไม่อ่อนด้อย บุคลิกแลดูน่าเกรงขามอยู่บ้าง ทว่า จิตใจข้างในเป็นอย่างไรคงต้องดูกันอีกนาน“เหมือนนายหญิงคนก่อนหลายส่วน เจ้ายังเชื่อไม่ลง?” เหวินจิ่ง ชายหนุ่มหนึ่งเดียวกล่าว เขารู้ว่าคนที่มาคือหลี่หลิงเฟิ่งตั้งแต่แวบแรกที่เห็น ที่ไม่เข้าไปห้ามเพียงเพราะอยากทดสอบฝีมือของหญิงสาว ไหนเลยจะรู้ว่าข้างกายนางยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์คุ้มครองอยู่เหวินจิ่งกล่าวต่อ &l
“อาหลง เจ้าอยู่ที่นี่คอยบ่มเพาะพวกเขา ภายหน้าคนพวกนี้จะเป็นกองกำลังลับของพวกเรา เพราะฉะนั้นจงทำให้เต็มที่ อย่าทำให้ข้าผิดหวัง” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยเรียกอาหลงอีกหน พร้อมกับหยิบผลสัมฤทธิ์ที่บังคับขู่เข็ญมาจากเสี่ยวมู่มาหนึ่งตะกร้า ดีที่นางให้เสี่ยวมู่นำออกมาเพื่อเอาไว้ขายแต่เนิ่นๆ ตอนนี้จึงพอให้กองกำลังต้นกล้าของนางใช้ทันเวลา“ข้าเป็นองครักษ์ ทิ้งเจ้านายไปไหนมาไหนตามลำพังไม่ได้” อาหลงไม่เห็นด้วย เมืองหลวงอันตราย ไม่มีคนคอยคุ้มครอง เขาไม่วางใจ“ข้าดูแลตัวเองได้ อีกอย่างสำนักศึกษาหลวงห้ามนำคนเข้าไป เจ้าดูแลต้นกล้าเหล่านี้ก็ทำเพื่อข้าเหมือนกัน ต่อไปคนพวกนี้จะเป็นคนใต้อาณัติของเจ้า หากมีวันหนึ่งเจ้าไม่อาจปลีกตัวมาอยู่ข้างกายข้า เจ้ายังสามารถส่งพวกเขาบางส่วนมาแทนได้” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยอย่างใจเย็นอาหลงกำลังแย้ง แต่หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยปรามเสียก่อน “เจ้าอย่าเพิ่งปฏิเสธ ตอนนี้ศัตรูของข้าไม่ได้มีแค่คนของตระกูลหลี่ แต่ยังมีมือมืดที่มองไม่เห็น ข้าต้องการกองกำลังจริงๆ เจ้าช่วยข้าได้หรือไม่”อาหลงทำเสียงฮึดฮัด แต่ก็ยอมเงียบลง หมา
พริบตาเดียวก็เป็นวันใหม่ หลี่หลิงเฟิ่งมองคนนับพันยืนต่อแถวรอทดสอบพลังอยู่หน้าประตูสำนักศึกษาหลวง ยาวสุดลูกหูลูกตา อย่างว่าล่ะใครใช้ให้เหล่าอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทุกแขนงในอาณาจักรกระจุกอยู่ที่แคว้นหลิวอวิ๋นกันหมด สำนักศึกษาหลวงแคว้นที่เหลือต่างต้องยอมปิดตัวลง หันมาระดมทุนกับแคว้นหลิวอวิ๋นแทนได้ชื่อว่าสำนักศึกษาอันดับหนึ่ง แต่การจัดการห่วยไปนะหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ เปิดรับศิษย์วันเดียว ไม่มีสอบคัดเลือกก่อน ไม่มีจดหมายแนะนำ ใครอยากทดสอบก็ได้หมด คนมันถึงล้นอย่างนี้ไง รอทั้งวันจะถึงคิวไหมก่อน แน่นอนว่าคนใจเย็นอย่างนางแค่นี้รอได้...เสียที่ไหนล่ะ นางเดินถือราชโองการของฮ่องเต้ยื่นให้ผู้ทดสอบโดยไม่เอ่ยสักคำทางตรงไม่สู้ทางลัด“มัวยืนเซ่ออะไรอยู่ตรงนี้ ไม่เห็นหรือว่าคนต่อแถวยาวเหยียด อยากทดสอบก็ไปต่อแถว” เจ้าหน้าที่โบกมือไล่ “ไม่รู้จักกฎระเบียบ”“ท่านจะไม่ดูหน่อยหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งโบกราชโองการสีเหลืองทองตรงหน้าไปมา วาจาเรียบเรื่อย“ไม่อยากเข้าเรียนก็ถอยออกไป อย่ามาเกะกะ” เจ้าหน้า
“น้อยคนนักที่กล้าทดสอบพลังกับแท่นวิญญาณ เจ้าเป็นคนแรกในรอบสิบปีที่ผ่านการทดสอบ หนำซ้ำยังมีคุณสมบัติเต็มสิบส่วน” เจ้าหน้าที่มองแท่นวิญญาณที่ถูกทำลายจนต้องกลืนน้ำลายหลายครั้ง หากลำดับในแท่นวิญญาณมีมากกว่านี้ เกรงว่าพลังยุทธ์ของหลี่หลิงเฟิ่งคงไต่ขึ้นได้อีก ทำเอาเขาอดเสียดายขึ้นมาไม่ได้สายตาที่มองหลี่หลิงเฟิ่งอ่อนโยนขึ้นหลายเท่าเหล่าอาจารย์ได้ยินเสียงถล่มจึงเร่งรุดมาออกันหน้าประตู ทันเห็นหลี่หลิงเฟิ่งเปิดเผยพลังยุทธ์บางส่วน นอกจากคนของหอโอสถที่รู้ตื้นลึกหนาบางของหลี่หลิงเฟิ่งอยู่บ้าง คนอื่นล้วนงุนงงอย่างไรก็ตาม คนเก่งไม่สนภูมิหลัง ในเมื่อเด็กสาวตรงหน้าพวกเขามีคุณสมบัติยอดเยี่ยมย่อมต้องแย่งตัวมาเป็นของพวกตนให้ได้“เอ่อ หลิงเฟิ่งครั้งก่อนเจ้าเป็นแขกของเจ้าสำนักเรา หอโอสถไม่อาจนิ่งดูดายได้ ไม่ว่าเจ้าจะเลือกเข้าฝากตัวกับหอใด ชื่อของเจ้าก็ยังจะแขวนอยู่ในหอโอสถ พวกเราอ้าแขนต้อนรับเจ้าทุกเมื่อ” หู่กวงหรือผู้อาวุโสแปดเอ่ยขึ้นคนแรก ทั้งตื่นเต้นทั้งขลาดกลัว พูดออกมาไม่เป็นประโยค เขาไม่มีความกล้ารับอาจารย์อาเข้ามาเป็นศิษย์ ทุกการ
ไม่นานหลังจากที่สวีคุนพูดจบ ร่างสูงของอู๋เหยียนก็ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด สายตาของเขากวาดมองหลี่หลิงเฟิ่งทันที"คุณหนูห้า นายท่านแย่แล้วขอรับ" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนหลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วเล็กน้อย "เกิดอะไรขึ้น""อาการของคุณชายใหญ่ทรุดหนักลงกะทันหัน โปรดตามข้ากลับไปที่หอฝึกยุทธ์ดูสักหน่อยเถิดขอรับ"หัวใจของหลี่หลิงเฟิ่งเต้นกระตุก นางไม่ได้ถามต่อให้เสียเวลา รีบหันไปบอกลาทุกคนก่อนจะก้าวตามอู๋เหยียนไปโดยไม่ลังเลที่ห้องพักของหลี่เฟยหยาง กลิ่นจางๆ ของผลไม้คืนชีวิตอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับเพิ่งมีผู้ใช้มันเมื่อไม่นานมานี้ ดวงตาคมของหลี่หลิงเฟิ่งหรี่ลง นางรู้สึกถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดหลี่เฟยหยางนอนอยู่บนเตียงสีขาว ใบหน้าซีดเซียวของเขามีหยาดเหงื่อเกาะพราว ดวงตาหลับพริ้มราวกับกำลังฝืนต่อสู้กับความเจ็บปวด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาวหลี่หลิงเฟิ่งขยับเข้าไปใกล้ ราวกับทุกอย่างวนกลับไปยังวันเวลาเหล่านั้นอีกหน เขาต้องการเลือดข้านางขบเม้มริมฝีปาก กำมือแน่นก่อนจะใช้ปลายเล็
ทุกสายตาจับจ้องมายังหลี่หลิงเฟิ่งที่บัดนี้รายล้อมไปด้วยเหล่าคนของสำนักแพทย์โอสถ บางคนถึงกับหันไปมองกันอย่างสับสน"ศิษย์น้องของเจ้าสำนักหรือ หูของข้าเพี้ยนไปแล้วหรือไม่" สีหน้าของทุกคนเบิกโพลง"ใช่แล้ว หลี่หลิงเฟิ่งคืออาจารย์อาที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเจ้าสำนักของเรา หากข้ารู้ว่าใครยังว่าร้ายนางอีกล่ะก็ อย่าหาว่าหอแพทย์โอสถของพวกเราไม่เตือน"ผู้อาวุโสแปดกล่าวเสียงกร้าว เขารอเวลานี้มานานแล้ว ใครใช้ให้คนเมืองหลวงมีตาหามีแววไม่ ใส่ร้ายบรรพบุรุษน้อยของพวกข้าไม่เว้นแต่ละวันคำพูดนั้นทำให้สีหน้าของทุกคนซีดเผือด ความนับถือที่แฝงด้วยความสั่นสะท้านค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน ผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยปรามาสหลี่หลิงเฟิ่งต่างเบื้อใบ้ ไม่มีใครกล้าพูดสิ่งใดออกมาอีกแม้แต่สวีคุนเองก็อดยิ้มบางออกมาไม่ได้ "ศิษย์น้อง ข้าว่าเจ้าทำให้คนทั้งสนามตะลึงจนลืมหายใจได้เลยทีเดียว"รอบตัวหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบปรามาส บัดนี้กลับกลายเป็นความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความเกรงกลัว แม้กระทั่งเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เคยคิดว่านางเป็นเพียงขยะไร้ค่า
พลังยุทธ์สีแดงขาวปรากฏรอบตัวหลี่หลิงเฟิ่ง พลังมหาศาลที่แฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นแต่แผดเผาไปพร้อมกันแผ่ซ่านออกมา ร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่เคยแยกออกเป็นสิบร่าง ตอนนี้กลับแยกออกมาได้ถึงห้าสิบร่าง จนแม้แต่ชายชุดดำยังต้องเบิกตากว้าง“เป็นไปไม่ได้…วิชาลับตระกูลชิง เจ้ามีมันได้อย่างไร เจ้าเป็นคนของตระกูลชิงรึ” เขาสั่นศีรษะ คัมภีร์ทั้งหลายล้วนสูญสลายไปพร้อมกับคนของตระกูลชิงสายหลักไปหมดแล้ว แต่นางเรียนรู้มาจากใคร ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะเวลาอันสั้นสตรีนางนี้เลื่อนขั้นไปกี่ครั้งกันแน่ หากปล่อยไปจะต้องเป็นอันตรายต่อพวกเขาอย่างแน่นอนหลี่หลิงเฟิ่งไม่ตอบ นางเพียงจ้องมองเขาด้วยแววตาแน่วแน่ ก่อนที่ร่างทั้งห้าสิบจะพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกันราวกับคลื่นพายุที่ไม่มีวันหยุดยั้งเสียงปะทะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงและพลังยุทธ์สีดำสาดกระจายกลางอากาศ ชายชุดดำสะบัดมือส่งพลังทำลายล้างออกไป แต่ร่างเงาของหลี่หลิงเฟิ่งกลับเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งกว่าปลาได้น้ำ หลบหลีกทุกการโจมตีของเขาได้อย่างแม่นยำ“นังตัวดี!” ชายชุดดำกัดฟันแน่น พลังปราชญ์ของเขาถูกกดดันจนเริ่มสั่นคลอนแต่ในขณะที่เปลวเพลิงนั้นโหมกระหน่ำ หลี่เฟยหยางที่ยืนอยู
"พวกเจ้าคิดว่าการทำลายวังหลวงแคว้นตงเยว่แล้วจะปัดก้นหนีไปอย่างสง่าผ่าเผยได้รึ" ชายชุดดำที่ยืนหยัดอยู่กลางอากาศมองลงมาด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าคมคายไร้อารมณ์ แต่กลิ่นอายที่แผ่ซ่านกลับเต็มไปด้วยเจตนาสังหารจวินชางหลางแม้ใจจะกลัว แต่ฝีปากนั้นกล้าเกินจะกล่าว "อ้อ ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็สุนัขรับใช้แคว้นตงเยว่นี่เอง ทำไม ต้องการทวงความเป็นธรรมให้พวกมันสินะ เข้ามาเลยสิ กลัวที่ไหนกัน”ดวงตาคมกริบของชายชุดดำจับจ้องมาไปยังเขา "จักรพรรดิแคว้นตงเยว่เป็นศิษย์ของข้า พวกเจ้าสังหารเขายังเท่ากับท้าทายข้า ซ้ำยังทำลายวังหลวง ฆ่าล้างทุกคน ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ ได้อย่างไร วันนี้ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด เลือดของพวกเจ้าต้องชำระล้างแผ่นดินตงเยว่ สังเวยวิญญาณให้กับศิษย์ของข้า"คำพูดนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้แต่โม่จื่อหลิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็อดขรึมลงไม่ได้ "เจ้าเป็นคนจากดินแดนไร้ขอบจริงด้วยสินะ"ชายชุดดำแค่นหัวเราะ มองโม่จื่อหลิงแวบหนึ่งพลางรู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง ทว่าเวลานี้เขาไหนเลยจะสนใจ "รู้จักข้าก็ดีแล้ว จะได้รู้ว่าพวกเจ้ากำลังจะพบจุดจบแบบใดในไม่ช้า"โม่จื่อหลิงยกกระบี่ขึ้น สายตาคมวาว "จุดจบของเจ้าหรือ
ณ เมืองหลวงของแคว้นหลิวอวิ๋นเสียงการต่อสู้ยังคงดังกึกก้อง เปลวเพลิงโหมลุกไหม้ตามแนวกำแพง เสียงคำรามของผู้บุกรุกประสานกับเสียงอาวุธที่กระทบกันอย่างดุเดือดสวีคุนเจ้าสำนักหอแพทย์โอสถ กำลังรักษาผู้บาดเจ็บพลางออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "อย่าปล่อยให้พวกมันทะลวงเข้ามาได้ ต้านไว้สุดกำลัง"ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทหารรวมกำลังกันอย่างสุดความสามารถ แต่จำนวนศัตรูที่มีกองกำลังมือสังหารชั้นสูงกลับยังคงท่วมท้นทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นกลางสมรภูมิ เสียงลมกรรโชกดังขึ้นพร้อมกับร่างของหลี่หลิงเฟิ่ง โม่จื่อหลิง และจวินชางหลางที่ปรากฏตัวออกมา"พวกเรากลับมาแล้ว!" จวินชางหลางร้องลั่น พลางสะบัดดาบเล่มใหม่ในมืออย่างฮึกเหิม "ใครอยากโดนฟันก่อน มาเลย!""ทุกคนปลอดภัยดีหรือไม่" หลี่หลิงเฟิ่งตะโกนถามพลางฟาดแส้เพลิงออกไป เผาผู้บุกรุกที่พุ่งเข้ามาสวีคุนยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ "พวกเจ้ามาทันเวลาพอดี ฝั่งนั้นมีมากเกินไป พวกเรากำลังต้องการกองกำลังเสริมอย่างยิ่งยวด""ท่านวางใจ ข้าจะทำให้ศัตรูจำชื่อพวกเราไปตลอด" จวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง เลือดร้อนไม่ลดละจากการต่อสู้ที่ต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน"งั้นข้าจะช
"อะไรเนี่ย ทำไมรากไม้พวกนี้มันมีชีวิตล่ะ แม่จ๋า ช่วยลูกด้วย" จวินชางหลางตะโกนพลางถอยหลบ ขณะที่รากไม้สีดำเลื้อยมาทางเขาดาบกลืนวิญญาณในมิติมายาของหลี่หลิงเฟิ่งยังคงสั่นสะท้าน ราวกับพยายามเตือนบางสิ่ง นางหอบหายใจ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังใจกลางห้องโถงที่บัดนี้เต็มไปด้วยพลังมืด แท่นบูชาที่พังครึ่งหนึ่งพลันแตกออก เผยให้เห็นโลงศพสีดำสนิทที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยรากไม้หนาทึบ นางเดินเข้าไปใกล้โลงศพที่ยังคงปล่อยไอสังหารออกมา"ระวังนะ!" จวินชางหลางร้องเตือน แต่หลี่หลิงเฟิ่งยื่นมือออกไปแตะรากไม้ที่พันรอบโลงศพ ถึงกับเป็นโลกศพฮ่องเต้รุ่นที่หนึ่งทันใดนั้น เส้นแสงสีดำพุ่งออกมาจากรากไม้ เสียงคำรามต่ำสะท้อนก้อง รากไม้ราวกับมีชีวิตฉุดกระชากไปทั่วโลงศพเปิดออกอย่างช้าๆ กลิ่นเน่าเหม็นโชยกระจายไปทั่วห้องโถง ร่างของฮ่องเต้ตงเยว่ที่เคยหลับใหลปรากฏให้เห็น ผิวหนังซีดเผือด ดวงตาที่ควรปิดสนิทพลันเปิดออก เผยให้เห็นแสงสีดำวาววับ"มันตื่นขึ้นแล้ว!" โม่จื่อหลิงกล่าวเสียงหนัก ขณะกระชับกระบี่ในมือแต่ก่อนที่ใครจะทันได้ขยับ รากไม้สีดำพุ่งขึ้นฟ้า ก่อนจะแตกกระจาย เสียงกระดูกดังลั่น ไม่ใช่แค่จักรพรรดิตงเยว่ แต่ศพของทหารและข
จวินชางหลางกระเด็นกลิ้งหลายตลบก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมา มองรอบด้านอย่างไม่สบอารมณ์ สถานที่เบื้องหน้านั้นเต็มไปด้วยซากหินและพื้นผนังที่ปกคลุมไปด้วยตะไคร่น้ำ“ที่นี่มัน...ใต้ดินหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งกวาดตามองอย่างระแวดระวัง“ข้าหวังว่ามันจะไม่ใช่กับดักอะไรอีกนะ” จวินชางหลางโอดครวญ “ฟ้าไม่มีตา ไม่เข้าข้างข้าบ้างเลย”ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปในโพรงใต้ดิน เส้นทางทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสี่ยวจูจูที่เกาะอยู่บนบ่าหลี่หลิงเฟิ่งส่งเสียงครางเบาๆ อย่างไม่สบายใจ“มันรู้สึกอะไรบางอย่าง” หลี่หลิงเฟิ่งเอ่ยเบาๆ นางยกมือขึ้นลูบหัวเสี่ยวจูจูเพื่อปลอบ “ระวังตัวไว้”ภายในมิติมายาของนางกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิด ดาบกลืนวิญญาณ ที่ปักนิ่งอยู่กลางทุ่งมายาพลันสั่นสะท้าน เสียงหวีดแหลมต่ำ เส้นแสงสีดำปะทุจากคมดาบราวกับมีสิ่งเร้นลับพยายามฉุดกระชากมันให้หลุดจากพันธนาการ“ไม่... ไม่ดีแล้ว!” เสี่ยวมู่ร้อง ดวงตาสีครามของมันเบิกกว้างหลี่หลิงเฟิ่งเม้มปาก มองสภาพแปรปรวนในมิติของนาง ที่พื้นดินซึ่งเคยนิ่งสงบกลับแตกออก เผยให้เห็นแสงสีเทาหม่นที่หมุนวนราวกับวงกตแห่งวิญญาณในจุดนั้นมีวัตถุสีมืดสนิทลอยเด่นอยู่กลางอากาศ มั
บุกแคว้นตงเยว่เปลวไฟลุกโชนสูงตระหง่าน วังหลวงของแคว้นตงเยว่ที่เคยโอ่อ่ากลายเป็นสนามรบ เปลวเพลิงจากของหลี่หลิงเฟิ่งเผาผนังไม้สักทองคำจนแตกเปรี๊ยะ เสียงกรีดร้องของทหารแคว้นตงเยว่ดังระงมจวินชางหลางหัวเราะเสียงดัง ขณะฟาดฟันศัตรูที่ขวางหน้า "นี่แหละที่ข้ารอคอยมานาน วังนี้ข้าเห็นแล้วยังอยากเผาเล่น"ทหารของแคว้นตงเยว่ล้มตายลงทีละคน ซากศพกองเรียงรายจนแทบไม่มีทางเดิน หลี่หลิงเฟิ่งมองซากปรักหักพังอย่างเยือกเย็น "วังโอ่อ่าขนาดนี้ วันนี้ก็ถึงคราวต้องมอดไหม้ไปพร้อมกับบาปของมันแล้ว""เจ้าคิดจะทำลายทุกอย่างจริงๆ หรือ ง่ายไปหน่อยกระมัง" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน ร่างสูงสง่างามในชุดมังกรสีทองปรากฏตัวท่ามกลางเงาเปลวเพลิง ฮ่องเต้แห่งแคว้นตงเยว่ ดวงหน้าคมคายที่เปี่ยมด้วยอำนาจแฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม"ข้ารู้จักสมญานามของพวกเจ้ามาบ้าง หญิงชั่วร้ายกับชายคู่หมั้นหน้าโง่ แต่กลับถูกยกย่องให้เป็นความภาคภูมิของแคว้นหลิวอวิ๋น"หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วแปลกใจ ไม่คิดว่าพวกนางจะมีฉายาเช่นนี้ด้วย โด่งดังไม่เบาเลยหนา ฮ่องเต้ตงเยว่หัวเราะ "เจ้าคิดว่าการเผาวังหลวงของข้าจะทำให้แคว้นหลิวอวิ๋นพ้นภัยหรือ ช่างเป็นความคิดตื
กองกำลังขันทีผู้ซื่อสัตย์ของฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้ปกป้องวังหลวงมาตั้งแต่เยาว์วัย ยืนหยัดต้านทานคนชุดดำอย่างสุดชีวิต ถึงแม้พลังยุทธ์ของพวกเขาจะด้อยกว่าศัตรูมากนัก แต่ด้วยความภักดีที่ฝังแน่นในหัวใจ พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ราชวงศ์หลิวอวิ๋นล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา"ถ้าจะตาย ก็ให้ตายเพื่อฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนลั่น เสียงของเขาแฝงด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมพ่ายแพ้เสียงดาบกระทบกันดังสนั่น ขันทีผู้หนึ่งฟาดดาบเข้าใส่คนชุดดำ แต่กลับถูกพลังยุทธ์มหาศาลกระแทกจนล้มลง เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นหิน"อย่าปล่อยให้พวกมันเข้าใกล้ฝ่าบาท!" หัวหน้าขันทีตะโกนอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวไปขวางคนชุดดำที่พยายามบุกเข้ามาฮ่องเต้ที่ยังทรงยืนอยู่ด้วยพระวรกายที่บาดเจ็บสาหัส ดวงเนตรของพระองค์เคร่งขรึมแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยว แม้พระโลหิตจะไหลซึมจากบาดแผลที่พระอุระ แต่พระองค์ไม่คิดจะล่าถอยหยวนกุ้ยเฟยยืนมองภาพนั้นด้วยความสะใจ ใบหน้าของนางฉายแววบ้าคลั่ง "ฝ่าบาทยังดื้อรั้นเช่นเคย... แต่ครั้งนี้ข้าจะทำให้ท่านสิ้นสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับบัลลังก์ที่ท่านหวงแหนนัก!"ดวงตาของนางเรืองแสงด้วยพลังพิษสีดำที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้ว นางสะ