กลางโถงห้องหนังสือ
สุรเสียงเรียบเรื่อยเปรยขึ้นว่า “ปีนี้อากาศหนาวเย็นยิ่งนัก เปิ่นกงมิใคร่ชมชอบน้ำแข็งค้างในป่าใหญ่ เกรงจะป่วยไข้คล้ายอุปสรรคต่อประเพณี มิสู้ให้ฝ่าบาททรงพระราชทานอนุญาตให้สนมคนโปรดติดตาม”
ประโยคบอกปัดการร่วมขบวนล่าสัตว์แห่งราชอาณาจักรครานี้ ขันทีผู้นำพระราชสาสน์ทำได้เพียงก้มหน้านอบน้อมรับคำ
เจียงฮองเฮาตรัสอีกเล็กน้อยว่า “กำหนดการทั้งหลาย เปิ่นกงรับรู้แล้ว ฝากกราบทูลฝ่าบาท อย่าทรงงานหนักมากนัก ถนอมพระวรกายด้วย”
อันที่จริง เจียงเฟิ่งมักจะร่วมประเพณีกับหมิงเฮ่าไถโซ่วทุกครั้งไม่เคยขาด เพราะพระสวามีต้องการเช่นนั้น ทว่าครั้งนี้ยังมีเรื่องให้ทำ จึงจำต้องรั้งอยู่ที่วัง เผื่อว่าหมิงจินมีแผนการหนุนหลังอันใดเพื่อหมิงเฉิง พระนางจักได้คอยช่วยเหลืออีกแรง
หลังจากขันทียอบกายทูลลา สวี่กูกูก็เดินนำหน้าไปส่งอีกฝ่ายที่หน้าห้องหนังสือตามมารยาท จากนั้นยืนคุยกันตามประสาเล็กน้อย ยื่นถุงเงินให้เพื่อแสดงสินน้ำใจ เหลือเจียงฮองเฮาประทับนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางโถง สายพระเนตรพลันเหลือบมองไปที่มุมห้อง เห็นผ้าม่านทิ้งตัวปิดลงมา ได้ยินเสียงดังกุกกักอยู่ด้านใน คล้ายคนทะเลาะกัน
มารดาแห่งแผ่นดินลุกขึ้นทันใด นึกสงสัยขึ้นมา คิดว่าบุตรชายคงรังแกคนงามแน่แล้ว จึงร้องเรียกอย่างตระหนก
“เฉิงเอ๋อร์!”
ร่างระหงในอาภรณ์หรูหรารีบเยื้องกรายมา ไม่ช้า...เรียวพระหัตถ์ก็ดึงผ้าม่านเปิดออกอย่างเร็ว ชั่วขณะนั้นสายพระเนตรคมกริบจึงได้เห็นรัชทายาทฝนหมึก ส่วนพระชายาวาดภาพ
คนงามยืนลนลานวาดลายเส้นลงกระดาษด้วยมือสั่นเทา เส้นผมบางส่วนหลุดลุ่ยลงมาเคลียช่วงไหล่ ดวงหน้างามแดงก่ำ ดวงตาฉ่ำน้ำ เพราะผ่านการร่ำไห้อย่างหนักหน่วง
เจียงฮองเฮาพลันเห็นแจ้ง คนงามถูกเจ้าบุตรชายผู้ดุร้ายรังแก บังคับกันให้ทำงานยาก นางถึงกับร่ำไห้เช่นนั้น
“เฉิงเอ๋อร์!” สุรเสียงเข้มมาก “เจ้าไยไม่ให้น้องฝนหมึก เป็นบุรุษควรจับพู่กัน มิใช่เอาเปรียบกันเช่นนี้!”
“...!?”
หมิงเฉิงผู้ยืนผิดตำแหน่งยังแท่นฝนหมึกถึงกับพูดไม่ออก
ด้วยความเร่งรีบเพราะเสียงของเสด็จแม่ ทำตัวเขาที่กำลังจุมพิตแนบแน่นพลันเสียจังหวะ ในขณะที่อีกฝ่ายกลับได้จังหวะผลักไส แล้วหมุนตัวกลับมายืนที่โต๊ะวาดภาพอย่างรวดเร็วราวไฟลน จนไม่ทันสังเกตว่าคนใดควรวาดภาพ คนใดควรฝนหมึก
ชายหนุ่มจึงก้มหน้ามองเพียงแท่นหมึกในมือ ไม่พูดไม่จา ไม่เผยอารมณ์อันใดออกมา
โม๋เอ๋อร์ส่งค้อนไปทางชายข้างกาย นึกขัดเคืองเหลือเกิน ที่ถูกอีกฝ่ายช่วงชิงลมหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่นางทำอันใดมิได้ นอกจากหลั่งน้ำตา
ถึงแม้จะกักเก็บพลังเทพปีศาจเอาไว้ได้มิดชิด ทว่ากลับสะกดกลั้นปราณเย็นอย่างยากลำบาก
ดวงตาก็พยายามมิให้เปลี่ยนสีจนสุดกำลัง สุดท้ายก็อย่างที่เห็น นางร้องไห้จนหน้าบวมเป่ง เพราะโทสะขึ้นตา
ส่วนหมิงเฉิงนั้น ทำได้เพียงข่มกลั้นความปวดแปลบที่เอวสอบอย่างสุดกำลัง เพราะถูกคนงามทั้งหยิกทั้งข่วนจนได้เลือดซึม แต่ทว่าในใจกลับคิดว่าคุ้มค่าแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาจึงปราศจากความหงุดหงิด แต่กระนั้นกลับราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ ยังผลให้เจียงฮองเฮาถึงกับกริ้วหนัก ที่โอรสแห่งตนไม่สะทกสะท้านต่อการตำหนิ คำสั่งเฉียบขาดจึงตรัสออกมา “ในเมื่อรัชทายาทไร้ซึ่งคุณธรรมต่อพระชายา เปิ่นกงจักรับนางมาดูแลเอง”
สรรพนามที่ใช้กับบุตรชายเว้นระยะห่างเหิน อันแสดงถึงโทสะมากล้น จบคำก็จับมือโม๋เอ๋อร์แล้วดึงมายืนที่ด้านหลังอย่างต้องการปกป้อง แล้วออกคำสั่งใส่หน้าหมิงเฉิงอีกครั้งว่า
“กลับไปสำนึกผิดที่ตำหนักบูรพาหนึ่งเดือน ส่วนชายาของเจ้าให้อยู่กับเปิ่นกงที่นี่หนึ่งเดือน ไม่ต้องเจอหน้าจนกว่าจะสำนึกผิด”
สิ้นเสียงนั้น น้ำหมึกพลันกระเด็นจนเปรอะเปื้อน หมิงเฉิงถึงกับนิ่งงัน ส่วนโม๋เอ๋อร์ก็ตกใจเช่นกัน ทั้งสองลอบมองหน้ากันอย่างแตกตื่นในแววตา
หลังจากใครบางคนเจออาหารหลากหลาย สีสันสวยงามบนโต๊ะในห้องอาหาร แล้วกินอย่างแช่มชื่นรื่นรมย์จนลืมตัวเขาที่เป็นสามีหมิงเฉิงก็ได้แต่พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดขึ้นมาอีกครา หากแต่กลับทำอันใดมิได้ นอกจากปล่อยเลยตามเลย ยอมให้ชายาอยู่กับเสด็จแม่ไปก่อนชายหนุ่มสะบัดชายผ้าสีดำเนื้อดีเสียงดังพึ่บ เกิดกระแสลมเย็นจัดสายหนึ่ง ที่แสดงถึงอารมณ์ร้อนรุ่มเดือดดาล แล้วเดินจากมาอย่างไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ไม่นาน...ก็กลับมาถึงตำหนักบูรพา แล้วเรียกหาองครักษ์คนสนิททันทีหลังจากหมิงจินเดินเข้ามายังห้องชั้นสองด้านในซึ่งปราศจากผู้ใดและห่างไกลพื้นดิน หมิงเฉิงที่ยืนรออยู่แล้วตรงริมหน้าต่างบานเดิม เพียงปรายหางตาคู่คมมองนิ่ง แล้วเอ่ยเนิบช้า“ข้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับชายาโหวทั้งหมดตั้งแต่นางเกิดและเติบโตมา”ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีผ่อนปรน และใจร้อนยิ่งยามหมิงเฉิงต้องการสิ่งใด หากมิใช่เข่นฆ่าล่าสังหารศัตรูหรือล้างผลาญเมืองใด ก็มักจะเอ่ยปากตามตรงกับหมิงจินเช่นนี้การสืบข่าวและวิเคราะห์เจาะลึกอย่างฉลาดปราดเปรื่องย่อมเป็นหมิงจินเท่านั้นที่เขาไว้ใจ โดยเฉพาะเรื่องนี้เรื่องที่ลึกลับซับซ้อนซ่อนเล่ห์แสนกลอันอาจจะถึงขั้นทำให้ใครบ
คำโปรยแหงนหน้ามองจันทรา พินิจฟ้าดาราเร้นเดือนเพ็ญจันทร์งามเด่น ทว่าบีบเคล้นรัดรึงใจคืนนั้นก็เช่นนี้ จันทร์ดวงนี้สว่างไสวครั้นตื่นมาแล้วหลับไปเห็นเพียงเจ้าดั่งเงาใจ เร้นจันทรา...*********ครั้งที่แต่งงานกัน ท่านก็ไม่ยอมร่วมหอยั่วยวนเท่าใด ก็ไม่เคยได้ผลเผยโฉมต่อหน้า ท่านก็ไม่เคยยลข้าอดทนเนิ่นนาน ให้ท่านเหลียวแลแล้วเหตุใดจู่ๆท่านจึงกลายเป็นปีศาจราคะ จับข้ากดไม่ยอมปล่อยเล่า!******บทนำดินแดนสามภพทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นภพสวรรค์ ภพมนุษย์ ภพปรโลก มีตำนานเล่าขานมากมาย ทั้งเรื่องปีศาจและเทพเซียน ล้วนเล่าขานได้น่าอัศจรรย์ใจทว่ากลับไม่มีใครพบเห็นเทพและปีศาจจริงๆ จึงมิรู้ได้ว่าตำนานเหล่านั้นจริงเท็จเท่าใด สวรรค์นรกมีจริงไหมใดๆ ล้วนเหนือความคาดหมาย ในความไม่รู้นั้นกลับมีสรรพสิ่งเหนือสามัญมากมายนับไม่ถ้วนหนึ่งในนั้นมีเรื่องหนึ่งที่เป็นความรักลึกซึ้งตราตรึงใจ ของผู้ที่ถูกเรียกว่า เทพปีศาจ (โม๋กุ่ยเสิน)[1][1]魔鬼神 Móguǐ shén เทพปีศาจ*********อารัมภบทนางมีนามว่าโม๋เอ๋อร์ แซ่เฉิน เกิดและเติบโตในป่าใหญ่อันลึกลับได้สิบสองปี กระทั่งมีระดู เข้าสู่วัยสมสู่สืบพันธุ์ นางจึงตัดสินใจออกจาก
นานมาแล้วมีชายหญิงคู่หนึ่งที่เกิดรักกันเหนือสามัญผิดธรรมชาติฝ่ายหญิงเป็นเทพเป็นเซียน หรือเป็นมารเป็นปีศาจก็ไม่อาจทราบ และบางทีอาจจะเป็นมากกว่านั้น หากแต่ฝ่ายชายกลับเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่มีดีหน้าตางดงามนับเป็นเอกบุรุษทั้งสองรักกันได้อย่างไรก็ไม่แน่ชัด รู้เพียงว่ารักกันมาก และหลบเร้นซ่อนกายคล้ายสายลมไร้ร่องรอยมิอาจค้นพบเรื่องราวจบเพียงเท่านั้น ไม่มีจุดเริ่มต้นและไร้จุดสิ้นสุดให้ผู้เล่าและผู้ฟังได้เกิดอารมณ์ใคร่รู้อยากฟังหรืออยากเล่าต่อเนิ่นนานผ่านไปก็สลายคล้ายม่านหมอกกลางสายลมหนาวที่พัดมาเพียงวูบเดียวเท่านั้นเพราะคู่รักคู่นี้ ที่เป็นเพียงความฝันอันเลือนราง หนึ่งในเรื่องเล่าขานนับหมื่นพัน กลับไม่อาจครองคู่กันดังใจหมายเหตุจากฝ่ายหญิงถูกจับตัวกลับไปยังดินแดนลี้ลับตามกฎสวรรค์บัญญัตินรก ทิ้งไว้เพียงฝ่ายชายให้เลี้ยงดูบุตรสาวจนรู้ความได้เจ็ดปี ก็ต้านพิษแห่งคำนึงคิดถึงภรรยารักจนทนไม่ไหว ตรอมใจตายไปในที่สุด ทิ้งทายาทสาวเหนือสามัญหนึ่งนางเอาไว้กลางป่าใหญ่ให้ใช้ชีวิตเพียงเดียวดายใดๆ ล้วนเหนือคาดฝัน บุตรสาวตัวน้อยผู้นั้นแท้จริงแล้วเป็นถึงโม๋กุ่ยเสิน ในคราบมนุษย์ นามว่า โม๋เอ๋อร์ หรือเฉินโม
ห้าปีต่อมา...โม๋เอ๋อร์ในวัยสิบสองปีเริ่มมีอาการผิดปกติบางประการกับร่างกาย นางเป็นไข้หวัดอาการประหลาด ร่างกายอ่อนแอเพราะลมปราณและหลอดเลือดเปิด ทำให้ความร้อนความเย็นจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายและลึกกว่าที่เคยปกติอาการไข้หวัดก็แค่ปวดหัวตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว ไอจามน้ำมูกไหล แต่ครานี้นางกลับมีอาการแปลกไป เดี๋ยวมีไข้ตัวร้อน เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นหนาวสั่นตัวเย็น สลับกันไปมาอยากอยู่เงียบๆ ไม่อยากอาหาร ปากขมคอแห้ง มีความร้อนเย็นสลับไปสลับมา รู้สึกรุ่มร้อนไปหมดระหว่างที่ย่ำแย่ด้วยอาการหวัดประหลาด ก็เจ็บท้องมาก ทั้งยังมีเลือดออกจากส่วนสงวนทำให้หว่างขาแดงฉานจนน่ากลัวแน่นอนว่าโม๋เอ๋อร์ไม่รู้ว่าที่เป็นอยู่เรียกว่า การมีระดู และไข้หวัดที่เป็นก็คือไข้ทับระดู[1]แต่ต่อมานางก็เริ่มระลึกได้จากการสังเกตสัตว์ป่าเพศเมียบางประเภท ไม่ว่าจะเป็นลิงป่า หมาป่า ที่ส่วนสงวนของพวกมันมีลักษณะบวมและมีเลือดออก เฉกเช่นนางในยามนี้ และต่อมาพวกมันก็มีการสมสู่กับเพศตรงข้าม แล้วก็ให้กำเนิดทายาทตัวน้อยจนเต็มผืนป่าโม๋เอ๋อร์พลันเข้าใจในทันใด นางจึงเบิกตาโตอ้าปากค้างตะลึงงันครู่ใหญ่หนอนน้อยในดักแด้กลายร่างเป็
พลบค่ำจนดึกดื่นในคืนเพ็ญ จันทร์งามเด่นกลางนภาโม๋เอ๋อร์ยังไม่ทันออกนอกป่าเสียงสายหนึ่งพลันดังแว่วมา เป็นเสียงคล้ายโลหะกระทบกัน ดังเคร้งคร้างไปทั่ว โม๋เอ๋อร์มิได้นึกหวาดกลัว เพียงแต่นึกแปลกใจว่ามันคือเสียงอันใดด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามวัย สาวน้อยจึงเดินลัดเลาะพงไพรไปตามเสียงนั้นเมื่อแหวกพงหญ้าหนาทึบออกกว้าง เบื้องหน้าในระยะสายตา ฝ่าความมืดสลัวท่ามกลางแสงจันทร์สาดส่องไปทั่ว จึงได้เห็นเป็นกลุ่มของชายฉกรรจ์ตัวใหญ่จำนวนหลายคน กำลังต่อสู้กันอยู่อย่างบ้าคลั่งดุเดือดผ่านไปครู่หนึ่ง ชายพวกนั้นก็พากันล้มตายระเนระนาด เศษซากร่างกายกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่ว ไม่มีผู้ใดรอดสักคน ลักษณะการเข่นฆ่า คือเจ้าตายข้าม้วย ตกตายตามกันเมื่อพายุโลหิตสงบลง คงเหลือเพียงร่างไร้วิญญาณของชายทั้งหลาย โม๋เอ๋อร์แน่ใจ รอเพียงสัตว์ร้ายในป่าลึก ได้กลิ่นคาวคละคลุ้งเหล่านี้ พวกมันก็พร้อมจะออกจากรังมารุมขย้ำ ฉีกทึ้งเนื้อหนังอันโอชาอย่างหิวกระหาย แน่นอนว่า เจ้าพวกที่นอนตายสนิทและยังที่ตายไม่สนิทก็จะกลายเป็นอาหารของพวกมันเมื่อคิดได้เช่นนั้น เด็กสาวจึงตัดสินใจเดินเข้าไปสำรวจสักครา ดูทีว่ายังม
โม๋เอ๋อร์เดินทางต่อ โดยไม่นึกใส่ใจเหตุการณ์ก่อนหน้ากระทั่งเช้าตรู่วันต่อมา ได้เจอกับขบวนเดินทางของคนกลุ่มหนึ่ง กำลังหยุดพักกินอาหารกลางทางริมชายป่า เด็กสาวจึงเดินเข้าหาแล้วมองอย่างโง่งมครู่ใหญ่อาหารที่พวกเขากินล้วนแปลกตา กลิ่นหอมยิ่ง การแต่งกายก็หลากหลาย งดงามเหลือเกิน โดยเฉพาะสตรีสองคนที่นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนในขบวน ได้ยินการเรียกขานว่าฮูหยินใหญ่กับคุณหนูรองโม๋เอ๋อร์ยืนนิ่งกะพริบตาปริบๆ ใบหน้าซีดเซียวเอียงไปมาน้อยๆ มองทุกสิ่งอย่างชอบใจนางเป็นสตรีผู้หนึ่งจึงชมชอบของสวยงามอย่างมิอาจห้ามได้ และอาหารกรุ่นกลิ่นหอมหวนชวนน้ำลายไหลก็รบกวนจิตใจเหลือเกินแต่แน่นอนว่านางมิใช่หมาป่าหิวโซที่เก็บอารมณ์มิได้ ถึงกับต้องพุ่งใส่อย่างหิวกระหาย ขนาดปราณเทพพลังมารนางยังกักเก็บเอาไว้ได้เป็นอย่างดี นับประสาอันใดกับอาการเช่นนี้เด็กสาวนึกกระหยิ่งยิ้มย่องลำพองกับตนเองเงียบๆ แต่ทว่าสีหน้ากลับเผยออกมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสายตาพราวระยับที่จับจ้อง มุมปากที่ยกยิ้มพึงใจ และจมูกเรียวเล็กที่ขยับเบาๆ เพื่อสูดดมหน้าตาสัตย์ซื่อและท่าทางไร้เดียงสาของเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากกลุ่มขบวนเดินทาง ทำเอาฮูหยินใหญ่และคุณหน
เวลาผ่านไป…จากหนึ่งวันเป็นหนึ่งเดือน จากหนึ่งเดือนก็ล่วงเลยมาหนึ่งปีโม๋เอ๋อร์รู้สึกได้ว่า การตัดสินใจออกจากป่ามาในครานี้เป็นสิ่งที่ดีเหลือเกิน นางคิดไม่ผิดเลยสักนิดเพราะว่านางได้เจอสหายเปี่ยมไมตรีอย่างหยูเสวี่ย และท่านป้าเปี่ยมเมตตาอย่างวั่นหรงทั้งสองดูแลนางอย่างดีเลิศ พวกเขามอบเสื้อผ้าสวยงามมากมาย มีอาหารรสล้ำให้กินไม่เคยขาด นางมีความสุขมาก ถึงแม้ว่าชุดที่นางสวมจะงดงามไม่เท่าชุดของหยูเสวี่ย แต่นางก็หาได้ขัดเคืองไม่ ด้วยมิใช่คนที่คิดเล็กคิดน้อยอันใดทั้งนั้น และยิ่งไม่คิดมากกับเรื่องหยุมหยิมเยี่ยงนี้ แค่ไม่ต้องทนสวมชุดจิ้งจอกขนเงิน ชุดหนังเสือ ขนห่านป่า หรือแม้กระทั่งหางนกยูง ก็พอแล้วจวนโหวแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่า เครื่องเรือนครบครัน ทั้งยังสะอาดสะอ้าน มีผู้คนอาศัยอยู่รวมกันเยอะแยะเต็มไปหมดไม่เหมือนกลางป่าที่นางจากมา ที่นั่นมีแต่สัตว์ป่าดุร้าย คุยด้วยไม่รู้เรื่อง อาหารก็ไม่อร่อย เสื้อผ้าแพรพรรณก็ไม่มีโม๋เอ๋อร์ชอบชีวิตในเมืองยิ่งนัก ไม่คิดกลับป่าแน่นอน...รอยยิ้มพึงใจประดับตรงมุมปากของเด็กสาวตลอดเวลา นางกำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้อยู่กับหยูเสวี่ยเหมือนเช่นทุกวัน สร้างรอยยิ้มละมุนละไมประดั
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วประหนึ่งสายธาราเชี่ยวกรากโม๋เอ๋อร์ปีนี้อายุครบสิบห้าปี หยูเสวี่ยก็เช่นกัน บัดนี้สตรีทั้งสองเติบโตเต็มวัยเป็นสาวงามสะพรั่งสะคราญโฉมยิ่งโม๋เอ๋อร์มีดวงตากลมโตใสกระจ่าง ผิวขาวราวหิมะ ใบหน้าเรียวเล็ก รอยยิ้มพริ้มเพรา ท่าทางใสซื่อ นิสัยซุกซนหยูเสวี่ยมีดวงตาเรียวงาม ใบหน้าขาวพิสุทธิ์ผุดผ่อง ท่าทางบอบบาง กิริยาอ่อนหวาน นิสัยเรียบร้อย จิตใจดีหลังจากพ้นพิธีปักปิ่นของบุตรสาว เรื่องที่วั่นหรงหวาดหวั่นมาโดยตลอดก็มาเยือน นั่นก็คือสมรสพระราชทานสกุลโหวเป็นตระกูลใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขามากมายไปทั่วแคว้น ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่งนักในราชสำนัก ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับหนุนหลังเชื้อพระวงศ์คราก่อนบุตรสาวคนโตของวั่นหรงต้องเดินทางไกลไปแต่งให้อ๋องหนุ่มที่มีอนุชายาอยู่แล้วถึงสามคน ครานี้บุตรสาวคนรองของนางต้องแต่งให้องค์รัชทายาท ที่มีอนุชายาอยู่แล้วจนเต็มตำหนักบูรพา ในภายภาคหน้าก็ยังจะต้องขึ้นเป็นฮองเฮาเมื่อสวามีขึ้นเป็นฮ่องเต้ รับสนมอีกนับร้อยพันในทุกสามปีเช่นนี้จะไม่ให้วั่นหรงเป็นห่วงหยูเสวี่ยผู้อ่อนโยนบอบบางได้อย่างไรองค์รัชทายาทแห่งต้าหมิงผู้นี้ได้รับฉายาว่าไท่จื่อทมิฬ มีประวัติอันห
หลังจากใครบางคนเจออาหารหลากหลาย สีสันสวยงามบนโต๊ะในห้องอาหาร แล้วกินอย่างแช่มชื่นรื่นรมย์จนลืมตัวเขาที่เป็นสามีหมิงเฉิงก็ได้แต่พ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิดขึ้นมาอีกครา หากแต่กลับทำอันใดมิได้ นอกจากปล่อยเลยตามเลย ยอมให้ชายาอยู่กับเสด็จแม่ไปก่อนชายหนุ่มสะบัดชายผ้าสีดำเนื้อดีเสียงดังพึ่บ เกิดกระแสลมเย็นจัดสายหนึ่ง ที่แสดงถึงอารมณ์ร้อนรุ่มเดือดดาล แล้วเดินจากมาอย่างไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก ไม่นาน...ก็กลับมาถึงตำหนักบูรพา แล้วเรียกหาองครักษ์คนสนิททันทีหลังจากหมิงจินเดินเข้ามายังห้องชั้นสองด้านในซึ่งปราศจากผู้ใดและห่างไกลพื้นดิน หมิงเฉิงที่ยืนรออยู่แล้วตรงริมหน้าต่างบานเดิม เพียงปรายหางตาคู่คมมองนิ่ง แล้วเอ่ยเนิบช้า“ข้าอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับชายาโหวทั้งหมดตั้งแต่นางเกิดและเติบโตมา”ไม่มีอ้อมค้อม ไม่มีผ่อนปรน และใจร้อนยิ่งยามหมิงเฉิงต้องการสิ่งใด หากมิใช่เข่นฆ่าล่าสังหารศัตรูหรือล้างผลาญเมืองใด ก็มักจะเอ่ยปากตามตรงกับหมิงจินเช่นนี้การสืบข่าวและวิเคราะห์เจาะลึกอย่างฉลาดปราดเปรื่องย่อมเป็นหมิงจินเท่านั้นที่เขาไว้ใจ โดยเฉพาะเรื่องนี้เรื่องที่ลึกลับซับซ้อนซ่อนเล่ห์แสนกลอันอาจจะถึงขั้นทำให้ใครบ
กลางโถงห้องหนังสือสุรเสียงเรียบเรื่อยเปรยขึ้นว่า “ปีนี้อากาศหนาวเย็นยิ่งนัก เปิ่นกงมิใคร่ชมชอบน้ำแข็งค้างในป่าใหญ่ เกรงจะป่วยไข้คล้ายอุปสรรคต่อประเพณี มิสู้ให้ฝ่าบาททรงพระราชทานอนุญาตให้สนมคนโปรดติดตาม”ประโยคบอกปัดการร่วมขบวนล่าสัตว์แห่งราชอาณาจักรครานี้ ขันทีผู้นำพระราชสาสน์ทำได้เพียงก้มหน้านอบน้อมรับคำเจียงฮองเฮาตรัสอีกเล็กน้อยว่า “กำหนดการทั้งหลาย เปิ่นกงรับรู้แล้ว ฝากกราบทูลฝ่าบาท อย่าทรงงานหนักมากนัก ถนอมพระวรกายด้วย”อันที่จริง เจียงเฟิ่งมักจะร่วมประเพณีกับหมิงเฮ่าไถโซ่วทุกครั้งไม่เคยขาด เพราะพระสวามีต้องการเช่นนั้น ทว่าครั้งนี้ยังมีเรื่องให้ทำ จึงจำต้องรั้งอยู่ที่วัง เผื่อว่าหมิงจินมีแผนการหนุนหลังอันใดเพื่อหมิงเฉิง พระนางจักได้คอยช่วยเหลืออีกแรงหลังจากขันทียอบกายทูลลา สวี่กูกูก็เดินนำหน้าไปส่งอีกฝ่ายที่หน้าห้องหนังสือตามมารยาท จากนั้นยืนคุยกันตามประสาเล็กน้อย ยื่นถุงเงินให้เพื่อแสดงสินน้ำใจ เหลือเจียงฮองเฮาประทับนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางโถง สายพระเนตรพลันเหลือบมองไปที่มุมห้อง เห็นผ้าม่านทิ้งตัวปิดลงมา ได้ยินเสียงดังกุกกักอยู่ด้านใน คล้ายคนทะเลาะกันมารดาแห่งแผ่นดินลุกขึ้นทันใด น
โม๋เอ๋อร์ยิ่งแตกตื่น ดวงตายิ่งเบิกกว้าง สีดำขลับวูบไหวเป็นสีเขียวมรกตเปล่งประกายวูบวาบ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วแน่นอนว่าหมิงเฉิงมองทัน และนี่คือเป้าหมายในการบังคับจูบนางชายหนุ่มให้รู้สึกพึงพอใจ เสริมความมั่นใจอันดื้อรั้นก่อนหน้าได้ดียิ่งฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยิ่งรัดรึงที่เอวนาง ฝ่ามืออีกข้างค่อยๆ เลื่อนจากแผ่นหลังบอบบางขึ้นมาที่ท้ายทอย แล้วจับประคองศีรษะน้อยๆ ให้ตรึงแน่นผินตามใบหน้าเขายามเรียวปากหยอกเย้าและเรียวลิ้นแทรกซึมล่วงล้ำชิมรสหวานฉ่ำ ดวงตาคู่คมยังจับจ้องที่ดวงเนตรคู่งามหมิงเฉิงเห็นสีเขียวตัดสีดำขลับไม่หยุด มุมปากพลันแย้มยิ้มแม้กำลังจุมพิตร้อนเร่าเขย่าหัวใจโม๋เอ๋อร์ในยามนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดสามีของนาง จู่ๆ ก็ดึงรั้งนางมามุมตู้ แล้วดูดกลืนริมฝีปากกันเช่นนี้ทั้งความอุ่นร้อนจากวงแขน ฝ่ามือร้อนผ่าวที่ท้ายทอย และความรู้สึกนุ่มร้อนที่ริมฝีปาก ล้วนสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างรุนแรง หญิงสาวทำได้เพียงนิ่งงัน หายใจไม่ทันเพราะถูกช่วงชิงที่มุมอับข้างชั้นหนังสือ ร่างหนาตรึงร่างบางแนบแน่น กลีบปากร้อนชื้นขมเม้มกลีบปากอ่อนนุ่มอยู่อย่างนั้นครู่ใหญ่ ละเลียดชิมนางอย่างย่า
นอกหน้าต่าง รอบด้านเงียบสงบ สายลมอ่อนโชยพัดพลิ้วเข้ามา พากลิ่นไอน้ำผสานดอกบัวเข้าหา ให้สดชื่นรื่นรม ช่างเหมาะสมแก่การสร้างอารมณ์วาดภาพยิ่งทว่าหมิงเฉิงหาได้มีอารมณ์สุนทรีพร้อมร่างภาพวาดลวดลายอันใดใส่กระดาษไม่ ด้วยในใจยังคำนึงถึงนางกำนัลผู้นั้น ที่บังอาจมีนัยน์ตาสีเขียวเหมือนใครบางคน!สายตาคมปลาบลอบพินิจชายาที่ยืนฝนหมึกอยู่ด้านข้าง ดวงหน้าสะคราญโฉมมีดวงตากลมโตอันน่าสงสัย เพื่อความสบายใจเขาควรจักพิสูจน์นางให้มากเข้าไว้หมิงเฉิงพลันหรี่ตา นึกถึงเรื่องราวบางประการดวงตาสีเขียววูบไหวที่เห็นเพียงแวบหนึ่งแต่มากกว่าถึงสามครั้ง ทั้งกลิ่นอายเย็นฉ่ำที่สัมผัสได้ยามโอบกอด ให้รู้สึกดีอย่างประหลาด และยังคุ้นเคยอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ ทั้งๆ ที่นางเป็นถึงคุณหนูในห้องหอ ไม่เคยย่างกรายออกนอกจวนไปที่ใด ไม่มีทางที่นางจะเคยปรากฏกายในป่าใหญ่หากแต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงอยากเชื่อให้สนิทใจแน่งน้อยในวันวาน บางทีอาจจะเป็นนาง...หมิงเฉิงยิ่งคิดยิ่งรุ่มร้อน ความรู้สึกไม่ยินยอมกำลังเกิดขึ้นอย่างดื้อรั้นเขาจักให้หมิงจินไปสืบเรื่องนี้ให้รู้แจ้ง ว่าสกุลโหวเล่นกลซ่อนเล่ห์อันใดหรือไม่ ทว่ายามนี้ขอเรียกความมั่นใจส
พระชายาน่ารักน่าชังถึงเพียงนี้ แล้วอีกฝ่ายจักเย็นชาไปเพื่ออันใดเจียงเฟิ่งให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่ง!ลืมไปแล้วจริงๆ ว่าธิดาสกุลโหวคือสมบัติล้ำค่า จักต้องถนอมเอาไว้จนกว่าบุตรชายคนใดคนหนึ่งได้ขึ้นครองราชย์อันว่าสตรีงามพิลาศปานล่มเมืองล่มแคว้น เป็นนางมารยั่วยวน กระทั่งผู้จับจ้องคล้ายถูกดึงดูดตกบ่วงเสน่หาอันเหลือร้าย จักเป็นใครไปมิได้ นอกจากสตรีนามว่า โม๋เอ๋อร์กระทั่งเจียงฮองเฮายังหลงใหลเข้าให้แล้วแบบเต็มขั้นโม๋เอ๋อร์นั้น ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก แม้แต่สตรีด้วยกัน!สุรเสียงเย็นเยียบจึงตรัสไปทางสวี่กูกูที่ยืนอยู่ไม่ห่าง“ให้คนไปเชิญองค์รัชทายาทเข้ามาในห้องหนังสือ”“เพคะ”เสียงตอบรับนอบน้อมเกิดขึ้นจากนางกำนัลคนสนิท เพียงครู่ขันทีผู้น้อยหน้าห้องก็ถูกสั่งให้ไปแจ้งแก่หมิงเฉิงชั่วอึดใจเท่านั้น ร่างสูงสง่าก็มาปรากฏอยู่ภายในห้องหนังสือชายหนุ่มเหลือบดวงตาคมปลาบมองพระชายาแวบหนึ่ง แล้วไม่สนใจอีก เย็นชาที่สุดโม๋เอ๋อร์ที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะของเจียงฮองเฮาพลันเลิกคิ้วฉงน กะพริบตางุนงง เมื่อเห็นสามีเครียดขรึมสีหน้าเย็นเยียบปานนั้นเจียงฮองเฮากรีดเรียวนิ้วม้วนกระดาษคำกลอนหวานล้ำของโม๋เอ๋อร์อย่างทะนุถนอม แล้วว
ใกล้ยามเที่ยงวัน นภากว้างไร้หมู่เมฆลอยเคลื่อน ตะวันฉายจึงแผดแสงแรงกล้าหมิงเฉิงจึงเปรยกับเจียงฮองเฮาว่าควรกลับตำหนักส่วนพระองค์ เพื่อพักผ่อนถนอมพระวรกาย เขาจะได้พาใครบางคนกลับวังบูรพาเสียทีทว่าผู้ถูกห่วงใยเกรงว่าจะเหน็ดเหนื่อยเกินไปเพียงต้องการอยู่กับลูกชายอีกสักหน่อยและยามนี้ ก็ให้รู้สึกอยากมีลูกสาวสักคนเจียงเฟิ่งกำลังชื่นชอบการสนทนากับโม๋เอ๋อร์ยิ่งนัก ดวงตากลมโตพิสุทธิ์สดใส กอปรกับกิริยาน่ารักไร้เดียงสา แม้แต่สตรีด้วยกันที่ได้ชื่อว่าเย็นชาเหลือเกิน ยังหัวใจละลาย คล้ายกับได้สายน้ำเย็นฉ่ำของอีกฝ่ายรินรดจนชุ่มชื่นโพรงอก“วันนี้ อยู่ร่วมโต๊ะอาหารกลางวันเป็นเพื่อนแม่ก่อนเถิด” สุรเสียงนุ่มนวลตรัสอย่างเป็นกันเองกับคนงามด้านซ้ายที่ประคองมือกันไปตามทางเดินกลางอุทยาน“ย่อมเป็นเช่นนั้นเพคะ” โม๋เอ๋อร์มีหรือจะปฏิเสธอาหารเลิศรส นางรีบตอบรับเสียงใส “หากเสด็จแม่มิได้ชักชวน เกรงว่าหม่อมฉันจะเป็นฝ่ายเสียมารยาทเอ่ยปากขอร้องเสียแล้ว”เจ้าแห่งวังหลังถึงกับแย้มสรวล “เจ้านี่นะ!”รอยยิ้มสว่างจ้ายังคงประดับใบหน้าเรียวเล็กจนผู้จ้องมองรู้สึกแสบตาไปหมด ดวงตาคู่คมของหมิงเฉิงเข้มลึกสุดจะหยั่ง ทั้งยังรู้สึกไม
ภายในศาลาริมบึงขนาดใหญ่ การสนทนาระหว่างสตรีดำเนินอีกเพียงครู่ชิงเฟยจึงกล่าวลาแล้วล่าถอยออกไป พร้อมธิดาตัวน้อยและนางกำนัลคนสนิทร่างสูงของหมิงเฉิงยังคงถูกตรึงนิ่งขึงอยู่กับที่ ไร้ซึ่งผู้ใดสังเกตเห็น มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้เขาเห็นนางกำนัลคนสนิทที่มากับชิงเฟยมีนัยน์ตาสีเขียว และมิใช่เพียงชั่ววูบเดียว ทว่าหลายชั่วลมหายใจเลยก็ว่าได้สตรีนางนี้มีใบหน้าเรียวยาว ผิวขาวราวหิมะ ถึงแม้จะอยู่ในชุดสีครามอ่อนจางของตำแหน่งนางกำนัล หากแต่กลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบกดข่มผู้คน นางพยายามหลุบตาหลบเลี่ยง หากแต่เขาก็ยังมองได้ทันท่วงที และเห็นชัดเจนดินแดนทั้งสามภพภูมินั้น มีสวรรค์และนรกแยกกันมิอาจบรรจบ เหล่าทวยเทพและปีศาจต่างก็แยกกันอยู่มิอาจค้นพบมีเพียงภพมนุษย์เท่านั้น ที่เหล่าภูตผีและปีศาจร้ายต่างเผ่าพันธุ์ อาศัยอยู่แบบแทรกซึมทั่วไปหมดมนุษย์หรือสรรพสัตว์ ที่ต้องการละทางโลกเพื่อเป็นเซียน บำเพ็ญเพียรบารมีจนถึงขั้นได้เป็นเซียนก็ยังอาศัยอยู่ในภพนี้มนุษย์หรือสรรพสัตว์ที่มีจิตใจใฝ่อกุศล บำเพ็ญเพียรเพื่อมีพลังที่ชั่วร้ายจนกลายเป็นมาร แม้กระทั่งเทพหรือเซียน ถ้ามีจิตใจชั่วร้ายก็กลายเป็นมาร พวกนี้ก็อยู่
ยามทิวาตะวันเคลื่อนแสงแดดกล้า ขบวนเสด็จของเจียงฮองเฮาจึงเลือกที่จะเดินไปนั่งจิบชาในศาลากลางสวนบุปผชาติ รอบด้านล้วนงดงาม เบื้องหน้าคือบึงบัวหลากสีที่โต๊ะกลมกลางศาลา โม๋เอ๋อร์ดูแลรินน้ำชาให้แม่สามีอย่างนอบน้อม เจียงเฟิ่งรับการปรนนิบัติจากลูกสะใภ้อย่างยินดี สตรีทั้งสองแย้มยิ้มให้กันอย่างชื่นมื่นเปี่ยมไมตรีในขณะที่หมิงเฉิงยืนเอามือไพล่หลังอยู่นิ่งๆ ที่ริมศาลาด้านบึงบัว ทำตัวเป็นบุตรชายที่ดีและสามีผู้ใจเย็นรอคอยภรรยากินขนมจิบชาอย่างอดทนที่ด้านนอกศาลา ถัดจากกลุ่มนางกำนัลและขันทีที่ยืนเรียงรายอย่างสงบเพื่อรอรับใช้ มีเสียงอ้อแอ้ของเด็กน้อยดังขึ้น เสียงนั้นเรียกสายตาของคนในศาลาได้ทันทีเมื่อทุกคนในศาลาหันไปมองทางต้นเสียง จึงได้เห็นเป็นสตรีงดงามนางหนึ่งในอาภรณ์สีชิงพลิ้วไหวประดับปิ่นหรูหรา แต่งหน้าสีหวาน ใบหน้าโฉมสะคราญแขวนรอยยิ้มละมุนตา ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวานนอบน้อมถ่อมตนเป็นอย่างมากนางเดินนวยนาดแช่มช้ามาทางศาลา พร้อมนางกำนัลคนสนิทที่อุ้มเด็กน้อยน่ารักไม่ห่างกายนางคือพระสนมชิงเฟย นามชิงจิ้งชิงเฟยผู้นี้ เดิมทีเป็นคุณหนูผู้โดดเด่นที่สุดแห่งสกุลชิง และมักจะเข้าร่วมงานวังหลวงทุกครั้งไม่เคยข
เมื่อคิดเช่นนั้น เจียงฮองเฮาจึงผินพระพักตร์ปรายสายพระเนตรมาทางองค์รัชทายาทบ้าง ทว่ากลับเห็นท่าทางเย็นชาแววตาเย็นเยียบกิริยาห่างเหินกับชายาโหว ก็ให้นึกแปลกพระทัยแต่กระนั้นก็คิดเพียงว่าจะไม่ยุ่งเรื่องยิบย่อยของบุตรชาย เพียงปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง พระนางเพียงกระทำตามแผนการของหมิงจินกับสาวใช้คนงาม ที่ขอให้แสดงความโปรดปรานต่อธิดาโหวให้เป็นที่ประจักษ์ก็เท่านั้นชั่วจังหวะที่กำลังสงสัยในอากัปกิริยาอันน่าครั่นคร้ามของหมิงเฉิง เจียงฮองเฮาพลันได้ยินเสียงหวานใสของสตรีด้านซ้ายกล่าวพร้อมรอยยิ้มพริ้มเพราว่า“หม่อมฉันย่อมทำเพื่อเสด็จแม่เพคะ และจะมาหาบ่อยๆ ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียวแน่ๆ” โม๋เอ๋อร์กล่าวจากใจจริง กิริยาวาจาล้วนน่ารักสดใส ไร้การเสแสร้งทั้งสิ้นเจียงฮองเฮาแย้มสรวล “ดียิ่ง ดีจริงๆ”“เพคะ” โม๋เอ๋อร์คลี่ยิ้มละมุน กิริยาหมดจดพอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ดวงตากลมโตพิสุจธิ์สดใส เผยความดีใจที่ได้มีมารดาเพิ่มอีกหนึ่งคนทว่าใบหน้าหล่อเหลาของหมิงเฉิงยิ่งดำทะมึนนึกขัดใจ หากเขาต้องพาชายาโหวเข้าวังบ่อยๆ ได้อึดอัดตายพอดีต่อหน้าเสด็จแม่จักทำอันใดตามแต่ใจได้ที่ใด?ความไม่พอใจฉายวาบผ่านแววตาคม สีหน้าเผยคว