ชนาธิป
"ถ้าคุณชนาธิปยังไม่คุยตอนนี้ งั้นผมขอตัวไปคุยกับผู้รับเหมาก่อนนะครับ"หลังจากที่ผักขาเอ่ยจบประโยคเจ้าตัวก็รีบสาวเท้าเดินหนีจากนายน์ไปในทันที
"หึ! หนีเก่งจริงๆ"
ด้านนายน์เองเมื่อเห็นโอเมก้าตัวน้อยที่เขาพยายามตามหามาตลอดหลายปีมีท่าทีไม่อยากจะเข้าใกล้ตัวเองเท่าไหร่นัก ก็ได้แต่กระตุกยิ้มมุมปากพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างชอบใจ ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินตามหลังของผักขาที่เดินไปทางน้องชายตัวเองเพื่อจะคุยงานต่อ
"อ่าวพี่ผัก คุยงานกับคุณสถาปนิกเสร็จแล้วเหรอ"ข้าวเม่าที่กำลังแจกบัวลอยที่ผักขาทำแบ่งใส่ถ้วยพลาสติกให้กับเหล่าผู้เหมาอยู่นั้น เมื่อหันมาเห็นพี่ชายตัวเองก็เอ่ยถามขึ้นพลางขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยเพราะนี้พึ่งผ่านไปไม่กี่นาทีเองทำไมพี่ชายเขาคุยเร็วจัง
"เอ่อ...."ผักขาที่ยังคิดข้อแก้ตัวกับน้องชายไม่ได้ก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่ทว่าชนาธิปที่เห็นท่าทีอึกอักของคนตัวเล็กก็นึกอะไรบางอย่างได้ จึงเอ่ยแทรกตอบข้าวเม่าไป
"อ๋อ ยังหรอกครับคุณผักขาเขาบอกว่าจะให้ผมไปคุยที่บ้านน่ะครับ เห็นบอกว่าอยากให้คุณอรอนงค์ช่วยดูอีกทีว่าตรงไหนมีปัญหาหรือเปล่าถ้าเขาต้องการจะแก้ไข"
"ห๊ะ?"ผักขาเบิกตากว้างหันไปมองยังต้นเสียงที่ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงนั้นเดินตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่ด้วยแววตาอึ้ง ๆ
"อ่าว อย่างงั้นเหรอพี่"ข้าวเม่าที่ไม่รู้อะไรก็นึกว่าเป็นอย่างที่ชนาธิปว่าจริง ๆ ก็หันไปถามความเห็นจากพี่ชายตัวเองอีกรอบ
ส่วนผักขาที่ยังงงงวยอยู่ก็ได้แต่จ้องมองใบหน้าหล่อของนายน์ด้วยแววตาเบิกกว้าง ก่อนที่จะหันไปตอบน้องชายอย่างจำใจ
"อืมใช่ พี่อยากให้คุณนายอรดูแบบโครงสร้างช่วยอีกทีน่ะ เผื่อมีตรงไหนที่พี่อยากแก้แล้วมันไม่ดีตามที่พี่คิด"
"อ่อ อย่างนี้นี่เอง งั้นตรงนี้ก็เหลือคุยกับผู้รับเหมาก็จบแล้วใช่มั้ย"
"อืม ใช่แล้วถามทำไมอ่ะ แกรีบไปไหนอย่างงั้นเหรอ"ผักขาเอ่ยถามน้องชายขึ้น เมื่อเห็นท่าทีของน้องชายที่ก้มมองมือถือในมือด้วยท่าทีเครียด ๆ
"ไอ้ปริ้นเพื่อนผมอ่ะดิ มันทักมาบอกว่ามีเรื่องชกต่อยบอกให้ผมไปหามันที่โรงพักหน่อย"ข้าวเม่าเอ่ยตอบพี่ชายด้วยสีหน้าเครียด ๆ
"ห๊าาาา"
"คุณข้าวเม่าไปหาเพื่อนเลยก็ได้นะครับ เดี๋ยวคุณผักขาผมไปส่งก็ได้ ยังไงผมก็ต้องเข้าไปคุยกับคุณอรอนงค์ที่บ้านอยู่แล้ว"นายน์รีบเอ่ยอาสาขึ้นทันที
เมื่อเห็นจังหวะที่จะได้อยู่กันสองคนมีหรือที่นายน์จะปล่อยโอกาสไป
"เอ่อ...งั้นผมรบกวนคุณสถาปนิกด้วยนะครับ"ข้าวเม่าที่เป็นห่วงเพื่อนรีบเอ่ยตอบข้อเสนอของชนาธิปที่จะไปส่งพี่ชายตัวเองในทันที
"ไม่เป็นไรเลยครับ"
ส่วนด้านผักขาที่เห็นชายหนุ่มทั้งสองเอ่ยตกลงกันเองสองคนโดยที่ไม่ถามตัวเขาก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นในทันที
"เดี๋ยวสิไอ้เม่า นี่แกจะทิ้งพี่ไว้ที่นี้คนเดียวหรือไง"ผักขาคว้าหมับเข้าที่แขนแกร่งของน้องชายพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าอึ้ง ๆ
"พี่ก็ได้ยินแล้วนี่ว่าไอ้ปริ้นมันอยู่ที่โรงพัก อีกอย่างผมก็ไม่ได้ทิ้งพี่สักหน่อย ก็พี่บอกเองว่ายังไงพี่ก็ต้องไปคุยงานกับคุณเขาที่บ้าน ผมก็แค่ให้พี่ติดรถไปกับคุณสถาปนิกก็แค่นั้นเอง ปล่อยผมได้แล้วผมต้องรีบไปประกันตัวไอ้ปริ้น"ว่าจบข้าวเม่าก็แกะมือพี่ชายออกแล้วรีบยัดถุงที่เหลือบัวลอย2ถ้วยใส่มือพี่ชาย ก่อนที่จะรีบเดินไปขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที
"ไอ้ข้าวเม่า! ไอ้น้องเวรเอ๊ยยย"ผักขาที่ทำอะไรไม่ได้เหมือนอย่างเคยก็ได้แต่ตะโกนด่าไล่หลังน้องชายเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น
"เอายังไงครับ ไปกันเลยมั้ย"ชนาธิปเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ยืนหันหลังให้ตัวเอง พลางนัยน์ตาคมก็ไล่มองสำรวจร่างกายของคนตรงหน้า ก่อนที่จะไปหยุดสายตาที่ต้นคอของผักขาที่มีรอยกัดแผลเป็นนูนขึ้นมา ที่ดูก็รู้ว่าเป็นรอยพันธะที่ตัวเขาเป็นคนทิ้งไว้เมื่อ5ปีก่อน
"ผมขอไปคุยกับผู้รับเหมาก่อนนะครับ"
"โอเค....อ่าาไม่รอให้พูดจบประโยคเละแฮะ"นายน์บ่นออกมาเสียงเบา เมื่อเห็นว่าผักขานั้นที่พูดจบก็เดินหนีไปเลยไม่รอให้เขานั้นเอ่ยตอบเลยสักนิด
ผักขาเดินไปคุยงานกับผู้รับเหมาเพื่อที่จะตกลงกันว่าจะเริ่มก่อสร้างตรงส่วนไหนก็มีนายน์ยืนสังเกตดูและมองตามคนร่างบางอยู่ตลอด ก่อนที่จะหันไปเอ่ยปากไล่เลขาชายคนสนิทให้กลับไปก่อน เพราะตัวเขานั้นต้องการที่จะอยู่กับผักขาแค่สองคนบนรถ
จะได้พูดเคลียร์กันสักที
บนรถ
หลังจากที่ผักขาพูดคุยกับผู้รับเหมาอยู่สักพักก็เป็นอันตกลงกันเรียบร้อยว่าจะเริ่มงานในวันพรุ่งนี้ ผักขาจึงเดินกลับมาหานายน์และเดินขึ้นมานั่งบนรถข้างคนขับเพื่อจะไปคุยรายละเอียดอะไรกันต่อที่บ้านของผักขา
"เลขาคุณล่ะ"ผักขาเอ่ยถามขึ้นทันทีที่เห็นคนตัวสูงเปิดประตูรถและขึ้นมานั่งฝั่งคนขับโดยไร้เงาของเลขาชายที่ผักขาเห็นตั้งแต่แรกที่ลงจากรถ
จะว่าไปก็ไม่เห็นสักพักแล้วนะ
"เขามีงานด่วนที่ต้องกลับกรุงเทพกะทันหันน่ะครับ"นายน์เอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ ก่อนที่จะเอี้ยวตัวมาทางผักขา จนทำให้ผักขาที่ไม่ทันตั้งตัวเบิกตากว้างร้องถามขึ้นอย่างตกใจ
"นี่คุณจะทำอะไร!"
"ผมแค่จะคาดเบลท์ให้คุณเองครับ"นายน์ยังคงเอ่ยตอบด้วยท่าทีนิ่ง ๆ และใบหน้าประดับรอยยิ้มพลันจมูกก็แอบสูดดมกลิ่นฟีโรโมนที่เจือจางของผักขา
"ผมคาดเองได้! ออกไปหาง ๆ ผมเลยนะ"
"ขอโทษทีถ้าผมทำให้คุณตกใจ"ชนาธิปเอ่ยพูดขึ้นมาแค่นี้ ก่อนที่จะทำการสตาร์ทรถแล้วขับไปตามเส้นทางที่คนด้านข้างบอก
ระหว่างทางที่ล้อรถวิ่งแล่นไปถามท้องถนนภายในรถก็ปกคลุมไปด้วยความเงียบโดยไม่มีใครเอ่ยพูดอะไร ชนาธิปที่ทำหน้าที่เป็นสารถีก็ทอดสายตามองไปยังถนนเส้นยาวเบื้องหน้า แต่ก็มีบ้างที่เหลือบสายตามองมายังโอเมก้าตัวน้อยที่นั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถอยู่ด้านข้างเขา
ส่วนด้านผักขาที่รู้สึกเกร็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้วที่ต้องมาเจออัลฟ่าหนุ่มที่ตัวเองหนีหายเขามาถึง5ปี แล้วยิ่งตอนนี้ต้องมานั่งรถคันเดียวกับเขาสองต่อสองก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเกร็งและประหม่าเข้าไปอีก
"นี่ผักขา ผมถามอะไรหน่อยสิ"เป็นนายน์ที่เอ่ยทำลายความเงียบภายในรถลง
ส่วนผักขาที่นั่งเกร็งเม้มปากเงียบมาตั้งแต่ต้นทางก็หันไปมองชายหนุ่มตัวสูงอย่างชั่งใจว่าจะเอ่ยพูดคุยกับเขาดีมั้ย แต่สุดท้ายผักขาก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งออกมาเฮือกใหญ่แล้วเอ่ยพูดกับนายน์
"ครับ คุณมีอะไรจะถามผมเหรอ"
"ทำไมวันนั้นคุณถึงหนีผมมา"นายน์เอ่ยถามเปิดประเด็นเรื่องเมื่อ5ปีก่อนขึ้นพลางนัยน์ตาคมก็ทอดมองไกลไปยังถนนเบื้องหน้าไม่ได้หันมามองคนข้างกายเลยว่าตอนนี้ได้แสดงสีหน้ายังไง
"คะ คุณพูดเรื่องอะไรผมไม่เห็นเข้าใจเลย ผมไปหนีอะไรคุณตอนไหนกัน"ผักขาเลือกที่จะเอ่ยตอบโกหกออกมา
เขาไม่อยากจะยอมรับความจริงกับชนาธิป เขาไม่อยากจะยุ่งวุ่นวายกับผู้ชายคนนี้ เขาอยากจะใช้ชีวิตอยู่เงียบ ๆ เหมือนเดิมที่ผ่านมา
อยากจะทำเหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เอี้ยดดดด
เมื่อได้ยินคำตอบจากคนร่างบาง ชนาธิปตัดสินใจเลี้ยวรถจอดสนิทที่ข้างทางทันที ก่อนที่จะหันไปพูดกับผักขาด้วยสีหน้าแสดงออกถึงความไม่พอใจ
"เฮ่ออ นี่ผักขาถึงวันนั้นผมจะไร้สติและเห็นหน้าคุณไม่ค่อยชัด แต่ผมจำกลิ่นของคุณได้แม่นนะและผมเองก็มั่นใจว่าคุณเองก็จำกลิ่นของผมได้เช่นกัน"
"คุณพูดเรื่องบ้าอะไรของคุณคุณชนาธิป ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย"ผักขายังคงยืนกรานคำเดิมของตัวเอง
ส่วนชนาธิปที่เห็นทินภัทรยังคงปากแข็งไม่ยอมรับหรือพูดอะไรอีก แถมยังหันหน้ามองออกไปทางหน้าต่างรถเพื่อหลบสายตาของเขา นายน์ก็ได้แต่จำนนและยอมถอยให้ก่อนในวันนี้
"โอเคผักขาวันนี้คุณปฏิเสธที่จะยอมรับเรื่องเมื่อ5ปีก่อนก็ไม่เป็นไร แต่คุณอย่าลืมว่ารอยที่คอของคุณมันปฏิเสธไม่ได้หรอกนะ ว่าคุณเป็นโอเมก้าของผมแล้ว"
ตอนนี้อยากจะปฏิเสธก็ปฏิเสธไปเถอะ แต่ถ้ายอมรับเมื่อไหร่ ผมไม่ยอมปล่อยคุณไปอีกแน่
กล้ามากที่ได้ผมแล้วหนีมา ปล่อยให้ผมตามหาอยู่ตั้งนานหลายปี
หลังจากที่จบประโยคคำพูดของชนาธิป ทินภัทรก็ไม่ได้เอ่ยพูดหรือตอบอะไรกลับมาอีกและเมื่อนายน์เห็นผักขาเอาแต่นั่งเงียบหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างเดียว ก็ไม่ได้เอ่ยพูดหรือซักไซ้ก่อนที่จะหันกลับมาตั้งใจขับรถตรงไปบ้านของผักขาตามเดิมผ่านไปไม่นานรถคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดสนิทในรั้วบ้านสองชั้นขนาดพอดี ชนาธิปจัดการดับเครื่องยนต์แล้วหันไปมองคนด้านข้างที่พอรถจอดสนิทก็เก็บข้าวของแล้วรีบเปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างเร็ว โดยที่ไม่หันมามองคนตัวสูงแม้แต่น้อยและเมื่อเป็นอย่างนั้นตัวชนาธิปเองก็รีบปลดเบลท์เอี้ยวตัวไปคว้าแบบโครงสร้างที่อยู่ด้านหลังแล้วรีบลงจากรถก้าวเดินเร็วๆตามโอเมก้าร่างบางเข้าบ้าน"กลับมาแล้วเหรอผัก ทำไมกลับมาเร็วจัง"ทันทีที่สองเท้าของผักขาก้าวเข้ามาในบ้านเสียงของอรอนงค์ผู้เป็นแม่ที่นอนดูทีวีอยู่ที่ประจำก็ทักถามขึ้นทั้งที่สายตาไม่ได้มองมาที่ลูกชายยังคงเอาแต่จับจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวี"คุณนายผมไม่ได้มาคนเดียว"ผักขาที่เห็นผู้เป็นแม่นอนดูทีวีด้วยท่าทีสบาย ๆ ก็เอ่ยบอกเป็นนัยว่าตัวเองไม่ได้กลับมาเพียงคนเดียวหรือกลับมากลับน้องชายนะ ให้รีบลุกขึ้น
"แม่ว่าไงนะ!"ทันภัทรร้องถามผู้เป็นแม่ขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ เมื่อได้ยินประโยคที่อรอนงค์ผู้ให้กำเนิดตัวเองเอ่ยบอกท่ามกลางโต๊ะกินข้าวมาอย่างนั้น"หูตึงหรือยังไงผักขา ก็บอกอยู่ว่าวันนี้นายน์จะค้างที่บ้านของเรา"อรอนงค์เอ่ยตอบลูกชายคนโตกลับไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่งพลางมือก็เอื้อมไปตักหารใส่จานข้าวของอัลฟ่าตัวสูงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยไม่สนใจสีหน้าของลูกชายว่าตอนนี้แสดงสีหน้าตกใจมากแค่ไหน"!!!""กินเยอะๆนะจ๊ะนายน์""ขอบคุณครับคุณน้า"ในตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนได้ย้ายมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร โดยมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเป็นสี่นั้นก็คือ อัญชัน ลูกสาวคนสุดท้องของคุณนายอรอนงค์"ดะ เดี๋ยวสิแม่! ทำไมแม่ให้เขาค้างที่บ้านของเราล่ะ"ด้านผักขาที่พึ่งหายอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ก็เอ่ยถามผู้เป็นแม่ขึ้นด้วยสีหน้างงงวยและไม่เข้าใจ"ก็เผอิญว่าโรงแรมที่นายน์เขาจองไว้มีปัญหา ทำให้เขาเข้าพักไม่ได้อีกอย่างเลขาเขาก็ติดธุระด่วนเลยไม่ว่างมาหาที่พักใหม่ให้ แม่ก็เลยให้นายน์พักที่บ้านของเรา"อรอนงค์เอ่ยอธิบายให้ลูกชายฟัง แต่ก็ดูเหมือนลูกชายของเธอจะยังคงไม่เข้าใจ
"อื้อห์ อ่าาาส์ เจ็บ เบาหน่อย อ่าาส์"น้ำเสียงครางหวานร้องบอกคนตัวสูงที่ขยับกายถาโถมเข้าหาคนร่างบางที่หันหลังพิงใบหน้าเข้าหาผนังห้องน้ำอย่างบ้าคลั่งกลิ่นเหม็นฉุนและกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวถูกปล่อยออกมาเรื่อยๆ เมื่อความต้องการของคนทั้งสองที่กำลังนัวเนียนกันปะทุเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามสัญชาตญาณของอัลฟ่าและโอเมก้าที่เกิดอาการรัทและฮีทขึ้นพร้อมกันร่างสูงของอัลฟ่ายีนเด่นขยับตอกอัดเข้าหาร่างกายขาวเนียนของโอเมก้าที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุนออกมาหลอกล้อเขาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ อัลฟ่าตัวสูงที่ตอนนี้ห้ามฟีโรโมนของตัวเองไม่ได้เช่นกันก็ปล่อยกลิ่นหอมของดอกมะลิฟุ้งกระจายออกมาไม่ต่างกันพับ พับ พับเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสลับกับเสียงร้องครางกระเส่ายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนตัวสูงที่ไร้สติยังคงกระแทกตอกอัดลำเอ็นเข้าออกช่องทางสีสวยที่ตอนนี้ได้บวมช้ำอย่างชัดเจน"หื้มมม"เสียงครางต่ำในลำคอดังขึ้นจากอัลฟ่าที่มีกลิ่นฟีโรโมนเป็นดอกมะลิ พลางเอวสอบก็ยังคงกระแทกกระทั่งลำเอ็นเข้าออกช่องทางสีสวยของโอเมก้าที่หันหลังโก่งก้นให้ตัวเขาไม่หยุดหย่อน"อ่าาส์ อย่า อย่ากัดนะ อื้มม"น้ำเสียงครางหวานสลับกับร้องห้ามดังขึ้นจากร่า
5ปีต่อมา"ท่านประธานครับ งานที่ออกแบบตึกอพาร์ทเม้นท์ของคุณอรอนงค์ ทีมAออกแบบเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านประธานจะดูเลยไหมครับ"เสียงของเลขาชายรัวถามขึ้นทันทีที่สองเท้าของ ชนาธิป ธนจิรกานต์ หรือก็คือ นายน์ เหยียบเข้ามาในบริษัทที่ตอนนี้เขาในวัย32ปีได้ขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธานบริษัท T.J.Kจำกัด บริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกการออกแบบ แทนผู้เป็นพ่อของเขาอย่างเป็นทางการได้5ปีเต็มแล้ว"เอาเข้าห้องประชุมได้เลยครับ แล้วเรียกทีมAเข้ามาประชุมกับผมทั้งหมด เผื่อมีอะไรที่ต้องแก้ไขผมจะได้พูดแค่ครั้งเดียว"เอ่ยจบชนาธิปก็ก้าวเดินตรงไปยังลิฟต์ทันที โดยมีเลขาของเขาวิ่งตามมาติด ๆ พร้อมกับเอ่ยพูดบอกแผลนของวันนี้ของเขาว่ามีไปที่ไหนอะไรยังไงบ้าง"วันนี้ตอน11โมงมีออกไปพูดคุยกับบริษัทของผู้รับเหมาก่อสร้างและตอนบ่าย3โมงทางคุณอรอนงค์จะโทรมาถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของแบบแผนตึกและคอนเฟิร์มวันเริ่มก่อสร้างนะครับ""อืม มีอะไรอีกไหม"ชนาธิปขานรับพลางถามกลับไปพลันดวงตาคมก็ยังคงจับจ้องที่เครื่องมือสื่อสารราคาแพงที่ขึ้นคำค้นหากลิ่นเหม็นฉุดมาจากอะไรได้บ้าง"ไม่มีแล้วครับ""อืม"ตลอด5ปีที่ผ่านมานายน์ยังคงค้นหากลิ่นเหม็นฉุนของโอเมก้าคนนั้นว
หลายวันต่อมาทินภัทร"พี่ผัก พี่จะเข้าไปดูไซต์งานตอนไหนเนี่ย มันสายแล้วนะ"ข้าวเม่าที่นั่งกินของหวานอยู่ในห้องครัวเอ่ยถามพี่ชายตัวเล็กของตัวเองที่ตอนนี้มัวแต่ทำขนมขึ้นด้านผักขาที่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำบัวลอยอยู่นั้นก็ทำเพียงเงยหน้ามามองน้องชายเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มหน้าปั้นขนมของตัวเองต่อ"นี่พี่ผักไม่ได้ยินที่ผมถามหรือไง"ข้าวเม่าถามผักขาขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นพี่ชายของตัวเองยังคงก้มหน้าก้มตาทำขนมต่อโดยที่ไม่สนใจคำถามของตัวเขาเลยแม้แต่น้อย"โอ๊ยแล้วแกจะถามหาพระแสงอะไรนักหนา ฉันก็เร่งมือทำขนมบัวลอยอยู่เนี่ยเห็นมั้ย""เอาไว้ก่อนก็ได้มั้ย ไปดูไซต์งานกับคุณสถาปนิกเขาก่อนเผื่อมีอะไรที่พี่อยากแก้ ดูเสร็จแล้วค่อยกลับมาทำต่อก็ได้"ข้าวเม่าเอ่ยพูดขึ้นพลางตักขนมบัวลอยที่พี่ชายทำไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้วหมอหนึ่งเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย"แล้วที่ฉันต้องมาทำใหม่แบบนี้ไม่ใช่เพราะแกที่กินหมดหรือไงไอ้เม่า! รู้ทั้งรู้ว่าพี่จะเอาไปให้พวกคุณสถาปนิกกับพวกผู้รับเหมากินเพื่อผูกมิตร แก่ก็กินของพี่หมด!"ผักขาพูดขึ้นพลางมองไปยังน้องชายด้วยสายตาอาฆาตด้านข้าวเม่าที่เห็นพี่ชายมองมาที่ตัวเองด้วยแววตาไม่พอใจ ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อ
"แม่ว่าไงนะ!"ทันภัทรร้องถามผู้เป็นแม่ขึ้นด้วยสีหน้าตกใจ เมื่อได้ยินประโยคที่อรอนงค์ผู้ให้กำเนิดตัวเองเอ่ยบอกท่ามกลางโต๊ะกินข้าวมาอย่างนั้น"หูตึงหรือยังไงผักขา ก็บอกอยู่ว่าวันนี้นายน์จะค้างที่บ้านของเรา"อรอนงค์เอ่ยตอบลูกชายคนโตกลับไปด้วยสีหน้าเรียบนิ่งพลางมือก็เอื้อมไปตักหารใส่จานข้าวของอัลฟ่าตัวสูงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โดยไม่สนใจสีหน้าของลูกชายว่าตอนนี้แสดงสีหน้าตกใจมากแค่ไหน"!!!""กินเยอะๆนะจ๊ะนายน์""ขอบคุณครับคุณน้า"ในตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนได้ย้ายมานั่งรวมตัวกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร โดยมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคนเป็นสี่นั้นก็คือ อัญชัน ลูกสาวคนสุดท้องของคุณนายอรอนงค์"ดะ เดี๋ยวสิแม่! ทำไมแม่ให้เขาค้างที่บ้านของเราล่ะ"ด้านผักขาที่พึ่งหายอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน ก็เอ่ยถามผู้เป็นแม่ขึ้นด้วยสีหน้างงงวยและไม่เข้าใจ"ก็เผอิญว่าโรงแรมที่นายน์เขาจองไว้มีปัญหา ทำให้เขาเข้าพักไม่ได้อีกอย่างเลขาเขาก็ติดธุระด่วนเลยไม่ว่างมาหาที่พักใหม่ให้ แม่ก็เลยให้นายน์พักที่บ้านของเรา"อรอนงค์เอ่ยอธิบายให้ลูกชายฟัง แต่ก็ดูเหมือนลูกชายของเธอจะยังคงไม่เข้าใจ
หลังจากที่จบประโยคคำพูดของชนาธิป ทินภัทรก็ไม่ได้เอ่ยพูดหรือตอบอะไรกลับมาอีกและเมื่อนายน์เห็นผักขาเอาแต่นั่งเงียบหันหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างรถอย่างเดียว ก็ไม่ได้เอ่ยพูดหรือซักไซ้ก่อนที่จะหันกลับมาตั้งใจขับรถตรงไปบ้านของผักขาตามเดิมผ่านไปไม่นานรถคันหรูก็แล่นเข้ามาจอดสนิทในรั้วบ้านสองชั้นขนาดพอดี ชนาธิปจัดการดับเครื่องยนต์แล้วหันไปมองคนด้านข้างที่พอรถจอดสนิทก็เก็บข้าวของแล้วรีบเปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างเร็ว โดยที่ไม่หันมามองคนตัวสูงแม้แต่น้อยและเมื่อเป็นอย่างนั้นตัวชนาธิปเองก็รีบปลดเบลท์เอี้ยวตัวไปคว้าแบบโครงสร้างที่อยู่ด้านหลังแล้วรีบลงจากรถก้าวเดินเร็วๆตามโอเมก้าร่างบางเข้าบ้าน"กลับมาแล้วเหรอผัก ทำไมกลับมาเร็วจัง"ทันทีที่สองเท้าของผักขาก้าวเข้ามาในบ้านเสียงของอรอนงค์ผู้เป็นแม่ที่นอนดูทีวีอยู่ที่ประจำก็ทักถามขึ้นทั้งที่สายตาไม่ได้มองมาที่ลูกชายยังคงเอาแต่จับจ้องอยู่ที่หน้าจอทีวี"คุณนายผมไม่ได้มาคนเดียว"ผักขาที่เห็นผู้เป็นแม่นอนดูทีวีด้วยท่าทีสบาย ๆ ก็เอ่ยบอกเป็นนัยว่าตัวเองไม่ได้กลับมาเพียงคนเดียวหรือกลับมากลับน้องชายนะ ให้รีบลุกขึ้น
ชนาธิป"ถ้าคุณชนาธิปยังไม่คุยตอนนี้ งั้นผมขอตัวไปคุยกับผู้รับเหมาก่อนนะครับ"หลังจากที่ผักขาเอ่ยจบประโยคเจ้าตัวก็รีบสาวเท้าเดินหนีจากนายน์ไปในทันที"หึ! หนีเก่งจริงๆ"ด้านนายน์เองเมื่อเห็นโอเมก้าตัวน้อยที่เขาพยายามตามหามาตลอดหลายปีมีท่าทีไม่อยากจะเข้าใกล้ตัวเองเท่าไหร่นัก ก็ได้แต่กระตุกยิ้มมุมปากพร้อมกับหัวเราะในลำคอเบา ๆ อย่างชอบใจ ก่อนที่จะก้าวเท้าเดินตามหลังของผักขาที่เดินไปทางน้องชายตัวเองเพื่อจะคุยงานต่อ"อ่าวพี่ผัก คุยงานกับคุณสถาปนิกเสร็จแล้วเหรอ"ข้าวเม่าที่กำลังแจกบัวลอยที่ผักขาทำแบ่งใส่ถ้วยพลาสติกให้กับเหล่าผู้เหมาอยู่นั้น เมื่อหันมาเห็นพี่ชายตัวเองก็เอ่ยถามขึ้นพลางขมวดคิ้วทำหน้าสงสัยเพราะนี้พึ่งผ่านไปไม่กี่นาทีเองทำไมพี่ชายเขาคุยเร็วจัง"เอ่อ...."ผักขาที่ยังคิดข้อแก้ตัวกับน้องชายไม่ได้ก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แต่ทว่าชนาธิปที่เห็นท่าทีอึกอักของคนตัวเล็กก็นึกอะไรบางอย่างได้ จึงเอ่ยแทรกตอบข้าวเม่าไป"อ๋อ ยังหรอกครับคุณผักขาเขาบอกว่าจะให้ผมไปคุยที่บ้านน่ะครับ เห็นบอกว่าอยากให้คุณอรอนงค์ช่วยดูอีกทีว่าตรงไหนมีปัญหาหรือเปล่าถ้าเขาต้องการจะแก้ไข""ห๊ะ?"ผักขาเบิกตากว้างหันไปมองยังต้นเสียง
หลายวันต่อมาทินภัทร"พี่ผัก พี่จะเข้าไปดูไซต์งานตอนไหนเนี่ย มันสายแล้วนะ"ข้าวเม่าที่นั่งกินของหวานอยู่ในห้องครัวเอ่ยถามพี่ชายตัวเล็กของตัวเองที่ตอนนี้มัวแต่ทำขนมขึ้นด้านผักขาที่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำบัวลอยอยู่นั้นก็ทำเพียงเงยหน้ามามองน้องชายเล็กน้อย ก่อนที่จะก้มหน้าปั้นขนมของตัวเองต่อ"นี่พี่ผักไม่ได้ยินที่ผมถามหรือไง"ข้าวเม่าถามผักขาขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นพี่ชายของตัวเองยังคงก้มหน้าก้มตาทำขนมต่อโดยที่ไม่สนใจคำถามของตัวเขาเลยแม้แต่น้อย"โอ๊ยแล้วแกจะถามหาพระแสงอะไรนักหนา ฉันก็เร่งมือทำขนมบัวลอยอยู่เนี่ยเห็นมั้ย""เอาไว้ก่อนก็ได้มั้ย ไปดูไซต์งานกับคุณสถาปนิกเขาก่อนเผื่อมีอะไรที่พี่อยากแก้ ดูเสร็จแล้วค่อยกลับมาทำต่อก็ได้"ข้าวเม่าเอ่ยพูดขึ้นพลางตักขนมบัวลอยที่พี่ชายทำไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้วหมอหนึ่งเข้าปากกินอย่างเอร็ดอร่อย"แล้วที่ฉันต้องมาทำใหม่แบบนี้ไม่ใช่เพราะแกที่กินหมดหรือไงไอ้เม่า! รู้ทั้งรู้ว่าพี่จะเอาไปให้พวกคุณสถาปนิกกับพวกผู้รับเหมากินเพื่อผูกมิตร แก่ก็กินของพี่หมด!"ผักขาพูดขึ้นพลางมองไปยังน้องชายด้วยสายตาอาฆาตด้านข้าวเม่าที่เห็นพี่ชายมองมาที่ตัวเองด้วยแววตาไม่พอใจ ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อ
5ปีต่อมา"ท่านประธานครับ งานที่ออกแบบตึกอพาร์ทเม้นท์ของคุณอรอนงค์ ทีมAออกแบบเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านประธานจะดูเลยไหมครับ"เสียงของเลขาชายรัวถามขึ้นทันทีที่สองเท้าของ ชนาธิป ธนจิรกานต์ หรือก็คือ นายน์ เหยียบเข้ามาในบริษัทที่ตอนนี้เขาในวัย32ปีได้ขึ้นมานั่งเก้าอี้ประธานบริษัท T.J.Kจำกัด บริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกการออกแบบ แทนผู้เป็นพ่อของเขาอย่างเป็นทางการได้5ปีเต็มแล้ว"เอาเข้าห้องประชุมได้เลยครับ แล้วเรียกทีมAเข้ามาประชุมกับผมทั้งหมด เผื่อมีอะไรที่ต้องแก้ไขผมจะได้พูดแค่ครั้งเดียว"เอ่ยจบชนาธิปก็ก้าวเดินตรงไปยังลิฟต์ทันที โดยมีเลขาของเขาวิ่งตามมาติด ๆ พร้อมกับเอ่ยพูดบอกแผลนของวันนี้ของเขาว่ามีไปที่ไหนอะไรยังไงบ้าง"วันนี้ตอน11โมงมีออกไปพูดคุยกับบริษัทของผู้รับเหมาก่อสร้างและตอนบ่าย3โมงทางคุณอรอนงค์จะโทรมาถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของแบบแผนตึกและคอนเฟิร์มวันเริ่มก่อสร้างนะครับ""อืม มีอะไรอีกไหม"ชนาธิปขานรับพลางถามกลับไปพลันดวงตาคมก็ยังคงจับจ้องที่เครื่องมือสื่อสารราคาแพงที่ขึ้นคำค้นหากลิ่นเหม็นฉุดมาจากอะไรได้บ้าง"ไม่มีแล้วครับ""อืม"ตลอด5ปีที่ผ่านมานายน์ยังคงค้นหากลิ่นเหม็นฉุนของโอเมก้าคนนั้นว
"อื้อห์ อ่าาาส์ เจ็บ เบาหน่อย อ่าาส์"น้ำเสียงครางหวานร้องบอกคนตัวสูงที่ขยับกายถาโถมเข้าหาคนร่างบางที่หันหลังพิงใบหน้าเข้าหาผนังห้องน้ำอย่างบ้าคลั่งกลิ่นเหม็นฉุนและกลิ่นหอมของดอกไม้สีขาวถูกปล่อยออกมาเรื่อยๆ เมื่อความต้องการของคนทั้งสองที่กำลังนัวเนียนกันปะทุเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามสัญชาตญาณของอัลฟ่าและโอเมก้าที่เกิดอาการรัทและฮีทขึ้นพร้อมกันร่างสูงของอัลฟ่ายีนเด่นขยับตอกอัดเข้าหาร่างกายขาวเนียนของโอเมก้าที่ส่งกลิ่นเหม็นฉุนออกมาหลอกล้อเขาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ อัลฟ่าตัวสูงที่ตอนนี้ห้ามฟีโรโมนของตัวเองไม่ได้เช่นกันก็ปล่อยกลิ่นหอมของดอกมะลิฟุ้งกระจายออกมาไม่ต่างกันพับ พับ พับเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสลับกับเสียงร้องครางกระเส่ายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคนตัวสูงที่ไร้สติยังคงกระแทกตอกอัดลำเอ็นเข้าออกช่องทางสีสวยที่ตอนนี้ได้บวมช้ำอย่างชัดเจน"หื้มมม"เสียงครางต่ำในลำคอดังขึ้นจากอัลฟ่าที่มีกลิ่นฟีโรโมนเป็นดอกมะลิ พลางเอวสอบก็ยังคงกระแทกกระทั่งลำเอ็นเข้าออกช่องทางสีสวยของโอเมก้าที่หันหลังโก่งก้นให้ตัวเขาไม่หยุดหย่อน"อ่าาส์ อย่า อย่ากัดนะ อื้มม"น้ำเสียงครางหวานสลับกับร้องห้ามดังขึ้นจากร่า