หากจะบอกว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอนก็คงไม่ผิด เพราะขนาดคนที่เคยมีทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังกลายเป็นคนจนขอทานก็มีให้เห็น กล่าวถึงตระกูลที่ร่ำรวยอีกตระกูลก็คงไม่พ้นตระกูลจางนักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียง แถมลูกสาวก็เป็นดีไซเนอร์แถวหน้าจบจากต่างประเทศ ทว่า เรื่องราวชีวิตมันก็เหมือนละครมีขึ้นก็ต้องมีลง
บ้านตระกูลซู "คุณอัน หากคุณไม่ยื่นมือมาช่วยพวกเรามีหวังธุรกิจของผมพังทลายแน่ ๆ " "จางเอิน ลุกขึ้นเถอะผมเข้าใจสถานการณ์ของคุณตอนนี้ แต่ธุรกิจของคุณผมเองก็ไม่สันทัดเท่าไร" เสียงทุ้มของชายสูงวัยสนทนากันอยู่ ซูลี่อัน และ จางเอิน เขาทั้งสองรู้จักกันเพราะต้นตระกูลเคยเป็นมิตรไมตรีกันมาก่อน เมื่อถึงรุ่นที่สี่ของตระกูลซูก็เหมือนจะห่างเหินกันพอสมควรจึงทำให้ลูก ๆ ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ ซูอันพยุงคนที่นั่งคุกเข่าขอร้องเขาในห้องรับแขก ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะอารมณ์ชั่ววูบของจางลี่ถิง "หากลูกสาวผมไม่ก่อความวุ่นวายเรื่องทั้งหมดก็ไม่เป็นอย่างนี้ ตงหยางไม่น่าเล่นผมแรงจนทำให้หุ้นบริษัทดิ่งตัวลงมาก" เมื่อเขาลุกขึ้นแล้วก็รีบฟูมฟายเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัว หากจะเท้าความกลับไปละก็เรื่องที่เกิดขึ้นก็เพราะจางลี่ถิงแท้ ๆ ที่ทำให้ซิงเหยียนเกือบเสียลูก ทำเอามาเฟียหนุ่มอย่างตงหยางหักแข่งขาตระกูลจางจนแทบพังไม่เป็นท่า "เอาเถอะ เห็นแก่ตระกูลเราทั้งสองเคยเป็นมิตรไมตรีกันเรื่องที่คุณเสนอมาผมจะปรึกษาซูซางอีกครั้ง" "จริงหรือครับ หากคุณยอมยื่นมือเข้าช่วยบริษัทเรา ผมยอมให้ลี่ถิงแต่งงานเข้าตระกูลจางทันที" "อย่าพึ่งพูดไปถึงขั้นนั้นดีกว่า อีกอย่างหมอซางเองก็ไม่รู้เรื่อง ผมเกรงว่าลูกชายผมจะไม่เห็นด้วย" "คุณซูอัน หากคุณช่วยบริษัทเราหุ้นส่วนเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของเราก็ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทน อีกอย่างหากเราทั้งสองตระกูลเป็นทองแผ่นเดียวกันละก็ เงินทองก็จะไม่รั่วไหลไม่ต้องแบ่งให้ใครเก็บไว้ให้ลูกให้หลานไม่ดีกว่าหรือครับ" ที่จางเตึกพูดมามันก็ถูกธุรกิจของตระกูลจางก็พอมีกำไลจากโรงงานผลิตกระเป๋าแบรนด์ส่งออก อีกอย่างที่จางเอินเสนอคือหุ้นส่วนตั้งเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์นั้นแปลว่ามันมากกว่าเขาเป็นเท่าตัว "ผมขอคิดดูก่อนแล้วกัน เรื่องที่คุณเสนอมาก็น่าสนใจ" "ขอบคุณ ที่คุณซูอันที่ยังเห็นแกมิตรภาพครั้งเก่าของเรา" เย็นของวันนั้น "พ่อว่ายังไงนะครับ" "ตระกูลจางอยากผูกมิตรกับเรา เขาอุตส่าห์บากหน้ามาขอร้องฉัน ฉันเห็นว่าเราทั้งสองตระกูลเคยมีไมตรีต่อกันมาก่อนไม่น่าจะมีปัญหา" "คำว่าผูกมิตรที่ว่าหมายถึงอะไรกันครับ" "แกน่าจะรู้ว่าเขามีลูกสาว ถิงถิงเองการศึกษาก็ดี หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่ ฉันว่า" "อย่าบอกนะว่าจะให้ผมแต่งงานกับเธอ เธอร้ายขนาดนั้นผมแต่งไม่ลงหรอก" พลันสายตานิ่งสนิทพร้อมคำพูดที่โพล่งออกไป หมอซางก็มุ่งหน้าขึ้นไปที่ชั้นบนของบ้านหลังใหญ่ ส่วนซูซ่านผู้เป็นน้องสาวได้แต่ยืนมองตามร่างพี่ชายก่อนที่เธอจะกวาดสายตามามองผู้เป็นบิดาที่ยืนหน้าเข้ม "จริงอย่างที่พี่ซางบอก พ่อรู้ไหมคะว่าเธอร้ายแค่ไหน เธอเกือบทำให้ลูกของตงหยางตายนะ" "ฉันรู้ แต่เธอเองก็สำนึกผิดแล้วนี่" "แล้วไงคะ พ่อจะให้พี่ซางแต่งกับคนพรรค์นั้นเข้าบ้านเหรอ" "ก็แค่หมั่นกันไว้ก่อน อีกอย่างธุรกิจตระกูลจางก็น่าจับตามองเพียงแค่ตอนนี้เขาเจอตงหยางขัดแข็งขาเท่านั้นหากเราหนุนหลัง มีหรือจะไม่สำเร็จ" "แต่อย่างไรหนูก็ไม่เห็นด้วยหรอกค่ะ" "ฉันถามพี่แกไม่ได้ถามแกสักหน่อย อีกอย่างนี่มันเรื่องผู้ใหญ่ไม่ใช่เด็ก!" คำพูดของซูอันสร้างความไม่พอใจให้กับลูกสาวเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเธอเองก็ไม่ชอบลี่ถิงเท่าไรนัก ก็ตั้งแต่ที่ตงหยางกับภรรยาไปฮันนีมูนเธอก็ติดสอยห้อยตามป้าลี่ไป ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าตงหยางมีภรรยา แต่นั่น พ่อยังจะอุตส่าห์แต่งเธอเข้าบ้าน ซูซ่านกระทืบเท้าตึก ๆ ขึ้นมาที่ชั้นบนของบ้านก่อนที่เธอจะเอื้อมมือมาเคาะประตู ก๊อก ก๊อก "พี่ซางเปิดประตูให้ฉันหน่อย" เธอยืนเรียกพี่ชายอยู่หน้าห้อง ไม่นานร่างสูงใบหน้าดุดันราวกับคนกำลังใช้ความคิดก็เปิดประออกกว้าง "มีอะไร" "พี่จะแต่งกับยัยคนนั้นจริง ๆ เหรอ พี่ก็เห็นว่าเธอร้ายขนาดไหน แม้แต่คนที่มีภรรยาแล้วเธอยังคิดแย่ง อีกอย่างเธอเกือบทำเหยียนเหยียนแท้ง" "เธอพูดเรื่องอะไร" "ก็เรื่องที่พ่อจะให้พี่แต่งตระกูลจาง ยัยจางลี่ถิงไงเล่า" "เธอคิดว่าพี่ชอบคนแบบนั้นเหรอ" "ใครจะไปรู้ละ บางทีพี่อาจจะชอบยัยปากแดงก็ได้" "เหลวไหลไร้สาระ แค่พ่อเสนอเท่านั้น" "งั้นก็ดี เพราะฉันไม่ยอมรับเธอมาเป็นพี่สะใภ้แน่นอน" ซูซ่านยิ้มร่าออกมาเพราะพอใจกับการตัดสินใจของพี่ชาย คนอย่างจางลี่ถิงไม่เหมาะสมกับพี่ชายที่แสนดีของเธอสักนิด หลังจากคุยกันแล้วเธอกับพี่ชายก็แยกย้ายกันตรงนั้นเหลือเพียงหมอซางที่เดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้อง "แค่คิดเห็นหน้าเธอ ผมก็เอียนจะแย่" เขาพึมพำกับตัวเองจากนั้นก็ส่ายหัวเบา ๆ ไม่รู้ว่าพ่อคิดยังไงถึงอยากจะผูกไมตรีกับตระกูลนั้น บ้านตระกูลจาง "หากไม่ทำแบบนี้ ธุรกิจเราก็ต้องล่ม เพราะใครหากไม่ใช่เพราะแก" "พอเถอะค่ะคุณ แค่นี้ลี่ถิงก็รู้สึกผิดแล้ว" "ก็เพราะเลี้ยงกันแบบนี้ไง ทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้เอาแต่ใจตัวเอง" จางเอินตะคอกเสียงหนักใส่ภรรยาและลูกสาวที่นั่งกอดกันตัวสั่นระริกบนโซฟาตัวใหญ่ จางลี่ถิงร้องไห้จนตาบวมเปล่งส่วนมารดาเอาแต่กอดปลอบลูกสาว "พ่อคะ หนูไม่รู้นี่ค่ะว่าพี่หยางเขาจะใจร้ายขนาดนี้" "ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันเป็นมาเฟียทำได้ทุกอย่าง" "แต่พ่อจะยกหนูให้หมอซางไม่ได้นะคะ หนูไม่ชอบหมอซาง" "หุบปากซะ! หากแกทำให้หมอซางรักไม่ได้แกเตรียมย้ายไปอยู่บ้านเช่าได้เลย!" "พ่อ......" คำสั่งเด็ดขาดของจางเอินทำเอาคุณหนูหน้าขาวริมฝีปากแดงอย่างลี่ถิงถึงขั้นร้องไห้ซบอกมารดา เธอ "แม่หนูไม่อยากแต่งกับหมอซาง" "แต่พ่อพูดมาก็ถูกหากเราไม่ขอให้ตระกูลซูช่วยมีหวังได้ไปนอนห้องเช่านะลูก" "ฮือ...ฮึก...."สายลมพัดโบกสะบัดบ่งบอกถึงฤดูหนาวสะท้านกำลังจะมาถึง จางลี่ถิงสวมเสื้อโคชตัวใหญ่พร้อมรองเท้าสั้นสูงแหลมคมมุ่งหน้าเข้ามาที่โรงพยาบาลเป่ย"ขอโทษนะ ฉันมาหาหมอซาง""คุณหมอซางตรวจคนไข้อยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจะรอไหม""ได้ บอกเขาว่าฉัน จางลี่ถิง ต้องการขอพบ"หลังจากที่เธอพูดแบบนั้นแล้วก็ถือวิสาสะเดินมุ่งหน้าไปทางห้องพักหมอ โดยที่เจ้าหน้าที่ซักประวัติยังไม่เอ่ยอนุญาต และมองตามหลังเธอจนลับตาเวลาผ่านไปสักพัก หมอซางร่างสูงผมดำคิ้วเข้มใบหน้าหล่อคมสันก็เดินออกมาจากห้องตรวจ"คุณหมอคะ มีผู้หญิงมาขอพบคุณหมอค่ะ""ใคร?""เธอบอกว่าชื่อจางลี่ถิงค่ะ"เรียวคิ้วหนาดกดำย่นลงจนเป็นปม ไม่คิดว่าชื่อที่เขาไม่พึ่งประสงค์เจอจะมาถึงที่นี่"เธออยู่ไหน""เห็นเดินทางห้องพักคุณหมอค่ะ"และนั่นยิ่งทำให้สีหน้าที่เบ่งบานเมื่อครู่กลับยับยู่ยี่ขึ้นอีก ใครอนุญาตให้คนแบบนั้นไปที่ห้องพักของตัวเองหมอซางมุ่งหน้าไปที่ห้องพัก ใบหน้าของหมอยับยิ่งกว่าถนนพึ่งเทยางมะตอยเสียอีก เมื่อมาถึงก็พุ่งตัวเข้าไปข้างในแอ๊ดปัก!"ไม่ทราบว่ามาหาผมมีธุระอะไร?"น้ำเสียงห้วนห้าวโพล่งถามออกไปด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดเล็กน้อย ส่วนคนที่ยืนมองข้าวของทุกอย่างในห
ต้องบอกว่าทำใจอยู่หลายวันกว่าจะตัดสินใจมาหาหมอซางที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จางลี่ถิงเธอมาพร้อมของฝากเต็มไม้เต็มมือไปหมดไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนี้เรียกว่าติดสินบนหรือเป็นการเอาใจกันแน่"ขอโทษนะฉันมาหาหมอซางเขาอยู่หรือเปล่า" ใบหน้าของเธอเหมือนจะพร้อมบวกทุกครั้งมันไม่ได้มีรอยยิ้มไมตรีให้ผู้พบเห็น ทว่าคนที่ถูกถามก็อุตส่าห์ตอบออกมาด้วยไมตรีที่ดี"ตอนนี้คุณหมอมีประชุมค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจะรอหรือเปล่าคะ""มาขนาดนี้ก็ต้องรอสิ" เธอพูดพร้อมยกถุงของมากมายที่พึ่งซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ด้านหน้าได้ดู หญิงคนนั้นเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินนำลี่ถิงไปที่ห้องของหมอ"อีกสักพักคุณหมอก็คงออกมาค่ะ คุณรออยู่ที่นี่แล้วกัน""ได้" รับคำสั้น ๆ แม้ว่ามันจะดูห้วนไปนิดแต่คนที่พามาก็ไม่ได้ดูหงุดหงิดอะไร เมื่อเจ้าหน้าที่ซักประวัติด้านหน้าเดินกลับไปแล้วเธอก็เอาถุงขนมของฝากเดินมาวางไว้ที่โต๊ะของหมอซาง พร้อมความคิดที่กำลังประมวลมากมายในหัวหวังว่าคงจะได้ผลนั่งรอก็แล้วยืนรอก็แล้วจนเวลาผ่านไปสักกพักใหญ่ ๆ แต่ก็ยังไร้เงาของคุณหมอหนุ่มรูปหล่อ ลี่ถิงผู้ที่ไม่เคยต้องง้ออ้อนวอนใครถึงขึ้นใบหน้าบ่งบอกได้ถึงความหงุดหงิดแต่สิ
ห้องเสื้อชื่อดังLEETHINGสาวสวยในชุดเสื้อโคชตัวใหญ่ในฤดูหนาวนั่งร่างดีไซน์ชุดราตรีอย่างคล่องมือ ตั้งแต่ที่เธอเรียนจบมาด้านนี้ก็เปิดร้านห้องเสื้อเป็นผู้นำแฟชั่นที่ล้ำสมัย ไม่ได้เข้าไปช่วยกิจการที่ครอบครัวทำอยู่ จางลี่ถิงก้มหน้ามุ่งมั่นเพื่อที่จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ออกมา แม้ว่าตอนนี้เธอเองจะประสบปัญหาด้านชื่อเสียงที่เสียไปจากการทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ใช่ว่าคนอย่างเธอจะยอมแพ้ไม่สู้ชีวิตกับงานที่รักต่อเสียเมื่อไหร่ตึก ตึกเสียงส้นรองเท้าที่มุ่งหน้ามาที่ห้องทำงานของเธอ ทำเอาลี่ถิงต้องช้อนสายตาขึ้นมองเมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนเธอก็ยิ้มออกมา"หนิงเอ๋อ เรานัดกันตอนบ่ายโมงไม่ใช่หรือไงทำไมเธอมาไวกว่าที่คิดละ""พอดีฉันว่างเลยมาก่อน จริงสิได้ยินข่าวมา พ่อของเธอเข้าไปคุยเรื่องของเธอกับตระกูลซูอย่างนั้นเหรอ""ข่าวไวดีนี่""ก็ห่าวอี้นะสิได้ยินพ่อของเขาพูดถึงเรื่องนี้" คนที่หนิงเอ๋อพูดถึงคือคนรักของเธอซึ่งพ่อของเขาก็เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของตระกูลซู ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะวนเวียนกันอยู่ความลับก็คงไม่มีในโลกละมั้งคำพูดของเพื่อนทำเอาลี่ถิงต้องวางดินสอในมือลง จากนั้นเธอก็เอนแผ่นหลังชิดกับเก้าอี้ พร้อม
คฤหาสน์ตระกูลซูบรรยากาศบนโต๊ะอาหารตอนนี้ปกคลุมไปด้วยความอึดอัดของคุณหนูหน้าขาวเรียวปากแดง เพราะสายตาคมเข้มที่นั่งตรงข้ามเธอเอาแต่งจ้องมองด้วยความไม่ชอบใจ"เอาละที่เชิญพวกคุณมาทานข้าวมื้อนี้เพราะทางเราเองก็เห็นสมควรแก่เรื่องที่จางเอินเข้ามาคุยเมื่อหลายวันก่อน"บรรยากาศคล้ายจะอึมครึมจึงทำให้เจ้าของคฤหาสน์หรูอย่างซูอันต้องเอ่ยวาจาออกมาเหมือนกำลังเปิดประเด็นเรื่องที่นัดบ้านตระกูลจางมาในวันนี้ ที่บรรยากาศดูอึมครึมเพราะลูกชายเจ้าของบ้าน ยิ่งผู้เป็นบิดาเปิดเรื่องขึ้นมาเพียงเท่านั้น ทำเอาหมอซางหน้าเข้มยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มและนั่นทำเอาสายตาของตระกูลจางจ้องมองเขาเป็นตาเดียว เมื่อวางแก้วน้ำลงเท่านั้นซูอันก็พูดต่อทันที"เรื่องที่จางเอินเสนอมานั้นเราได้คุยกันแล้ว เป็นเรื่องดีที่จะให้ทั้งสองตระกูลเกี่ยวดองฉันในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดยินดีที่จะรับหนูถิงถิงเข้ามาอยู่ในครอบครัวเรา""อะไรนะคะ" เสียงที่แทรกขึ้นเป็นเสียงของลี่ถิงเธอไม่คิดว่า คุณลุงซูจะตัดสินใจแบบนั้นเพราะเข้าใจด้วยดีเสมอว่า หมอซางไม่ได้ชอบพอตนและไม่คิดที่จะแต่งงานกับเธอตั้งแต่แรกในขณะที่หมอซางเองเงียบสนิทเขาไม่พูดอะไรทั้งสิ้น แต่ถือว่าโชคยั
คฤหาสน์ตระกูลซูบรรยากาศบนโต๊ะอาหารตอนนี้ปกคลุมไปด้วยความอึดอัดของคุณหนูหน้าขาวเรียวปากแดง เพราะสายตาคมเข้มที่นั่งตรงข้ามเธอเอาแต่งจ้องมองด้วยความไม่ชอบใจ"เอาละที่เชิญพวกคุณมาทานข้าวมื้อนี้เพราะทางเราเองก็เห็นสมควรแก่เรื่องที่จางเอินเข้ามาคุยเมื่อหลายวันก่อน"บรรยากาศคล้ายจะอึมครึมจึงทำให้เจ้าของคฤหาสน์หรูอย่างซูอันต้องเอ่ยวาจาออกมาเหมือนกำลังเปิดประเด็นเรื่องที่นัดบ้านตระกูลจางมาในวันนี้ ที่บรรยากาศดูอึมครึมเพราะลูกชายเจ้าของบ้าน ยิ่งผู้เป็นบิดาเปิดเรื่องขึ้นมาเพียงเท่านั้น ทำเอาหมอซางหน้าเข้มยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มและนั่นทำเอาสายตาของตระกูลจางจ้องมองเขาเป็นตาเดียว เมื่อวางแก้วน้ำลงเท่านั้นซูอันก็พูดต่อทันที"เรื่องที่จางเอินเสนอมานั้นเราได้คุยกันแล้ว เป็นเรื่องดีที่จะให้ทั้งสองตระกูลเกี่ยวดองฉันในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดยินดีที่จะรับหนูถิงถิงเข้ามาอยู่ในครอบครัวเรา""อะไรนะคะ" เสียงที่แทรกขึ้นเป็นเสียงของลี่ถิงเธอไม่คิดว่า คุณลุงซูจะตัดสินใจแบบนั้นเพราะเข้าใจด้วยดีเสมอว่า หมอซางไม่ได้ชอบพอตนและไม่คิดที่จะแต่งงานกับเธอตั้งแต่แรกในขณะที่หมอซางเองเงียบสนิทเขาไม่พูดอะไรทั้งสิ้น แต่ถือว่าโชคยั
ห้องเสื้อชื่อดังLEETHINGสาวสวยในชุดเสื้อโคชตัวใหญ่ในฤดูหนาวนั่งร่างดีไซน์ชุดราตรีอย่างคล่องมือ ตั้งแต่ที่เธอเรียนจบมาด้านนี้ก็เปิดร้านห้องเสื้อเป็นผู้นำแฟชั่นที่ล้ำสมัย ไม่ได้เข้าไปช่วยกิจการที่ครอบครัวทำอยู่ จางลี่ถิงก้มหน้ามุ่งมั่นเพื่อที่จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ออกมา แม้ว่าตอนนี้เธอเองจะประสบปัญหาด้านชื่อเสียงที่เสียไปจากการทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ใช่ว่าคนอย่างเธอจะยอมแพ้ไม่สู้ชีวิตกับงานที่รักต่อเสียเมื่อไหร่ตึก ตึกเสียงส้นรองเท้าที่มุ่งหน้ามาที่ห้องทำงานของเธอ ทำเอาลี่ถิงต้องช้อนสายตาขึ้นมองเมื่อเห็นว่าเป็นเพื่อนเธอก็ยิ้มออกมา"หนิงเอ๋อ เรานัดกันตอนบ่ายโมงไม่ใช่หรือไงทำไมเธอมาไวกว่าที่คิดละ""พอดีฉันว่างเลยมาก่อน จริงสิได้ยินข่าวมา พ่อของเธอเข้าไปคุยเรื่องของเธอกับตระกูลซูอย่างนั้นเหรอ""ข่าวไวดีนี่""ก็ห่าวอี้นะสิได้ยินพ่อของเขาพูดถึงเรื่องนี้" คนที่หนิงเอ๋อพูดถึงคือคนรักของเธอซึ่งพ่อของเขาก็เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารของตระกูลซู ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะวนเวียนกันอยู่ความลับก็คงไม่มีในโลกละมั้งคำพูดของเพื่อนทำเอาลี่ถิงต้องวางดินสอในมือลง จากนั้นเธอก็เอนแผ่นหลังชิดกับเก้าอี้ พร้อม
ต้องบอกว่าทำใจอยู่หลายวันกว่าจะตัดสินใจมาหาหมอซางที่โรงพยาบาลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จางลี่ถิงเธอมาพร้อมของฝากเต็มไม้เต็มมือไปหมดไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนี้เรียกว่าติดสินบนหรือเป็นการเอาใจกันแน่"ขอโทษนะฉันมาหาหมอซางเขาอยู่หรือเปล่า" ใบหน้าของเธอเหมือนจะพร้อมบวกทุกครั้งมันไม่ได้มีรอยยิ้มไมตรีให้ผู้พบเห็น ทว่าคนที่ถูกถามก็อุตส่าห์ตอบออกมาด้วยไมตรีที่ดี"ตอนนี้คุณหมอมีประชุมค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจะรอหรือเปล่าคะ""มาขนาดนี้ก็ต้องรอสิ" เธอพูดพร้อมยกถุงของมากมายที่พึ่งซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ด้านหน้าได้ดู หญิงคนนั้นเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเดินนำลี่ถิงไปที่ห้องของหมอ"อีกสักพักคุณหมอก็คงออกมาค่ะ คุณรออยู่ที่นี่แล้วกัน""ได้" รับคำสั้น ๆ แม้ว่ามันจะดูห้วนไปนิดแต่คนที่พามาก็ไม่ได้ดูหงุดหงิดอะไร เมื่อเจ้าหน้าที่ซักประวัติด้านหน้าเดินกลับไปแล้วเธอก็เอาถุงขนมของฝากเดินมาวางไว้ที่โต๊ะของหมอซาง พร้อมความคิดที่กำลังประมวลมากมายในหัวหวังว่าคงจะได้ผลนั่งรอก็แล้วยืนรอก็แล้วจนเวลาผ่านไปสักกพักใหญ่ ๆ แต่ก็ยังไร้เงาของคุณหมอหนุ่มรูปหล่อ ลี่ถิงผู้ที่ไม่เคยต้องง้ออ้อนวอนใครถึงขึ้นใบหน้าบ่งบอกได้ถึงความหงุดหงิดแต่สิ
สายลมพัดโบกสะบัดบ่งบอกถึงฤดูหนาวสะท้านกำลังจะมาถึง จางลี่ถิงสวมเสื้อโคชตัวใหญ่พร้อมรองเท้าสั้นสูงแหลมคมมุ่งหน้าเข้ามาที่โรงพยาบาลเป่ย"ขอโทษนะ ฉันมาหาหมอซาง""คุณหมอซางตรวจคนไข้อยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณจะรอไหม""ได้ บอกเขาว่าฉัน จางลี่ถิง ต้องการขอพบ"หลังจากที่เธอพูดแบบนั้นแล้วก็ถือวิสาสะเดินมุ่งหน้าไปทางห้องพักหมอ โดยที่เจ้าหน้าที่ซักประวัติยังไม่เอ่ยอนุญาต และมองตามหลังเธอจนลับตาเวลาผ่านไปสักพัก หมอซางร่างสูงผมดำคิ้วเข้มใบหน้าหล่อคมสันก็เดินออกมาจากห้องตรวจ"คุณหมอคะ มีผู้หญิงมาขอพบคุณหมอค่ะ""ใคร?""เธอบอกว่าชื่อจางลี่ถิงค่ะ"เรียวคิ้วหนาดกดำย่นลงจนเป็นปม ไม่คิดว่าชื่อที่เขาไม่พึ่งประสงค์เจอจะมาถึงที่นี่"เธออยู่ไหน""เห็นเดินทางห้องพักคุณหมอค่ะ"และนั่นยิ่งทำให้สีหน้าที่เบ่งบานเมื่อครู่กลับยับยู่ยี่ขึ้นอีก ใครอนุญาตให้คนแบบนั้นไปที่ห้องพักของตัวเองหมอซางมุ่งหน้าไปที่ห้องพัก ใบหน้าของหมอยับยิ่งกว่าถนนพึ่งเทยางมะตอยเสียอีก เมื่อมาถึงก็พุ่งตัวเข้าไปข้างในแอ๊ดปัก!"ไม่ทราบว่ามาหาผมมีธุระอะไร?"น้ำเสียงห้วนห้าวโพล่งถามออกไปด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดเล็กน้อย ส่วนคนที่ยืนมองข้าวของทุกอย่างในห
หากจะบอกว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอนก็คงไม่ผิด เพราะขนาดคนที่เคยมีทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังกลายเป็นคนจนขอทานก็มีให้เห็น กล่าวถึงตระกูลที่ร่ำรวยอีกตระกูลก็คงไม่พ้นตระกูลจางนักธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียง แถมลูกสาวก็เป็นดีไซเนอร์แถวหน้าจบจากต่างประเทศ ทว่า เรื่องราวชีวิตมันก็เหมือนละครมีขึ้นก็ต้องมีลงบ้านตระกูลซู"คุณอัน หากคุณไม่ยื่นมือมาช่วยพวกเรามีหวังธุรกิจของผมพังทลายแน่ ๆ ""จางเอิน ลุกขึ้นเถอะผมเข้าใจสถานการณ์ของคุณตอนนี้ แต่ธุรกิจของคุณผมเองก็ไม่สันทัดเท่าไร"เสียงทุ้มของชายสูงวัยสนทนากันอยู่ ซูลี่อัน และ จางเอิน เขาทั้งสองรู้จักกันเพราะต้นตระกูลเคยเป็นมิตรไมตรีกันมาก่อน เมื่อถึงรุ่นที่สี่ของตระกูลซูก็เหมือนจะห่างเหินกันพอสมควรจึงทำให้ลูก ๆ ไม่รู้จักกันด้วยซ้ำซูอันพยุงคนที่นั่งคุกเข่าขอร้องเขาในห้องรับแขก ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะอารมณ์ชั่ววูบของจางลี่ถิง"หากลูกสาวผมไม่ก่อความวุ่นวายเรื่องทั้งหมดก็ไม่เป็นอย่างนี้ ตงหยางไม่น่าเล่นผมแรงจนทำให้หุ้นบริษัทดิ่งตัวลงมาก"เมื่อเขาลุกขึ้นแล้วก็รีบฟูมฟายเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัว หากจะเท้าความกลับไปละก็เรื่องที่เกิดขึ้นก็เพราะจางลี่ถิงแท้