“ข้าอยากกินของหวานน่ะ รับสักถ้วยมั้ย”เป็นครั้งแรกละกระมัง ที่อู๋เหริ่นชวนมีแก่ใจเผื่อแผ่ของกินให้เขา บุรุษเซียนรูปงามจึงไม่คิดอะไร รับถ้วยของหวานไว้ แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะของตนเอง “อาจารย์ ของหวานที่โต๊ะเรามีแล้วนี่ขอรับ” ซานไป๋ทักขึ้น เมื่อเห็นว่าอาจารย์หนุ่มถือถ้วยของหวานมาวางลงบนโต๊ะ“ศิษย์น้องเจ้าให้มาน่ะ”“ใครขอรับ” มู่เฉินขมวดคิ้ว เขาก็เหมือนกับจิวยี่ ซานไป๋นั่นละ ที่ไม่รู้เรื่องเลยว่า อาจารย์ไปรับศิษย์คนใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน “ต่อไปอู๋เหริ่นชวน ประมุขน้อยพรรคมารจะมาเป็นศิษย์น้องของพวกเจ้า”คำตอบของอาจารย์หนุ่ม พาให้ศิษย์ทั้งสามต่างเบิกตากว้าง อ้าปากค้างไปตามๆ กัน“อาจารย์หมายถึง คนที่ผู้อื่นต่างร่ำลือว่าเป็นคนไร้ประโยชน์น่ะหรือขอรับ” จิวยี่เอ่ยตามตรง ในสิ่งที่เขาได้ยินมาแต่เมื่อเห็นสายตาดุของอาจารย์กราดมา จึงต้องก้มหน้า“ข้าก็แค่ได้ยินมาแบบนี้น่ะขอรับ” น้ำเสียงเอ่ยออกไปนั้นอ่อนอ่อย “ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินสิ่งใดมาก็ตาม อย่าได้หมิ่นแคลนผู้อื่น”“ขอรับ”“ว่าแต่เหตุใด เขาจึงกลายมาเป็นศิษย์น้องของพวกเราได้ล่ะขอรับ” มู่เฉินยังคงไม่คลายความสงสัยอยู่นั่นเอง “เขาเป็นทูตตามสัญญาสันติระ
อู๋เหริ่นชวนสอดมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบขวดยาออกมาถือไว้“ขอเพียงพวกเขายอมขอขมาศิษย์พี่ข้า ก็จะได้ยาถอนพิษไป”ศิษย์ปากเปราะต่างมองหน้ากันเลิกลั่ก เพิ่งรู้ว่า คนที่ตนเองหมิ่นแคลนไว้ร้ายกาจเพียงใด ก็ในยามนี้เอง หากไม่รีบขอขมาสตรีผู้นี้ มีหวังพวกเขาต้องหัวเราะจนขาดใจตายเป็นแน่ พวกเขาจึงต้องยอมคุกเข่าลงตรงหน้าอู๋หมิ่นเยี่ยน“ข้า ต้องขอโทษแม่นางด้วย ที่หมิ่นแคลนแม่นางออกไป”“ข้าเองก็ต้องขอโทษท่านประมุขน้อยด้วยขอรับ”“ท่านทั้งสองโปรดอภัยให้ข้าด้วยเถิด” แม้จะเป็นการขอขมาปนเสียงหัวเราะไปสักหน่อย แต่ประมุขน้อยหนุ่มก็ไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะต้องต่อความยาวสาวความยืดอยู่อีก จึงส่งยาถอนพิษขวดนั้นให้เกาหย่วนแต่โดยดีเรื่องวุ่นวายคงจบลงเพียงเท่านี้อยู่หรอก หากบุคคลที่สามไม่สอดมือเข้ามาอีกคน“ประมุขน้อยอู๋ โทษฐานที่ท่านก่อเรื่องวุ่นวายในตำหนักเจียงอู่ ท่านเองก็ต้องรับโทษของสำนักเจียงอู่ด้วย จะยินยอมหรือไม่”ได้ยินคำถามเฉียบขาด กับแววตาวาวโรจน์ไร้ปราณีคู่นั้นแล้ว อู๋เหริ่นชวนก็รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาครามครัน ใครเลยจะไม่รู้ว่า บทลงโทษของสำนักเจียงอู่นั้น ขึ้นชื่อว่ารุนแรงกว่าที่ใดในใต้หล้า “ท่า
“เกิดอะไรขึ้น!” อู๋หมิ่นเยี่ยนเดินผ่านมาประสบเหตุเข้าถามหน้าตาตื่น คงเห็นสภาพย่ำแย่ของหลัวเซียนไม่ต่างจากเขานั่นละ “ศิษย์พี่ อย่าเพิ่งถามอะไรเลย รบกวนเตรียมน้ำสะอาดให้ข้าที” “อึม” อู๋หมิ่นเยี่ยนรับคำ ก่อนจะก้าวเร็วๆ ผละจากไป อู๋เหริ่นชวนพาหลัวเซียนมานั่งลงบนที่นอนนุ่ม หากไม่เพราะเขาผนึกชีพจรวิญญาณ อาการบาดเจ็บคงจะไม่หนักหนาเช่นนี้ “เป็นไงบ้าง” “ข้าไม่เป็นไร” หลัวเซียนตอบเสียงอ่อน คงอีกสักชั่วยามกว่าชีพจรวิญญาณจะคลาย และใช้พลังปราณขับพิษออกมาได้ ระหว่างนี้คงต้องอดทนกับความเจ็บปวดจากพิษบาดแผลถูกโบย และพิษจากลูกธนูไปก่อน “หน้าซีดปากเขียวขนาดนี้ ยังจะทำอวดเก่งอีก” อู๋เหริ่นชวนว่าเข้าให้ กำลังจะถอดเสื้อตัวนอกของอีกฝ่ายออก ทว่าหลัวเซียนกลับปัดป้อง “จะทำอะไร” “ก็ถอดเสื้อไง ไม่ถอดแล้วจะทำแผลยังไง” “ไม่เป็นไร ข้าทำเอง” “หุบปากไปเลย ท่านมีตาหลังรึไง ท่านเป็นบุรุษ ข้าก็เป็นบุรุษ ใยต้องอายอะไรอีก มา!” คนเจ็บอ่อนแรงจนแทบทรงกายนั่ง
ณ เขาเซียนกู่ภายในตำหนักหวงหลัน อันโอ่อ่า ปลูกสร้างด้วยอิฐสีเหลือง หลังคาทรงเก๋งจีน รอบบริเวณเต็มไปด้วยดอกหวงหลัน บ้างตูมบ้างบาน ส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วบริเวณ แม้ในยามกลางคืน สายลมเย็นยามดึกหอบเอากลิ่นหวงหลันเข้ามาภายในตำหนัก ก็ยิ่งพาให้บรรยากาศโดยรอบชื่นมื่น หลัวจุ้นซิน โอบเอวสตรีร่างแน่งน้อย หน้าตาหมดจดงดงาม ดุจรุปสลักสองนางไว้ในอ้อมแขนคนละข้าง ดื่มสุราจากจอกที่นางทั้งสองป้อนให้ พลางหัวเราะสิ่งใดเลยจะทำให้เขามีความสุขเท่ากับการที่ศิษย์พี่ของเขาไม่ได้อยู่ที่เขาเซียนกู่อีกเป็นไม่มีนับตั้งแต่รู้ว่า หลัวเซียนลงเขาไป พร้อมกับศิษย์เอกทั้งสามและศิษย์โง่อีกสิบสี่คนแล้ว เขาก็สั่งให้คนตระเตรียมอาหารคาวหวาน สุรารสเลิศพร้อมสรรพ สำหรับค่ำคืนอันแสนสุข ขณะกำลังส่งจอกสุราใส่มือหนึ่งในสองสตรี แล้วเลยฉวยโอกาสจับทรวงอกหยุ่นนิ่ม ละมุนมือเล่น “ไห่เยี่ยน” จอมยุทธหนุ่มเผ่าเซียน ดวงหน้าสี่เหลี่ยม ริมฝีปากหนา ดวงตาคมราวดวงตานกอินทรีย์ ปลายจมูกงุ้ม ดูคล้ายจะงอยปากนก ก็เดินเข้ามาในห้องรับรอง พร้อมประสานมือคารวะนอบน้อม“นายท่าน”“เจ้ามาก็ดีแล้ว มือสังหารที่ส่งไปทำงานลุล่วงหรือไม่” แววตาและน้ำเสียงของหลัวจุ้น
“ไม่ต้องไปดูหรอก เขามีศิษย์คอยดูแลตั้งสามคนแล้ว อีกอย่างเขาได้ยาถอนพิษของข้า กับได้สหายหูใช้พลังปราณขับพิษให้ ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” “ว่าแต่เจ้าเถอะ ไม่ได้นอนมาทั้งคืน คงเหนื่อยแย่ พี่ตุ๋นน้ำแกงรากบัวให้เจ้าสักถ้วยดีหรือไม่” “ดีขอรับ ไปกัน ไปกัน” ว่าแล้วประมุขน้อยหนุ่มก็เดินนำศิษย์พี่ของเขามายังห้องรับรอง มองอู๋หมิ่นเยี่ยนทำอาหารยิ้มๆ ปากก็ชวนคุยไปเรื่อยว่า“พรุ่งนี้ ท่านกับศิษย์พี่ศิษย์น้องของเราก็จะกลับเคหาสน์พันดาวแล้ว ส่วนข้าก็ต้องไปอยู่ที่เขาเซียนกู่ ศิษย์พี่ท่านอย่าลืมข้านะ”“เสี่ยวชวน เจ้าเป็นศิษย์น้องที่ข้ารักที่สุด ข้าจะลืมเจ้าได้อย่างไรกัน อีกอย่าง ทุกคนในพรรคเรา ล้วนแต่รักและเอ็นดูเจ้า พวกเขาจะคิดถึงเจ้ามากละไม่ว่า ไม่มีเจ้าอยู่สักคน เคหาสน์พันดาวคงเงียบเหงาแย่ เจ้าอยู่ที่นั่น ต้องไม่ดื้อไม่ซน ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายให้อาจารย์เจ้าปวดหัวรู้มั้ย”“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว ศิษย์พี่อย่าห่วงไปเลยขอรับ ถึงข้าจะไม่ชอบขี้หน้าคนแซ่หลัวผู้นั้น แต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็นประมุขน้อยพรรคมาร ข้าจะไม่ทำให้พรรคของเราเสื่อมเสียอย่างแน่นอน” “ข้าเชื่อเจ้า ว่าแต่คุณชายหลัวเองก็ดีกับเจ้าไม่ใช่หรือ เหตุใด เ
“ข้า อู๋เหริ่นชวน นามรอง เสี่ยวชวน ขอรับ” อู๋เหริ่นชวนประสานมือขึ้นคารวะ ค้อมศีรษะลงน้อยๆ ทว่าฝ่ายนั้นกลับเดินมาตบไหล่เขา แล้วจับต้นแขนข้างหนึ่งเอาไว้อย่างเบามือ“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ข้ากับประมุขน้อย ใช่คนอื่นไกลกันเสียที่ไหน เราทั้งสองเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันแท้ๆ มาๆ นั่งลง ไห่เยี่ยน รินชาเร็วเข้า” ไม่รู้เพราะเหตุใด ประมุขน้อยหนุ่มจึงรู้สึกว่า หลัวจุ้นซินผู้นี้ มีท่าทีพินอบพิเทามากกว่าปกติ การพูดการจาก็ดูเสแสร้งเสียมากกว่าหวังดีกับเขาจากใจจริง คนสุภาพเรียบร้อย ดูนุ่มนวลกว่าบุรุษอื่นเช่นหลัวเซียนยังดูน่าไว้วางใจเสียมากกว่า “นี่เป็นชาอู่หลงจากเขาเซียนเรา ศิษย์น้อง ลองชิมดูก่อนเถิด”“เอ่อ ขออภัยด้วยขอรับ คือข้าไม่นิยมดื่มชาตอนใกล้ค่ำเช่นนี้ เกรงว่าคืนนี้จะนอนไม่หลับ”“เช่นนั้น จะรับสุราอาหารเลยดีหรือไม่ ข้าจะได้ให้คนยกมาที่นี่” หลัวจุ้นซินยังคงทำหน้าที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอย่างไม่ขัดตกบกพร่อง จนคนถูกต้อนรับไม่คุ้นชินเอาเสียเลย “ศิษย์น้อง เจ้าเองก็ดูแลงานในสำนักคนเดียวมาหลายวันแล้ว ไม่ต้องลำบากหรอก” “ไม่เป็นไรหรอกศิษย์พี่ ข้าเต็มใจ เห็นท่านปลอดภัยกลับมาก็ดีแล้ว”ได้ยินหลัวจุ้นซินพู
หลังจากให้คนเตรียมสำรับสำหรับแขกผู้มาเยือนเรียบร้อย หลัวเซียนก็กลับเข้ามาในห้องพัก ทันทีที่ลับสายตาบุคคลอื่น บุรุษเซียนรูปงามก็มิอาจเก็บซ่อนอาการจากพิษตกค้างในกายได้อีกต่อไป เพียงไอเบาๆ เท่านั้น ลิ่มเลือดสายเล็กๆ ก็พุ่งออกมาจากมุมปาก เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับโลหิตที่มุมปาก ปราดมายังที่นอน นั่งลงขัดสมาธิ แล้วจึงวาดฝ่ามือขับเคลื่อนพลังปราณในกาย รู้ดีว่าแม้จะพยายามสักกี่หน แต่ก็ไม่สามารถขับพิษตกค้างในกายออกมาได้เลย หากไม่ได้ยาอันซีเซียงของอู๋เหริ่นชวน ไม่แน่ว่า อาการอาจจะรุนแรงยิ่งกว่านี้ก็ได้ ใครกันที่ต้องการให้เขาตาย ถึงขนาดส่งคนไปลอบสังหารหลายครั้งหลายครา หรือจะเป็นผู้ที่ไม่อยากให้เขาก้าวขึ้นรับตำแหน่งประมุขเผ่าเซียน ใครกันที่ปรารถนาตำแหน่งประมุขถึงเพียงนั้น ไฉนจึงไม่บอกเขาตามตรง เหตุใดต้องใช้วิธีโหดเหี้ยมเช่นนี้ด้วย หลัวเซียนครุ่นคิด ความหนาวจนกายสะท้านจากพิษในกาย ซ่านไปทั้งกระดูก บางคราวก็แลเห็นภาพตรงหน้าพร่ามัวลง แล้วก็กลับชัดเจนขึ้นดังเดิม หรืออีกไม่ช้า ความปรารถนาของคนบงการจะสำเร็จลุล่วงแล้วจริงๆ หนอสองสัปดาห์ของการอยู่ที่เขาเซียนกู่ เต็มไปด้วยความน่าเบื่อหน่าย จนอยาก
เห็นว่าหลัวเซียนจมน้ำไปนานแล้ว เกรงว่าพิษในร่างจะกำเริบขึ้นมาอีก จึงจมน้ำไปเช่นนั้น ตัดสินใจอยู่ครู่ จึงถอดเสื้อออกอย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดลงไป ดำหาหลัวเซียนอยู่ครู่ใหญ่ สลับกับตะโกนเรียกชื่อเขา แต่กลับไม่มีเสียงใดตอบกลับมา นึกไม่ถึงเลยว่า จะมีมือของใครคนหนึ่ง ดึงขาเขาให้จมน้ำไปด้วยกัน อู๋เหริ่นชวนดิ้นรน หลับหูหลับตากลืนน้ำไปหลายอึก พอลืมตาขึ้นได้ ก็เห็นว่าหลัวเซียนถีบตัวเองขึ้นมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว “ท่านหลอกข้านี่” อู๋เหริ่นชวนตะโกนเอะอะ โผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำได้ก็จะเข้าบีบคอคนตรงหน้า ทว่าหลัวเซียนกลับรู้ทัน ชิงรวบมือเขาเอาไว้เสียก่อน “ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าแกล้งข้าก่อน แกล้งอาจารย์ควรมีโทษสถานใด” “จะทำอะไรก็ทำ ยังไงฝีมือข้าก็สู้ท่านไม่ได้อยู่แล้วนี่” ประมุขน้อยหนุ่มประชดประชันออกไป นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ บุรุษหนุ่มรูปงามจะโอบเอวเขาเอาไว้ แล้วพาขึ้นฝั่งมาด้วยกัน “มา ข้าอบผ้าให้เจ้า” ว่าแล้วหลัวเซียนก็วาดฝ่ามือในอากาศ รวมพลังปราณมายังมือ แล้วปล่อยละไอร้อนเป่ากางเกงให้อู๋เหริ่นชวนจนแห้งก่อน แล้วจึงอบผ้าให้ตนเองจนแห้งสนิท“เห็ดหลินจือแดงของเจ้าช่วยบำรุงร่างกายได้ดีจริงๆ ข้ารู้สึกดี
“ข้าได้ทำร้ายเจ้าหรือไม่” ไม่ ตรงกันข้ามเจ้ากลับเป็นคนพาข้าหนีออกมาด้วยซ้ำ แสดงว่าเจ้ายังคงครองสติได้ แต่ไม่อาจควบคุมพลังสังหารในตัวเจ้าได้” ฟังคำตอบของบุรุษเซียนแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็ได้แต่ระบายลมหายใจหนักๆ“มือของข้าเปื้อนเลือดซะแล้ว”“แต่พวกเขาเป็นฝ่ายทำร้ายเจ้าก่อน”“หากข้าควบคุมพลังไม่ได้ ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร” “เจ้าอย่าเพิ่งกังวลไปเลย พักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยเริ่มฝึกกัน” “ก็ได้ๆ ว่าแต่เจ้าเถอะ เป็นอย่างไรบ้าง บาดเจ็บหรือไม่”“ข้าไม่เป็นไร ที่หอเหม่ยลี่ ตอนกำลังจะถูกแส้ของนาง จู่ๆ ข้าก็เรียกพัดเวทย์ออกมาปัดแส้ไว้ได้ทัน แต่พลังก็ยังคงอ่อนอยู่” “แต่เจ้าก็ไม่ได้อ่อนแรงแล้วนี่ แสดงว่าพลังวิญญาณเจ้าเริ่มฟื้นขึ้นมาทีละน้อยแล้ว เจ้าเองก็ต้องฝึกฝนด้วยเช่นกัน” “คงต้องเป็นอย่างนั้น อากาศเริ่มเย็นแล้ว ใส่เสื้อเถอะ มา ข้าช่วย” ว่าแล้วบุรุษเซียนก็คว้าเสื้อของตนเองมาถือไว้ในมือ รอกระทั่งอีกฝ่ายหยัดกายลุกขึ้นนั่งแล้ว จึงค่อยๆ สวมให้“เสื้อเจ้าขาดหมดแล้ว ใส่เสื้อข้าไปก่อนนะ” “ขอบคุณ” อู๋เหริ่นชวนไม่เอ่ยเปล่า ชำเลืองมองเสี้ยวหน้าคมคายของคนกำลังสวมเสื้อให้แน่วนิ่ง เพีย
“เจ้าต้องการอะไร” “ท่องคัมภีร์มหาเวทย์ออกมา แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป” สตรีหน้าตาหมดจดงดงาม ทว่านัยน์ตาทั้งคู่กลับฉายแววโหดเหี้ยม ลมหายใจเข้าออกเรื่อยช้า เยือกเย็นเชยคางประมุขน้อยหนุ่มขึ้นสบตา แต่แทนที่เขาจะทำตามความต้องการของนาง กลับห่วงความปลอดภัยของผู้ที่ติดตามมาด้วยมากกว่า“คนของข้าล่ะ”“คุณชายดวงตาพิการผู้นั้นน่ะหรือ ข้าขังเขาไว้ในห้องข้างๆ นี่เอง หากเจ้าท่องคัมภีร์มหาเวทย์ออกมาแล้ว ข้าก็จะปล่อยเจ้า และเขาออกไปพร้อมกัน”“แล้วข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เจ้าจะไม่โกหก”“ข้ามีเหตุผลอันใดต้องโกหกเจ้าด้วยเล่า”“หากข้าไม่ทำตามล่ะ”“ข้าก็จะทรมานเจ้าจนตาย แม้แต่คุณชายผู้นั้นก็ต้องตายด้วยเช่นกัน” “หากข้าตาย คัมภีร์มหาเวทย์ก็จะหายไปพร้อมกับข้าด้วย เจ้าปล่อยเขาก่อนสิ แล้วข้าจะท่องคัมภีร์นั่นออกมา” ภายนอกนั้น ประมุขน้อยหนุ่มพูดจาเล่นลิ้นไปเรื่อยก็จริง ทว่าสมองกลับคิดหาทางเอาตัวรอดอยู่จริงสินะ ทุกครั้งที่พบกับอันตราย เหตุการณ์จวนตัวจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว พลังปราณในกายเขาจึงจะสำแดงออกมา ตอนพบกับจิ้งจอกม่วง หรือแม้กระทั่งตอนวิ่งหนีกลุ่มชายชุดดำเมื่อคืน ก็ล้วนเอาตัวรอดได้อย่างไม่น่าเชื่อทั้งนั
ขณะที่บุรุษเซียนมือไม้สั่น ขณะลงกับหัวกางเกงอีกฝ่าย “พอๆ ไม่ต้องหาแล้ว ข้าล้อเล่นน่ะ อยากรู้ว่าเจ้าจะทำยังไง” “เจ้า!” เจอคนขี้เล่นแกล้งเข้าให้ บุรุษเซียนก็นึกฉุน คว้าไม้ไผ่มาไว้ในมือ ลุกขึ้นได้ก็เดินฉับๆ กลับมาหน้าตาเฉย “เป็นอะไร โกรธรึไง รึว่าเสียดาย” “เสียดายอะไร” “ก็เสียดายที่ไม่ได้จับพญาช้างศารของข้าน่ะสิ เจ้าเกิดในตระกูลเซียนชั้นสูง คงไม่เคยมีใครหยอกเจ้าแบบนี้สินะ” “ใช่” หลัวเซียนพยักหน้ารับ จริงอย่างที่เขาว่านั่นละ ใครเลยจะกล้าเล่นหัวกับว่าที่ประมุขเผ่าเซียน แค่เห็นว่าหลัวเซียนเดินผ่านมาก็ต้องแสดงการคารวะ แล้วเดินตัวลีบเลี่ยงไปทางอื่น ยิ่งเขาเติบโตขึ้น สำนักเซียนรับศิษย์รุ่นใหม่ เขาก็กลายเป็นอาจารย์ไปโดยปริยาย ใครเลยจะกล้าหยอกเล่นกับอาจารย์กันเล่า “รีบกลับเถอะ ข้าง่วงแล้ว” อู๋เหริ่นชวนยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอด เร่งฝีเท้านำอีกฝ่ายกลับมายังโรงเตี๊ยม ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองว่า เขาจะเดินตามมาทันหรือไม่ เมื่อไม่มีธุระอะไรแล้ว ใยต้องสนใจคนที่ใจไม่เคยนับเป็นสหายอีกเล่า ณ
ยังไม่ทันจะถึงตัวประมุขน้อยหนุ่มด้วยซ้ำ เสียงของใครคนหนึ่งก็ตวาดก้องขึ้น “หยุดนะ! ไม่ว่าใครก็พาเขาไปไม่ได้ทั้งนั้น!” เนื่องจากคืนนี้เป็นคืนเดือนแรม ไม่มีแม้แสงจันทร์เพียงนิดส่องลงมา จั่วเฉินและกลุ่มชายชุดดำ จึงแลเห็นเพียงบุรุษหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งพลิ้วกายลงมาจากหน้าต่างโรงเตี๊ยม ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเรียกกู่ฉินออกจากมือทั้งสองข้างได้ด้วย “เจ้าเป็นใคร” “บรรพชนเจ้าไง”สิ้นคำตอบนั้น การต่อสู้ด้วยท่วงทำนองกู่ฉินพิฆาต กับทำนองขลุ่ยก็เริ่มขึ้นไม่เพียงเสียงฉิน เสียงขลุ่ยจะบาดลึกเข้าไปในโสดประสาทของคนฟัง จนแก้วหูลั่นเปรี๊ยะเท่านั้น แต่ยังทำให้มนตร์สะกดที่ครอบงำสติของประมุขน้อยหนุ่มคลายลงด้วยเช่นกัน ถึงคราวคับขันเช่นนี้ คนไร้ฝีมือเช่นประมุขน้อยหนุ่มจะทำอะไรได้ นอกจากออกวิ่งไปเบื้องหน้า แต่ก็ยังเชื่องช้าเป็นเต่าคลาน เมื่อเทียบกับวิชาตัวเบาอยู่ดี วิ่งไปได้ครู่เดียว ชายชุดดำกลุ่มนั้นก็ตามมาทัน “จะหนีไปไหน” “พวกเจ้าก็อย่าตามมาสิ” ประมุขน้อยหนุ่มหยุดฝีเท้ากึก กวาดสายตาไปรอบๆ หาห
“คืนนี้เราสองคนมีที่พักแล้ว รีบเข้าไปหาอะไรกิน แล้วนอนพักเอาแรงก่อนดีกว่า” “เจ้ามีเงินเหรอ” ประมุขน้อยหนุ่มนิ่งคิด มองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของบุรุษเซียนครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงปิ่นหยกของเขาออกมาอย่างถือวิสาสะ “นี่เจ้า!” “นี่ ปิ่นนี่ สำคัญกว่าปากท้องของเราสองคนรึไง ไป!” ว่าแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็กึ่งจูงกึ่งลากคนข้างกายเข้ามาในเมือง เพื่อหาร้านแลกเงิน กว่าจะมีที่กิน ที่พักสำหรับค่ำคืนนี้ ช่างยากเย็นเสียจริงขณะที่หลัวเซียนเอง ได้แต่นึกโกรธที่อู๋เหริ่นชวนเอาปิ่นปักผมของเขาไปขาย ระคนเสียดาย จะอะไรเสียอีกเล่า ถ้ามิใช่ปิ่นนั่น เป็นสิ่งสุดท้ายที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ก่อนสิ้นใจ ต่อให้ต้องอดตาย เขาก็จะไม่มีวันขายปิ่นชิ้นนั้นไปเด็ดขาด แทนที่จะกินอาหารบนโต๊ะ หลัวเซียนจึงเอาแต่นั่งนิ่ง ขณะที่คนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเอาแต่คีบบะหมี่เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ “ทำไมเจ้าไม่กินล่ะ ไม่หิวรึไง เป็นอะไร” เห็นสีหน้านิ่งขึงของคนตรงหน้าแล้ว ประมุขน้อยหนุ่มก็มองไม่เห็นความเป็นไปได้อื่นอีก นอกจากเรื่องปิ่นหยกเมื่อครู่“ทำไม
“ข้าเป็นคนธรรมดาแล้ว อย่าพูดถึงเปลือกนอกที่ไม่ใช่ของข้านั่นอีกเลย” “ก็ได้ๆ ข้าจะไม่พูดถึงมันอีก เอาเป็นว่า ข้าจะให้เจ้าติดตามข้าไป จนกว่าพลังวิญญาณของเจ้าจะฟื้นคืนก็แล้วกัน อย่างน้อย หากเจ้าเป็นอะไรขึ้นมาอีก จะได้มีคนพาเจ้ามารักษา”“ขอบคุณ” ฟังคำขอบคุณชวนให้ขนลุกนั่นแล้ว อู๋เหริ่นชวนก็รู้สึกจั๊กจี้หัวใจอย่างไรชอบกล “ข้าไม่ได้จะใจดีอะไรกับเจ้าหรอกนะ แค่เห็นแก่มารธรรมเท่านั้นเอง พอแล้วๆ” ประมุขน้อยหนุ่มลุกขึ้นบิดขี้เกียจ แต่แล้วสองบุรุษต่างเผ่าก็ต้องชะงัก เบิกตากว้าง เมื่อจู่ๆ นักพรตเฒ่าผู้หนึ่งก็เดินโซซัดโซเซเข้ามาในศาลเจ้า ด้วยความหวาดหวั่นว่า ปีศาจตนใดจะปลอมตัวเป็นนักพรตเฒ่าอีกหรือไม่ หลัวเซียนจึงออกมายืนขวางระหว่างนักพรตกับอู๋เหริ่นชวนอย่างต้องการปกป้องเต็มที่แม้จะได้กลิ่นคาวเลือดจากอีกฝ่าย บุรุษเซียนก็ไม่กล้าเข้าใกล้คนตรงหน้าอยู่ดี“ท่านบาดเจ็บหรือ”แทนคำตอบ นักพรตเฒ่า หนวดเคราขาวยาวรุงรัง สวมเสื้อผ้าสีซีด แม้ภายนอกจะไม่มีบาดแผล ทว่ากลับบาดเจ็บภายในอย่างหนัก ก็กระอักเอาโลหิตออกมาเป็นสายยาว “เขากระอักเลือดออกมาแล้ว ท่านนักพรต ท่าน...” ว่าแล้วอู๋เหริ่นชวนก็ปราดเข้าไปประคองร่าง
หลังจากเดินทางมาตลอดทั้งวัน ประมุขน้อยหนุ่มก็ติดตามบุรุษเซียนมาถึงเผ่ามนุษย์ระหว่างแอบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ มองหลัวเซียนเดินเคาะไม้ไผ่ในมือไปเรื่อยนั่นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อจู่ๆ ก็มีโจรป่าร่างกำยำ สวมชุดดำ โพกผ้าดำจนเห็นเพียงตาทั้งสอง พร้อมกระบี่ครบมือบุกมาขวางหน้า “ส่งเงินมา แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตเจ้า” “ข้าไม่มีเงิน ซ้ำยังตาบอด ทุกท่านโปรดปล่อยข้าไปเถิด” หลัวเซียนประสานมือขึ้นคารวะนอบน้อม ขอร้องออกไป แต่แทนที่สามโจรป่าจะยอมอ่อนข้อ กลับชักกระบี่ออกจากฝัก เกือบพร้อมกันหนึ่งในสามโจรป่าเข้าประชิดตัวบุรุษเซียน ยกปลายกระบี่ขึ้นจ่อที่คอเขาเอาไว้ หลัวเซียนไร้ทางเลือก จึงต้องหลับตาลง กำหนดสมาธิจดจ่อ ใช้ตาในสำรวจไปรอบๆ ใช้ไม้ไผ่ต่างกระบี่ในมือ ต่อสู้กับสามโจรป่าปลายกระบี่ฉวัดเฉวียนในอากาศ ต่างรุกรับโรมรัน แม้ท้ายที่สุดหลัวเซียนจะเป็นฝ่ายจัดการกับสามโจรป่า จนต่างทิ้งกระบี่วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง แต่การใช้กำลังก็ทำให้พิษกำเริบขึ้นมาอีก บุรุษเซียนทรงกายด้วยไม้ไผ่ในมือ เพื่อมิให้ตนเองต้องล้มลงไปกองกับพื้น พาร่างกายอันอ่อนเปลี้ยมายังใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ อย่างยากเย็น เขาเอนหลังพิงลำต้
ดวงตะวันลับขอบฟ้า พาให้สรรพชีวิตในป่ากลับสู่รวงรัง ถิ่นที่อยู่ของตน ขณะที่คณะเดินทางของอู๋หมิ่นเยี่ยนและบรรดาศิษย์น้องเอง ก็พักค้างแรมกลางป่าเช่นกัน จากการเดินทางแบบไม่รีบร้อนนัก พรุ่งนี้ก็คงถึงเมืองยวี่เทียนแล้ว “แม่นางอู๋” หูซื่อเยว่ส่งมันเผาเสียบไม้หัวหนึ่งให้ แล้วเดินมานั่งลงอีกด้านหนึ่งของกองไฟ มองเปลวไฟแลบเลียกองฟืน สลับกับดวงหน้านวล ยามต้องแสงไฟ ยิงพิศมองก็ยิ่งชวนให้นึกถึงดวงหน้าฮูหยินผู้ล่วงลับของเขา หากไม่เพราะอยากมองดวงหน้างดงามนี้ให้เต็มตาในทุกๆ วัน ผู้อาวุโสอายุร่วมร้อยปีเช่นเขา คงกลับเขาเทียนคงไปแล้ว ไม่ตามติดแม่นางน้อย อายุคราวเหลนอยู่เช่นนี้หรอก “คุณชายหู พรุ่งนี้ก็จะถึงเมืองยวี่เทียนแล้ว หลังจากท่องเที่ยวฟังนิทาน ชมละครที่เมืองยวี่เทียนจนอิ่มหนำแล้ว หากไม่รังเกียจละก็ ข้าขอเชิญท่านไปเป็นแขกที่เคหาสน์พันดาวได้ทุกเมื่อเลยนะเจ้าคะ” “ขอบคุณแม่นางอู๋ อย่างไรข้าต้องไปเป็นแขกที่เคหาสน์พันดาวแน่” หูซื่อเยว่ประสานมือคารวะนอบน้อม หากไม่เกรงว่าหญิงงามตรงหน้าจะเสียหายละก็ เขาคงติดตามนางไปจนถึงเคหาสน์พันดาวแล้ว ไม่ทำตัว
จอมมารอู๋เซียงอี๋เหินกายอ้อมไปยังด้านหลังของมัน ฟาดฟันคมกระบี่เข้าใส่ขาหลังของมันสุดแรง จนขาหลังสองข้างขาดกระเด็น ขณะที่ปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนเอง ซัดพลังจากกู่ฉินพิฆาตเข้าใส่ เพียงต้องเวทย์จากสายฉินพิฆาต ผนวกกับถูกโจมตีด้วยคมกระบี่หยกโลหิต ปีศาจแมงมุมก็ถึงคราวสิ้นฤทธิ์ ยอมคายพลังวิญญาณของมนุษย์ที่นางกลืนกินเข้าไปออกมา พลังวิญญาณลักษณะคล้ายลูกแก้วหลายดวงล่องลอยในอากาศ ครู่เดียวก็ค่อยๆ ล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า อึดใจต่อมาร่างของปีศาจแมงมุมก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าธุลี “เป็นยังไงบ้าง” ปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนปราดเข้าไปหาสหายรัก ผู้กำลังสอดกระบี่เก็บเข้าฝัก แล้วเก็บเข้าไว้ในมือขวาดังเดิม “เป็นยังไงบ้าง” ปรมาจารย์หรงอ้ายเสียนกราดสายตาสำรวจไปทั่วร่างสหายรัก คิ้วมังกรเข้มเลิกขึ้นน้อยๆ เมื่อพบว่า แขนเสื้อข้างซ้ายของเขาขาดวิ่น “เสื้อเจ้า!” “เล็กน้อยน่า” จอมมารหนุ่มยกมือขึ้นคลำแขนเสื้อข้างที่ขาด พลางส่งยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ “ก็แค่เสื้อขาด เดี๋ยวค่อยซื้อใหม่ก็ได้”