“เช่นนั้นความหมายของชีวิตท่านคืออะไร? ท่านก็อายุมากแล้ว หรือว่าท่านยังคิดจะหาคนแต่งงานด้วยอีกหรือ?” อาเสอมักจะใช้คำพูดที่กล่าวด้วยความโมโหเหล่านี้มาทำให้นางรู้สึกอึดอัดใจจ่านเหยียนรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดนี้อย่างยิ่ง อายุสามร้อยกว่าปีในแดนสวรรค์แล้ว ถือว่าเป็นแค่เด็กทารกกระมัง? เทพเซียนองค์ใดบ้างที่อายุไม่ถึงพันปีหมื่นปี?อีกอย่าง นางคือจิตวิญญาณของมหาเทพผานกู่ที่แปลงกายมา ใบหน้าจึงหยุดอยู่ที่ช่วงเวลาที่งดงามที่สุด ตราบใดที่จิตใจของนางยังเยาว์วัย หากบอกว่านางอายุสิบหก ใครจะกล้าสงสัย?แน่นอนว่า คำพูดนี้ก็แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้ปิดปากอาเสอเท่านั้น ตัวนางเองรู้ดีว่า สามร้อยกว่าปีที่ผ่านมาที่นางกุมอำนาจกฎแห่งสามภพ นางเหนื่อยจนน้ำตาแทบไหล จิตใจจะไม่แก่ได้อย่างไร?ส่วนเรื่องที่อาเสอพูดถึงการหาคนแต่งงานนั้น นางไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้ อยู่คนเดียวสบายกว่าตั้งเยอะ? เหตุใดจึงต้องหาใครสักคนมาผูกมัดตัวเองด้วย?เทศกาลเช็งเม้งฝนตกโปรยปราย ฝนตกติดต่อกันหลายวัน จ่านเหยียนก็ไม่ออกจากวังแล้ว พักอยู่ที่ตำหนักหรูหลาน วัน ๆ คอยฟังจิ้นหรูเล่าเรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีในวังหลังส่วนอาเสอกลับบอกว่านางจงใจไม่อ
หยวนผินเงยหน้าขึ้นมองจ่านเหยียนด้วยแววตาตื่นตระหนก บนใบหน้าขาวซีดฉายแววสงสัยเล็กน้อยจิ้นหรูกำลังจะพูด ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก หยวนผินตกใจจนตัวสั่นเทา คุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับเสียงดังตุบ “ท่านผู้สูงศักดิ์ ท่านโปรดช่วยข้าด้วย!”จ่านเหยียนมองนางด้วยความตกตะลึง ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้าเท่าไรนัก“เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อย ๆ และใกล้เข้ามาทุกที จ่านเหยียนส่งสายตาให้จิ้นหรู จิ้นหรูรีบเข้าไปดึงหยวนผินให้ลุกขึ้น “พระสนม รีบตามบ่าวเข้ามาเถิดเพคะ”กัวอวี้กางร่มแล้วรีบเดินออกไป ข้างหลังมีจี๋เสียงและหรูอี้เดินตาม“เอ๊ะ? องครักษ์หยาง?” กัวอวี้เพิ่งก้าวออกจากประตูตำหนักหรูหลานก็เห็นองครักษ์หยางนำองครักษ์และข้าราชบริพารมา จึงมองเขาด้วยความประหลาดใจ“เป็นกัวกูกู ขอถามกูกู ไม่ทราบว่าเห็นพระสนมหยวนผินหรือไม่?” องครักษ์หยางเอ่ยถามกัวอวี้ส่ายหน้า กล่าวด้วยรอยยิ้ม “องครักษ์หยางล้อเล่นแล้ว ตำหนักหรูหลานห้ามคนนอกเข้ามาโดยตลอด อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่ผีเสื้อก็บินเข้ามาไม่ได้”“แต่มีคนเห็นพระสนมหยวนผินวิ่งมาทางนี้ ที่นี่นอกจากตำหนักหรูหลาน ก็ไม่มีที่อื่น” องครักษ์หยางกล่าวด้วยสีหน้าไม่เชื่
หยวนผินตกใจ “ที่นี่คือตำหนักหรูหลาน?”“หน้าประตูตำหนักมิได้แขวนป้ายใหญ่โตไว้หรอกหรือ?” จิ้นหรูเอ่ยถามหยวนผินเอ่ยอย่างละอายใจเล็กน้อย “หม่อมฉันมัวแต่วิ่งหนี ไม่ทันได้สังเกต เห็นประตูตำหนักที่นี่เปิดอยู่ จึงวิ่งเข้ามา ล่วงเกินหมู่โฮ่วฮองไทเฮาแล้ว โปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วยเพคะ”พูดจบ นางก็คุกเข่าลงถวายบังคมจ่านเหยียนอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันหยวนฟางถวายพระพรหมู่โฮ่วฮองไทเฮาเพคะ!”หยวนฟาง?จ่านเหยียนยิ้ม “บิดาของเจ้า คือเฉินไท่ฟู่ใช่หรือไม่?”“เพคะ หม่อมฉันมีนามว่าเฉินหยวนฟาง” หยวนผินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่จ่านเหยียนรู้เรื่องของนาง“หยวนฟางเป็นชื่อที่ดี!” จ่านเหยียนยิ้ม พลางส่งสัญญาณให้จิ้นหรูประคองนางลุกขึ้นจี๋เสียงยกน้ำชาเข้ามา จากนั้นค้อมตัวถอยออกไปจ่านเหยียนกล่าวกับหยวนผิน “ดื่มชาก่อนสิ จะได้หายตกใจ”หลังจากที่หยวนผินกล่าวขอบคุณแล้ว ก็ใช้มือที่ยังคงสั่นเทา ยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มหลายอึกติดต่อกันแล้วจึงวางลงจ่านเหยียนเห็นสีหน้าของนางดูสงบลงบ้างแล้ว จึงเอ่ยถาม “แล้วองครักษ์เหล่านั้น ไล่ตามเจ้ามาทำไม?”หยวนผินยิ้มอย่างเศร้าสร้อย “เหลียงกุ้ยเหรินแท้งแล้ว ฮองเฮาตรัสว่าเป็นเพราะหม
จ่านเหยียนยิ้ม “จิ้นหรู เจ้าอยู่ในวังหลังมานานหลายปี เหตุการณ์เหล่านี้ยังทำให้เจ้าโกรธได้อีกหรือ? เจ้ายังสู้หยวนผินมิได้ นางเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย ยังสามารถทำใจให้สงบได้ขนาดนี้”จิ้นหรูถอนหายใจ “จะทำใจให้สงบได้อย่างไรเพคะ? เห็นเหตุการณ์พวกนี้ ก็เหมือนกับกลืนแมลงวันตัวหนึ่งเข้าไปในปาก จะกลืนลงไปก็ไม่ได้ คายออกมาก็รู้สึกขยะแขยง”“หากเจ้าใส่ใจมากเช่นนี้ เช่นนั้นเราก็ตามไปที่ตำหนักเฟยเฟิ่งกัน” จ่านเหยียนเสนอ“หากพวกเราสามารถต่อกรกับฮองเฮาได้ การไปก็ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ในตอนนี้พวกเราจะไปต่อกรกับฮองเฮาได้อย่างไร? ถ้าไปแล้ว เกรงว่าแม้แต่ชีวิตที่สงบสุขในตอนนี้ก็จะหายไป การช่วยเหลือผู้อื่น ต้องดูว่าตนเองมีความสามารถหรือไม่ เรื่องนี้บ่าวรับใช้ทราบดีเพคะ คุณหนูใหญ่อย่าได้ลองเชิงบ่าวเลย” จิ้นหรูตอบ“ข้าไม่ได้ลองเชิงเจ้า” จ่านเหยียนกล่าวพลางเลิกคิ้ว“เช่นนั้นคุณหนูใหญ่คิดจะไปจริง ๆ หรือ? อย่าลืมนะเพคะว่าฮองเฮาองค์ปัจจุบันนั้นสกุลถง” จิ้นหรูมองจ่านเหยียนด้วยความประหลาดใจ นางหลบเลี่ยงผู้คนมาหนึ่งปี แม้กระทั่งข่าวลือข้างนอกที่ว่านางมีความสัมพันธ์กับนักดนตรีก็ไม่คิดจะอธิบาย ตอนนี้กลับจะออกไปเ
หลังจากที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว จ่านเหยียนรู้สึกรังเกียจที่ตัวเองหน้าแดงระเรื่อเกินไป ไม่เหมือนคนป่วยอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงให้กัวอวี้แต่งหน้าให้นาง พยายามอย่างสุดความสามารถที่ทำให้ดูซีดขาวลงหน่อยหลังจากบำรุงร่างกายมาหนึ่งปี นางก็สูงขึ้นห้าเซนติเมตร รูปร่างไม่ได้อวบอ้วนขึ้น แต่ก็ได้ดูบอบบางเฉกเช่นเมื่อก่อน แม้แต่ส่วนที่ควรเจริญเติบโตก็เติบโตขึ้นมาในทางที่ดีขึ้นนางกางแขนสองข้าง ประหนึ่งราชันวิหคที่กำลังจะโบยบินสู่ท้องนภา ทำให้คนรู้สึกได้ว่ามีความน่าเกรงขามอย่างไม่มีเหตุผลเมื่อพานางกำนัลทั้งสี่คนเดินออกจากตำหนักหรูหลาน อาซานก็ตามออกมา “ไทเฮา โปรดทรงอนุญาตให้กระหม่อมติดตามไปด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” จ่านเหยียนมององครักษ์ที่จงรักภักดีซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ตรงหน้านี้ แน่นอนว่าคนที่เขาจงรักภักดีด้วยคือเซ่อเจิ้งอ๋อง“ได้!” จ่านเหยียนตอบรับหลังจากเดินไปสองก้าว จ่านเหยียนพลันเอ่ยว่า “หนทางยาวไกล เกี้ยวของข้าเล่า?”จิ้นหรูแย้มยิ้ม “จะไปสั่งให้คนจัดเตรียมเดี๋ยวนี้เพคะ พระองค์มิได้รับสั่ง หม่อมฉันเลยนึกว่าพระองค์มิทรงต้องการเสียอีก”ความจริงแล้วในหนึ่งปีมานี้ หากเรื่องที่จ่านเหยียนไม่ได้
องครักษ์หยางเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นกระหม่อมจะนำคนไปค้นอีกครั้งดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”ฮองเฮาโบกพระหัตถ์แล้วเอ่ยอย่างเรียบนิ่งว่า “ไม่ต้องแล้ว คิดว่านางผู้นั้นก็คงไม่กล้าเก็บนังแพศยาหยวนฟางไว้หรอก”นางส่งสัญญาณให้องครักษ์หยางออกไป จากนั้นนางกำนัลที่อยู่ข้างกายก็เข้ามาเอ่ยว่า “ฮองเฮา เรื่องนี้จำเป็นต้องกราบทูลฝ่าบาทหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”“ฝ่าบาทเสด็จไปยังวัดฮู่กั๋ว อีกสองวันถึงจะเสด็จกลับมา แต่ข้าสั่งให้คนไปแจ้งฝ่าบาทแล้ว รอฝ่าบาทกลับมา นังแพศยานี่ก็คงถูกจัดการไปเรียบร้อยแล้ว” ฮองเฮาเอนตัวนอนบนพิงตั่งนอน เอ่ยพลางขมวดคิ้วฝ่าบาทเสด็จออกนอกวัง นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุด หากฝ่าบาททรงประทับอยู่กลับดำเนินการได้ยากทันใดนั้นก็มีนางกำนัลเข้ามารายงานว่า “ฮองเฮา กัวกงกงพาหยวนผินมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฮองเฮาหัวเราะหยัน “ข้าคาดเดาไว้แล้วว่านางผู้นั้นไม่กล้ารับตัวหยวนผินไว้หรอก เซียวเซียว ไปเชิญพระสนมจากตำหนักต่าง ๆ มาให้หมดเถิด และก็หามเหลียงกุ้ยเหรินเข้ามาด้วย” “เช่นนั้นต้องแจ้งให้ทางฝั่งไทเฮาทรงทราบหรือไม่เพคะ?” เซียวเซียว นางกำนัลผู้ดูแลตำหนักเฟยเฟิ่งเอ่ยถาม“เสด็จแม่สุขภาพไม่ค่อยดี อย่าเอาเรื่องนี้ไปสร้
ฮองเฮาตบที่วางแขน นัยน์ตาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง “หลักฐานแน่นอน เจ้าจะปฏิเสธได้อย่างไร?”หยวนผินเองก็อดระเบิดความไม่ยินยอมออกมาไม่ได้ภายใต้ความตกตะลึง “หลักฐานที่ฮองเฮาตรัสถึงคือหลักฐานอะไรเพคะ?”ฮองเฮาหัวเราะหยัน “ใครก็ได้ พาคนจากตำหนักหานชุ่ยมา!”หยวนผินอึ้งไป หันหน้าไปมองก็เห็นองครักษ์หลายนายลากนางกำนัลข้างกายนางเข้ามา พวกเขาตัวสั่นระริกพลางหมอบอยู่บนพื้น ปากก็พูดว่า “ฮองเฮาทรงพระปรีชา ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำสั่งของหยวนผินเพคะ พวกหม่อมฉันแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น” หยวนผินได้ยินคำพูดนี้ก็แทบจะกระอักเลือดออกมา นางเบิกตาโตด้วยความโกรธเกรี้ยว ข่มกลั้นความคาวหวานในลำคอไว้ “พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล ข้าเคยสั่งพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไร?”ฮองเฮาแค่นเสียงเย็น “เสี่ยวซานจื่อ เจ้าจงเล่าเรื่องทุกอย่างออกมา ให้จิตใจอันชั่วร้ายของนางไร้ที่ซ่อน” เสี่ยวซานจื่อเงยหน้าขึ้นกล่าว "พ่ะย่ะค่ะ เรียนฮองเฮา นับตั้งแต่หยวนผินรู้ว่าเหลียงกุ้ยเหรินตั้งครรภ์ก็ซึมเซามาโดยตลอด แม้ว่าใบหน้าจะดูดีใจแทนเหลียงกุ้ยเหริน แต่กลับคอยถามพวกกระหม่อมในตำหนักว่ามีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้ทารกในครรภ์ของเหลียงกุ้ยเหรินหายไปอย่างเงียบงัน
ดวงหน้าที่ประแป้งของฮองเฮาดูเย็นชาดุจน้ำค้างแข็ง “เจ้าไม่เคยทำ? ความหมายคือบอกว่าข้าใส่ความเจ้าหรือ? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เจ้ากำเริบเสิบสานเลย เจ้ามาดู ถุงผ้านี้เป็นของที่เจ้าส่งให้เหลียงกุ้ยเหรินใช่หรือไม่?”นางกล่าวจบก็หยิบถุงเครื่องหอมขึ้นมาแล้วโยนลงพื้นอย่างแรงหยวนผินก้มหน้ามอง ถุงหอมสีแดงลายไผ่และกล้วยไม้นั้นเป็นฝีมือของนางจริง ๆ ตอนที่ปักถุงหอมนี้ เสี่ยวซานจื่อยังเคยบอกว่านางฝีมือดีมาก ไม่มีงานเย็บปักถักร้อยของผู้ใดในวังสามารถทำได้ดีเช่นนี้เลย“เป็นของที่หม่อมฉันมอบให้เหลียงกุ้ยเหรินจริง ๆ เพคะ แต่ว่าในถุงหอมนี้เป็นเครื่องหอมที่ช่วยให้จิตใจสงบทั้งหมด ไม่มีชะมดเช็ดเลยเพคะ” หยวนผินเก็บถุงหอมขึ้นมาแล้วเอาเข้ามาใกล้จมูกดมกลิ่นอย่างละเอียด ก่อนจะทำสีหน้าอึ้งไปแล้วมองฮองเฮาอย่างตกตะลึงพรึงเพริด “ฮึ เจ้าพูดเองสิว่ามีชะมดเช็ดหรือไม่?” ฮองเฮาแค่นเสียงเย็นชา กลอกตามองนางหยวนผินหน้าซีดเผือด ส่ายหัวพึมพำว่า “เป็นไปไม่ได้ ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่เคยใส่ชะมดเช็ด”“ยังไม่ยอมรับอีก?” สีหน้าของฮองเฮาเปลี่ยนไป “ดูเหมือนถ้าไม่ทรมานเจ้า เจ้าคงไม่ยอมรับความผิดสินะ!”นางเงยหน้าขึ้นแล้วร้องเรียกว่า
จ่านเหยียนอยู่ในจวนของหวังติ่งทังจนถึงยามบ่าย อาการของนายท่านหวังคงที่ประมาณหนึ่งแล้ว ก่อนกลับ จ่านเหยียนให้คนป้อนยาอันกงอีกหนเดิมหวังติ่งทังอยากให้นางทำนายให้หน่อย แต่ฮุ่ยอวิ่นอยู่ที่นี่จึงได้แต่ปล่อยผ่านไป!ก่อนกลับจวน จ่านเหยียนเห็นหว่านจวินมาหาหวังติ่งทังนางยืนอยู่หน้าประตูแล้วมองไปจากที่ไกล ๆ เห็นใบหน้าของหว่านจวินมีจิตใจปรารถนาต่อความตายที่แน่วแน่อย่างหนึ่งนางไม่รู้ว่าหว่านจวินพูดอะไรกับหวังติ่งทัง หลังจากกล่าวจบ หว่านจวินก็ราวกับเบาใจ ก่อนจะพาสาวใช้สองคนจากไปจ่านเหยียนเอ่ยกับหวังติ่งทัง “ทางที่ดีระยะนี้เจ้าจับตาดูหว่านจวินให้ดี หรือไม่เจ้าก็ปลอบใจนางให้มาก ถูกบังคับให้ละทิ้งความรัก นางต้องทุกข์ใจมากแน่”หวังติ่งทังหัวเราะ “ดูเจ้าพูดเข้าสิ เด็กสาวคนหนึ่งจะรู้จักความรักความทุกข์อันใด? อีกระยะหนึ่งก็ดีแล้ว ข้ารู้น้องสาวของข้าคนนี้ดี ของที่นางไม่ได้มา มักจะอาละวาดระยะหนึ่ง แต่หากได้มาก็จะทิ้งขว้างไม่ไยดี”“ไม่ใช่...” จ่านเหยียนกำลังจะเตือน หวังติ่งทังก็ไล่นาง “เอาละ เจ้ากลับไปเร็วหน่อยเถอะ ข้าจะดูนางเอง”จ่านเหยียนเอ่ยอย่างจริงจัง “เหล่าหวัง ข้าขอเตือนเจ้า น้องสาวของเจ้า
หวังติ่งทังเข้าใจ สุดท้ายศึกการเมืองนี้จะทำให้พวกเขาที่เป็นพ่อค้าพลอยติดร่างแหไปด้วยเขาเล็งเห็นอนาคตของมู่หรงฉิงเทียนและเห็นด้วยกับทัศนคติทางการเมืองของเขา แต่ภาพรวมในปัจจุบันของสกุลหวังของเขา ยังจำเป็นต้องได้การสนับสนุนจากราชสำนักไม่น้อยเครื่องประดับทองของราชสำนักมาจากสกุลหวังเป็นส่วนมาก เหตุนี้เครื่องประดับทองของสกุลหวังจึงเลื่องชื่อในแคว้น พร้อมกันนั้นยังเป็นเครื่องยืนยันตำแหน่งคหบดีอันดับหนึ่งของสกุลหวังด้วยอีกอย่าง หากไม่มีคำสั่งจากราชสำนัก เขาจะบุกเบิกเหมืองทองไม่ได้ แม้ทุกปีต้องบรรณาการให้ทางราชสำนักไม่น้อย หากสกุลหวังก็ร่ำรวยเพราะเหตุนี้เช่นกัน นี่คือความจริงหากเขาสนับสนุนมู่หรงฉิงเทียน ก็คือไม่ภักดีต่ออดีตฮ่องเต้ทว่าในใจเขาชัดเจนในจุดหนึ่งมาก อนาคต ใต้หล้านี้ต้องเป็นของเซ่อเจิ้งอ๋องแน่นอน หากจะวางแผนเพื่อชีวิตของวงศ์ตระกูล หากจะวางแผนเพื่อความก้าวหน้าของวงศ์ตระกูล ยามนี้เขาควรช่วยเหลือเซ่อเจิ้งอ๋องเขาเปิดตู้แล้วหยิบกล่องไม้ใบหน้าออกมา ตามด้วยเปิดออก“ผลผิง?” หวังติ่งทังอึ้ง ในกล่องไม้มีแอปเปิลที่ถูกกัดไปคำหนึ่งแล้วนอนเด่นหราอยู่ในนั้นจ่านเหยียนเหงื่อตก ให้ตายเถอ
ฮุ่ยอวิ่นถามหวังติ่งทังแบบหยั่งเชิง “คุณชายหวัง ไม่ทราบว่าวันนั้นท่านอ๋องเชิญท่านไปที่จวนด้วยเรื่องใดหรือ?”หวังติ่งทังยกน้ำชาขึ้น เก็บความคิดในดวงตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ย “แค่พูดคุยเรื่องเก่าก่อน ไม่มีอะไรพิเศษ”ฮุ่ยอวิ่นหัวเราะแล้วมองจ่านเหยียนทีหนึ่งแบบเหมือนตั้งใจแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจ “ตอนนี้คุณชายอู่พักอยู่ที่จวนอ๋อง”หวังติ่งทังชะงักแล้วมองจ่านเหยียน “เจ้าพักอยู่ที่จวนอ๋องหรือ?”จ่านเหยียนรู้ความหมายของฮุ่ยอวิ่น แต่... นางแปลกใจกับการดึงสมัครพรรคพวกอย่างเปิดเผยเช่นนี้ของฮุ่ยอวิ่นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ด้วยความเข้าใจที่นางมีต่อทุกคนในจวนอ๋องหนึ่งปีนี้ รู้ว่าจวนอ๋องให้ความสำคัญต่อวิธีการในการทำงาน แต่จะไม่ใช้วิธีดึงสมัครพรรคพวกเด็ดขาดหรือว่า... มู่หรงฉิงเทียนต้องการเดิมพันทั้งหมด? นางไม่เห็นด้วย!“ถูกต้อง!” นางได้แต่ตอบเช่นนี้หวังติ่งทังมองฮุ่ยอวิ่น สุดท้ายก็ยังถามข้อสงสัยในใจออกไป เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะเล็กน้อย “ที่แท้เจ้ากับคุณชายฮุ่ยอวิ่นก็สนิทสนมกันเช่นนี้”ฮุ่ยอวิ่นโบกมือ “ใช่ที่ไหนกัน? เพียงแต่ท่านอ๋องชื่นชมคุณชายอู่ อยากรั้งเขาอยู่ที่จวนสักระยะ”หวังติ่งทังเปลี่ยนสีหน้าเ
“พี่ฮุ่ยก็กล่าวเช่นนี้หรือ?” หวังติ่งทังขมวดคิ้วมองฮุ่ยอวิ่นฮุ่ยอวิ่นเอ่ย “สตรีหาคู่ครอง อันดับแรกคืออุปนิสัย ชาติตระกูลอะไรสำคัญหรือ?”หวังติ่งทังผินหน้าไปมองจ่านเหยียน “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”จ่านเหยียนไม่คิดจะสนใจประเด็นนี้ เรื่องรักใคร่ชายหญิงมิใช่งานถนัดของนาง แต่ก็รู้สึกว่าฮุ่ยอวิ่นกล่าวมีเหตุผลเช่นกัน เงินสำคัญมาก ชาติตระกูลสำคัญมาก แต่ถ้าไม่มีความรัก แล้วจะมีความสุขหรือ?ในทางกลับกัน คำพูดนี้ก็เป็นความจริงได้เหมือนกัน ความรักสำคัญมาก แต่ถ้าไม่มีเงิน แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร?อยู่ที่ว่าหวังหว่านจวินต้องการมีรักดื่มน้ำเติมเต็มท้องหรือว่าชีวิตที่มั่งมีศรีสุขแล้วดังนั้นหลังจากนางพิจารณาแล้วจึงเอ่ย “ข้าคิดว่า หากฉีซุนนั่นเป็นคนดีจริง ๆ ไยเจ้าไม่สนับสนุนเงินเขาสักหน่อย? ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่ขาดเงิน”“น่ารังเกียจ!” หวังติ่งทังฮุ่ยอวิ่นมองเขาราวกับมีความคิด “แต่... ข้าน้อยคิดว่าที่พี่อู่กล่าวมีเหตุผลอย่างยิ่ง” แม้จะบอกว่าน่ารังเกียจ แต่ก็กล่าวตรงประเด็นหวังติ่งทังส่ายหน้า “จะทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ลูกผู้ชายอกสามศอก สมควรยืนหยัดด้วยตัวเอง จะให้คนอื่นช่วยเหลือเรื่องเงินได้อย่างไร?
หลังจากกินอันกงหนิวหวงเข้าไป จ่านเหยียนก็ฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือด ในที่สุดหลังจากผ่านไปพักหนึ่ง นายท่านหวังก็ดีขึ้น สามารถพูดได้แล้ว “รบ...กวนเจ้าอีกแล้ว!”จ่านเหยียนเอ่ย “ไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นพิธีรีตองหรอก พักผ่อนให้มากเถอะ!” จ่านเหยียนดึงผ้าห่มให้เขา แล้วกำชับหวังฮูหยิน “ฮูหยินอยู่ดูแลที่นี่เถอะ ข้าจะออกไปเขียนตำรับยาก่อน!”“ได้ ได้!” หวังฮูหยินดึงมือของนางมา แล้วเอ่ยทั้งน้ำตาไหลพราก “อาอู่ โชคดีที่ได้เจ้านะ มิเช่นนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว”จ่านเหยียนตอบ “ต่อไปอย่าทำให้เขาโกรธอีก ไม่ว่าอะไรก็ตามใจหน่อย”หวังฮูหยินมองหวังหว่านจวินที่คุกเข่าอยู่กับพื้นแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างแค้นที่เหล็กไม่เป็นเหล็กกล้า “ได้ยินหรือยัง? ท่านพ่อของเจ้าสุขภาพไม่ดี เจ้ายังจะทำให้เขาโกรธอีก เขาก็หวังดีต่อเจ้า ยังจะทำร้ายเจ้าได้หรือ?”หวังหว่านจวินปาดน้ำตา ก่อนจะกล่าวตอบหวังฮูหยินราวกับตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “ท่านแม่ ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะทำตามท่านพ่อทุกอย่างเจ้าค่ะ”เมื่อนั้นหวังฮูหยินจึงมีสีหน้าอ่อนโยน ดึงนางลุกขึ้นยืน “แม่ไม่ทำร้ายเจ้าหรอก ฉีซุนนั่นมิใช่คนดี ตอนนี้เจ้าอาจโทษท่านพ่อกับแม
รถม้าจอดอยู่หน้าจวนของหวังติ่งทัง จ่านเหยียนให้อาเสอไปบอก แต่อาเสอกลับไม่ยอมลงจากรถม้าสักที บอกปัดว่า “ตอนที่อยู่หน้าห้องก็คุยกันแล้วนี่ พวกเรามิใช่คนนอกอะไรสักหน่อย ยังต้องบอกอีกหรือ?”จ่านเหยียนเขกศีรษะของนางทีหนึ่ง “เจ้าจะปกติหน่อยได้หรือไม่? อย่าคิดมาก!”อาเสอหงุดหงิดนิด ๆ “ต่อไปเวลาอยู่ต่อหน้าคุณชายหวัง ท่านอย่าได้พูดกับข้าน้อยด้วยน้ำเสียงเช่นนี้เล่า”จ่านเหยียนเอ๋ “มีน้ำโหด้วย?”“นี่คือขีดจำกัดต่ำสุด ท่านไม่ได้ให้ค่าแรงข้าน้อยสักหน่อย” อาเสอถลึงตามองนาง นี่คือปัญหาด้านศักดิ์ศรี จะยอมให้ไม่ได้ฮุ่ยอวิ่นถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าบอกว่าคุณชายอู่ติดค้างค่าแรงเจ้าหรือ? ติดอยู่เท่าใด?” หลงอู่ผู้นี้เป็นคนตระหนี่หรือ? ดูไม่ออกจริง ๆจ่านเหยียนกล่าวกับฮุ่ยอวิ่น “ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาเอาแต่ใจน่ะ ในเมื่อเขาไม่อยากลงจากรถม้า เช่นนั้นก็ทิ้งไว้ที่นี่นั่นแหละ”กล่าวจบ จ่านเหยียนก็กระโดดลงจากรถม้าไปเอง กำลังจะเดินไปเคาะประตู มือเพิ่งสัมผัสห่วงทองเหลือง ประตูก็เปิดออกดังแอ๊ดมือของนางค้างอยู่กลางอากาศ เห็นลุงฝูพ่อบ้านจวนสกุลหวังที่ทั้งร้อนใจและยินดี “ลุงฝู เช้าเช่นนี้จะไปที่ใดหรือ?”ลุงฝู
ฮุ่ยอวิ่นให้จ่านเหยียนรอเขาสักเดี๋ยว เขาจะไปดูมู่หรงฉิงเทียนก่อนมู่หรงฉิงเทียนตื่นและไปตรวจฎีกาของเมื่อวานที่ห้องหนังสือนานแล้ว“เหตุใดจึงไม่พักผ่อนให้มาก?” ฮุ่ยอวิ่นเพิ่งเข้าประตูมาก็ขมวดคิ้วมู่หรงฉิงเทียนเงยหน้า สีหน้าของเขาดีมาก ท่าทางจะอารมณ์ดี “เจ้าก็ตื่นแต่เช้าเหมือนกันมิใช่หรือ?”“ข้าจะออกไปกับหลงอู่หน่อย คาดว่าคงไม่กลับมากินข้าวเที่ยงแล้ว” ฮุ่ยอวิ่นเอ่ย“ไปไหน?” มู่หรงฉิงเทียนวางฎีกาในมือลงแล้วมองเขา“ไปบ้านหวังติ่งทัง หลงอู่เป็นสหายสนิทกับหวังติ่งทัง”“หือ?” มู่หรงฉิงเทียนพิจารณาเชิงลึกครู่หนึ่ง “ไปเถอะ แล้วหยั่งเชิงความคิดของหวังติ่งทังด้วย”“เมื่อวานท่านพูดกับเขาว่าอย่างไร ข้าลืมถามท่านไปเลย!” เมื่อวานพาหลงอู่มา จึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทมู่หรงฉิงเทียนเอ่ยเรียบ “ยังจะพูดอย่างไรได้อีก? ก็พูดตรง ๆ นะสิ! เขาเป็นคนฉลาด รู้ว่าคนหนึ่งยิ่งมีมาก ก็ยิ่งทำให้คนอิจฉามาก”“สกุลหวังก็ต่อกรยากเหมือนกัน!” ฮุ่ยอวิ่นขมวดคิ้วเอ่ย“วางใจเถอะ ข้ารู้กาลเทศะ เขาต่อกรยากก็จริง แต่... ข้ามีวิธีเกลี้ยกล่อมเขา” มู่หรงฉิงเทียนเอ่ยฮุ่ยอวิ่นไม่เคยสงสัยในจุดนี้ แต่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ยังม
“บางทีคุณชายอาจไม่เชื่อ แต่ต้องเป็นตามลักษณ์ทำนายแน่นอน จากลักษณ์ทำนายนี้ ความจริงคุณชายมิได้ให้ความสำคัญว่าจะลงเอยกับนางได้หรือไม่ ฮุ่ยมีความหมายว่ามอบให้ ใช้ตัวฮุ่ยเป็นชื่อ ประกอบกับวันเดือนปีเกิดของคุณชาย สามารถเห็นได้ว่าคุณชายมีนิสัยถือดี ชื่นชมบุปผาเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองว่าดี ความรักของคนประเภทนี้มักไม่เป็นดังหวัง เขาจะมอบให้อย่างลับ ๆ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน ดังนั้นจึงไม่ได้ลงเอย”ฮุ่ยอวิ่นไม่เชื่อท่าเดียว เขายิ้มเย็นชืด “อื่ม ขอบคุณคุณชายที่ทำนายตัวอักษรให้ จริงสิ ไม่ทราบว่าคุณชายจะบอกที่อยู่ของวิญญาณมังกรกับข้าน้อยได้หรือไม่?”นี่ต่างหากคือจุดประสงค์ที่เขาวิ่งโร่มาแต่เช้าจ่านเหยียนเอ่ย “เมื่อวิญญาณมังกรมาถึงเมืองหลวง ข้าจะบอกท่านเอง”“ประมาณเมื่อไรจึงจะมาถึงหรือ? ผู้ใดส่งมา?” ฮุ่ยอวิ่นถามต่อจ่านเหยียนยิ้มน้อย ๆ “มีบางเรื่อง คุณชายมิจำเป็นต้องรู้”ฮุ่ยอวิ่นอ้อ แล้วมองจ่านเหยียน “ข้าน้อยคิดว่า มิมีเรื่องใดที่บอกกับคนไม่ได้”จ่านเหยียนขำพรืด “คำพูดนี้ ข้าคิดว่าไม่สมควรออกมาจากคุณชายฮุ่ยอวิ่นแห่งจวนเซ่อเจิ้งอ๋อง”เรื่องของเซ่อเจิ้งอ๋องที่บอกคนไม่ได้มีน้อยหรือ?ฮุ่ยอวิ่นเร
จ่านเหยียนมาเรียกพระอาจารย์เป่ากวงแต่เช้าตรู่ เพื่อมอบวิญญาณสัมภเวสีที่เก็บมาเมื่อคืนให้เขา แล้วให้เขาสวดมนต์ส่งไปเกิดพระอาจารย์เป่ากวงอมยิ้มแล้วกล่าว “ท่านเซียนใจกว้างมีเมตตา อาตมาขอบคุณท่านเซียนแทนพวกเขาด้วย”จ่านเหยียนโบกมือ กระดากเล็กน้อย “รับคำว่าใจกว้างมีเมตตาไม่ได้จริง ๆ หลวงจีนน้อย เจ้าสวดมนต์ส่งพวกเขาไปเกิดด้วยแล้วกัน บุญนี้เป็นของเจ้า อย่าได้จดอยู่บนตัวข้าผู้ชรา”“อาตมามิกล้ารับความชอบ เป็นหน้าที่อยู่แล้ว” พระอาจารย์เป่ากวงเอ่ยจ่านเหยียนมองเขาแล้วนึกถึงตอนที่อยู่ในยุคปัจจุบัน เคยได้ยินผู้บำเพ็ญเพียรกล่าว ผู้บำเพ็ญเพียรหรือผู้ออกบวชมิควรถามไถ่เรื่องทางโลก บำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็พอ ตอนนั้นนางฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจมาก พระพุทธองค์ทรงมีเมตตา โปรดสรรพชีวิต หรือว่าแค่พูดแต่ปาก?แต่... พระอาจารย์เป่ากวงมอบการอธิบายใหม่หมดกับนาง นางพึงพอใจมาก“หลวงจีนน้อย ได้ยินว่าผู้ออกบวชไม่สนใจเรื่องทางโลก มีเพียงการบำเพ็ญภาวนาจึงจะขายความสามารถในตัวกับครอบครัวจักรพรรดิได้ เหตุใดเจ้าจึงเข้าทางโลกยุ่งเรื่องกิเลสบนโลก?” จ่านเหยียนอดถามไม่ได้พระอาจารย์เป่ากวงยิ้มน้อย ๆ “อาตมาจำได้ว่าท่านเซีย