“เรื่องเริ่มจากเสบียงที่หมู่บ้านปันมาให้พวกเรา”
หลินลู่เสียนหยุดเล่าปรายตามองไปทางโจวอิงไท่ที่ทำหน้าตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารส่งไปให้ไป๋จื้อหยาง ‘เหอะ! นังชาเขียว ทำหน้าให้ใครดูกัน' “เรามาแวะเอาเสบียงที่ผู้ดูแลฟาน แต่น้ำหนักเสบียงไม่ตรงกับของหัวหน้าฉาง เลยเดินมาดูน้ำหนักที่โจวอิงไท่จดไว้ตามคำบอกของสหายฟาน บังเอิญป้าสะใภ้ท่านนี้บุกรุกเข้ามาในเขตเรือน แล้วจู่ ๆ ก็เข้าไปดึงของออกจากมือสหายโจว โวยวายว่าสหายฟานและพวกขโมย จากนั้นก็หอบของจะชิ่งหนี สหายไป๋กลัวของหายถึงได้รีบร้อนจับคอเสื้อ แล้วคุณป้าก็ร้องโวยวายตามที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ” หลินลู่เสียนเล่าแบบเป็นกลางไม่ตกหล่นทั้งมีรายละเอียดครบ หัวหน้าฉางค่อนข้างพอใจนิสัยตรงไปตรงมาไม่เล่นลิ้นนี้ ชาวบ้านจับความผิดปกติได้ เสบียงน้ำหนักไม่ตรงกัน เป็นไปได้ยังไง! หมู่บ้านมีการประชุมชัดเจนว่าจะปันเสบียงสำรองของหมู่บ้านให้ยุวชนใหม่เท่าไหร่ แถมยังนำมาชั่งต่อหน้าลูกบ้านแล้วปิดถุง ถ้าไม่มีการเปิดนำออกน้ำหนักไม่มีทางขาด “หัวหน้าฉางเป็นความผิดของผมเองครับ ไม่ทันดูให้ดีหยิบเสบียงส่วนของพวกผมสลับกับของยุวชนใหม่ มารู้ตัวตอนเปิดกระสอบไปแล้ว ผมเขินในความผิดพลาดเล็กน้อยนี่จึงไม่กล้าพูดตรง ๆ กะว่าจะไปขอยืมตาชั่งของกองพลมาจัดการตอนเย็นค่อยมอบเสบียงน่ะครับ” ฟานเกอหมิงยังคงคิดหาคำตอบมาแถให้ได้ แม้สีข้างจะถลอกแค่ไหน เขารีบชิงพูดก่อนใครจะกล่าวโทษ “ที่นางเถาบอกว่าขโมยคงเพราะรู้แบบนี้สินะ” “ไม่น่าเชื่อว่าผู้ดูแลที่ทำตัวดีมาตลอดหลายปี ลึก ๆ แล้วเป็นคนแบบนี้” “เห็นไหมล่ะ ฉันพูดผิดที่ไหน แบบนี้ไม่เรียกขโมยแล้วจะเรียกอะไร หัวหน้าแจ้งเจ้าหน้าที่มาจับพวกนี้เลย” ป้าเถารีบโวยวายเสียงดังพอมีคนสนับสนุน ชาวบ้านหลายคนก็พยักหน้าเห็นด้วย “แต่ที่เขาเล่าว่ากระสอบสลับก็มีเหตุผลนะ แถมเขายังคิดเอาของมาเติม” บางส่วนก็คิดว่าที่ฟานเกอหมิงบอกมีเหตุผล “เอาล่ะ ทุกคนเงียบก่อน! ถ้าของยังอยู่ครบก็ให้แล้วไปเถอะ ยุวชนใหม่คิดเห็นว่ายังไงครับ” หัวหน้าฉางมองกดดันมาทางพวกเรา ดูก็รู้ว่าไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ ‘ปล่อยไปก่อน มีวิธีอื่นจัดการพวกนั้นอีกเยอะ' หลินลู่เสียนรีบดึงแขนเสื้อไป๋จื้อหยางที่ทำท่าจะไม่ยอมให้เรื่องจบ แต่ถ้าโวยวายตอนนี้ไม่เป็นผลดีของฝั่งเรา ถึงยังไงชาวบ้านต้องเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อ… ให้หัวหน้าตัดสินยังไงแต่ชาวบ้านปักธงไปแล้วว่าพวกฟานเกอหมิงขโมย มีสิบปากก็พูดแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้ “จบแล้วก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว” หัวหน้าฉางรีบสั่งให้สลายตัวกลับบ้านกันไป “เดี๋ยวค่ะ เรื่องเสบียงเราไม่ติดใจอะไรนะคะ แต่เรื่องของป้าคนนี้ที่บุกรุกเข้าบ้าน หยิบฉวยของตามพอใจแบบนี้ ต่อไปคงต้องอยู่อย่างระแวงกันอีก” เสร็จนาเธอก็พร้อมจะฆ่าโคถึก โดยเฉพาะโคแก่ที่เธอใช้ประโยชน์เสร็จแล้วแบบป้าเถา “แก! นังเด็กสารเลว อย่ามากล่าวหากันลอย ๆ นะ” ป้าเถากรีดเสียงแหลมสูงเป็นเอกลักษณ์ เงื้อมือถลาเข้ามา “หัวหน้าฉางดูนังเด็กยุวชนใหม่ก่อเรื่องไม่หยุดเลยนะ” ป้าไฉ่จีร้องเป็นลูกคู่ ชาวบ้านก็หันกลับมากินแตงกันอีกรอบ “หัวหน้าฉางคะ อย่าหาว่าฉันเรื่องมากเลยค่ะ ครั้งนี้ไม่ติดใจเอาความได้เห็นแก่หน้าของหัวหน้าฉาง แต่ฉันอยากขอความช่วยเหลือรวบรวมชาวบ้านมาช่วยล้อมรั้วใหม่แยกออกจากรั้วเดิมหน่อยได้ไหมคะ?” หลินลู่เสียนไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นมาด่าทอตัวเอง รีบแจ้งผลประโยชน์ทันที “ฉันไม่ขอแรงเปล่านะคะ มีค่าแรงให้ด้วยคนละ 3 เจี่ยว” พอได้ยินว่าได้ค่าแรงเท่ากับแรงงานในอำเภอ หลายคนก็สนใจจนตามองเธอเป็นเงินหยวนเดินได้ไปแล้ว “ได้สิยังมีเวลาอีก 2 วันก่อนจะเริ่มลงแปลงนารอบใหม่ เอ้า…ใครสนใจให้ไปลงชื่อที่บ้านฉันนะ” หัวหน้าฉางสีหน้าดีขึ้นมาก ยุวชนมาใหม่รู้ความแถมยังรู้จักไว้หน้าเขา จบเรื่องจริง ๆ เสียที หลินลู่เสียนับว่าวันนี้กำไรหลายต่อ ลดความน่าเชื่อถือพวกฟานเกอหมิง ได้สานสัมพันธ์หัวหน้าฉาง แถมยังได้ล้อมรั้วใหม่กันคนสอดรู้หรือบุกรุก เด็กสาวเดินฮัมเพลงอารมณ์ดี ไป๋จื้อหยางมองตามแววตายิ้ม ตัวคนก็เดินตามกันไปเอาเสบียง ‘แสบจริง ๆ นี่คงอารมณ์ดีที่เล่นงานคนได้สินะ' “พวกนายขนเสบียงทั้งหมดมาบ้านพวกฉันก่อน ฉันมีเรื่องผลประโยชน์มาเสนอ กลับไปคุยกันในบ้านเถอะ” หลินลู่เสียนเอี้ยวตัวบอกคนด้านหลัง แล้วเดินไปยกกระสอบข้าวขาวที่เบาที่สุดขึ้นอุ้ม “สหายไป๋ พวกเราขอโทษอีกครั้งนะคะ สหายฟานไม่ได้ตี้งใจจริง ๆ” โจวอิงไท่ขยับมาดักหน้าขอโทษช้อนสายตาอ่อนเจือออดอ้อนให้ไป๋จื้อหยาง หญิงสาวเป็นผู้หญิงแบบที่เขาไม่ชอบที่สุดคืออ่อนแอ เสียงเล็กน่ารำคาญ ทำหน้าเหมือนคนถูกรังแกตลอดเวลา เจอแบบนี้เข้าไปขนลุกชัน ต้องถอยกรูดไปหลายก้าว “คิก…ฮ่า ฮ่า” หลินลู่เสียนมองหน้าเหวอของหญิงสาวที่คิดว่าผู้ชายทุกคนต้องหนีไม่พ้นมารยาของเธอก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดัง ซุนลี่จวนยังแอบไปกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น “ขอโทษด้วยครับสหายโจว เพื่อนผมเขาไม่ค่อยชอบให้ผู้หญิงเข้าใกล้ คุณอยู่ห่างสัก 3 เมตรเถอะ จะได้ไม่เจ็บตัวเกิดพี่จื้อหยางเส้นกระตุก” ฉือเหว่ยเฉิงยังมาพูดกวนอารมณ์เสริมอีกคน โจวอิงไท่ที่หาทางลงให้ตัวเองไม่ได้จึงหนีกลับบ้านพักทันที ‘ไอ้พวกลาโง่ ไม่รู้ดีชั่ว!’ ดูท่าวิธีเข้าหาแบบฟานเกอหมิงคงใช้ไม่ได้ผลกับไอ้เด็กสองคนนั่น คงต้องหาวิธีใหม่ โจวอิงไท่เดินสับเท้าจากไปพร้อมกับคิดแผนการต่าง ๆ ในหัวไปด้วย ยุวชนใหม่ทั้งสี่คนช่วยกันขนเสบียงมากองรวมกันในบ้านดินของหลินลู่เสียนกับซุนลี่จวน จากนั้นก็ถึงเวลานั่งลงคุยกันจริงจังเสียที “ฉันยังยืนยันคำเดิมนะ ว่าพวกเราต้องรวมกลุ่มกันไม่ให้คนมาเอาเปรียบ พวกนายก็เจอกับตัวแล้วนี่ ไม่ว่าจะเป็นยุวชนเก่าหรือชาวบ้าน” หลินลู่เสียนเปิดประเด็น “สหายหลินคุณมีข้อเสนอยังไงก็ว่ามาเถอะ” ไป๋จื้อหยางคราวนี้ไม่อิดออดแล้ว “พวกเราต้องดูแลกันและกัน ไม่เฉพาะเรื่องแรงงานหรอกนะ การใช้ชีวิตที่นี่มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ พวกนายคงไม่อยากตื่นขึ้นมาแล้วจู่ ๆ กลายเป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้คนในหมู่บ้านใช่ไหม?” !!! “เฮ้ย! เอาจริงเหรอ มันจะมีคนทำแบบนั้นเหรอสหายหลิน” ฉือเหว่ยเฉิงตกใจจนกระโดดกอดไป๋จื้อหยางตัวสั่น ยิ่งนึกถึงหน้ายิ่งสาวในหมู่บ้านแต่ละคนยิ่งขวัญผวา ไม่นะ! ผมต้องพยายามรักษาพรมจรรย์จนได้กลับปักกิ่งให้ได้ ไป๋จื้อหยางกับซุนลี่จวนก็ตกใจจนสติหลุดไปแล้วเช่นกัน “นี่ไม่เคยตามสถานการณ์ยุวชนในชนบทกันเลยล่ะสิ” “ผมไม่เคยสนใจเรื่องซุบซิบนินทา” ไป๋จื้อหยางส่ายหน้ายกมือเกาท้ายทอย รู้สึกอายในความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ‘เธอจะรังเกียจคนทื่อ ๆ แบบเขาหรือเปล่า?’ ตาดอกท้อของเด็กหนุ่มกระวนกระวายใจแอบมองเด็กสาวหน้าหวานที่นั่งบนเก้าอี้ เอ๊ะ! แล้วทำไมต้องกลัวเธอรังเกียจด้วยวะ “สังคมชนบทดำมืดกว่าที่คิดนะ บางอย่างใช้กฏหมู่แถมยังบังคับใช้กันในชุมชน โดยเฉพาะเรื่องชายหญิง แค่พลาดล้มทับกันแบบฉันกับนายบนรถไฟ มาอยู่ที่นี่พวกเราคงโดนชาวบ้านจับแต่งงานกันแล้วล่ะ” หลินลู่เสียนไม่ได้ล้อเล่น เธอตั้งใจจริงจังให้พวกเขาเรียนรู้สถานการณ์ไว้จะได้ไม่เสียทีคน “อย่าซี้ซั้วรับของใครมา โดยเฉพาะเพศตรงข้าม คนไม่หวังดีฉวยโอกาสทำให้คนคิดว่าพวกนายกำลังคบหาดูใจกันได้ เจอคนถามต้องปฏิเสธให้ชัดเจน” เด็กสาวเปิดสอนการใช้ชีวิตข้อควรระวังให้ทั้งสามคนตลอดบ่าย มีหัวกลม ๆ สามหัวรับฟังผงกขึ้นลงตลอดเวลา “สุดท้ายนี้…เราควรทำตัวสนิทสนมกันเข้าไว้ เรียกสหายนั่นสหายนี่มันดูห่างเหินนะว่าไหม” “ก็จริง แต่จะให้พวกเราเรียกคุณยังไงดีล่ะ” ถูกกล่อมมาตลอดบ่าย สี่คนในห้องก็เริ่มปล่อยตัวตามสบายกันบ้างแล้ว “เรียกขานตามลำดับอายุก็ได้ คนอายุมากกว่าเรียกชื่อเจ้าตัวเฉย ๆ ก็พอ คนอายุน้อยกว่าก็เรียกพี่เป็นการให้เกียรติ” “ได้…เอาตามนั้น” หลินลู่เสียนที่ได้อย่างใจเปิดยิ้มหวานเต็มหน้าให้คนรอบตัว ใบหน้าดูอ่อนหวานนุ่มนวลอีกเท่าตัว “งั้น…ฝากตัวด้วยนะพี่หยาง”สองหนุ่มยุวชนใหม่เดินกลับบ้านพัก“อาเฉิงเราเดินสำรวจหมู่บ้านกันสักรอบ จะได้รู้ทางหนีทีไล่” ไป๋จื้อหยางเก็บเอาคำพูดทั้งหมดที่ได้ยินจากหลินลู่เสียนมาคิด เขาคงต้องเตรียมตัวอะไรไว้บ้าง ดีกว่าอยู่ไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้“ดีเหมือนกันนะพี่” ฉือเหว่ยเฉิงเห็นด้วยอย่างยิ่งหมู่บ้านทงจิวเป็นหมู่บ้านที่เน้นทางด้านเกษตรกรรมเหมือนกับหมู่บ้านอื่น ผลผลิตในแต่ละปีก็พอเพียงให้คนในหมู่บ้านพอกินไม่ถึงกับอดอยากทางเข้าหมู่บ้านเป็นถนนดินขนาดกว้างให้เกวียนวัวสวนกันได้ มีรถแทรกเตอร์ของกองพลซึ่งดีกว่าหลายหมู่บ้าน การลงแปลงนาก็อาศัยรถนี่ในการพลิกหน้าดินแหล่งน้ำของหมู่บ้านอยู่เยื้องไปทางเหนือของแปลงนารวม เป็นธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขา“ทางเดินหมู่บ้านทำไว้รอบแปลงนารวม ส่วนบ้านคนก็อยู่อีกฟากของทางเดิน” ไป๋จื้อหยางนั่งขีดเส้นบนพื้นด้วยกิ่งไม้ เป็นแผนที่คร่าว ๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน“ทางเดินเข้าหมู่บ้านด้านหน้าฝั่งหนึ่งเป็นป่าหญ้าขึ้นสูง”“อือ…ตรงนี้เป็นทางขึ้นเขา พวกร้านสหกรณ์หมู่บ้าน ตึกอำนวยการราชการจะอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วก็บ้านหัวหน้าฉาง”“เราจะลงมือคืนนี้เลยหรือเปล่าพี่” ฉือเหว่ยเฉิงวงกลมบนดิน 2 จุด ที่เขาคิดว่าลง
7 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น“ยุวชนหลิน ยุวชนซุน ตื่นหรือยังครับ” หัวหน้าฉางที่นัด แนะเวลากันไว้มาตรงเวลา เขามาพร้อมชายชาวบ้านหลากหลายอายุทั้งหมดสิบคน“สวัสดีค่ะ น้าเขย ผู้อาวุโสทุกคน เข้ามาเลยค่ะ มาดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยเริ่มงานนะคะ” หลินลู่เสียนทักทุกคนสุภาพแม้ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมแต่ก็ไม่ได้เชิดใส่ซุนลี่จวนยื่นแก้วสังกะสีที่เติมน้ำต้มอุ่น ๆ ให้เวียนกันดื่มอบอุ่นร่างกายทีละคน“ไปเริ่มกันเลย จะให้ล้อมจากตรงไหนครับ”“หัวหน้าฉางคะ ล้อมในส่วนที่เป็นเขตของบ้านพวกฉันกับบ้านหลังเก่าน่ะค่ะ ฉันก็ไม่แน่ใจพื้นที่รบกวนหัวหน้าชี้จุดแบ่งเขตให้ดูหน่อยได้ไหมคะ”“ในพื้นที่บ้านพักยุวชนไม่ได้แบ่งเขตชัดเจนหรอกครับ งั้นเอาเป็นตรงกลางระหว่างบ้านยุวชนโจวกับหลังนี้แล้วกันครับ” บ้านที่สร้างให้ยุวชนอยู่ก็แบ่งพื้นที่ของส่วนกลางหมู่บ้านมา มันเลยไม่มีจุดแบ่งเขต เขาจึงชี้ ๆ ไปตรงกลางระหว่างสองหลัง“เอาตามนั้นได้เลยค่ะ” หลินลู่เสียนก็ไม่เรื่องมากหรือคิดอยากได้ที่เพิ่ม“สหายหลินต้องสร้างรั้วกั้นกันชัดเจนเลยเหรอคะ ทำแบบนี้เหมือนรังเกียจพวกเราเลยนะคะ?” โจวอิงไท่เปิดประตูหลังข้าง ๆ ออกมากัดปากหน้าตาซีดเซียวดูไม่สบายใจชาวบ้านที่ม
หลินลู่เสียนถูกป้าสะใภ้ลากมาถึงบ้านพักยุวชน เรียกว่าลากคงไม่ถูกเธอเต็มใจที่จะตามมาต่างหาก มาที่หมู่บ้านสองวัน เกิดเหตุไม่เว้นสามเวลาถ้ามาร้องทุกข์เองมีหวังโดนเขม่น“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว วุ่นวายกันเสียจริง” หัวหน้าฉางที่กำลังคุมงานสร้างรั้วดูจะเริ่มอารมณ์ไม่ดี“ยัยหนูยุวชนถูกถังหู่ทำตัวอันธพาลใส่ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะหัวหน้าฉาง” ฉีเหยียนเหมยออกหน้าหน้าตาคร่ำเครียด“ห๊า! เป็นไงมาไงเล่ามาให้หมดสิ” หัวหน้าฉางเริ่มตกใจ ปกติถังหู่แม้ไม่เป็นโล้เป็นพาย เกียจคร้านการงาน มีเรื่องขัดใจกับคนในหมู่บ้าน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำเรื่องร้ายแรงมาก่อน“ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครนะคะ ตอนเดินสำรวจหมู่บ้านเขามาดักหน้า พูดจา…” หลินลู่เสียนเล่าเหตุการณ์อีกรอบ พอดีกับที่ไป๋จื้อหยางและฉือเหว่ยเฉิงเดินมาเพื่อกินมื้อเช้าได้ยินเข้าพอดีสองหนุ่มท่าทางโกรธเกรี้ยว…ยุวชนรุ่นเก่าก็เปิดประตูรับฟัง เธอแอบเห็นคงฮุ่ยฉิงกับโจวอิงไท่แอบทำหน้าเสียดายที่เธอไม่เป็นไร“พี่ลู่เสียน! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ซุนลี่จวนตกใจหน้าซีดรีบจับตัวเธอหมุนไปมา“ถังหู่นี่ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน ใครมีลูกสาวต้องให้รเสียงตัวไว้บ้าง”“หัวหน้าฉางจะเอาไง ครั้งนี้
ไป๋จื้อหยางมองชายที่ซุกตัวหลบในห้องปล่อยให้คนในบ้านออกหน้าแทนด้วยสายตาดูถูก“แก…ถ้าไม่รีบออกไปได้เจอดีแน่!”ถังหู่ทำท่าดุร้ายเมื่อเห็นคนเข้ามาเป็นเพียงเด็กหนุ่มยุวชนแค่คนเดียว‘ฮึ! ก็แค่ไอ้เด็กหน้าขาวจากในเมือง'“ฉันออกแน่ แต่แกก็ต้องออกไปด้วย”ไป๋จื้อหยางยิ้มเหี้ยม เอื้อมมือไปจับไหล่ถังหู่กดไว้ น้ำหนักมือทำอีกฝ่ายตกตะลึงรีบปัดป้อง ส่งหมัดหวังจะซัดหน้าหล่อคมของเด็กหนุ่มยุวชน ไป๋จื้อหยางโยกเพียงท่อนบนก็หลบพ้น เขาที่ฝึกการต่อสู้กับทหารปลดประจำการมาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นหมัดของอันธพาลประจำหมู่บ้านอยู่ในสายตาปลายศอกพับแล้วกระแทกเข้าลิ้นปี่ ถังหู่จุกจนสำรอกน้ำย่อยปนน้ำลายหนืด ตัวงอเป็นกุ้งแต่ไม่ทันได้หายเจ็บก็ถูกไป๋จื้อหยางลากคอไปโยนกลางลานบ้านที่ชุลมุน“ปล่อยนะ! ปล่อยสิวะ!” ถังหู่ด้วยความจุกจึงไม่มีแรงพอจะดิ้นให้หลุดฉือเหว่ยเฉิงยกนิ้วให้สหายรัก เรื่องใช้แรงและการต่อสู้ไป๋จื้อหยางแทบไม่เคยเสียเปรียบ“ถังหู่ออกมาแล้ว ทุกคนหยุดมือ!” ไป๋จื้อหยางตะโกนเสียงดังแล้วเดินไปยืนข้างหลินลู่เสียน“ยุวชนหลินมาดูหน่อยครับว่าใช่คนนี้หรือเปล่า” หัวหน้าฉางรีบมองหาคนแล้วเอ่ยเร่ง“คนนี้แหละค่ะ ที่มาดักหน้าฉัน
หลินลู่เสียนกับซุนลี่จวนเดินถือห่อผ้าไปทางเขตบ้านเรือนของชุมชน มากันสองคนจึงไม่ได้ให้พวกไป๋จื้อหยางตามมา ยิ่งมีเรื่องถังหู่ที่คนทั้งหมู่บ้านคงรู้กันหมดแล้วคงไม่มีใครกล้าทำอะไรในช่วงนี้ยุวชนหญิงทั้งสองที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้ไปทางฝั่งบ้านเรือนชุมชน มีชาวบ้านมองตามทั้งแบบตั้งใจและแบบลอบมอง“คนนั้นใช่ไหมที่เพิ่งมาก็มีแต่เรื่อง”“อยู่ให้ห่าง ๆ เข้าไว้ เธอไม่ลงแปลงนา”“จริงเหรอ! ไม่มีแต้มจะเอาอะไรไปแลกข้าวแลกคูปอง”ป้าสะใภ้ที่นั่งซักผ้าริมลำธารหันมองอย่างรู้กัน สายตามีแววดูถูกดูแคลน“ตัวขาวนุ่มนิ่มแบบนี้ มือไม้อ่อนทำงานหนักไม่ไหวแน่”“ก็คงหาผู้ชายพึ่งพานั่นล่ะ บ้านไหนมีลูกชายระวังให้ดีจะมีปลิงมาเกาะ”“แต่ฉันได้ยินว่าเขากินข้าวหม้อรวมกับยุวชนชายที่มาใหม่อีก 2 คนนะ” มีคนแย้งออกมาบ้างสิ่งที่ป้าสะใภ้พวกนี้สุมหัวนินทาหลินลู่เสียนไม่ได้ยิน พอเดินข้ามสะพานไป เจอกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านกำลังเล่นกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ก็ไม่เชิงเล่น…เด็กบางคนหาเก็บผักตามริมน้ำ แต่ละคนมีตะกร้าสานสะพายหลัง“พวกเธอ มีใครรู้จักบ้านป้าฉีไหม” หลินลู่เสียนมุ่งตรงไปถามเด็ก ๆ ส่วนใหญ่หันมองเธอระแวดระวัง แล้วเดินหนีไปให้ห่างจากเธ
‘ลูก? มองเห็นแม่' วิญญาณโปร่งแสงของหลินลู่เสียนหันเหมาจากชายวัยกลางคนที่เป็นสามีของเธอ ที่ตายจากกันนานกว่า 20 ปี มองไปยังบุตรสาวที่ไม่เคยได้เลี้ยงดูเติบโตเป็นหญิงสาวที่งดงามเข้มแข็ง ‘พี่หยาง…ถิงเออร์’ ความปวดร้าวเสียใจราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากถาโถมเข้ามา สองแขนโปร่งแสงพยายามเอื้อมออกไปรั้งกอดสามีและลูก มีแต่ความว่างเปล่าในอ้อมแขน หลินลู่เสียนร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ แต่ไร้เสียงให้ใครได้ยิน พอเริ่มทำใจได้รู้ว่าลูกสาวมีความพิเศษสามารถมองเห็นพลังงานวิญญาณได้จากหยกจักรพรรดิ์สีแดงที่เธอสวมให้ก่อนตายตอนคลอดลูก “แม่คะหนูไม่ได้ยินเสียง แต่หนูสามารถอ่านปากได้ แม่มีอะไรจะพูดกับพ่อไหมคะ” ‘พี่หยางคิดถึงพี่จัง ที่รัก ไหนดูสิยิ่งอายุมากยิ่งคมสันหล่อเหลาสมเป็นสามีฉันจริง ๆ’ นิ้วชี้เรียวโปร่งแสงยื่นออกไปปัดผ่านปลายคางของสามี ยื่นหน้าไปหอมแก้มซ้ายขวา ไม่ได้สนใจสายตาบุตรสาวที่มองตาค้าง หลินลู่เสียนยักไหล่ข้างหนึ่ง ‘ช่วยไม่ได้นะ แม่คิดถึงพ่อ ไม่ได้เจอกันตั้ง 22 ปี ลูกก็ทนเอาหน่อย' จากนั้นความเกรงใจก็ไม่มีอยู่ในคำศัพท์ของเธอ ใช้ลูกสาวเป็นสื่อในการป้อยอสามี สลับกับให้ลูกสาวเล่าประสบการณ์ชีวิตหลังจากเ
“ยินดีต้อนรับ ยุวชนปัญญาชนทุกคนครับ” ฉางจุนจี้หัวหน้ากองพลน้อยชุมชนหมู่บ้านทงจิว หรือที่ทุกคนในหมู่บ้านเรียกหัวหน้าฉาง กำลังยืนยิ้มกล่าวต้อนรับยุวชนปัญญาชนกลุ่มใหม่ 4 คน ที่ถูกส่งมา อันที่จริงเขาไม่อยากรับมาหรอก ยุวชนแต่ละคนที่มานำพาปัญหาและความปวดหัวมาให้ไม่หยุด กลุ่มเดิม 5 คน นี่มีคนใหม่มาอีก 4 คน “เฮ้อ! เจ็บทั้งมือเจ็บทั้งขา จะขนของกลับไปยังไงเนี่ย หรือว่าจ้างคนช่วยขนของดี” หลินลู่เสียนบ่นไปก็นวดข้อมือที่แดง ฝ่ามือมีรอยแดงจากการค้ำลงบนพื้นรถไฟ เธอใช้เสียงที่ดังพอให้คนรอบข้างได้ยิน ไป๋จื้อหยางขมวดคิ้วมองเด็กสาวทางด้านหน้า เห็นมือแดงเถือกก็รู้สึกผิดนิดหน่อย นิดเดียวเท่านั้นนะ จริง ๆ “เดี๋ยวผมกับเพื่อนช่วยถือแล้วกัน ไถ่โทษที่ชนคุณเข้า” เด็กหนุ่มเสนอตัวผิดวิสัยเจ้าตัว ที่ใช่ว่าจะมีน้ำใจกับคนไปทั่ว ฉือเหว่ยเฉิงรีบหันไปมองอย่างจับผิด หรี่ตาล้อ ๆ “พี่จื้อหยาง ปกติไม่ได้ใจดีแบบนี้นี่” ปึก…โดนเพื่อนเปิดโปงจึงใช้ฝ่ามือใหญ่ผลักหัวคนข้าง ๆ เกือบคมำ“พูดมาก ไปยกของไป ช่วยยกของเด็กอีกคนนั่นด้วย” ไป๋จื้อหยางยกกระสอบของขึ้นแบกบนบ่า กระเป๋าที่น่าจะใส่ผ้าสะพายไหล่ยังมีกระสอบอีกใบหนีบไว้
“เดี๋ยวให้ฟานเกอหมิงพาไปบ้านพักรวมของยุวชนนะครับ พักผ่อนสัก 2 วันแล้วทางกองพลจะแบ่งงานที่ต้องลงแปลงนาให้”“สวัสดีครับ ผมฟานเกอหมิงรับหน้าที่ดูแลกลุ่มยุวชนของกองพลน้อยทงจิว ใครมีปัญหาติดขัดตรงไหนแวะมาคุยกันได้นะครับ” ชายหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำแดด อายุ 20 กว่าปีเดินออกจากกลุ่มยุวชนรุ่นแรกมาแนะนำตัว ท่าทางเขาสงบสุภาพใบหน้ามีรอยยิ้มพอเหมาะหลินลู่เสียนพยักหน้ารับการทักทายแล้วหลุบเปลือกตาปิดบังแววตาเธอต้องสะสมพลังงานเตรียมพร้อมรบอีก…แค่คิดก็เหนื่อยหน่าย 100 วัน 1,000 เรื่องไม่เกินไปนักหรอก กับการใช้ชีวิตที่หมู่บ้านนี้ตอนนี้กลุ่มยุวชนรุ่นแรกเดินนำหน้า 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิงสาว 2 คน สภาพแต่ละคนแม้สะอาดสะอ้านแต่ก็ผอมแห้งผิวคล้ำแดด ใบหน้าหยาบกร้าน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าสีซีดมีรอยเย็บปะชุน“ในส่วนของบ้านพักยุวชนหญิงมีสองหลังใกล้กันนะครับ ส่วนผู้ชายนอนรวมกันในหลังใหญ่ มีเตียงเตา 2 เตียง ของผู้หญิงเอาข้าวของไปเก็บในห้องทางนั้นได้เลยครับ” ฟานเกอหมิงชี้นิ้วไปทางบ้านดินชั้นเดียวขนาดเล็กที่ดูเก่าโทรมกว่าอีกหลังที่อยู่ข้างกันยุวชนหญิงรุ่นก่อนคนหนึ่งยิ้มมีเลศนัยแล้วทำท่าจะเดินไปทางหลังที่ใหม่กว่า“เดี๋ยวค
หลินลู่เสียนกับซุนลี่จวนเดินถือห่อผ้าไปทางเขตบ้านเรือนของชุมชน มากันสองคนจึงไม่ได้ให้พวกไป๋จื้อหยางตามมา ยิ่งมีเรื่องถังหู่ที่คนทั้งหมู่บ้านคงรู้กันหมดแล้วคงไม่มีใครกล้าทำอะไรในช่วงนี้ยุวชนหญิงทั้งสองที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้ไปทางฝั่งบ้านเรือนชุมชน มีชาวบ้านมองตามทั้งแบบตั้งใจและแบบลอบมอง“คนนั้นใช่ไหมที่เพิ่งมาก็มีแต่เรื่อง”“อยู่ให้ห่าง ๆ เข้าไว้ เธอไม่ลงแปลงนา”“จริงเหรอ! ไม่มีแต้มจะเอาอะไรไปแลกข้าวแลกคูปอง”ป้าสะใภ้ที่นั่งซักผ้าริมลำธารหันมองอย่างรู้กัน สายตามีแววดูถูกดูแคลน“ตัวขาวนุ่มนิ่มแบบนี้ มือไม้อ่อนทำงานหนักไม่ไหวแน่”“ก็คงหาผู้ชายพึ่งพานั่นล่ะ บ้านไหนมีลูกชายระวังให้ดีจะมีปลิงมาเกาะ”“แต่ฉันได้ยินว่าเขากินข้าวหม้อรวมกับยุวชนชายที่มาใหม่อีก 2 คนนะ” มีคนแย้งออกมาบ้างสิ่งที่ป้าสะใภ้พวกนี้สุมหัวนินทาหลินลู่เสียนไม่ได้ยิน พอเดินข้ามสะพานไป เจอกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านกำลังเล่นกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ก็ไม่เชิงเล่น…เด็กบางคนหาเก็บผักตามริมน้ำ แต่ละคนมีตะกร้าสานสะพายหลัง“พวกเธอ มีใครรู้จักบ้านป้าฉีไหม” หลินลู่เสียนมุ่งตรงไปถามเด็ก ๆ ส่วนใหญ่หันมองเธอระแวดระวัง แล้วเดินหนีไปให้ห่างจากเธ
ไป๋จื้อหยางมองชายที่ซุกตัวหลบในห้องปล่อยให้คนในบ้านออกหน้าแทนด้วยสายตาดูถูก“แก…ถ้าไม่รีบออกไปได้เจอดีแน่!”ถังหู่ทำท่าดุร้ายเมื่อเห็นคนเข้ามาเป็นเพียงเด็กหนุ่มยุวชนแค่คนเดียว‘ฮึ! ก็แค่ไอ้เด็กหน้าขาวจากในเมือง'“ฉันออกแน่ แต่แกก็ต้องออกไปด้วย”ไป๋จื้อหยางยิ้มเหี้ยม เอื้อมมือไปจับไหล่ถังหู่กดไว้ น้ำหนักมือทำอีกฝ่ายตกตะลึงรีบปัดป้อง ส่งหมัดหวังจะซัดหน้าหล่อคมของเด็กหนุ่มยุวชน ไป๋จื้อหยางโยกเพียงท่อนบนก็หลบพ้น เขาที่ฝึกการต่อสู้กับทหารปลดประจำการมาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นหมัดของอันธพาลประจำหมู่บ้านอยู่ในสายตาปลายศอกพับแล้วกระแทกเข้าลิ้นปี่ ถังหู่จุกจนสำรอกน้ำย่อยปนน้ำลายหนืด ตัวงอเป็นกุ้งแต่ไม่ทันได้หายเจ็บก็ถูกไป๋จื้อหยางลากคอไปโยนกลางลานบ้านที่ชุลมุน“ปล่อยนะ! ปล่อยสิวะ!” ถังหู่ด้วยความจุกจึงไม่มีแรงพอจะดิ้นให้หลุดฉือเหว่ยเฉิงยกนิ้วให้สหายรัก เรื่องใช้แรงและการต่อสู้ไป๋จื้อหยางแทบไม่เคยเสียเปรียบ“ถังหู่ออกมาแล้ว ทุกคนหยุดมือ!” ไป๋จื้อหยางตะโกนเสียงดังแล้วเดินไปยืนข้างหลินลู่เสียน“ยุวชนหลินมาดูหน่อยครับว่าใช่คนนี้หรือเปล่า” หัวหน้าฉางรีบมองหาคนแล้วเอ่ยเร่ง“คนนี้แหละค่ะ ที่มาดักหน้าฉัน
หลินลู่เสียนถูกป้าสะใภ้ลากมาถึงบ้านพักยุวชน เรียกว่าลากคงไม่ถูกเธอเต็มใจที่จะตามมาต่างหาก มาที่หมู่บ้านสองวัน เกิดเหตุไม่เว้นสามเวลาถ้ามาร้องทุกข์เองมีหวังโดนเขม่น“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว วุ่นวายกันเสียจริง” หัวหน้าฉางที่กำลังคุมงานสร้างรั้วดูจะเริ่มอารมณ์ไม่ดี“ยัยหนูยุวชนถูกถังหู่ทำตัวอันธพาลใส่ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะหัวหน้าฉาง” ฉีเหยียนเหมยออกหน้าหน้าตาคร่ำเครียด“ห๊า! เป็นไงมาไงเล่ามาให้หมดสิ” หัวหน้าฉางเริ่มตกใจ ปกติถังหู่แม้ไม่เป็นโล้เป็นพาย เกียจคร้านการงาน มีเรื่องขัดใจกับคนในหมู่บ้าน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำเรื่องร้ายแรงมาก่อน“ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครนะคะ ตอนเดินสำรวจหมู่บ้านเขามาดักหน้า พูดจา…” หลินลู่เสียนเล่าเหตุการณ์อีกรอบ พอดีกับที่ไป๋จื้อหยางและฉือเหว่ยเฉิงเดินมาเพื่อกินมื้อเช้าได้ยินเข้าพอดีสองหนุ่มท่าทางโกรธเกรี้ยว…ยุวชนรุ่นเก่าก็เปิดประตูรับฟัง เธอแอบเห็นคงฮุ่ยฉิงกับโจวอิงไท่แอบทำหน้าเสียดายที่เธอไม่เป็นไร“พี่ลู่เสียน! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ซุนลี่จวนตกใจหน้าซีดรีบจับตัวเธอหมุนไปมา“ถังหู่นี่ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน ใครมีลูกสาวต้องให้รเสียงตัวไว้บ้าง”“หัวหน้าฉางจะเอาไง ครั้งนี้
7 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น“ยุวชนหลิน ยุวชนซุน ตื่นหรือยังครับ” หัวหน้าฉางที่นัด แนะเวลากันไว้มาตรงเวลา เขามาพร้อมชายชาวบ้านหลากหลายอายุทั้งหมดสิบคน“สวัสดีค่ะ น้าเขย ผู้อาวุโสทุกคน เข้ามาเลยค่ะ มาดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยเริ่มงานนะคะ” หลินลู่เสียนทักทุกคนสุภาพแม้ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมแต่ก็ไม่ได้เชิดใส่ซุนลี่จวนยื่นแก้วสังกะสีที่เติมน้ำต้มอุ่น ๆ ให้เวียนกันดื่มอบอุ่นร่างกายทีละคน“ไปเริ่มกันเลย จะให้ล้อมจากตรงไหนครับ”“หัวหน้าฉางคะ ล้อมในส่วนที่เป็นเขตของบ้านพวกฉันกับบ้านหลังเก่าน่ะค่ะ ฉันก็ไม่แน่ใจพื้นที่รบกวนหัวหน้าชี้จุดแบ่งเขตให้ดูหน่อยได้ไหมคะ”“ในพื้นที่บ้านพักยุวชนไม่ได้แบ่งเขตชัดเจนหรอกครับ งั้นเอาเป็นตรงกลางระหว่างบ้านยุวชนโจวกับหลังนี้แล้วกันครับ” บ้านที่สร้างให้ยุวชนอยู่ก็แบ่งพื้นที่ของส่วนกลางหมู่บ้านมา มันเลยไม่มีจุดแบ่งเขต เขาจึงชี้ ๆ ไปตรงกลางระหว่างสองหลัง“เอาตามนั้นได้เลยค่ะ” หลินลู่เสียนก็ไม่เรื่องมากหรือคิดอยากได้ที่เพิ่ม“สหายหลินต้องสร้างรั้วกั้นกันชัดเจนเลยเหรอคะ ทำแบบนี้เหมือนรังเกียจพวกเราเลยนะคะ?” โจวอิงไท่เปิดประตูหลังข้าง ๆ ออกมากัดปากหน้าตาซีดเซียวดูไม่สบายใจชาวบ้านที่ม
สองหนุ่มยุวชนใหม่เดินกลับบ้านพัก“อาเฉิงเราเดินสำรวจหมู่บ้านกันสักรอบ จะได้รู้ทางหนีทีไล่” ไป๋จื้อหยางเก็บเอาคำพูดทั้งหมดที่ได้ยินจากหลินลู่เสียนมาคิด เขาคงต้องเตรียมตัวอะไรไว้บ้าง ดีกว่าอยู่ไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้“ดีเหมือนกันนะพี่” ฉือเหว่ยเฉิงเห็นด้วยอย่างยิ่งหมู่บ้านทงจิวเป็นหมู่บ้านที่เน้นทางด้านเกษตรกรรมเหมือนกับหมู่บ้านอื่น ผลผลิตในแต่ละปีก็พอเพียงให้คนในหมู่บ้านพอกินไม่ถึงกับอดอยากทางเข้าหมู่บ้านเป็นถนนดินขนาดกว้างให้เกวียนวัวสวนกันได้ มีรถแทรกเตอร์ของกองพลซึ่งดีกว่าหลายหมู่บ้าน การลงแปลงนาก็อาศัยรถนี่ในการพลิกหน้าดินแหล่งน้ำของหมู่บ้านอยู่เยื้องไปทางเหนือของแปลงนารวม เป็นธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขา“ทางเดินหมู่บ้านทำไว้รอบแปลงนารวม ส่วนบ้านคนก็อยู่อีกฟากของทางเดิน” ไป๋จื้อหยางนั่งขีดเส้นบนพื้นด้วยกิ่งไม้ เป็นแผนที่คร่าว ๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน“ทางเดินเข้าหมู่บ้านด้านหน้าฝั่งหนึ่งเป็นป่าหญ้าขึ้นสูง”“อือ…ตรงนี้เป็นทางขึ้นเขา พวกร้านสหกรณ์หมู่บ้าน ตึกอำนวยการราชการจะอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วก็บ้านหัวหน้าฉาง”“เราจะลงมือคืนนี้เลยหรือเปล่าพี่” ฉือเหว่ยเฉิงวงกลมบนดิน 2 จุด ที่เขาคิดว่าลง
“เรื่องเริ่มจากเสบียงที่หมู่บ้านปันมาให้พวกเรา”หลินลู่เสียนหยุดเล่าปรายตามองไปทางโจวอิงไท่ที่ทำหน้าตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารส่งไปให้ไป๋จื้อหยาง‘เหอะ! นังชาเขียว ทำหน้าให้ใครดูกัน'“เรามาแวะเอาเสบียงที่ผู้ดูแลฟาน แต่น้ำหนักเสบียงไม่ตรงกับของหัวหน้าฉาง เลยเดินมาดูน้ำหนักที่โจวอิงไท่จดไว้ตามคำบอกของสหายฟานบังเอิญป้าสะใภ้ท่านนี้บุกรุกเข้ามาในเขตเรือน แล้วจู่ ๆ ก็เข้าไปดึงของออกจากมือสหายโจว โวยวายว่าสหายฟานและพวกขโมย จากนั้นก็หอบของจะชิ่งหนี สหายไป๋กลัวของหายถึงได้รีบร้อนจับคอเสื้อ แล้วคุณป้าก็ร้องโวยวายตามที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ” หลินลู่เสียนเล่าแบบเป็นกลางไม่ตกหล่นทั้งมีรายละเอียดครบ หัวหน้าฉางค่อนข้างพอใจนิสัยตรงไปตรงมาไม่เล่นลิ้นนี้ชาวบ้านจับความผิดปกติได้เสบียงน้ำหนักไม่ตรงกัน เป็นไปได้ยังไง!หมู่บ้านมีการประชุมชัดเจนว่าจะปันเสบียงสำรองของหมู่บ้านให้ยุวชนใหม่เท่าไหร่ แถมยังนำมาชั่งต่อหน้าลูกบ้านแล้วปิดถุง ถ้าไม่มีการเปิดนำออกน้ำหนักไม่มีทางขาด“หัวหน้าฉางเป็นความผิดของผมเองครับ ไม่ทันดูให้ดีหยิบเสบียงส่วนของพวกผมสลับกับของยุวชนใหม่ มารู้ตัวตอนเปิดกระสอบไปแล้ว ผมเขินในความผิดพลาดเล็กน้อ
หลินลู่เสียนออกหน้าถามยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ฟานเกอหมิงก็ไม่ใช่คนโง่ พอถูกถามย้ำเขาก็เริ่มรู้ตัวว่าตนโดนเปิดโปงปัญหาคือฟานเกอหมิงจะทำยังไง?เสบียงถ้ายังไม่เอาไปแบ่งให้สหายสาวทั้งสอง ก็แค่เดินเข้าครัวไปเอามาเติมให้ครบ แต่ถ้าแบ่งกระจายไปแล้วจะเลือกเอาของตัวเองมาโปะก็เจ็บหนักแต่ถ้าเดินไปเอามาจากคงฮุ่ยฉิงและโจวอิงไท่ นั่นเท่ากับเปิดเผยตัวเอง‘ละล้าละลังแบบนี้ แบ่งยัยสองคนนั้นไปแล้วสินะ'หลินลู่เสียนแสยะยิ้ม ครึ้มใจที่เห็นผู้อื่นโชคร้าย เธอไม่ใช่คนใจดี โดยเฉพาะกับพวกเอารัดเอาเปรียบเธอก่อน“สหายฟานตอนพวกเราเดินทางมา หัวหน้าฉางบอกอะไรพวกเราหลายอย่างที่เราควรรู้” หลินลู่เสียนปดหน้าตายสรุปง่าย ๆ ถ้าคุณไม่รีบคายของออกมาเรื่องใหญ่แน่“เดี๋ยวผมขอไปตรวจสอบตัวเลขที่แน่ชัดกับสหายหญิงก่อนครับ ผมอาจจะดูผิดพวกเธอเป็นคนจดไว้” ฟานเกอหมิงพูดไปวิ่งไปตัวคนพุ่งไปทางบ้านพักยุวชนหญิงหลังเก่าหลินลู่เสียนหันมองไป๋จื้อหยางดูว่าเขาจะเอาไงเด็กหนุ่มหน้าเข้มชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นแล้วตวัดมือลง เห็นสัญลักษณ์จู่โจม นั่นคือให้รีบตามไปสิ…พวกเราสี่คนเร่งเดินแกมวิ่งตามฟานเกอหมิงไปติด ๆ และบังเอิญป้าเถาฮุ่ยอันที่เธอเพิ่งป
“หารือ? เรื่องอะไร…ครับ”ไป๋จื้อหยางคิดว่าเสียงพูดของเขาออกจะห้วนสั้นไปหน่อย จึงเติมครับต่อท้ายไม่เต็มเสียง ฉือเหว่ยเฉิงทำปากขมุบขมิบล้อเลียนจึงโดนขึงตาคาดโทษใส่“พวกนายรออยู่นี่ก่อน” หลินลู่เสียนเดินเข้าห้องไปรื้อกระเป๋าได้เบาะรองนั่งมา 2 อัน เดินมาวางบนพื้นห้องให้สองหนุ่ม“เฮ้ย! สหายหลินไม่ต้อง ๆ พวกผมนั่งบนพื้นได้นี่ก็สะอาดอยู่”“โทษทีนะ เก้าอี้มันมีแค่ 2 ตัว เรื่องที่คุยน่าจะนาน พวกนายนั่งเถอะ” หลินลู่เสียนคะยั้นคะยอ คำที่ใช้เรียกก็แสดงการตีสนิทระดับหนึ่ง เหมือนคุยกับคนคุ้นเคยทั่วไปไป๋จื้อหยางคิดแปบหนึ่งก็ยอมรับน้ำใจ“ว่าแต่จะบอกได้หรือยัง”“ทุกคนก็เห็นแล้วใช่ไหม แค่พวกเราที่เป็นยุวชนใหม่มาก็โดนคนคิดเอาเปรียบแล้ว ฉันอยากให้เรารวมกลุ่มกันไว้ มีอะไรจะได้รักษาผลประโยชน์ของพวกเรากันเอง” หลินลู่เสียนมองหน้าทุกคนนิ่ง ๆ เอ่ยข้อเสนอแนะจริงจังชีวิตก่อนพวกเขาใช้ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่สนใจคบค้าสนิทสนมกับใคร พอโดนคนวางแผนร้ายจึงไม่มีหูตาคอยช่วยสอดส่องชีวิตนี้เธอจะไม่ทำผิดพลาดแบบนั้นอีก“ผมพูดตรง ๆ นะ เป็นพวกผู้หญิงอย่างคุณมากกว่าที่ต้องพึ่งพาแรงผู้ชายอย่างพวกผมสองคน” ไป๋จื่อหยางเองเป็นคนเปิดเ
“เดี๋ยวให้ฟานเกอหมิงพาไปบ้านพักรวมของยุวชนนะครับ พักผ่อนสัก 2 วันแล้วทางกองพลจะแบ่งงานที่ต้องลงแปลงนาให้”“สวัสดีครับ ผมฟานเกอหมิงรับหน้าที่ดูแลกลุ่มยุวชนของกองพลน้อยทงจิว ใครมีปัญหาติดขัดตรงไหนแวะมาคุยกันได้นะครับ” ชายหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำแดด อายุ 20 กว่าปีเดินออกจากกลุ่มยุวชนรุ่นแรกมาแนะนำตัว ท่าทางเขาสงบสุภาพใบหน้ามีรอยยิ้มพอเหมาะหลินลู่เสียนพยักหน้ารับการทักทายแล้วหลุบเปลือกตาปิดบังแววตาเธอต้องสะสมพลังงานเตรียมพร้อมรบอีก…แค่คิดก็เหนื่อยหน่าย 100 วัน 1,000 เรื่องไม่เกินไปนักหรอก กับการใช้ชีวิตที่หมู่บ้านนี้ตอนนี้กลุ่มยุวชนรุ่นแรกเดินนำหน้า 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิงสาว 2 คน สภาพแต่ละคนแม้สะอาดสะอ้านแต่ก็ผอมแห้งผิวคล้ำแดด ใบหน้าหยาบกร้าน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าสีซีดมีรอยเย็บปะชุน“ในส่วนของบ้านพักยุวชนหญิงมีสองหลังใกล้กันนะครับ ส่วนผู้ชายนอนรวมกันในหลังใหญ่ มีเตียงเตา 2 เตียง ของผู้หญิงเอาข้าวของไปเก็บในห้องทางนั้นได้เลยครับ” ฟานเกอหมิงชี้นิ้วไปทางบ้านดินชั้นเดียวขนาดเล็กที่ดูเก่าโทรมกว่าอีกหลังที่อยู่ข้างกันยุวชนหญิงรุ่นก่อนคนหนึ่งยิ้มมีเลศนัยแล้วทำท่าจะเดินไปทางหลังที่ใหม่กว่า“เดี๋ยวค