“เดี๋ยวให้ฟานเกอหมิงพาไปบ้านพักรวมของยุวชนนะครับ พักผ่อนสัก 2 วันแล้วทางกองพลจะแบ่งงานที่ต้องลงแปลงนาให้”
“สวัสดีครับ ผมฟานเกอหมิงรับหน้าที่ดูแลกลุ่มยุวชนของกองพลน้อยทงจิว ใครมีปัญหาติดขัดตรงไหนแวะมาคุยกันได้นะครับ” ชายหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำแดด อายุ 20 กว่าปีเดินออกจากกลุ่มยุวชนรุ่นแรกมาแนะนำตัว ท่าทางเขาสงบสุภาพใบหน้ามีรอยยิ้มพอเหมาะ หลินลู่เสียนพยักหน้ารับการทักทายแล้วหลุบเปลือกตาปิดบังแววตา เธอต้องสะสมพลังงานเตรียมพร้อมรบอีก… แค่คิดก็เหนื่อยหน่าย 100 วัน 1,000 เรื่องไม่เกินไปนักหรอก กับการใช้ชีวิตที่หมู่บ้านนี้ ตอนนี้กลุ่มยุวชนรุ่นแรกเดินนำหน้า 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิงสาว 2 คน สภาพแต่ละคนแม้สะอาดสะอ้านแต่ก็ผอมแห้งผิวคล้ำแดด ใบหน้าหยาบกร้าน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าสีซีดมีรอยเย็บปะชุน “ในส่วนของบ้านพักยุวชนหญิงมีสองหลังใกล้กันนะครับ ส่วนผู้ชายนอนรวมกันในหลังใหญ่ มีเตียงเตา 2 เตียง ของผู้หญิงเอาข้าวของไปเก็บในห้องทางนั้นได้เลยครับ” ฟานเกอหมิงชี้นิ้วไปทางบ้านดินชั้นเดียวขนาดเล็กที่ดูเก่าโทรมกว่าอีกหลังที่อยู่ข้างกัน ยุวชนหญิงรุ่นก่อนคนหนึ่งยิ้มมีเลศนัยแล้วทำท่าจะเดินไปทางหลังที่ใหม่กว่า “เดี๋ยวค่ะ! หัวหน้าฉางบอกว่าสร้างบ้านพักใหม่ให้เราอยู่ สหายฟานชี้ผิดหลังหรือเปล่าคะ?” หลินลู่เสียนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ทิ้งข้าวของลงพื้นยืนกอดอกปักหลักพูดเสียงดังให้ได้ยินกันครบทุกคน ยุวชนหญิงรุ่นพี่ 2 คน ชะงักเท้าตัวแข็ง ใบหน้าบิดดูไม่เป็นธรรมชาติ ส่วนฟานเกอหมิงก็ออกอาการเก้อกระดาก ไม่กล้าสบตาดุของเด็กสาวที่เพิ่งมาถึง ‘อย่าหวังว่าจะเอาเปรียบฉันได้’ ชีวิตก่อนกว่าจะรู้ว่าบ้านใหม่นั่นเตรียมไว้ให้พวกเธอก็ตอนอยู่ที่นี่จะครบปีแล้ว “ว่าไงคะ? หวังว่ารุ่นพี่ทั้งหลายมีคำอธิบายดี ๆ ให้พวกฉันที่มาใหม่ ไม่ใช่ว่าเห็นพวกเราอายุน้อยกว่าจะมารังแกเอาเปรียบกันได้ง่าย” หลินลู่เสียนพูดเพียงประโยคเดียวก็กระตุ้นอารมณ์ร่วมของคนใหม่แบ่งแยกพวกกับคนเก่าชัดเจน ไป๋จื้อหยางเดินมาหยุดยืนเอามือล้วงกระเป๋าอยู่ด้านหลังเด็กสาวที่เดินนำหน้า ใบหน้าหล่อคมถมึงทึงบวกกับร่างกายสูงใหญ่ดูมีแรงกดดันไม่น้อย ส่วนฉือเหว่ยเฉิงก็หุบยิ้มขี้เล่น ตีหน้าเครียดมายืนข้างกันกับสหายวัยเด็ก สาวน้อยซุนลี่จวนยืนเลิ่กลั่กไม่พูดอะไร แต่ก็ไม่ได้เดินแยกออกไปเช่นกัน พอบรรยากาศอึดอัดมากเข้าก็มีคนอดทนต่อไม่ไหว “นี่เด็กใหม่! เธออย่ามาทำตัวเรื่องมาก ไม่เคารพรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน ระวังไม่มีใครคบค้าไม่มีคนช่วยเหลือแล้วจะอยู่ยากนะ” คงฮุ่ยฉิงเป็นยุวชนหญิงใบหน้าออกมน ตาเล็ก ปากบางมีไฝเม็ดเล็กมุมปาก โดยรวมหน้าตาก็ไม่แย่ แต่เสียงห้วนพยายามข่มขู่นั่นไม่น่าฟังนัก “พวกที่คิดเอาเปรียบกันแรกพบหน้า ใช้สมองหมูของเธอคิดดูหน่อยว่าคนแบบนี้จะมีอะไรช่วยเหลือกันได้?” หลินลู่เสียนเลียนเสียงห้วนสั้น เชิดคางขึ้นฟ้าแถมกลอกตากลมโตใส่ให้กันชัด ๆ ด้วยท่าทางสุดระอา “เธอ! ยัยเด็กก้าวร้าว!!!...” “หยุด!!! ฉันไม่อยากฟัง เดี๋ยวสมองจะถดถอยตามไปด้วย” หลินลู่เสียนยกมือห้ามพูดขัดเสียงดัง ไป๋จื้อหยางอ้าปากค้างมองเด็กสาวตัวเล็ก แต่ฝีปากไม่เล็กเหมือนตัว อูย…ด่าได้ดี เขาคิดชอบใจ นัยน์ตามีแววชื่นชม ที่อาเฉิงบอกว่าเขาไม่ใจดีกับผู้หญิงไม่ผิดนัก เพราะส่วนใหญ่ที่เขาเจอมีแต่พวกอะไรนิดหน่อยก็ร้อง ชอบทำเสียงงุ้งงิ้งข้างหูพูดเบาอย่างกับยุงบิน เห็นแล้วรำคาญลูกตา… “พี่จื้อหยาง อย่าไปทำอะไรให้อาเจ๊นี่โกรธเชียว ถูกด่าจนลืมชื่อแน่” ฉือเหว่ยเฉิงกระซิบบอกอย่างหวาดเสียวตัวสั่น “อือ” เขารับคำไปอย่างนั้นเอง “สหายหลินลู่เสียนใจเย็นก่อนนะครับ บ้านทั้งสองหลังสร้างเหมือนกัน ไม่มีอะไรชำรุด ผมเห็นว่าอยู่หลังไหนก็ไม่ต่าง จึงยอมให้ฮุ่ยฉิงกับอิงไท่ ที่ช่วยกันลงแรงสร้างได้เข้าอยู่” ฟานเกอหมิงพูดโน้มน้าว ใช้เหตุผลชอบธรรมที่คนลงแรงก็มีสิทธิอยู่ นับเป็นคนสมองไวมากคนหนึ่ง… แต่ขอโทษนะคิดว่าเหตุผลนี้ใช้ได้ผลกับเธอ? เขาฉลาดแต่เธอฉลาดกว่า ไม่รับความเห็นต่าง…มีอะไรไหม “คนลงแรงก็สมควรได้อยู่ แล้วชาวบ้านที่ขันอาสามาช่วยลงแรงสร้างก็ควรมาอยู่แทนพวกเรา? ตอนหัวหน้าฉางประกาศขอคนช่วยสร้างทำไมไม่บอกไปล่ะว่า พวกคุณมีส่วนช่วยก็ขออยู่แทนแล้วกันน่ะ” เจอคำพูดนี้อุดปากเข้าไปฟานเกอหมิงเองก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาต่อ ได้แต่หันมองทางคงฮุ่ยฉิงและโจวอิงไท่อย่างขอโทษ “อย่าทะเลาะกันเลยนะคะ เดี๋ยวพวกเราขนของย้ายกลับไปบ้านหลังเดิม พอดีฉันเห็นว่าหลังเก่าอยู่ใกล้กับบ่อน้ำมากกว่า แล้วก็มีพื้นที่เหลือสำหรับปลูกผักแปลงเล็กด้วย เลยอยากให้ทั้งสองคนอยู่ มันสะดวกกว่าน่ะค่ะ” โจวอิงไท่ที่ยืนเงียบมาสักพักขอโทษออกมาด้วยเสียงอ่อนโยน เหตุผลก็ฟังดูดีชนิดเอาดีเข้าตัว “อิงไท่ เธอก็อย่าแสนดีให้มันมากนัก คนอื่นเขาไม่เห็นความหวังดีของเราหรอก!” คงฮุ่ยฉิงเหมือนถูกปลุกสติกลับมากระแทกเสียงดังเสียดสีใส่ได้แล้ว ‘นังดอกบัวขาว โจวอิงไท่!' “เหรอ… บังเอิญไม่คิดจะปลูกผัก ทำสวนไม่เป็น น้ำหาบก็ไม่ได้ไกลจนเดินไม่ได้ แล้วอย่าบอกว่าไม่มีรถเข็นให้ยืมนะ พูดมากเสียเวลาคนจะพักผ่อน รีบไปจัดการข้าวของพวกเธอได้แล้ว” หลินลู่เสียนโบกมือปัด ๆ แบบไล่แมลงน่ารำคาญ โจวอิงไท่มุมปากกระตุกแทบจะรักษาสีหน้าแววตาอ่อนโยนไม่ได้ นังนี่คิดว่าตัวเองเป็นใคร มาทำท่าแบบนี้ใส่เธอ “เดี๋ยวผมเข้าไปช่วยเก็บของนะอิงไท่” ฟานเกอหมิงพูดกับโจวอิงไท่เสียงอ่อน ดูก็รู้ว่าเป็นพวกทาสใต้ชายกระโปรงทับทิม คงฮุ่ยฉิงเม้มปากมองฟานเกอหมิง สีหน้าไม่น่ามองนักก่อนพยายามปรับให้ดูปกติ ยุวชนชายอีกคนกอดอกยืนมองเรื่องทั้งหมดด้วยท่าทางเรียบเฉย พอคิดว่าเรื่องจบก็หมุนตัวจากไปแบบไม่สนใจใคร เขามีชื่อว่า ฝานเล่ย หลินลู่เสียนยืนรอสักพักใหญ่ สามคนนั้นก็ขนของออกมาหมดภายใน 4 รอบ ไป๋จื้อหยางเดินยกข้าวของตามเข้าไป “จะให้วางกระสอบพวกนี้ไว้ไหนครับ” “พวกกระสอบหนัก ๆ นายสองคนช่วยยกไปวางในครัวให้หน่อยได้ไหม ส่วนพวกของเบา ๆ วางบนโต๊ะกลางบ้านได้เลย” หลินลู่เสียนบอกกับสองหนุ่มเสียงอ่อน บ้านหลังนี้สร้างแบบให้พอใช้งานได้ครบ มีห้องนอนหนึ่งห้อง ห้องครัวกั้นผนังแยกอยู่ด้านหลัง เดินทะลุจากโถงกลางบ้าน เครื่องเรือนมีเพียงโต๊ะไม้ต่อหยาบ ๆ 1 ตัว เก้าอี้อีก 2 ตัว “อ่า...” ซุนลี่จวนยืนแน่นิ่งอยู่ตรงประตูบ้าน ไม่รู้ว่าจะพูดหรือทำอะไรต่อดี ใจก็กระวนกระวายแอบมองทางหลินลู่เสียนแล้วหลบตา “เอาของเข้าไปเก็บในห้องนอนสิ ยืนอยู่ทำไมฉันไม่กัดหรอกน่ะ” หลินลู่เสียนบอกกับเด็กสาวอายุน้อยกว่าเสียงเรียบ กัดสิ!!! หลินลู่เสียนทำเมินสายตาไม่เห็นด้วยของทุกคน ‘โอ๊ะ!!! แย่แล้ว!!!’ ดูเหมือนเธอเพิ่งจะนึกได้ว่าวันนี้ก็เปิดเผยแต่ด้านร้าย ๆ ให้เจ้าหมาน้อยของเธอได้เห็นเต็มตา ไม่ใช่ว่าขยาดเธอไปแล้วนะ! ตากลมกระวนกระวายมองไปทางเด็กหนุ่มที่เพิ่งเดินกลับมาจากในครัว พยายามมองหาแววขยาดกลัวหรือไม่ชอบใจ พอไม่เห็นก็โล่งอกนิดหน่อย เอาล่ะ…ต่อไปคงต้องสงบเสงี่ยมกว่านี้ เฉพาะต่อหน้าน่ะนะ… “พวกผมขอตัวก่อนนะครับ” ฉือเหว่ยเฉิงทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแทนคนที่ส่งสัญญาณบอกเขา หมุนตัวเตรียมกลับออกไป “เดี๋ยวก่อน! ฉันคิดว่าพวกเรามีเรื่องต้องหารือกัน”“หารือ? เรื่องอะไร…ครับ”ไป๋จื้อหยางคิดว่าเสียงพูดของเขาออกจะห้วนสั้นไปหน่อย จึงเติมครับต่อท้ายไม่เต็มเสียง ฉือเหว่ยเฉิงทำปากขมุบขมิบล้อเลียนจึงโดนขึงตาคาดโทษใส่“พวกนายรออยู่นี่ก่อน” หลินลู่เสียนเดินเข้าห้องไปรื้อกระเป๋าได้เบาะรองนั่งมา 2 อัน เดินมาวางบนพื้นห้องให้สองหนุ่ม“เฮ้ย! สหายหลินไม่ต้อง ๆ พวกผมนั่งบนพื้นได้นี่ก็สะอาดอยู่”“โทษทีนะ เก้าอี้มันมีแค่ 2 ตัว เรื่องที่คุยน่าจะนาน พวกนายนั่งเถอะ” หลินลู่เสียนคะยั้นคะยอ คำที่ใช้เรียกก็แสดงการตีสนิทระดับหนึ่ง เหมือนคุยกับคนคุ้นเคยทั่วไปไป๋จื้อหยางคิดแปบหนึ่งก็ยอมรับน้ำใจ“ว่าแต่จะบอกได้หรือยัง”“ทุกคนก็เห็นแล้วใช่ไหม แค่พวกเราที่เป็นยุวชนใหม่มาก็โดนคนคิดเอาเปรียบแล้ว ฉันอยากให้เรารวมกลุ่มกันไว้ มีอะไรจะได้รักษาผลประโยชน์ของพวกเรากันเอง” หลินลู่เสียนมองหน้าทุกคนนิ่ง ๆ เอ่ยข้อเสนอแนะจริงจังชีวิตก่อนพวกเขาใช้ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่สนใจคบค้าสนิทสนมกับใคร พอโดนคนวางแผนร้ายจึงไม่มีหูตาคอยช่วยสอดส่องชีวิตนี้เธอจะไม่ทำผิดพลาดแบบนั้นอีก“ผมพูดตรง ๆ นะ เป็นพวกผู้หญิงอย่างคุณมากกว่าที่ต้องพึ่งพาแรงผู้ชายอย่างพวกผมสองคน” ไป๋จื่อหยางเองเป็นคนเปิดเ
หลินลู่เสียนออกหน้าถามยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ฟานเกอหมิงก็ไม่ใช่คนโง่ พอถูกถามย้ำเขาก็เริ่มรู้ตัวว่าตนโดนเปิดโปงปัญหาคือฟานเกอหมิงจะทำยังไง?เสบียงถ้ายังไม่เอาไปแบ่งให้สหายสาวทั้งสอง ก็แค่เดินเข้าครัวไปเอามาเติมให้ครบ แต่ถ้าแบ่งกระจายไปแล้วจะเลือกเอาของตัวเองมาโปะก็เจ็บหนักแต่ถ้าเดินไปเอามาจากคงฮุ่ยฉิงและโจวอิงไท่ นั่นเท่ากับเปิดเผยตัวเอง‘ละล้าละลังแบบนี้ แบ่งยัยสองคนนั้นไปแล้วสินะ'หลินลู่เสียนแสยะยิ้ม ครึ้มใจที่เห็นผู้อื่นโชคร้าย เธอไม่ใช่คนใจดี โดยเฉพาะกับพวกเอารัดเอาเปรียบเธอก่อน“สหายฟานตอนพวกเราเดินทางมา หัวหน้าฉางบอกอะไรพวกเราหลายอย่างที่เราควรรู้” หลินลู่เสียนปดหน้าตายสรุปง่าย ๆ ถ้าคุณไม่รีบคายของออกมาเรื่องใหญ่แน่“เดี๋ยวผมขอไปตรวจสอบตัวเลขที่แน่ชัดกับสหายหญิงก่อนครับ ผมอาจจะดูผิดพวกเธอเป็นคนจดไว้” ฟานเกอหมิงพูดไปวิ่งไปตัวคนพุ่งไปทางบ้านพักยุวชนหญิงหลังเก่าหลินลู่เสียนหันมองไป๋จื้อหยางดูว่าเขาจะเอาไงเด็กหนุ่มหน้าเข้มชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นแล้วตวัดมือลง เห็นสัญลักษณ์จู่โจม นั่นคือให้รีบตามไปสิ…พวกเราสี่คนเร่งเดินแกมวิ่งตามฟานเกอหมิงไปติด ๆ และบังเอิญป้าเถาฮุ่ยอันที่เธอเพิ่งป
“เรื่องเริ่มจากเสบียงที่หมู่บ้านปันมาให้พวกเรา”หลินลู่เสียนหยุดเล่าปรายตามองไปทางโจวอิงไท่ที่ทำหน้าตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารส่งไปให้ไป๋จื้อหยาง‘เหอะ! นังชาเขียว ทำหน้าให้ใครดูกัน'“เรามาแวะเอาเสบียงที่ผู้ดูแลฟาน แต่น้ำหนักเสบียงไม่ตรงกับของหัวหน้าฉาง เลยเดินมาดูน้ำหนักที่โจวอิงไท่จดไว้ตามคำบอกของสหายฟานบังเอิญป้าสะใภ้ท่านนี้บุกรุกเข้ามาในเขตเรือน แล้วจู่ ๆ ก็เข้าไปดึงของออกจากมือสหายโจว โวยวายว่าสหายฟานและพวกขโมย จากนั้นก็หอบของจะชิ่งหนี สหายไป๋กลัวของหายถึงได้รีบร้อนจับคอเสื้อ แล้วคุณป้าก็ร้องโวยวายตามที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ” หลินลู่เสียนเล่าแบบเป็นกลางไม่ตกหล่นทั้งมีรายละเอียดครบ หัวหน้าฉางค่อนข้างพอใจนิสัยตรงไปตรงมาไม่เล่นลิ้นนี้ชาวบ้านจับความผิดปกติได้เสบียงน้ำหนักไม่ตรงกัน เป็นไปได้ยังไง!หมู่บ้านมีการประชุมชัดเจนว่าจะปันเสบียงสำรองของหมู่บ้านให้ยุวชนใหม่เท่าไหร่ แถมยังนำมาชั่งต่อหน้าลูกบ้านแล้วปิดถุง ถ้าไม่มีการเปิดนำออกน้ำหนักไม่มีทางขาด“หัวหน้าฉางเป็นความผิดของผมเองครับ ไม่ทันดูให้ดีหยิบเสบียงส่วนของพวกผมสลับกับของยุวชนใหม่ มารู้ตัวตอนเปิดกระสอบไปแล้ว ผมเขินในความผิดพลาดเล็กน้อ
สองหนุ่มยุวชนใหม่เดินกลับบ้านพัก“อาเฉิงเราเดินสำรวจหมู่บ้านกันสักรอบ จะได้รู้ทางหนีทีไล่” ไป๋จื้อหยางเก็บเอาคำพูดทั้งหมดที่ได้ยินจากหลินลู่เสียนมาคิด เขาคงต้องเตรียมตัวอะไรไว้บ้าง ดีกว่าอยู่ไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้“ดีเหมือนกันนะพี่” ฉือเหว่ยเฉิงเห็นด้วยอย่างยิ่งหมู่บ้านทงจิวเป็นหมู่บ้านที่เน้นทางด้านเกษตรกรรมเหมือนกับหมู่บ้านอื่น ผลผลิตในแต่ละปีก็พอเพียงให้คนในหมู่บ้านพอกินไม่ถึงกับอดอยากทางเข้าหมู่บ้านเป็นถนนดินขนาดกว้างให้เกวียนวัวสวนกันได้ มีรถแทรกเตอร์ของกองพลซึ่งดีกว่าหลายหมู่บ้าน การลงแปลงนาก็อาศัยรถนี่ในการพลิกหน้าดินแหล่งน้ำของหมู่บ้านอยู่เยื้องไปทางเหนือของแปลงนารวม เป็นธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขา“ทางเดินหมู่บ้านทำไว้รอบแปลงนารวม ส่วนบ้านคนก็อยู่อีกฟากของทางเดิน” ไป๋จื้อหยางนั่งขีดเส้นบนพื้นด้วยกิ่งไม้ เป็นแผนที่คร่าว ๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน“ทางเดินเข้าหมู่บ้านด้านหน้าฝั่งหนึ่งเป็นป่าหญ้าขึ้นสูง”“อือ…ตรงนี้เป็นทางขึ้นเขา พวกร้านสหกรณ์หมู่บ้าน ตึกอำนวยการราชการจะอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วก็บ้านหัวหน้าฉาง”“เราจะลงมือคืนนี้เลยหรือเปล่าพี่” ฉือเหว่ยเฉิงวงกลมบนดิน 2 จุด ที่เขาคิดว่าลง
7 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น“ยุวชนหลิน ยุวชนซุน ตื่นหรือยังครับ” หัวหน้าฉางที่นัด แนะเวลากันไว้มาตรงเวลา เขามาพร้อมชายชาวบ้านหลากหลายอายุทั้งหมดสิบคน“สวัสดีค่ะ น้าเขย ผู้อาวุโสทุกคน เข้ามาเลยค่ะ มาดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยเริ่มงานนะคะ” หลินลู่เสียนทักทุกคนสุภาพแม้ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมแต่ก็ไม่ได้เชิดใส่ซุนลี่จวนยื่นแก้วสังกะสีที่เติมน้ำต้มอุ่น ๆ ให้เวียนกันดื่มอบอุ่นร่างกายทีละคน“ไปเริ่มกันเลย จะให้ล้อมจากตรงไหนครับ”“หัวหน้าฉางคะ ล้อมในส่วนที่เป็นเขตของบ้านพวกฉันกับบ้านหลังเก่าน่ะค่ะ ฉันก็ไม่แน่ใจพื้นที่รบกวนหัวหน้าชี้จุดแบ่งเขตให้ดูหน่อยได้ไหมคะ”“ในพื้นที่บ้านพักยุวชนไม่ได้แบ่งเขตชัดเจนหรอกครับ งั้นเอาเป็นตรงกลางระหว่างบ้านยุวชนโจวกับหลังนี้แล้วกันครับ” บ้านที่สร้างให้ยุวชนอยู่ก็แบ่งพื้นที่ของส่วนกลางหมู่บ้านมา มันเลยไม่มีจุดแบ่งเขต เขาจึงชี้ ๆ ไปตรงกลางระหว่างสองหลัง“เอาตามนั้นได้เลยค่ะ” หลินลู่เสียนก็ไม่เรื่องมากหรือคิดอยากได้ที่เพิ่ม“สหายหลินต้องสร้างรั้วกั้นกันชัดเจนเลยเหรอคะ ทำแบบนี้เหมือนรังเกียจพวกเราเลยนะคะ?” โจวอิงไท่เปิดประตูหลังข้าง ๆ ออกมากัดปากหน้าตาซีดเซียวดูไม่สบายใจชาวบ้านที่ม
หลินลู่เสียนถูกป้าสะใภ้ลากมาถึงบ้านพักยุวชน เรียกว่าลากคงไม่ถูกเธอเต็มใจที่จะตามมาต่างหาก มาที่หมู่บ้านสองวัน เกิดเหตุไม่เว้นสามเวลาถ้ามาร้องทุกข์เองมีหวังโดนเขม่น“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว วุ่นวายกันเสียจริง” หัวหน้าฉางที่กำลังคุมงานสร้างรั้วดูจะเริ่มอารมณ์ไม่ดี“ยัยหนูยุวชนถูกถังหู่ทำตัวอันธพาลใส่ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะหัวหน้าฉาง” ฉีเหยียนเหมยออกหน้าหน้าตาคร่ำเครียด“ห๊า! เป็นไงมาไงเล่ามาให้หมดสิ” หัวหน้าฉางเริ่มตกใจ ปกติถังหู่แม้ไม่เป็นโล้เป็นพาย เกียจคร้านการงาน มีเรื่องขัดใจกับคนในหมู่บ้าน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำเรื่องร้ายแรงมาก่อน“ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครนะคะ ตอนเดินสำรวจหมู่บ้านเขามาดักหน้า พูดจา…” หลินลู่เสียนเล่าเหตุการณ์อีกรอบ พอดีกับที่ไป๋จื้อหยางและฉือเหว่ยเฉิงเดินมาเพื่อกินมื้อเช้าได้ยินเข้าพอดีสองหนุ่มท่าทางโกรธเกรี้ยว…ยุวชนรุ่นเก่าก็เปิดประตูรับฟัง เธอแอบเห็นคงฮุ่ยฉิงกับโจวอิงไท่แอบทำหน้าเสียดายที่เธอไม่เป็นไร“พี่ลู่เสียน! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ซุนลี่จวนตกใจหน้าซีดรีบจับตัวเธอหมุนไปมา“ถังหู่นี่ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน ใครมีลูกสาวต้องให้รเสียงตัวไว้บ้าง”“หัวหน้าฉางจะเอาไง ครั้งนี้
ไป๋จื้อหยางมองชายที่ซุกตัวหลบในห้องปล่อยให้คนในบ้านออกหน้าแทนด้วยสายตาดูถูก“แก…ถ้าไม่รีบออกไปได้เจอดีแน่!”ถังหู่ทำท่าดุร้ายเมื่อเห็นคนเข้ามาเป็นเพียงเด็กหนุ่มยุวชนแค่คนเดียว‘ฮึ! ก็แค่ไอ้เด็กหน้าขาวจากในเมือง'“ฉันออกแน่ แต่แกก็ต้องออกไปด้วย”ไป๋จื้อหยางยิ้มเหี้ยม เอื้อมมือไปจับไหล่ถังหู่กดไว้ น้ำหนักมือทำอีกฝ่ายตกตะลึงรีบปัดป้อง ส่งหมัดหวังจะซัดหน้าหล่อคมของเด็กหนุ่มยุวชน ไป๋จื้อหยางโยกเพียงท่อนบนก็หลบพ้น เขาที่ฝึกการต่อสู้กับทหารปลดประจำการมาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นหมัดของอันธพาลประจำหมู่บ้านอยู่ในสายตาปลายศอกพับแล้วกระแทกเข้าลิ้นปี่ ถังหู่จุกจนสำรอกน้ำย่อยปนน้ำลายหนืด ตัวงอเป็นกุ้งแต่ไม่ทันได้หายเจ็บก็ถูกไป๋จื้อหยางลากคอไปโยนกลางลานบ้านที่ชุลมุน“ปล่อยนะ! ปล่อยสิวะ!” ถังหู่ด้วยความจุกจึงไม่มีแรงพอจะดิ้นให้หลุดฉือเหว่ยเฉิงยกนิ้วให้สหายรัก เรื่องใช้แรงและการต่อสู้ไป๋จื้อหยางแทบไม่เคยเสียเปรียบ“ถังหู่ออกมาแล้ว ทุกคนหยุดมือ!” ไป๋จื้อหยางตะโกนเสียงดังแล้วเดินไปยืนข้างหลินลู่เสียน“ยุวชนหลินมาดูหน่อยครับว่าใช่คนนี้หรือเปล่า” หัวหน้าฉางรีบมองหาคนแล้วเอ่ยเร่ง“คนนี้แหละค่ะ ที่มาดักหน้าฉัน
หลินลู่เสียนกับซุนลี่จวนเดินถือห่อผ้าไปทางเขตบ้านเรือนของชุมชน มากันสองคนจึงไม่ได้ให้พวกไป๋จื้อหยางตามมา ยิ่งมีเรื่องถังหู่ที่คนทั้งหมู่บ้านคงรู้กันหมดแล้วคงไม่มีใครกล้าทำอะไรในช่วงนี้ยุวชนหญิงทั้งสองที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้ไปทางฝั่งบ้านเรือนชุมชน มีชาวบ้านมองตามทั้งแบบตั้งใจและแบบลอบมอง“คนนั้นใช่ไหมที่เพิ่งมาก็มีแต่เรื่อง”“อยู่ให้ห่าง ๆ เข้าไว้ เธอไม่ลงแปลงนา”“จริงเหรอ! ไม่มีแต้มจะเอาอะไรไปแลกข้าวแลกคูปอง”ป้าสะใภ้ที่นั่งซักผ้าริมลำธารหันมองอย่างรู้กัน สายตามีแววดูถูกดูแคลน“ตัวขาวนุ่มนิ่มแบบนี้ มือไม้อ่อนทำงานหนักไม่ไหวแน่”“ก็คงหาผู้ชายพึ่งพานั่นล่ะ บ้านไหนมีลูกชายระวังให้ดีจะมีปลิงมาเกาะ”“แต่ฉันได้ยินว่าเขากินข้าวหม้อรวมกับยุวชนชายที่มาใหม่อีก 2 คนนะ” มีคนแย้งออกมาบ้างสิ่งที่ป้าสะใภ้พวกนี้สุมหัวนินทาหลินลู่เสียนไม่ได้ยิน พอเดินข้ามสะพานไป เจอกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านกำลังเล่นกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ก็ไม่เชิงเล่น…เด็กบางคนหาเก็บผักตามริมน้ำ แต่ละคนมีตะกร้าสานสะพายหลัง“พวกเธอ มีใครรู้จักบ้านป้าฉีไหม” หลินลู่เสียนมุ่งตรงไปถามเด็ก ๆ ส่วนใหญ่หันมองเธอระแวดระวัง แล้วเดินหนีไปให้ห่างจากเธ
หลินลู่เสียนกับซุนลี่จวนเดินถือห่อผ้าไปทางเขตบ้านเรือนของชุมชน มากันสองคนจึงไม่ได้ให้พวกไป๋จื้อหยางตามมา ยิ่งมีเรื่องถังหู่ที่คนทั้งหมู่บ้านคงรู้กันหมดแล้วคงไม่มีใครกล้าทำอะไรในช่วงนี้ยุวชนหญิงทั้งสองที่กำลังเดินข้ามสะพานไม้ไปทางฝั่งบ้านเรือนชุมชน มีชาวบ้านมองตามทั้งแบบตั้งใจและแบบลอบมอง“คนนั้นใช่ไหมที่เพิ่งมาก็มีแต่เรื่อง”“อยู่ให้ห่าง ๆ เข้าไว้ เธอไม่ลงแปลงนา”“จริงเหรอ! ไม่มีแต้มจะเอาอะไรไปแลกข้าวแลกคูปอง”ป้าสะใภ้ที่นั่งซักผ้าริมลำธารหันมองอย่างรู้กัน สายตามีแววดูถูกดูแคลน“ตัวขาวนุ่มนิ่มแบบนี้ มือไม้อ่อนทำงานหนักไม่ไหวแน่”“ก็คงหาผู้ชายพึ่งพานั่นล่ะ บ้านไหนมีลูกชายระวังให้ดีจะมีปลิงมาเกาะ”“แต่ฉันได้ยินว่าเขากินข้าวหม้อรวมกับยุวชนชายที่มาใหม่อีก 2 คนนะ” มีคนแย้งออกมาบ้างสิ่งที่ป้าสะใภ้พวกนี้สุมหัวนินทาหลินลู่เสียนไม่ได้ยิน พอเดินข้ามสะพานไป เจอกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้านกำลังเล่นกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ก็ไม่เชิงเล่น…เด็กบางคนหาเก็บผักตามริมน้ำ แต่ละคนมีตะกร้าสานสะพายหลัง“พวกเธอ มีใครรู้จักบ้านป้าฉีไหม” หลินลู่เสียนมุ่งตรงไปถามเด็ก ๆ ส่วนใหญ่หันมองเธอระแวดระวัง แล้วเดินหนีไปให้ห่างจากเธ
ไป๋จื้อหยางมองชายที่ซุกตัวหลบในห้องปล่อยให้คนในบ้านออกหน้าแทนด้วยสายตาดูถูก“แก…ถ้าไม่รีบออกไปได้เจอดีแน่!”ถังหู่ทำท่าดุร้ายเมื่อเห็นคนเข้ามาเป็นเพียงเด็กหนุ่มยุวชนแค่คนเดียว‘ฮึ! ก็แค่ไอ้เด็กหน้าขาวจากในเมือง'“ฉันออกแน่ แต่แกก็ต้องออกไปด้วย”ไป๋จื้อหยางยิ้มเหี้ยม เอื้อมมือไปจับไหล่ถังหู่กดไว้ น้ำหนักมือทำอีกฝ่ายตกตะลึงรีบปัดป้อง ส่งหมัดหวังจะซัดหน้าหล่อคมของเด็กหนุ่มยุวชน ไป๋จื้อหยางโยกเพียงท่อนบนก็หลบพ้น เขาที่ฝึกการต่อสู้กับทหารปลดประจำการมาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นหมัดของอันธพาลประจำหมู่บ้านอยู่ในสายตาปลายศอกพับแล้วกระแทกเข้าลิ้นปี่ ถังหู่จุกจนสำรอกน้ำย่อยปนน้ำลายหนืด ตัวงอเป็นกุ้งแต่ไม่ทันได้หายเจ็บก็ถูกไป๋จื้อหยางลากคอไปโยนกลางลานบ้านที่ชุลมุน“ปล่อยนะ! ปล่อยสิวะ!” ถังหู่ด้วยความจุกจึงไม่มีแรงพอจะดิ้นให้หลุดฉือเหว่ยเฉิงยกนิ้วให้สหายรัก เรื่องใช้แรงและการต่อสู้ไป๋จื้อหยางแทบไม่เคยเสียเปรียบ“ถังหู่ออกมาแล้ว ทุกคนหยุดมือ!” ไป๋จื้อหยางตะโกนเสียงดังแล้วเดินไปยืนข้างหลินลู่เสียน“ยุวชนหลินมาดูหน่อยครับว่าใช่คนนี้หรือเปล่า” หัวหน้าฉางรีบมองหาคนแล้วเอ่ยเร่ง“คนนี้แหละค่ะ ที่มาดักหน้าฉัน
หลินลู่เสียนถูกป้าสะใภ้ลากมาถึงบ้านพักยุวชน เรียกว่าลากคงไม่ถูกเธอเต็มใจที่จะตามมาต่างหาก มาที่หมู่บ้านสองวัน เกิดเหตุไม่เว้นสามเวลาถ้ามาร้องทุกข์เองมีหวังโดนเขม่น“เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว วุ่นวายกันเสียจริง” หัวหน้าฉางที่กำลังคุมงานสร้างรั้วดูจะเริ่มอารมณ์ไม่ดี“ยัยหนูยุวชนถูกถังหู่ทำตัวอันธพาลใส่ เรื่องนี้ไม่ใช่เล่น ๆ นะหัวหน้าฉาง” ฉีเหยียนเหมยออกหน้าหน้าตาคร่ำเครียด“ห๊า! เป็นไงมาไงเล่ามาให้หมดสิ” หัวหน้าฉางเริ่มตกใจ ปกติถังหู่แม้ไม่เป็นโล้เป็นพาย เกียจคร้านการงาน มีเรื่องขัดใจกับคนในหมู่บ้าน แต่ยังไม่ถึงขั้นทำเรื่องร้ายแรงมาก่อน“ฉันไม่รู้ว่าเป็นใครนะคะ ตอนเดินสำรวจหมู่บ้านเขามาดักหน้า พูดจา…” หลินลู่เสียนเล่าเหตุการณ์อีกรอบ พอดีกับที่ไป๋จื้อหยางและฉือเหว่ยเฉิงเดินมาเพื่อกินมื้อเช้าได้ยินเข้าพอดีสองหนุ่มท่าทางโกรธเกรี้ยว…ยุวชนรุ่นเก่าก็เปิดประตูรับฟัง เธอแอบเห็นคงฮุ่ยฉิงกับโจวอิงไท่แอบทำหน้าเสียดายที่เธอไม่เป็นไร“พี่ลู่เสียน! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ซุนลี่จวนตกใจหน้าซีดรีบจับตัวเธอหมุนไปมา“ถังหู่นี่ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน ใครมีลูกสาวต้องให้รเสียงตัวไว้บ้าง”“หัวหน้าฉางจะเอาไง ครั้งนี้
7 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น“ยุวชนหลิน ยุวชนซุน ตื่นหรือยังครับ” หัวหน้าฉางที่นัด แนะเวลากันไว้มาตรงเวลา เขามาพร้อมชายชาวบ้านหลากหลายอายุทั้งหมดสิบคน“สวัสดีค่ะ น้าเขย ผู้อาวุโสทุกคน เข้ามาเลยค่ะ มาดื่มน้ำก่อนแล้วค่อยเริ่มงานนะคะ” หลินลู่เสียนทักทุกคนสุภาพแม้ไม่ได้ทำตัวสนิทสนมแต่ก็ไม่ได้เชิดใส่ซุนลี่จวนยื่นแก้วสังกะสีที่เติมน้ำต้มอุ่น ๆ ให้เวียนกันดื่มอบอุ่นร่างกายทีละคน“ไปเริ่มกันเลย จะให้ล้อมจากตรงไหนครับ”“หัวหน้าฉางคะ ล้อมในส่วนที่เป็นเขตของบ้านพวกฉันกับบ้านหลังเก่าน่ะค่ะ ฉันก็ไม่แน่ใจพื้นที่รบกวนหัวหน้าชี้จุดแบ่งเขตให้ดูหน่อยได้ไหมคะ”“ในพื้นที่บ้านพักยุวชนไม่ได้แบ่งเขตชัดเจนหรอกครับ งั้นเอาเป็นตรงกลางระหว่างบ้านยุวชนโจวกับหลังนี้แล้วกันครับ” บ้านที่สร้างให้ยุวชนอยู่ก็แบ่งพื้นที่ของส่วนกลางหมู่บ้านมา มันเลยไม่มีจุดแบ่งเขต เขาจึงชี้ ๆ ไปตรงกลางระหว่างสองหลัง“เอาตามนั้นได้เลยค่ะ” หลินลู่เสียนก็ไม่เรื่องมากหรือคิดอยากได้ที่เพิ่ม“สหายหลินต้องสร้างรั้วกั้นกันชัดเจนเลยเหรอคะ ทำแบบนี้เหมือนรังเกียจพวกเราเลยนะคะ?” โจวอิงไท่เปิดประตูหลังข้าง ๆ ออกมากัดปากหน้าตาซีดเซียวดูไม่สบายใจชาวบ้านที่ม
สองหนุ่มยุวชนใหม่เดินกลับบ้านพัก“อาเฉิงเราเดินสำรวจหมู่บ้านกันสักรอบ จะได้รู้ทางหนีทีไล่” ไป๋จื้อหยางเก็บเอาคำพูดทั้งหมดที่ได้ยินจากหลินลู่เสียนมาคิด เขาคงต้องเตรียมตัวอะไรไว้บ้าง ดีกว่าอยู่ไปแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้“ดีเหมือนกันนะพี่” ฉือเหว่ยเฉิงเห็นด้วยอย่างยิ่งหมู่บ้านทงจิวเป็นหมู่บ้านที่เน้นทางด้านเกษตรกรรมเหมือนกับหมู่บ้านอื่น ผลผลิตในแต่ละปีก็พอเพียงให้คนในหมู่บ้านพอกินไม่ถึงกับอดอยากทางเข้าหมู่บ้านเป็นถนนดินขนาดกว้างให้เกวียนวัวสวนกันได้ มีรถแทรกเตอร์ของกองพลซึ่งดีกว่าหลายหมู่บ้าน การลงแปลงนาก็อาศัยรถนี่ในการพลิกหน้าดินแหล่งน้ำของหมู่บ้านอยู่เยื้องไปทางเหนือของแปลงนารวม เป็นธารน้ำที่ไหลมาจากภูเขา“ทางเดินหมู่บ้านทำไว้รอบแปลงนารวม ส่วนบ้านคนก็อยู่อีกฟากของทางเดิน” ไป๋จื้อหยางนั่งขีดเส้นบนพื้นด้วยกิ่งไม้ เป็นแผนที่คร่าว ๆ ว่าอะไรอยู่ตรงไหน“ทางเดินเข้าหมู่บ้านด้านหน้าฝั่งหนึ่งเป็นป่าหญ้าขึ้นสูง”“อือ…ตรงนี้เป็นทางขึ้นเขา พวกร้านสหกรณ์หมู่บ้าน ตึกอำนวยการราชการจะอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน แล้วก็บ้านหัวหน้าฉาง”“เราจะลงมือคืนนี้เลยหรือเปล่าพี่” ฉือเหว่ยเฉิงวงกลมบนดิน 2 จุด ที่เขาคิดว่าลง
“เรื่องเริ่มจากเสบียงที่หมู่บ้านปันมาให้พวกเรา”หลินลู่เสียนหยุดเล่าปรายตามองไปทางโจวอิงไท่ที่ทำหน้าตาอ้อนวอนอย่างน่าสงสารส่งไปให้ไป๋จื้อหยาง‘เหอะ! นังชาเขียว ทำหน้าให้ใครดูกัน'“เรามาแวะเอาเสบียงที่ผู้ดูแลฟาน แต่น้ำหนักเสบียงไม่ตรงกับของหัวหน้าฉาง เลยเดินมาดูน้ำหนักที่โจวอิงไท่จดไว้ตามคำบอกของสหายฟานบังเอิญป้าสะใภ้ท่านนี้บุกรุกเข้ามาในเขตเรือน แล้วจู่ ๆ ก็เข้าไปดึงของออกจากมือสหายโจว โวยวายว่าสหายฟานและพวกขโมย จากนั้นก็หอบของจะชิ่งหนี สหายไป๋กลัวของหายถึงได้รีบร้อนจับคอเสื้อ แล้วคุณป้าก็ร้องโวยวายตามที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ” หลินลู่เสียนเล่าแบบเป็นกลางไม่ตกหล่นทั้งมีรายละเอียดครบ หัวหน้าฉางค่อนข้างพอใจนิสัยตรงไปตรงมาไม่เล่นลิ้นนี้ชาวบ้านจับความผิดปกติได้เสบียงน้ำหนักไม่ตรงกัน เป็นไปได้ยังไง!หมู่บ้านมีการประชุมชัดเจนว่าจะปันเสบียงสำรองของหมู่บ้านให้ยุวชนใหม่เท่าไหร่ แถมยังนำมาชั่งต่อหน้าลูกบ้านแล้วปิดถุง ถ้าไม่มีการเปิดนำออกน้ำหนักไม่มีทางขาด“หัวหน้าฉางเป็นความผิดของผมเองครับ ไม่ทันดูให้ดีหยิบเสบียงส่วนของพวกผมสลับกับของยุวชนใหม่ มารู้ตัวตอนเปิดกระสอบไปแล้ว ผมเขินในความผิดพลาดเล็กน้อ
หลินลู่เสียนออกหน้าถามยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ฟานเกอหมิงก็ไม่ใช่คนโง่ พอถูกถามย้ำเขาก็เริ่มรู้ตัวว่าตนโดนเปิดโปงปัญหาคือฟานเกอหมิงจะทำยังไง?เสบียงถ้ายังไม่เอาไปแบ่งให้สหายสาวทั้งสอง ก็แค่เดินเข้าครัวไปเอามาเติมให้ครบ แต่ถ้าแบ่งกระจายไปแล้วจะเลือกเอาของตัวเองมาโปะก็เจ็บหนักแต่ถ้าเดินไปเอามาจากคงฮุ่ยฉิงและโจวอิงไท่ นั่นเท่ากับเปิดเผยตัวเอง‘ละล้าละลังแบบนี้ แบ่งยัยสองคนนั้นไปแล้วสินะ'หลินลู่เสียนแสยะยิ้ม ครึ้มใจที่เห็นผู้อื่นโชคร้าย เธอไม่ใช่คนใจดี โดยเฉพาะกับพวกเอารัดเอาเปรียบเธอก่อน“สหายฟานตอนพวกเราเดินทางมา หัวหน้าฉางบอกอะไรพวกเราหลายอย่างที่เราควรรู้” หลินลู่เสียนปดหน้าตายสรุปง่าย ๆ ถ้าคุณไม่รีบคายของออกมาเรื่องใหญ่แน่“เดี๋ยวผมขอไปตรวจสอบตัวเลขที่แน่ชัดกับสหายหญิงก่อนครับ ผมอาจจะดูผิดพวกเธอเป็นคนจดไว้” ฟานเกอหมิงพูดไปวิ่งไปตัวคนพุ่งไปทางบ้านพักยุวชนหญิงหลังเก่าหลินลู่เสียนหันมองไป๋จื้อหยางดูว่าเขาจะเอาไงเด็กหนุ่มหน้าเข้มชูนิ้วชี้กับนิ้วกลางขึ้นแล้วตวัดมือลง เห็นสัญลักษณ์จู่โจม นั่นคือให้รีบตามไปสิ…พวกเราสี่คนเร่งเดินแกมวิ่งตามฟานเกอหมิงไปติด ๆ และบังเอิญป้าเถาฮุ่ยอันที่เธอเพิ่งป
“หารือ? เรื่องอะไร…ครับ”ไป๋จื้อหยางคิดว่าเสียงพูดของเขาออกจะห้วนสั้นไปหน่อย จึงเติมครับต่อท้ายไม่เต็มเสียง ฉือเหว่ยเฉิงทำปากขมุบขมิบล้อเลียนจึงโดนขึงตาคาดโทษใส่“พวกนายรออยู่นี่ก่อน” หลินลู่เสียนเดินเข้าห้องไปรื้อกระเป๋าได้เบาะรองนั่งมา 2 อัน เดินมาวางบนพื้นห้องให้สองหนุ่ม“เฮ้ย! สหายหลินไม่ต้อง ๆ พวกผมนั่งบนพื้นได้นี่ก็สะอาดอยู่”“โทษทีนะ เก้าอี้มันมีแค่ 2 ตัว เรื่องที่คุยน่าจะนาน พวกนายนั่งเถอะ” หลินลู่เสียนคะยั้นคะยอ คำที่ใช้เรียกก็แสดงการตีสนิทระดับหนึ่ง เหมือนคุยกับคนคุ้นเคยทั่วไปไป๋จื้อหยางคิดแปบหนึ่งก็ยอมรับน้ำใจ“ว่าแต่จะบอกได้หรือยัง”“ทุกคนก็เห็นแล้วใช่ไหม แค่พวกเราที่เป็นยุวชนใหม่มาก็โดนคนคิดเอาเปรียบแล้ว ฉันอยากให้เรารวมกลุ่มกันไว้ มีอะไรจะได้รักษาผลประโยชน์ของพวกเรากันเอง” หลินลู่เสียนมองหน้าทุกคนนิ่ง ๆ เอ่ยข้อเสนอแนะจริงจังชีวิตก่อนพวกเขาใช้ชีวิตใครชีวิตมัน ไม่สนใจคบค้าสนิทสนมกับใคร พอโดนคนวางแผนร้ายจึงไม่มีหูตาคอยช่วยสอดส่องชีวิตนี้เธอจะไม่ทำผิดพลาดแบบนั้นอีก“ผมพูดตรง ๆ นะ เป็นพวกผู้หญิงอย่างคุณมากกว่าที่ต้องพึ่งพาแรงผู้ชายอย่างพวกผมสองคน” ไป๋จื่อหยางเองเป็นคนเปิดเ
“เดี๋ยวให้ฟานเกอหมิงพาไปบ้านพักรวมของยุวชนนะครับ พักผ่อนสัก 2 วันแล้วทางกองพลจะแบ่งงานที่ต้องลงแปลงนาให้”“สวัสดีครับ ผมฟานเกอหมิงรับหน้าที่ดูแลกลุ่มยุวชนของกองพลน้อยทงจิว ใครมีปัญหาติดขัดตรงไหนแวะมาคุยกันได้นะครับ” ชายหนุ่มร่างผอมผิวคล้ำแดด อายุ 20 กว่าปีเดินออกจากกลุ่มยุวชนรุ่นแรกมาแนะนำตัว ท่าทางเขาสงบสุภาพใบหน้ามีรอยยิ้มพอเหมาะหลินลู่เสียนพยักหน้ารับการทักทายแล้วหลุบเปลือกตาปิดบังแววตาเธอต้องสะสมพลังงานเตรียมพร้อมรบอีก…แค่คิดก็เหนื่อยหน่าย 100 วัน 1,000 เรื่องไม่เกินไปนักหรอก กับการใช้ชีวิตที่หมู่บ้านนี้ตอนนี้กลุ่มยุวชนรุ่นแรกเดินนำหน้า 4 คน เป็นชาย 2 คน หญิงสาว 2 คน สภาพแต่ละคนแม้สะอาดสะอ้านแต่ก็ผอมแห้งผิวคล้ำแดด ใบหน้าหยาบกร้าน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าสีซีดมีรอยเย็บปะชุน“ในส่วนของบ้านพักยุวชนหญิงมีสองหลังใกล้กันนะครับ ส่วนผู้ชายนอนรวมกันในหลังใหญ่ มีเตียงเตา 2 เตียง ของผู้หญิงเอาข้าวของไปเก็บในห้องทางนั้นได้เลยครับ” ฟานเกอหมิงชี้นิ้วไปทางบ้านดินชั้นเดียวขนาดเล็กที่ดูเก่าโทรมกว่าอีกหลังที่อยู่ข้างกันยุวชนหญิงรุ่นก่อนคนหนึ่งยิ้มมีเลศนัยแล้วทำท่าจะเดินไปทางหลังที่ใหม่กว่า“เดี๋ยวค