เจ็ดวันผ่านไปจวนตระกูลเลี่ยง“แย่แล้วขอรับนายท่านใหญ่ นายน้อย” พ่อบ้านประจำจวนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอย่างรีบร้อน ข่าวที่เขาจะรายงานนี้ เรียกได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเลยเชียวล่ะ“มีอะไรจึงได้รีบร้อนปานนั้น” นายท่านใหญ่ของจวนขมวดคิ้วมุ่น เหตุใดจึงได้ดูรีบร้อนเช่นนี้“นั่นน่ะสิพ่อบ้าน มีเรื่องอะไรกันหรือ” เลี่ยงจินที่กำลังปรึกษาเรื่องการค้าของตระกูลกับบิดาอยู่ ก็ได้สงสัยเช่นกัน“คือว่า.. ทางการปฏิเสธสินค้าจากเราที่ส่งไปล่าสุด และยังยกเลิกการทำการค้ากับเราทั้งหมดเลยขอรับ” พ่อบ้านแจงรายละเอียดที่ได้รับข่าวมาจากสาขาใหญ่ที่เมืองหลวง ให้กับเหล่านายท่านได้ทราบ“อะไรนะ อึก” นายท่านใหญ่เลี่ยงถึงขั้นทรงตัวไม่อยู่ ยกมือขึ้นกุมหน้าอกก่อนจะเป็นลมล้มพับลงไปทันที“ท่านพ่อ ใครก็ได้ไปตามท่านหมอเร็วเข้า” เลี่ยงจินตะโกนลั่น ใจเขาในตอนนี้เป็นห่วงบิดาเหลือเกินไม่รู้จะเป็นอะไรมากหรือไม่ ด้วยคาดหวังกับการทำการค้ากับราชสำนักมาก หากว่าพลาดนั่นหมายความว่าพวกเขาจะขาดทุนย่อยยับ“เอ่อ ยังมีอีกเรื่องขอรับนายน้อย อนุสามกับอนุสี่ก่อความวุ่นวายในตลาด ตอนนี้ถูกท่านนายอำเภอสั่งคุมขังเป็นเวลาสิบวันขอรับให้ข้าน้อย...” พ่อบ
ลี่อินส่ายหน้าอย่างไม่ยินดีกับความคิดของเขา ใครจะมองว่านางโลกสวยก็ช่างปะไร บิดามารดาถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิด จะดีหรือร้ายเช่นไรพวกท่านก็ทำไปเพราะหวังดีต่อบุตรหลาน นางยอมรับความจริงใจของเขา แต่ถ้าหากถึงวันจะต้องเลือกจริง ลี่อินจะเป็นฝ่ายเดินออกมาจากชีวิตเขาเอง“ขอให้พูดจริงเถอะเจ้าค่ะ และข้อสำคัญท่านมีภรรยารออยู่ที่เมืองหลวงหรือไม่เจ้าคะ” นางพอจะรู้มาว่า ทางครอบครัวของเขารับใช้ราชสำนักมารุ่นสู่รุ่น เรื่องครอบครัวฝ่ายชายไม่ยอมรับก็พอทำใจไว้แล้ว แต่เรื่องที่ไม่อาจจะรับได้ก็คือ การที่ชายตรงหน้ามีภรรยารออยู่แล้ว“ข้ายังไม่มีภรรยา และไม่มีใครที่คอยอยู่ด้วย ข้อนี้เจ้ามั่นใจได้เลย”“คำถามสุดท้ายเจ้าค่ะ ท่านชอบข้าเพราะข้าเคยช่วยชีวิตท่านหรือไม่เจ้าคะ” ข้อนี้สำคัญกับลี่อินที่สุด ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าชายตรงหน้าคิดเช่นไรกับนาง แต่ก็อยากจะรู้ว่าที่เขาชมชอบตนเองนั้นด้วยเหตุผลอะไร การตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายจะได้ง่ายขึ้นฮุ่ยหมิ่นได้ฟังแล้วจึงส่ายหน้ากับคำถามของลี่อิน นางช่วยชีวิตเขาก็มีส่วนแต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง“ผิดแล้ว ข้าชอบที่เจ้าสู้คนต่างหาก” ฮุ่ยหมิ่นตอบโดยไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อย เขาไม่ชอบ
เสี่ยวเหลียนตั้งใจมองและฟังตามที่ท่านลุงฮุ่ยหมิ่นบอก พร้อมกับทำสีหน้าจริงจังอ้าปากตาม แต่ก็ไม่ได้ออกเสียงตามเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนเจ้าเด็กน้อยเจ้าของทรงผมซาลาเปาสองก้อน จะเปล่งเสียงออกมา ทำให้ฮุ่ยหมิ่นที่ลุ้นตาม มั่นใจว่าต้องพูดตามตนเองได้อย่างแน่นอน แต่แล้วสิ่งที่ออกมาจากปากเล็กอมชมพูนั้นคือ“ท่านยุง”หลังจากชายหนุ่มลุ้นจนตัวโก่ง เมื่อได้ยินเสี่ยวเหลียนน้อยพูดออกมาคนตัวโตถึงกับล้มตึง ลงไปนอนแผ่หลากับพื้นอย่างยอมแพ้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้สองแม่ลูกหัวเราะออกมาพร้อมกัน“คิก คิก” ลี่อินต้องเอามือปิดปากไว้ ไม่ให้เผลอหัวเราะเสียงดังกลัวว่าคนตัวโตจะน้อยใจ“ฮ่า ฮ่า เหลียนเก่ง” แต่ดูว่าคนที่จะสนุกที่สุดน่าจะเป็นเสี่ยวเหลียนน้อย เพราะเจ้าตัวทั้งตบมือและหัวเราะจนเสียงดังบรรยากาศโดยรอบจึงเต็มไปด้วยความสุข ดูเหมือนเสี่ยวเหลียนของนางจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้อยู่กับท่านลุงฮุ่ยหมิ่น ขอเพียงแค่รักเสี่ยวเหลียนก็พอแล้วลี่อินขอเพียงเท่านี้หลังจากนั้นลี่อินจึงปล่อยให้นั่งเล่นกันสองคน หญิงสาวขอตัวออกมาทำอาหารมื้อเย็น มื้อนี้คงจะพิเศษสักหน่อย นางจึงได้แอบเข้าห้องแต่งตัวเพื่อจะได้เข้าไปเอาของที่อยากได้จากก
หลังจากวันที่ได้เปิดอกคุยกันจนเข้าใจ ลี่อินกับฮุ่ยหมิ่นจึงได้ตกลงกันว่าจะจัดงานแต่งขึ้นในอีกสามเดือน ฮุ่ยหมิ่นคิดจะจัดงานใหญ่ให้สมเกียรติแต่ลี่อินกลับไม่เห็นด้วย เพราะนางไม่ชอบความวุ่นวายจึงอยากจะจัดงานเล็ก ๆ ก็พอ มีเพียงคนในบ้านเท่านั้นที่นางต้องการซึ่งสิ่งที่ลี่อินต้องการดูจะขัดใจฮุ่ยหมิ่นไปสักหน่อย เขาอุตส่าห์คิดไว้ว่าจะให้เป็นงานใหญ่จะได้กลบข่าวเรื่องของเลี่ยงจินบุตรชายตระกูลวาณิชผู้ร่ำรวย และเป็นการตบหน้าอีกฝ่ายไปในตัวอีกด้วย แต่มีหรือคนที่เกรงใจว่าที่ภรรยาอย่างเขาจะกล้าขัด ในเมื่อลี่อินนางยื่นคำขาดมาแล้ว หากเขาไม่ตกลงนางก็จะไม่ยินยอมแต่งงานกับเขาแต่ไม่เป็นไรถึงแม้นางจะห้ามจัดงานใหญ่โต เป็นเพียงงานเล็ก ๆ ภายในครอบครัวเขาก็มีวิธี ที่จะทำให้ชาวเมืองรู้ว่าเขานั้นได้แต่งงานแล้ว คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง หลังจากนั่งหน้าบึ้งตึงมาทั้งวัน จนไม่มีใครในที่ว่าการอำเภอเข้าหน้าติดมาหลายวัน“ท่านนายอำเภอมีคนจากเมืองหลวงเชิญราชโองการมาขอรับ ตอนนี้รออยู่ที่โถงว่าการ” เวรยามที่เฝ้าหน้าประตูรีบวิ่งมาแจ้งในทันที หลังจากที่คนจากเมืองหลวงมาถึง“อืม ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”เมื่อมาถึงยั
“เอาล่ะ ได้เวลาต้องเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว ข้าต้องขอตัวลาก่อนขอรับ”“ข้าไปส่งขอรับลู่กงกง ฝากบอกองค์รัชทายาทไม่ต้องห่วง ข้าต้องหาบัวหิมะพบให้ได้ขอรับ” เขากับพี่ชายและองค์รัชทายาท ต่างก็เติบโตมาด้วยกันก่อนคณะของลู่กงกงจะจากไป ฮุ่ยหมิ่นก็ยังให้ความเชื่อมั่นในการหาตัวยาที่สำคัญ ลู่กงกงพยักหน้าเข้าใจ แล้วก้าวขึ้นรถม้าเพื่อกลับเมืองหลวงในทันที ชายหนุ่มยืนรอจนรถม้าวิ่งออกไปจนลับตา จึงได้หันหลังเดินกลับเข้าไปในที่ว่าการอำเภอ“คุณชายขอรับ คุณหนูงอแงจะมาหาให้ได้ ข้าก็เลย...” อาฉือกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเกรงว่าจะเป็นการรบกวนการทำงานของคุณชาย แต่ว่าคุณหนูเสี่ยวเหลียนก็เอาแต่งอแงจะมาให้ได้ หากขัดใจก็จะต้องร้องไห้เป็นแน่ แล้วคนที่เดือดร้อนก็จะเป็นตัวเขาเองที่ดูแลไม่ดี“ท่านยุง” เสี่ยวเหลียนที่เรียกร้องหาท่านลุงอ้าแขนออกรอ เพื่อให้ท่านลุงของนางอุ้มพาออกไปเดินเล่น เพราะอยู่แต่ในห้องมานานแล้วรู้สึกเบื่อยิ่งนัก เล่นกับท่านลุงฉือก็ไม่ได้สนุกเลยสักนิด ทำอะไรก็รู้ทันไปเสียหมด“เสี่ยวเหลียนเบื่อแล้วหรือ เหตุใดไม่เรียกท่านพ่อ จะได้ชินเข้าใจหรือไม่” เมื่อเห็นว่าเจ้าตัวยุ่งเรียกหา เขาที่ตกเป็นทาสเจ้าเด็
ผ่านไปสามเดือนกำหนดการแต่งงานระหว่างลี่อินกับฮุ่ยหมิ่นก็มาถึง ทั้งสองได้จัดงานกันเล็ก ๆ ภายในบ้านหลังน้อยอันอบอุ่น สองคู่บ่าวสาวแต่งตัวด้วยชุดสีแดงอันเป็นมงคล ลี่อินแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางสมัยใหม่ในโลกอนาคต ดวงตาโฉบเฉี่ยวดูคม ปัดแก้มเติมสีสักหน่อยแต่ไม่ได้แต่งดูจัดจ้านเกินไป ส่วนเสี่ยวเหลียนตัวน้อยถูกจับแต่งตัวด้วยชุดชมพู ผูกผมด้วยผ้าผูกสีเดียวกับชุด ดูน่ารักน่าชังยิ่งเมื่อแต่งตัวออกมาเรียกความสนใจจากเจ้าบ่าวได้เป็นอย่างดี ฮุ่ยหมิ่นตื่นตะลึงในความงามของเจ้าสาว เรียกได้ว่ารู้สึกภูมิใจในความงามของว่าที่ภรรยาและบุตรสาวก็ว่าได้ จนเขาเอาแต่ยิ้มไม่หุบไปตลอดทั้งวันแม้งานแต่งนี้พิธีบางอย่างจะดูข้ามขั้นตอนไปบ้างสักหน่อย บางอย่างก็ไม่ได้มีครบแต่ก็ถือว่าดีที่สุดแล้วสำหรับชาวบ้านธรรมดา แต่มิใช่สำหรับฮุ่ยหมิ่นที่มาจากตระกูลใหญ่เขากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาอยากให้เกียรตินางจัดงานให้สมกับเป็นสะใภ้จวนแม่ทัพใหญ่ แต่ก็ขัดอะไรไม่ได้เมื่อลี่อินต้องการเพียงงานเล็ก ๆ มีเพียงครอบครัวและคนสนิทก็เพียงพอแล้วแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็สั่งให้คนมาตกแต่งเรือนอย่างสวยงาม เรือนทั้งด้านนอกและด้านในต่างถูกตกแต
ฮุ่ยหมิ่นผละออกจากจุมพิตแสนหวานอย่างเสียดาย หากเขาไม่หยุดตอนนี้ภรรยารักคงต้องได้ขาดอากาศหายใจเป็นแน่ แม้จะสงสัยอยู่สักหน่อยว่าทำไมสตรีที่ผ่านเรื่องบนเตียงมาแล้ว ถึงขั้นมีบุตรแล้วหนึ่งคนทำราวกับว่านางไม่เคยกับเรื่องเช่นนี้มาก่อน หรือว่าอดีตสามีของนางจะไม่ได้เรื่องก๊อก ๆแต่แล้วในขณะที่ทั้งสองอารมณ์กำลังเตลิดไปไกล กลับมีคนมาเคาะประตูขัดจังหวะเอาเสียได้ ฮุ่ยหมิ่นที่ตรงส่วนนั้นตั้งตรงแข็งปวดร้าวไปหมด ยังคงทาบทับบนตัวลี่อินในท่าเดิมไม่ยอมขยับไปไหนก๊อก ๆ“ท่านพี่ข้าว่าเรา อย่าเพิ่งเลยนะเจ้าคะ” ลี่อินที่ตั้งสติได้รีบผลักชายหนุ่มออกจาก ก่อนจะรีบลุกขึ้นมาจัดชุดใหม่ให้เข้าที่ แล้วเดินออกไปเปิดประตู“ขอโทษเจ้าค่ะนายหญิง ข้าไม่ได้อยากจะมารบกวนท่านเวลานี้ แต่ว่าคุณหนูงอแงมากเลยเจ้าค่ะ ไม่เอาใครทั้งนั้นบอกจะมาหาท่านแม่อย่างเดียว” เกาอี้ฝานไม่รู้จะทำเช่นไรดี เพราะยามนี้เป็นเวลาที่สามีภรรยาจะต้องเข้าหอ แต่นางก็ทำจนสุดความสามารถแล้ว คุณหนูจะมาหาท่านแม่ท่าเดียว หากไม่พามาก็เอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดจนนางรู้สึกสงสาร“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านหน้าอี้ฝาน ข้าจัดการเสี่ยวเหลียนเองท่านไปพักผ่อนเถอะ” ลี่อินรับเอาตัวเส
“พี่ขอบใจเจ้ามากนะ อย่าคิดมากเลยท่านแม่กับท่านพ่อใจดี”“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านนั่นแหละอย่าคิดมาก ข้าไปเตรียมของก่อนนะเจ้าคะ”ลี่อินปลีกตัวออกมาเพื่อจัดหาของขวัญให้กับที่บ้านของสามี ร่างบางตรงไปยังห้องแต่งตัวที่เก่าที่เดิม เพื่อจะได้นำสิ่งของในกระเป๋าสารพัดนึกออกมา หลังจากที่ปิดประตูอย่างแน่นหนามั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดจะมาเห็น ก่อนจะเริ่มหาของที่อยากจะได้หญิงสาวกางผ้าผืนใหญ่ไว้ตรงกลางห้อง นั่งคิดอยู่เพียงครู่จึงได้นำเอาสิ่งของที่ตนคิดว่าดีที่สุดออกมา วางเรียงบนผ้าผืนใหญ่ไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีทั้งของกินของใช้เครื่องประดับยาสมุนไพร เมื่อได้ของตามที่ต้องการแล้ว ลี่อินจึงได้จับมุมผ้ามัดเข้ากันพันจนแน่นหนา ขั้นตอนสุดท้ายนางได้ผูกเป็นหูหิ้วไว้คล้องไหล่เหตุที่ลี่อินไม่ใช้เป็นกระเป๋าที่สามารถใส่และสะพายหลังได้สะดวก นั้นก็เพราะว่ามันจะดูแปลกเกินไปสำหรับคนยุคสมัยโบราณ เพราะพวกเขานิยมใช้การห่อด้วยผ้า หรือไม่ก็เป็นใส่หีบไม้แทน แต่หากจะใส่หีบไม้ก็จะดูเป็นภาระสำหรับผู้ที่นำกลับไป ถ้าจะต้องขนทั้งสิ่งของด้วยตัวคนเดียว ลี่อินจึงใช้ห่อด้วยผ้าแทนการใส่หีบกว่าจะหอบห่อผ้าออกมาได้ก็เล่นเอาเหงื่
“ไหนดูสิว่าเรตติ้งจะดีไหม” ร่างบางเปิดคอมพิวเตอร์เครื่องมือทำมาหากินคู่กาย ได้แอบลุ้นว่ายอดวิวจะดีไหม“ยอดวิวห้าหมื่นในหนึ่งวัน ไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ยฉัน” แต่พอลองตบหน้าตัวเองดูมันก็เจ็บ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนสนใจมากขนาดนี้ ปกติแล้วในความทรงจำของอ้อมแอ้ม นิยายของเธอหนึ่งวันยอดวิวหลักสิบ ครึ่งหนึ่งจากแฟนคลับเดนตายของเธอ อีกครึ่งคือคนที่แวะเข้ามาด่าหญิงสาวรีบกดรีเฟรชหน้าเว็บดูอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าระบบนิยายไม่ได้รวน แต่กดเท่าไหร่ก็มียอดเท่าเดิม ไม่สิมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก‘ฮือออ ไรท์คะ นางเอกกับลูกสาวสู้ชีวิตมาก’‘ติดตามเลยค่า นิยายสนุกมาก’‘อู๊ยยย พระเอกคือดีงาม’‘น้อนน่าร๊ากกก’‘ไรท์เปลี่ยนแนวนิยายแล้วหรือคะ นิยายเรื่องเก่าของไรท์ประสาทแดกมากค่ะ’และยังมีอีกหลายคอมเมนต์แต่ก็มาในทิศทางที่ดี แสดงว่าตัวเธอมาถูกทางแล้ว ที่เหลือก็รอยอดอีบุ๊กอีกสองวัน เปิดขายวันแรกจะเป็นอย่างไรก็ต้องมาวัดกันแล้ว ว่าเธอควรจะสามารถยึดอาชีพนักเขียนต่อไปไหม ถ้าไม่โอเคก็จะหาอย่างอื่นทำเสริมสองวันผ่านไป“ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง” อ้อมแอ้มกำลังนับถอยหลัง เธอกำลังลุ้นกับยอดขายอีบุ๊กเรื่องแรกในฐานะอ้อมแอ้มคนใ
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้ว โลกใบนี้ช่างตื่นตาตื่นใจเสียจริง ลี่อินฟื้นขึ้นมาในห้องที่ดูแปลกประหลาดไม่คุ้นตา กับใบหน้าของเธอที่ยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ในตอนแรกลี่อินก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีเรื่องน่าอัศจรรย์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ลี่อินฟื้นขึ้นมาในวันหนึ่งพบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาว มีเครื่องมือแปลกประหลาด มีสายอะไรต่อมิอะไรห้อยระโยงระยางตามตัวเธอเต็มไปหมด ความทรงจำเดิมเริ่มกลับมากเป็นสาย เรื่องราวมากมายไหลเวียนเข้ามาภายในหัวไม่หยุดอ้อมแอ้มหรือก็คือชื่อใหม่ของเธอ ไม่เพียงแค่ความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง แต่ยังมีอีกอย่างที่เธอได้ อ้อมแอ้มตัวจริงสลับไปเป็นลี่อิน พวกเธอทั้งสองต่างสลับกันอยู่ในโลกต่างมิติของกันและกัน ไม่สิไม่ใช่เธอสองคนแต่เป็นคนเดียวกันต่างหาก คนหนึ่งเป็นมิติอนาคตส่วนอีกคนเป็นมิติโบราณ มิติที่ควรจะเป็นไปตามครรลองของกาลเวลาที่มันควรจะเป็น มันกลับเปลี่ยนสลับเธอให้กลับไปในมิติต่างเวลาหลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลในประเทศจีนจนหายดีแล้ว อ้อมแอ้มก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย ต่อจากนี้ไปเธอคืออ้อมแอ้ม และจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามใจของตัวเอง ที่แห่งนี้มีทั้งอิสระไม่มีกฎระเบีย
“หนูซื้อหมดเลย คุณยายขายเท่าไหร่คะ” อ้อมแอ้มรับของมาถือไว้ ก่อนที่หญิงสาวจะล้วงเอากระเป๋าเงินออกมา เพื่อจะจ่ายเงินค่าโสมให้กับคุณยาย“หนึ่งร้อยหยวนลูก” เห็นไหมหลานของนางน่ารักถึงเพียงนี้ ตาแก่นั้นทำหลานสาวนางได้ลงคอ“นี่ค่ะคุณยาย แต่ทำไมขายถูกนักล่ะคะ” เธอคิดว่ามันถูกมากเกินไป เงินหนึ่งร้อยหยวนเทียบกับเงินไทยแล้วเป็นเงินแค่ห้าร้อยยี่สิบห้าบาทเอง ถูกกว่าร้านอาหารบางที่ที่เธอเข้าไปทานมาอีก โสมสามต้นเธอก็เปิดดูแล้ว หากเอาไปขายก็คงจะได้ราคาดีอยู่ ถึงจะไม่มีความรู้เรื่องโสมแต่หญิงสาวก็มั่นใจว่ามันจะต้องแพงกว่านี้“ยายคิดแค่นี้ หนูก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ให้ดี มันจำเป็นหนูจะต้องได้ใช้มัน”“คุณยายคะ อะอ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ” เธอแค่ก้มเก็บของใส่กระเป๋าแป๊บเดียวเอง จะว่าคุณยายเดินเร็วก็คงจะไม่ใช่ เวลาแค่ไม่ถึงนาทีจะหายตัวไปได้อย่างไรกัน อย่าบอกนะว่าเป็น...? ยิ่งอยู่ในวัดด้วย วิ่งสิคะรออะไร“อ๊ากกกกกกกก”อีกหนึ่งโลกมิติ‘ลี่อินเอ๊ย’ลี่อินที่วันนี้นอนซมเพราะพิษไข้ นอนอยู่บนเตียงทำจากไม้ไผ่กลางเก่ากลางใหม่ ตัวนางที่ดูเหมือนจะหลับลึกตั้งแต่หัวค่ำ แต่ตอนนี้หูกลับได้ยินเสียงของใครบางคนแว่วอยู่ข้างหู หญิงส
ผู้เฒ่าดวงชะตาแทบจะนั่งไม่ติด เดินวกไปวนมาคิดจนหัวแทบจะระเบิด แต่ก็ยังไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ไขความผิดของตนเองได้ สองวันที่แล้วในขณะกำลังทำหน้าที่ของตนอยู่นั้น ด้วยเพราะความเผอเรอทำให้เขาขีดเขียนเส้นดวงชะตาสลับกันทำให้คนอีกช่วงเวลาแห่งมิติที่ถึงเวลาตายกลับไม่ตาย ส่วนคนที่ชะตายังไม่ถึงฆาตกลับสลับดวงวิญญาณเป็นคนที่ต้องตายแทน ตอนนี้วงล้อแห่งดวงชะตาของพวกนางทั้งสองได้หมุนสลับมั่วกันไปหมด ผู้เฒ่าดวงชะตาไม่รู้จะทำเช่นไรดี คนที่ต้องตายแต่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่คนที่ยังไม่ถึงชะตานี่สิคือปัญหาใหญ่เหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิด ก็จะเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงตามวงล้อแห่งชะตาแล้ว หากจะขีดเขียนเส้นดวงชะตาขึ้นใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีกสักพัก เวลานี้ตาเฒ่าหัวหงอกเช่นเขาก็ยังคิดวิธีไม่ออกจะแก้เช่นไรได้ทันกัน“ตาเฒ่าเหตุใดถึงหน้าไม่สู้ดีนักเล่า” แม่ซื้อเห็นเฒ่าดวงชะตามีสีหน้าไม่สู้ดีมาหลายวันแล้ว นางรู้สึกเป็นห่วงจึงได้ลองมาถามไถ่ถึงสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ“คือว่า เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะยายเฒ่า” เฒ่าดวงชะตาตัดสินใจเล่าให้กับแม่ซื้อฟัง เขาพยายามคิดแก้ปัญหาเรื่องนี้คนเดียวมาหลายวันแล้ว คิดอย่างไรก็คิดไม่ตกเสียทีโป๊ก
“อะแฮ่ม ท่านแม่ของพวกเจ้ากำลังจะมีน้อง” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืดออก พูดอย่างภูมิใจแจ้งข่าวดีให้กับลูก ๆ ทั้งสาม ส่วนใบหน้าหรือก็ยิ้มไม่หุบ“ข้าไม่เอาน้องสาวนะเจ้าคะ” อี้หลานฮวา“ข้าก็ไม่ชอบน้องสาว” หวงหลานฮวา พร้อมกับเหล่ตาไปทางน้องเล็กสุด ที่มือไม่เคยว่างเว้นกัดกินหมั่นโถวเต็มปาก จากนั้นก็เคี้ยวจนแก้มตุ่ย“ข้าจะได้เป็นพี่” ไป๋หลานฮวา ต่อไปนางก็ไม่ต้องคอยทำตามคำสั่งของใครแล้ว นางจะได้เป็นผู้สั่งบ้างเสียที แค่คิดก็มีความสุขแล้วนางจะใช้น้องเล็กไปเอาของกินในครัวมาให้ ยามที่ถูกท่านแม่จำกัดมื้ออาหารเด็ก ๆ ทั้งสามเมื่อรู้ว่าท่านแม่จะมีน้อง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขอเป็นน้องชายบ้าง เพราะว่าท่านพี่หลี่เจี๋ยบุตรชายของท่านป้าเฟยฮวาทั้งฉลาดและเก่งกาจ พวกนางก็อยากจะได้น้องชายแล้วเก่งดั่งเช่นท่านพี่หลี่เจี๋ยบ้าง ด้วยตนเป็นสตรีต้องทำตามขนบธรรมเนียม บางอย่างก็ไม่สามารถทำได้ จึงอยากจะให้น้องที่กำลังจะเกิดมาเป็นชายมากกว่าสตรี“ท่านพี่แล้วเสี่ยวเหลียนไปไหนเจ้าคะ ไม่เห็นสองสามวันแล้ว” ลี่อินถามถึงบุตรสาวอีกคนเสี่ยวเลียนพอโตเป็นสาวรูปโฉมงดงามไม่แพ้หญิงงามอันดับหนึ่ง เป็นถึงท่านหญิงมู่ตานผู้เลื่องชื่อ ใน
“ยินดีด้วยขอรับ ฮูหยินน้อยตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะจัดเทียบยาบำรุงครรภ์ให้นะขอรับ” ท่านหมอประจำตระกูลกล่าวแสดงความยินดี“ขอบคุณท่านหมอเจ้าค่ะ”ลี่อินที่มีสีหน้าซีดเซียวนอนดมยาดมอยู่บนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน หญิงสาวคิดไว้แล้วว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ ก็ในเมื่อสามีตัวดีไม่เคยว่างเว้นเลยสักวัน นี้ก็ผ่านมาสิบปีแล้วสามีก็ยังคงตัวติดกันมิได้ห่าง เมื่อก่อนเป็นเช่นไร ผ่านไปสิบปีแล้วก็ยังคงเป็นเช่นเดิมนางก็อุตส่าห์กินยาคุมกำเนิดมิได้ขาดแล้วเชียวนะ ก่อนกินยังตรวจดูให้ดีเสียก่อนจะกินทุกครั้ง ด้วยกลัวว่าสามีตัวดีจะแอบเปลี่ยนเม็ดยาคุมกำเนิดอีก ก็ระวังตัวดีแล้วเชียวเหตุใดถึงได้ตั้งครรภ์อีกจนได้เอ๊ะ!หรือว่านางเองที่เป็นคนลืมกินยาคุมกำเนิดกันนะ แล้วจะเป็นตอนไหนกัน หรือว่าจะเป็นตอนที่แอบหนีไปท่องเที่ยวกันสองคน หรือจะเป็นตอนแอบหนีลูก ๆ ไปเที่ยวงานประจำเมือง หรือจะเป็นตอนที่สามีกลับจากทำภารกิจตึง ตึงปัง“ภรรยารักเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง พี่ดีใจเหลือเกินที่เรากำลังจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว” แม้เวลาจะเปลี่ยนไปกว่าสิบปี แต่ทว่ากาลเวลาก็ไม่อาจทำให้ชายหนุ่มดูแก่ลงเลย เขายังคงดูหนุ่มแน่นทั้งยังดูสง่างามยิ่งกว่
งานเลี้ยงฉลองภายในครอบครัวเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทุกคนต่างกล่าวยินดีและคุยกันอย่างสนุกสนาน ลี่อินที่คอยดูแลสามีเพราะเจ้าตัวเอาแต่นั่งกระแอมเสียงดังไม่ได้หยุด มองจ้าวหรงตาขวางทุกครั้งที่อีกฝ่ายป้อนอาหารให้กับเสี่ยวเหลียน จนตนเองก็หลงลืมที่จะเอาใจภรรยา แต่ก็มีบางครั้งที่เขาจะหันกลับมาคีบอาหารให้กับลี่อินบ้างเป็นบางครา“อุ๊บ!” ลี่อินที่กำลังจะคีบปลาหมึกย่างเข้าปาก นางกลับรู้สึกเหม็นคาวและคลื่นไส้อยากจะอาเจียนขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัวแต่ไม่ว่าจะพยายามกลืนก้อนที่จุกอยู่ตรงคอลงไปเท่าไหร่ เมื่อได้กลิ่นอาหารทะเลมันกลับตีรวนขึ้นมาอยู่ร่ำไป“น้องหญิงเจ้าไม่สบายหรือ” ฮุ่ยหมิ่นรีบวางถ้วยกับตะเกียบลงทันที ที่เห็นว่าภรรยาเอามือปิดปากใบหน้าซีดเซียว“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ คงจะเหม็นกลิ่นคาวอาหารทะเล” หญิงสาวรีบเอามือผลักถ้วยปลาหมึกออกห่างตัว เพียงแค่ได้กลิ่นเล็กน้อยก็ทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมาเสียให้ได้“พี่ว่าเชิญท่านหมอมาตรวจดูดีหรือไม่” ภรรยาเขาคงจะไม่สบายเป็นแน่ อาหารทุกอย่างก็ไม่ได้มีกลิ่นเหม็นจนถึงขั้นต้องอาเจียน เหมือนดั่งเช่นที่ภรรยาเขาบอก ฮุ่ยหมิ่นรีบสั่งให้บ่าวชายไปเชิญท่านหมอทันทีไม่รั้งรอคำตอบ
“ก่อนอื่นให้เอามันหมูวางไว้ส่วนบนสุดของกระทะนะเจ้าคะ พอน้ำมันเริ่มออกก็ถูมันหมูให้ทั่วกระทะเสียก่อน เวลาเราเอาเนื้อลงย่างจะได้ไม่ติดกระทะเจ้าค่ะ” ลี่อินจัดการสาธิตทำเป็นตัวอย่างให้กับทุกคนดู เพียงแค่นำมันหมูถูไปจนทั่วกระทะที่กำลังร้อน ก็เกิดเสียงฉ่าออกมาทันทีทุกคนเห็นทำตามลี่อินทุกขึ้นตอน เสียงมันหมูดังฉ่าเมื่อถูกกับความร้อนของกระทะ กับเนื้อที่เอาลงไปย่างจนสุกส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ แต่ละคนที่ตั้งตารอต่างก็กลืนน้ำลายดังอึกกันถ้วนหน้า อยากจะลิ้มลองเสียเต็มประดา“ระหว่างรอเนื้อสุก เราก็จะนำผักข้าวโพดหรือเห็ดที่ชอบลงต้นในน้ำซุปด้วยเจ้าค่ะ พอเนื้อสุกได้ที่แล้ว เราก็นำมาจิ้มกับน้ำจิ้ม จากนั้นก็กินได้เลยเจ้าค่ะ” ลี่อินนำเนื้อที่นางย่างแล้วจิ้มน้ำจิ้มที่ปรุงรสมาอย่างดี กระเทียม พริกสับ ผักชีหั่นฝอย ใส่น้ำมะนาวอีกนิด เป็นอันว่าเลิศรสที่สุดแล้วเนื้อสุกกำลังดีจิ้มกับน้ำจิ้มเลิศรสถูกส่งเข้าปากของฮุ่ยหมิ่นเป็นคำแรก ชายหนุ่มได้แต่นั่งยิ้มหน้าบาน ที่ภรรยาเอาอกเอาใจตนเอง ท่ามกลางสายตาของทุกคนทั่วทั้งจวนเช่นนี้“องค์รัชทายาทเสด็จ”ทุกคนที่กำลังกินหมูกระทะกันอย่างเอร็ดอร่อยจึงได้หยุดชะงัก พ
หลังจากจบเรื่องราวอันแสนวุ่นวาย ความสงบสุขก็ได้กลับมาอีกครั้ง ไม่นานมานี้ลี่อินได้มีโอกาสกลับไปที่หมู่บ้านหงชุน บ้านหลังเล็กของนางในตอนนี้มันไม่เล็กอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้ว่าฮุ่ยหมิ่นให้คนไปต่อเติมไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ตัวบ้านถูกขยายเต็มพื้นที่ มิหนำซ้ำยังซื้อที่ขยายเพิ่มออกไปอีกท่านน้าทั้งสองที่เป็นผู้ดูแลบ้าน พวกเขาก็ได้มีสมาชิกเพิ่มทั้งบุตรชายบุตรสาว เพียงเท่านี้ลี่อินก็มีความสุขมากแล้วจากนั้นหญิงสาวจึงได้แวะไปดูร้านขนมเซียงเจียว มันได้กลายเป็นร้านขนมขึ้นชื่อของอำเภอไปแล้ว หากผู้ใดได้มาอำเภอฉงชิ่งเป็นต้องแวะซื้อขนมที่ทำจากกล้วยเพื่อเป็นของฝาก ไม่เช่นนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงอำเภอฉงชิ่งสถานที่สุดท้ายที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูก ได้แวะไปที่ว่าการอำเภอก่อนกลับเมืองหลวง เพราะเสี่ยวเหลียนน้อยไม่ได้พบกับเหมยเหมยนานนับปีแล้ว และเสี่ยวเหลียนเองก็บ่นหาสหายรักอยู่เสมอ ฮุ่ยหมิ่นจึงได้พาบุตรสาวมาพบกับเพื่อนเก่า จนเสี่ยวเหลียนยิ้มไม่หุบก็ว่าได้“เหมยเหมย ข้ามีของฝากมาให้เจ้าเยอะแยะเลย” เสี่ยวเหลียนที่ตัวสูงขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เห็นสหายแล้วก็ได้แต่คิดถึงช่วงเวลาที่ได้เล่นด้วยกัน“ขอบใจนะเสี่ยวเหลียน เจ้าตัวสูงขึ