ปึกกกอุกกกก////อีคนเดิมพูดขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาต่อยท้องฉันอย่างแรงจนจุกไปหมด แมร่งงง...แน่จริงอย่ารุมดิวะ ฉันคิดว่าฉันไม่มีทางแพ้มันแน่ถ้าตัวต่อตัวเพียะ...เพียะ//ฝ่ามือของอีนคนเดิมฟาดเข้ามาที่หน้าฉันอย่างแรงสองทีโดยไม่เว้นช่วงให้ฉันตั้งหลักเลยแม้แต่น้อย ฉันหันหน้ากลับมามองมันพลางเอาลิ้นดุ้นแก้มข้างที่โดนตบด้วยแววตาที่โกรธจัด ฉันไม่เคยทำร้ายให้ก่อนแล้วฉันก็จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายแบบนี้แน่“อย่าลืมกลับไปบอกบรรพบุรุษมึงด้วยนะ ว่าล้มกูได้ด้วยหมาห้าตัว หึ”“อีสัส! ได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่มึง”เพียะ///แล้วฝ่ามือมันก็ฝาดลงมาซ้ำข้างเดิมอีกทีด้วยน้ำหนักที่แรงกว่าทีแรกเป็นสองเท่า ก่อนมันจะพูดประโยคที่ทำให้ฉันรู้ทันทีว่ามันทำร้ายฉันเพราะอะไร“เลิกยุ่งกับรุ่นพี่ยูตะ ไม่งั้นมึงหน้าไม่สวยแบบนี้แน่”“ถุย! กูต้องกลัว..”มันง้างมือจะตบฉันอีกรอบแต่มีมือหน้ามารับไว้ได้ซะก่อนแล้วบีบข้อมือผู้หญิงคนนั้นจนมันทำหน้าเหยเกเพราะความเจ็บ มาเร็วกว่านี้ก็ไม่ได้เนอะ..โดนไปตั้งสามทีแล้วเนี่ย“ระ...รุ่นพี่ยะ..ยูตะ” อีคนเดิมเอ่ยเรียกชื่อเขาแบบตะกุกตะกัก หน้าถอดสีกันหมด อีสองคนที่ล็อกแขนฉันก็ปล่อยทันทีจนฉันแทบล้มเพ
“เหมือนใคร?”มิณาดึงแขนผมอย่างแรงเพื่อจะให้ผมหันกลับไปเผชิญหน้ากับเธอ ก่อนจะถามขึ้นพลางหรี่ตามองผมอย่างจับผิด หึ ร้อนตัวซินะ วัวสันหลังหวะก็จะเป็นแบบนี้แหละ“ทำไม ร้อนตัว ไปทำอะไรอย่างงั้นมาซินะ” ผมเอ่ยเสียงเรียบพลางแสยะยิ้มขึ้นมุมปากก่อนจะเอียงคอมองหน้ามิณาที่ดูเหมือนเธอจะช็อคไปชั่วขณะกับประโยคที่ผมพูดออกไป ก็แน่ล่ะ...ผมยิงเข้าประตูเต็มๆ ขนาดนั้น พลอดรักกันในรถท่ามกลางสายฝน เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด ตอนแรกก็ว่าจะไม่พูดแล้วนะเพราะเห็นว่าเธอถูกทำร้ายมา แต่ก็อดไม่ได้อยู่ดี ภาพนั้นแม่ง...หลอกหลอนผมทั้งคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน“โอ๊ะ! เฮียไปอยู่ใต้เตียงฉันมาเหรอคะ โทษทีนะเสียงดังไปหน่อย” มิณาทำท่าเอามือขึ้นปิดปากคล้ายตกใจก่อนจะจีบปากจีบคอพูดอย่างน่าหมั่นไส้ แต่ที่เธอพูด...แสดงว่ายัยตัวเล็กนี่ ผมแค่ประชดนะ ทำไมมันถึงเป็นเรื่องจริงได้ล่ะ ผมหลุดโพล่งขึ้นอย่างตกใจ“นี่เธอกับไอ้หมอนั่น”“ค่ะ แล้วถึงฉันจะไปทำอะไรกับใคร ที่ไหน ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเฮียไม่ใช่เหรอ เฮียเป็นแค่นายจ้างนะ ไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตฉันซะหน่อย ทำไมต้องสน” มิณาพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แต่ประโยคนี่มันย้อนกลับมาที่ผมได้ยังไงวะ แล้วทำไมม
“โอ้เอ้...โอ้เอ้ อย่าโกรธแม่เลยนะ...นะ คืนนี้นอนนี้นะ แม่คิดถึงลูกจะแย่”“ไม่ฮะ ตราบใดที่งานหมั้นยังไม่ล้มเลิก ผมจะไม่กลับมาที่นี่อีก คุณยูริจะไม่ได้เห็นหน้าผมอีกเลยด้วย” ผมพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังพลางแกะมือแม่ออก“โอ๊ะ…! ไม่นะ...ไม่นะ อย่าใจร้ายนักเซ่ ไม่คิดถึงแม่เลยเหรอ พี่ชายลูกก็ไม่ค่อยจะกลับบ้าน มีลูกตั้งสองคนไม่มีใครสนใจแม่เลยสักคน” แม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น้อยเนื้อต่ำใจสุดๆ พลางก้มหน้างุดอยู่กับตักตัวเอง หึ มอบตุ๊กตาทองให้แก่คุณยูริไปเลย...สุดยอดการแสดง แน่ะ! มีทำสะอื้นด้วยนะ ผมไม่หลงกลง่ายๆ หรอกนะ เพราะโดนมาเยอะจนเข็ดแล้ว“ไม่รู้แหละ ถ้าอยากให้ผมกลับบ้านแม่ก็ต้องช่วยผม”“จะให้ช่วยได้ยังไงล่ะครับ คุณหญิงได้มาถอนหงอกแม่แน่ๆ” แม่รีบเงยหน้าบอกผมพลางส่ายหน้าไปมาเป็นพัลวัน ผมได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย“แม่นะแม่ อยากจะบ้าตาย”ผมเห็นแม่เอานิ้วชี้ขึ้นแตะขมับตัวเองพลางขมวดคิ้วเข้าหากันเหมือนกำลังใช้ความคิดก่อนจะพูดเอ่ยบอกผม“แต่แม่ว่าท่าจะให้เนียนลูกควรพาน้องเข้าไปอยู่ที่คอนโดกับลูกด้วยนะ ตอนเนี่ยซายะต้องสั่งคนตามดูน้องอยู่แน่ๆ”“น้อง?” ผมเลิกคิ้วถามแม่ทันที น้องที่ว่าเนี่ยใค
“ลงมาได้แหละ”ประตูรถฝั่งที่ฉันนั่งถูกเปิดออกอย่างแรงก่อนตามมาด้วยคำสั่งเสียงเข้มอย่างเอาแต่ใจ ซึ่งฉันรับรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องหันไปมองว่าเจ้าของเสียงนั่นคือใคร“ไม่มีมารยาท” ฉันพูดออกไปอย่างหงุดหงิดก่อนจะหันไปมองแขกที่ไม่ได้รับเชิญตาขวาง“นั่นมันชื่อลับของเฮียเลยนะ มิณารู้ได้ไงอะ เก่งจัง” เฮียยูตะโน้มตัวลงมาหาฉันแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวนบวกกับหน้าตากวนบาทาของเขา เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด ฉันเลยหันไปพูดกับพี่นนท์พลางทำเสียงอ่อนเสียงหวานเพื่อยั่วโมโหใครบางคนแทน“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง ขับรถกลับดีๆ ล่ะ มิณเป็นห่วง”“ครับผม ดูแลตัวเองดีๆ นะมิณ” พี่นนท์ตอบกลับทันควันพลางใช้นิ้วโป้งลูบแผลที่มุมปากฉันเบาๆ ด้วยแววตาที่เป็นห่วงเป็นใยราวกับมีฉันกับพี่นนท์แค่สองคนเท่านั้น“แฮ้มๆ” เฮียยูตะส่งเสียงกระแอมขึ้นขัดจังหวะและตามด้วยประโยคแสดงความเป็นเจ้าฉันอย่างถือวิสาสะทำเอาฉันอึ้งไปเลย ใครจะคิดว่าเขาจะกล้าพูดแบบนี้“จะให้ผัวยืนรออีกนานไหมครับ”“ผัว?” พี่นนท์เลิกคิ้วทวนคำนั้นอย่างไม่เชื่อหูตัวเองพลางมองหน้าฉันและเฮียยูตะสลับกันไปมา“ใช่ เมียฉันยังไม่ได้บอกนายเหรอวะไอ้รุ่นน้อง จิ๊ๆๆ อย่าบริหารเสน่ห์แบบนี้ซิ
“เดี๋ยวฉันจะโทรบอกให้พี่หนูดากับเฮียดินมารับเฮียไปหาหมอนะ ฉันขับรถไม่เป็น”“ไม่ต้องโทร เฮียไม่ได้เป็นอะไร” เฮียยูตะพูดขึ้นเสียงแข็งพลางแย่งมือถือไปจากฉันแล้วกดวางสายทันที“นี่ เอามานะ ทำไมเฮียดื้อแบบนี้ เดี๋ยวก็ช็อกตายหรอก เอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้” ฉันโวยวายใส่เขาก่อนจะยื้อแย่งมือถือในมือหนาที่ตวัดแขนไปไว้ทางด้านหลังเบาที่เราสองคนนั่งอยู่ จนฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ ที่เป่ารดซอกคอฉันฉันผละออกทันทีที่รู้ตัวว่ากำลังนั่งคร่อมเขาไว้แล้วยังทิ้งตัวลงมาทับเขาอย่างเต็มที่เพื่อเอื้อมไปเอามือถือที่อยู่ข้างหลัง แต่เขาเลื่อนแขนทั้งสองขึ้นมาโอบเอวฉันไว้แน่นบวกกับสถานที่ที่โคตรจะคับแคบทำให้ฉันขยับตัวหนีเขาไม่ได้เลย“เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าลูกจ้างเขาต้องเป็นห่วงเจ้านายขนาดนี้ มอบรางวัลลูกจ้างดีเด่นให้เลยดีไหมครับ” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นเสียงหยอกล้อพลางมองฉันด้วยสายตาที่แสนเจ้าเล่ห์ของเขา“คะ..ใครห่วงเฮีย มั่วจริงๆ ฉันห่วงจะไม่มีใครจ่ายเงินฉันต่างหากหล่ะ และก็ปล่อยฉันได้แล้ว” ฉันรีบแย้งคนหลงตัวเองตรงหน้าพลางหลุบตาต่ำพร้อมกับพยายามดันตัวออกจากอ้อมแขนแกร่งแต่ก็ไม่สำเร็จ“งั้นเหรอ ทำไงถึงจะจับผู้ร้ายปากแข็งได้นะ แถ
“ตามสบายเลยนะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เฮียพาไปเอาของ แต่วันนี้ขอนอนก่อน ปวดหัวฉิบ”พอเปิดประตูเข้ามาในคอนโดเฮียยูตะก็เอ่ยบอกฉันพลางโยนคีย์การ์ดกับกุญแจรถลงบนโซฟาก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องห้องหนึ่งเข้าไปทิ้งตัวลงบนเตียงขนาดคิงไซส์ที่ถูกปูด้วยผ้าสีเทาอ่อนซึ่งเขาโปรดปรานเป็นที่สุดอย่างแรงโดยไร้ทิศทาง ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของเขาอย่างถือวิสาสะ“เฮียได้กินยาบ้างรึยัง” ฉันเอ่ยถามพลางช่วยเขยิบเขยื้อนร่างหนาให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมร่างกายของเขาที่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง“กินแล้ว มิณาไปนอนเหอะ” เฮียยูตะพูดบอกฉันพลางดึงผ้าห่มขึ้นคลุมจนมิดหัว เหมือนกำลังหลบหน้าฉันอย่างงั้นแหละ เขาต้องมีอะไรปกปิดฉันอยู่อย่างแน่นอน“กินตอนไหน ไข้สูงขนาดนี้ต้องกินอีก” ฉันดึงผ้าห่มออกพลางหรี่ตามองหน้าเขาอย่างจับผิด ก่อนเขาจะพลิกตัวหนีไปอีกทางแล้วบอกฉันด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิด“บอกกินแล้วก็กินแล้วดิ ออกไปได้แล้ว เฮียจะนอน”ใช่แน่ๆ เป็นอย่างที่ฉันคิดแน่ๆ เพราะในประวัติบอกไว้ว่าเขาเกลียดโรงพยาบาลที่สุดแสดงว่าเขาต้องไม่ชอบการกินยาด้วยฉันเดินออกมาจากห้องนอนเขาแล้วลื้อค้นหายาทั่วทุกซอกในม
Thayukorn Talkเช้าวันต่อมา….ผมกะพริบตาถี่พลางเอามือขึ้นจับขมับตัวเองแล้วลุกขึ้นนั่งโยกคอไปมาเพื่อคลายความปวดเมื่อย ก่อนจะหันไปเห็นร่างเล็กที่นอนหลับตาพริ้มในท่าตะแคงอยู่ข้างผมในมือถือผ้าขนหนูผืนนึงเอาไว้จนผมหลุดยิ้มออกมาเพราะเหลือบไปเห็นกะละมังเล็กตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียงผมดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเล็กนั่นแล้วเอื้อมมือขึ้นเกลี่ยผมขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าหวานราวตุ๊กตาที่ทำให้ผมสะดุดตั้งแต่แรกเห็น เอาจริงๆ ยัยตัวเล็กนี่ไม่ใช่สเปกผมเลยสักนิด หน้าตาน่ะพอได้แต่นิสัยไม่ได้เลยเพราะผมไม่ชอบผู้หญิงแก่นแก้ว ไม่มีความอ่อนโยนอ่อนหวานแบบนี้เลย ถึงเธอจะดูไม่อ่อนแอไม่น่าทะนุถนอม แต่ความรู้สึกผมมันกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม หึ แปลกดีเนอะ..ร่างเล็กเหมือจะรู้สึกตัวแล้วผมเลยรีบทิ้งตัวลงข้างเธอแกล้งหลับตาพริ้มทำเหมือนผมยังไม่ตื่นก่อนจะรับรู้ได้ถึงสัมผัสจากมือนุ่มที่แตะลงมาบนหน้าผากผมอย่างแผ่วเบาและไล่ลงมาวางนาบแก้มผมอาจจะเพื่อความแน่ใจว่าไข้ผมลดลงแล้วจริงๆ ถ้าผมไม่ได้ยัยตัวเล็กนี่ก็คงแย่เหมือนกันเพราะผมเกลียดการกินยาเม็ดเอามากๆ รู้นะว่าโตแล้วแต่มันเป็นเรื่องที่ลำบากที่สุดในชีวิตผมเลยก
@หอพักมิณาฉันขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวแล้วเก็บของบนห้องที่หอพักเพื่อจะไปอยู่คอนโดของเฮียยูตะสักพักตามคำสั่ง เอาจริงๆ ฉันไม่ไว้ใจเขาเลยสักนิด แต่เขาคิดจะทำอะไรฉันจริงๆ ฉันจะรอดมาถึงตอนนี้เหรอ เอาน่า...อย่างฉันไม่ใช่ไทป์เขาหรอก พอเก็บของเสร็จฉันก็เดินลงมาหาเฮียยูตะที่ยืนพิงรถรอฉันอยู่หน้าหอพัก“แค่เนี่ย” เฮียยูตะเอ่ยถามขึ้นพลางชี้มาที่กระเป๋าสะพายของฉันอย่างสงสัย ฉันเลยหันมามองที่กระเป๋าตัวเองก่อนจะหันกลับไปพยักหน้าให้เขาแทนคำตอบ“จะให้เอาไรไปเยอะแยะ ไม่ได้ไปอยู่ถาวรซะหน่อย” ฉันบ่นพึมพำพลางเดินไปเปิดท้ายรถแล้วยัดกระเป๋าสองใบของฉันใส่เข้าไปก่อนจะปิดมันลงอย่างเบามือ แล้วหมุนตัวหันหลังกำลังจะเดินไปรอรถประจำทางข้างหน้าแต่ก็ต้องชะงักเมื่อมือหนามารั้งแขนฉันไว้ซะก่อน“จะไปไหน ไปขึ้นรถเดี๋ยวนี้”“ฉันไปเองได้น่า เฮียไปเหอะ ส่วนกระเป๋าเอาไว้อย่างนั้นแหละเดี๋ยวตอนเย็นฉันจะเอาขึ้นไปเอง” ฉันพูดพลางแกะมือเขาออกจากแขนฉันแล้วเดินต่อไปโดยไม่สนใจเขาสักนิด ฉันไม่ได้กะจะไปมหาลัยพร้อมเขาอยู่แล้วแค่ให้เขาพามาเอาของเฉยๆอ๊ะ///แล้วอยู่ๆ ร่างฉันก็ลอยขึ้นกลางอากาศแบบไม่ทันตั้งตัวจนต้องควานหาที่เกาะเพื่อไม่ให้ตัวเองล
“ซายะไม่ได้ท้องกับยูตะ ฉันก็เพิ่งรู้ว่าลูกสาวตัวเองท้องโดยมีแม่เป็นคนจัดการเรื่องหมั้นเพื่อหาคนมารับผิดชอบลูกในท้องของซายะไง” แต่คำพูดของคุณอาทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง หาคนรับผิดชอบเนี่ยนะ คิดได้ไง...ปัญญาอ่อนฉิบ“เหอะ! คิดได้ไงว่าผมจะยอม”“ก็ชื่อเสียงของยูตะน่ะ กระฉ่อนไปทั่ว ฉันก็เลยคิดว่าไม่น่าจะยากแค่ยูตะมีอะไรกับซายะทุกอย่างก็จบ” สิ้นเสียงคุณหญิงที่เป็นแม่ของยัยซายะ อุณหภูมิในตัวผมก็พุ่งสูงปรี๊ดเลย ขึ้นเลยกู...ดูถูกกันเกินไปแล้ว ถึงผมจะเอาผู้หญิงไปทั่วแต่ผมป้องกันตัวเองตลอด ไม่ใช่ว่าสักแต่จะเอา ผมเลยจัดการตอกหน้ายัยคุณหญิงนั่นไปยาวเหยียด“ถึงผมจะนอนกับผู้หญิงมาหลายคน แต่ไม่มีผู้หญิงหน้าไหนท้องกับผมแน่ๆ เพราะผมไม่เคยพลาด ถึงผมจะมีอะไรกับซายะ ผมก็ไม่ปล่อยลูกเข้าท้องเธอหรอกเพราะผมไม่ได้คิดจะเอาเธอทำเมีย”พูดจบผมก็เดินออกมาจากตรงนั้นทันที ปล่อยให้พ่อกับแม่เคลียร์ต่อ ขืนอยู่นานกว่านี้ได้ถอนหงอกคนแก่แน่ๆปัจจุบัน....แต่ในความดีใจของผมก็ยังกังวลอีกเรื่องอยู่ดี ผมเลยบอกให้พี่ชายผมมันเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ สุดท้ายก็ไม่พ้นสายตาของไอ้พวกนี้อยู่ดี แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครปริปากพูดเรื่องนี
เย็นวันต่อมา…..@ผับผมมานั่งกินเหล้าอยู่ที่ผับไอ้ดินตั้งแต่บ่ายด้วยอารมณ์ที่โคตรจะหงุดหงิดเพราะพอตื่นขึ้นมาผมก็ไม่เห็นร่างคนตัวเล็กที่ผมนอนกอดทั้งคืนซะแล้ว ไม่รู้เธอหายไปไหน โทรไปก็ปิดเครื่อง อุตส่าห์ใจดีข่มอารมณ์นอนกอดอย่างเดียวทั้งคืน โคตรจะเป็นการทรมานตัวเองสุดๆ ถ้ารู้ว่าตื่นมาจะหายไปอย่างงี้นะ จับปล้ำตั้งแต่เมื่อคืนไปแหละ จะได้ไม่มีแรงลุกหนีไปไหน“โห่..ไอ้ห่านี่มาก่อนเพื่อนเลยเหรอวะ” เฮียหมอเอ่ยทักขึ้นอย่างตกใจเมื่อเปิดประตูเข้ามาเห็นผมนั่งกระดกเหล้าอยู่และตามด้วยเฮียแม็กซ์ที่ทักด้วยอาการตกใจไม่แพ้กัน“เชี่ยยยย นี่มึงแดกคนเดียวเหรอเนี่ย”“เห็นหมานั่งแดกกะกูปะล่ะ” ผมประชดกลับไปอย่างหัวเสียก่อนจะยกเหล้าดกจนหมดแก้วและกระแทกแก้วเปล่าลงบนโต๊ะอย่างแรงปึกกก///“เอ้า..ไอ้เหี้ยวา เคลียร์เลยน้องมึงแดกรังแตนมาอีกแล้ว” เฮียแม็กรีบหันไปหาพี่ชายตัวดีของผมที่เดินตามหลังมันเข้ามาทันที ก่อนที่เฮียวาจะมองมาที่ผมแล้วส่ายหน้าน้อยๆ อย่างเอือมระอาและพากันเดินเข้ามานั่งลงบนโซฟาที่ว่างอยู่“เป็นเหี้ยไรอีกอะ” เฮียวาเลิกคิ้วถามผมพลางหยิบแก้วเปล่าไปใส่น้ำแข็งแต่ผมยังไม่ทันได้ตอบคำถามมัน ไอ้ธามก็เปิดประตูเ
Thayukorn Talkผมอดยิ้มให้กับท่าทางเขินอายของคนตัวเล็กบนตักไม่ได้เลย ถ้าเธอยกมือลูบต้นคอตัวเองเมื่อไร...นั่นแหละ คือยัยตัวเล็กนี่กำลังเขินแบบสุดๆ แต่ผู้หญิงอะไร Keep look เก่งเป็นบ้า เหอะ… รอยยิ้มที่เห็นบนใบหน้าหวานนั่นหาดูได้ยากมากและผมอยากให้เธอยิ้ม หัวเราะให้ผมแบบนี้ทุกวัน ทุกเวลาจัง ไม่ใช่พอเผลอก็มีแต่ในตาที่แสนเศร้าแบบนั้น ผมโคตรไม่ชอบเลยเวลาแอบมองเธอทีไรจะต้องเห็นแววตานั้นทุกที“แล้วเราอะ มีอะไรที่ฝังใจในตอนเด็กปะ” ผมตัดสินใจแย็บถามออกไป เผื่อเธอจะอยากเล่าอะไรให้ผมฟังบ้างแต่เธอกลับนิ่งไป ใจที่เต้นแรงในตอนแรกก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะตัวเราแนบชิดกันอยู่ ผมเลยได้ยินมันอย่างชัดเจน ก่อนร่างบางจะตอบกลับผมเสียงแข็ง“ไม่มี!”“แล้ว..”“เฮียไม่ต้องอยากรู้ได้ไหม!!!” เธอดันตัวขึ้นนั่งตวาดใส่ผมเสียงดังลั่น กัดฟันกำมือแน่นจ้องหน้าผมอย่างเอาเรื่อง แน่นอนผมไม่ได้กลัวเธอสักนิดแต่ยิ่งทำให้อยากรู้มากขึ้นไปอีกว่าในตอนนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับยัยตัวเล็กของผมกันแน่ ทำไมเธอถึงอยากจะลืมมันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่อาการของเธอมันแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่ได้ความจำเสื่อมอย่างที่ซิสเตอร์ท่านนั่นบอก แต่สถานการณ์ตอน
ฉันกับเฮียยูตะอยู่ช่วยงานจนเย็นถึงพากันกลับออกมา โคตรเหนื่อยเลยเมื่อยล้าไปหมดทั้งตัว พอรถเคลื่อนตัวออกมาได้สักพักก็กะว่าจะพักสายตาซะหน่อยแต่ทางที่เฮียขับมามันไม่คุ้นซะเลย แล้วเขาก็เลี้ยวรถเข้ามาจอด ณ ที่แห่งหนึ่ง ฉันมองไปรอบๆ คิดว่าน่าจะเป็นสวนสาธารณะแต่ทำไมมันเงียบสงบแปลกๆ ไม่มีคนมาเที่ยวแถวนี้เลยเหรอ“ไม่กลับคอนโดเหรอ” ฉันเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย เขามาทำไรที่นี่ ฉันอยากกลับคอนโดอยากนอนสักตื่นก่อนไปทำงาน“เดี๋ยวค่อยกลับ” เฮียพูดจบหลังคารถสปอร์ตคันหรูก็ถูกเปิดออกก่อนที่เฮียยูตะจะปรับเบาะตัวเองลงนอนแล้วเอามือประสานกันลองไว้ที่ศีรษะอย่างสบายใจ“มานอนเนี่ยนะ”“งั้นไม่นอนก็ได้” พูดจบเฮียยูตะก็ปรับเบาะขึ้นนั่งก่อนจะเอื้อมมาปลดสายเบลล์ฉันออก กดจมูกลงมาที่แก้มพร้อมทั้งสูดดมความหอมเข้าปอดแล้วผละออกฟอดดดด///“เฮีย ทำบ้าไรเนี่ย” ฉันเบิกตากว้างเอามือขึ้นแนบแก้มตัวเองก่อนจะโพล่งออกไปด้วยความตกใจเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนฉันตั้งตัวไม่ติด“ความจริงอยากทำมากกว่าหอมอีก จูบได้ปะ”“มะ...อื้อออ”คำปฏิเสธของฉันถูกคนเอาแต่ใจนั่นกลืนไปจนหมดสิ้นเมื่อเขารั้งท้ายทอยฉันเข้าไปปิดปากด้วยจูบอย่างรีบร้อนไม่รอให้จบป
Thayukorn Talkผมนั่งมองยัยตัวเล็กของผมหยิบนั่นจับนี่วิ่งช่วยคนอื่นจนหัวหมุนอย่างคล่องแคล่ว เธอคงรักที่นี่มาก ตั้งแต่เช้ายังยิ้มไม่หุบเลย ซึ่งมันน้อยมากที่ผมจะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสแสนจะร่าเริงแบบนี้ ก็ที่นี่เป็นบ้านเธอก็ต้องมีความสุขที่ได้กลับบ้านก็ถูกแล้วเปล่าวะ เห็นแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้…“คุณเอานี่ให้พี่มิณซิคะ”ผมหันไปทางต้นเสียงเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กยื่นดอกกุหลาบขาวดอกใหญ่มาให้ผม หนูน้อยมิเชล ที่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่าเธอหายไปไหน เพราะตั้งแต่ออกมาจากห้องแต่งตัวเธอก็หายไปเลย“ให้พี่เอาไปให้” ผมเลิกคิ้วถามเด็กหญิงตรงหน้าพลางชี้นิ้วเข้าหาตัว ก่อนมิเชลจะพยักหน้าให้ผมและพูดขึ้นพลางมองไปที่มิณาด้วยสายตาวาววับเป็นประกาย“อืม พี่มิณชอบกุหลาบขาวที่สุด มิเชลว่าดอกนี้มันใหญ่และสวยดี พี่มิณต้องชอบมากแน่ๆ”ผมรับดอกกุหลาบขาวดอกใหญ่นั่นมาไว้ในมือแล้วเธอก็วิ่งหายไปทางอาคารด้านหลัง เด็กหญิงมิเชลคงจะรักมิณามากแน่ๆ ตอนที่อยู่ในห้องแต่งตัวแทบจะไม่สนใจผมเลยสายตาจับจ้องแต่มิณาคนเดียว ถามคำตอบคำ นี่น่าจะเป็นประโยคที่ยาวสุดที่ผมได้ยินจากปากเด็กหญิงมิเชล“มิเชลน่ะ รักมิณมาก มิณเองก็ไม่ต่างกันทั้งรักทั้งห่วงมิ
หลายวันต่อมา…..“กินคนเดียวเลยงะ?” เฮียยูตะเหลือบตามองฉันแล้วพูดขึ้นขณะที่ตัวเองนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถสปอร์ตคันหรู ฉันก้มลงมองถุงไส้กรอกCPในมือก่อนจะยื่นให้เขา“เฮียขับรถอยู่ ป้อนหน่อยดิ”“ขับรถมือเดียวก็ได้ปะ” ฉันเถียงขึ้นทันควัน เรื่องไรฉันต้องป้อน ขับรถยนต์ไม่ใช่มอเตอร์ไซค์ซะหน่อย“มันอันตราย นะ...นะ ป้อนหน่อย อ้าาาา” เฮียยูตะเอ่ยขึ้นเสียงอ่อนเสียงหวานก่อนจะอ้าปากกว้างให้ฉัน มือสองหนาทั้งสองข้างจับพวงมาลัยรถขยับไปมาอย่างตั้งอกตั้งใจ ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะชักมือที่ถือถุงไส้กรอกกลับเข้าหาตัว มือเล็กอีกข้างจับไม้จิ้มไส้กรอกส่งเข้าปากเขาอย่างจำยอมก่อนเขาจะเคี้ยวมันอย่างเอร็ดอร่อยแล้วส่งยิ้มหวานจนตาหยีมาให้ ฉันได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับความทะเล้นของเขาหลังจากที่ฉันทำตามคำบอกของเพลิน ความสัมพันธ์เราสองก็เหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีใครยอมพูดความรู้สึกตัวเองออกมา ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดแบบที่ฉันคิดรึเปล่า แต่การกระทำเขามันใช่..มันแสดงออกว่า เขาชอบฉัน แต่ทำไมเขาถึงไม่ยอมพูดล่ะ แล้วถ้าเขาทำอย่างงี้กับผู้หญิงทุกคนเขาไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นกับฉันล่ะ...ฉันคิดไปเองคนเดียวงั้นเหรอ ถามเลยดีไหม
“เฮีย!” ฉันโพล่งเรียกเขาออกมาเสียงดังอย่างตกใจเมื่อจู่ร่างหนาที่มาจากไหนก็ไม่รู้ทิ้งตัวลงนั่งข้างฉันแล้วเอนหัวลงมาหนุนตักฉันอย่างถือวิสาสะ“ชู่วววว์ อย่าเสียงดัง นี่ห้องสมุด” เฮียเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วพลางเอาหูฟังยัดใส่หูก่อนเปลือกตาจะปิดลง เขารู้ได้ไงว่าฉันอยู่นี่ บังเอิญเกินไปเปล่าวะ...ยิ่งไม่อยากคิดเรื่องเขาอยู่ยังจะมาให้เห็นอีกแล้วยังมานอนหนุนตัก นี่มันห้องสมุดนะ..เกิดมีใครมาเห็นจะทำไง“ทำบ้าไรเนี่ย ลุกเลย” ฉันดึงหูฟังออกจากหูเขาก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดุพลางพยายามยกหัวเฮียยูตะให้ลุกขึ้นนั่งแต่ไม่กระดิกเลยแม้แต่น้อย ตัวหนักเป็นบ้า…“เฮียง่วง ขอนอนแป๊บ” เฮียพูดขึ้นก่อนจะพลิกตัวเอาหน้าซุกหน้าท้องฉัน เอื้อมแขนทั้งสองข้างกอดเอวคอดไว้หลวมๆ จนฉันตกใจทำอะไรไม่ถูก เขาเป็นบ้าไรเนี่ย...“เฮียอย่าทำแบบนี้ เดี๋ยวใครมาเห็น” ฉันยังพยายามที่จะดันตัวเขาออกทั้งๆ ที่รู้ว่าถ้าเขาไม่ลุกเองเอารถเครนมายกก็ไม่ขึ้นหรอก ความดื้อรั้นและเอาแต่ใจของเขามันหาตัวจับได้ยากจริงๆ“ไม่มีหรอกน้า ถึงเห็นแล้วไงอะ ใครสน” เฮียยูตะพูดเสียงอู้อี้อยู่ที่หน้าท้องฉันอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่ใครจะยอมให้เขามานอนอยู่แบบนี้ล่ะ“ฉันสน ลุ
@มหาวิทยาลัย Aฉันฟุบหัวลงกับหนังสือที่ถูกกางไว้บนโต๊ะแล้วหันหน้าไปมองผ้าม่านที่พลิ้วไหวเพราะถูกสายลมพัดผ่านเข้ามา ถอนหายใจออกอย่างเหนื่อยอ่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในหัวมีแต่เรื่องเขาวนเวียนอยู่ตลอดเวลา เขาคิดยังไงกันแน่ การกระทำเขามันแสดงออกอย่างชัดเจน และฉันไม่สามารถหาเหตุผลอื่นมาหักล้างได้เลย นอกจากเขาชอบฉัน แต่มันจะเป็นไปได้ไงวะ...ปึกกก!“เชี่ยยย ใครวะ!” ฉันโพล่งขึ้นอย่างตกใจปนหงุดหงิดพลางเอามือลูบหัวตัวเองเมื่อมีอะไรบางอย่างลอยมาโดนหัวฉัน แม่งเจ็บฉิบ..“กูเองอะ…”ฉันหันไปทางต้นเสียงเห็นเพื่อนรักยืนพิงประตูยักคิ้วหลิ่วตาให้อย่างกวนๆ ฉันเอามือขึ้นชี้หน้ามันอย่างคาดโทษก่อนจะหันกลับมาฟุบกับโต๊ะต่อ ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาทางฉันก่อนที่เพลินจะโน้มหน้าลงให้อยู่ระดับสายตาฉันเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย“มึงเป็นห่าอะไรวะ ทำหน้าซังกะตายตั้งแต่เช้าแหละ”“เปล่า” ฉันตอบกลับพลางหลับตาลงเพื่อหลบสายตาเพลินที่จ้องมองฉันอย่างคาดคั้น แต่ก็ต้องหรี่ตาขึ้นดูเพราะได้ยินเสียงลากเก้าอี้และสุดท้ายก็มาหยุดลงตรงหน้าฉัน“กูถามจริงเหอะ มึงกับรุ่นพี่ยูตะนี่มันยังไงกันแน่วะ ไปถึงไหนกันแล้ว” เพลินเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วให้เร
ประโยคนี้อีกแล้วเหรอ อยู่ๆ หน้าเขาตอนพูดประโยคนี้กับฉันก็ลอยเข้ามาเฉย แค่ตัวอักษรแค่นี้ทำไมใจสั่นวะ เหอะ...ให้มันได้ยังงี้ดิ ไอ้ใจไม่รักดี ฉันเก็บมือถือเข้ากระเป๋าก่อนจะหันมาเร่งงานบนโต๊ะให้เสร็จ จะได้รีบกลับก่อนเขาจะเสร็จธุระ ฉันจะได้มีเวลาส่วนตัวบ้าง…....พอเสร็จงานฉันก็รีบเขาไปลาพี่หนูดากับเฮียๆ และออกมาจากผับ ขึ้นรถโดยสารกลับคอนโดทันที พอถึงฉันก็รีบอาบน้ำ ทำโน่นทำนี่ ใช้เวลาส่วนตัวให้คุ้มค่าที่สุด ก่อนจะเดินเข้าห้องนอนตัวเองปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนาทันที ล้มตัวนอนบนเตียงกว้างและไม่ลืมที่จะส่งไลน์ไปบอกเฮียยูตะว่าฉันถึงห้องเรียบร้อยแล้วส่วนเขาก็ส่งแค่สติกเกอร์โอเคกลับมา22:10 น.ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย เผลอหลับไปตอนไหนวะเนี่ย เอามือขึ้นขยี้ตาตัวเองก่อนจะลุกจากที่นอนไปเปิดประตูห้องออกและตรงไปเข้าห้องน้ำทันทีแกร่กกก….แอ๊ดดดเห่ย!!!“เฮียทำไมไม่ล็อกประตูวะ”พอเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปฉันก็ต้องชะงักก่อนจะอุทานออกมาเสียงดังจนคนที่อยู่ข้างในสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับหลังพลางต่อว่าคนตัวสูงที่ยืนเปลือยท่อนบนส่วนท่อนล่างถูกพันด้วยผ้าขนหนูอยู่หน้ากระจก ตื่นเต็มตาเลยฉัน ถึงจะแป๊บเ