บ้านหลังใหญ่ด้านในสุดของโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่มีพื้นที่มากถึง 1 ใน 3 ของโครงการ รถตู้สีดำคันใหญ่วิ่งเข้ามาจอดภายรั้วหน้าบันไดทางขึ้นตัวบ้าน โดยมีชายเลยวัยกลางคนยืนรอพร้อมกับบรรดาแม่บ้านที่รออย่างใจจดใจจ่อ
"มากันแล้วค่ะ" ละมัยหลานสาวหัวหน้าแม่บ้านพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น ทันทีที่รถวิ่งเข้าประตูใหญ่มา
"จะน่ารักเหมือนในรูปมั้ยนะ" ป้าไพรหัวหน้าแม่บ้านว่ายิ้ม ๆ เพราะคุณหญิงว่านโฆษณานักหนาว่าหนูของขวัญน่ารัก ช่างพูด แต่ภาษาไทยน้องไม่ค่อยชัดนัก ต้องช่วยกันสอนแล้วจะมาอยู่ด้วยที่นี่ช่วงก่อนเปิดเทอมพวกเธอเลยตื่นเต้นกันใหญ่
"น่ารักสิ ป้าเค้าหลงจะตายนี่ถึงขั้นบินไปรับเองเชียว" ท่านภูษิตว่ายิ้ม ๆ มองตามรถคันใหญ่ที่กำลังวิ่งเข้ามาภายในบ้าน
และทันทีที่รถจอดประตูทั้ง 2 ด้านเปิดออกพร้อมกันก็ปรากฎร่างเล็ก ๆ บาง ๆ นั่งยิ้มอยู่ข้างในรถคันหรู
"Hello baby." คนเป็นลุงทักขึ้นมาก่อนทำให้เด็กสาวยิ้มจนตาหยีแล้วเอ่ยตอบ "hi."
"น้องขวัญ ภาษาไทยค่ะลูก" คนเป็นป้ากระซิบข้างหูยิ้ม ๆ เพราะขณะที่นั่งมาในรถเธอพยายามสอนหลานให้ใช้ภาษาไทยที่บ้านเพราะคนในบ้านส่วนใหญ่ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ มันจะเป็นอุปสรรคเวลาสื่อสารกันและให้เหตุผลว่าเป็นคนไทยภาษาไทยต้องชัดนะคะ
"อุ่ย! สวัสดีค่ะคุณลุง" เสียงใส ๆ เอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือไหว้แล้วจับประตูรถเตรียมก้าวลง ท่านภูษิตรีบเดินเข้ามายื่นมือให้หลานตัวเล็กจับพยุงลงรถแล้วเอื้อมจับมือคุณหญิงว่านลงมาจากรถ
เด็กสาวร่างเพรียวบางในชุดเสื้อแขนยาวคอเต่าสีขาวกระโปรงยีนส์สีดำเสมอเข่า ตากลมโตรับกับขนตางอนยาวธรรมชาติของเธอ ปากนิด จมูกหน่อยบวกกับผิวขาวใสจนเห็นเส้นเลือดฝอยที่แก้มจาง ๆ ยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรส่งให้ทุกคนที่ยืนพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม จนเหล่าแม่บ้านและคนดูแลสวนตกใจรับไหว้กันแทบไม่ทัน "สวัสดีค่ะ น้องของขวัญนะคะ" เสียงหวาน ๆ เอ่ยแนะนำตัวพร้อมกับยิ้มให้อย่างน่ารักจนผู้ใหญ่ต่างเอ็นดู
"เข้าบ้านกันก่อนเถอะลูก คุณปู่รอน้องขวัญอยู่ในบ้านนะคะ" คุณลุงษิตของหลานสาวเอ่ยชวนพร้อมกับลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู
"คุณปู่..." เด็กน้อยว่าอย่างตื่นเต้นเธอดีใจที่จะเจอคุณปู่ของเธอมากที่สุด เพราะคุณปู่ใจดีกับเธอเสมอและเป็นคุณปู่นี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธออยากมาเมืองไทยสักครั้ง คุณปู่เล่าเรื่องประเทศไทยให้เธอฟังทุกครั้งที่ไปหา แล้วดูเหมือนคุณปู่จะมีเวลาให้เธอมากกว่าแด๊ดกับมี้ที่อยู่กับเธอทุกวัน แต่ก็ทำงานแทบจะตลอดเวลาแล้วให้เธออยู่กับพี่เลี้ยงต่างชาติมาตั้งแต่จำความได้เลยทำให้ภาษาไทยของเธอกระท่อนกระแท่นเหมือนทุกวันนี้
"สวัสดีของขวัญของปู่" ชายสูงวัยที่นั่งอยู่บนโซฟายาวในห้องนั่งเล่นเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นร่างบาง ๆ คุ้นตาเดินเข้ามากับลูกชายและลูกสะใภ้ทำให้คนที่นั่งร่วมห้องอยู่ก่อนขมวดคิ้วเข้าหากัน
"คุณปู่สวัสดีค่ะ" เด็กสาวยกมือไหว้อย่างน่ารักแล้ววิ่งเข้าหาอ้อมแขนอบอุ่นของชายสูงวัยพร้อมกับหอมแก้มอย่างแสนคิดถึง
"ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทยนะลูก เดินทางเหนื่อยมั้ย" คุณปู่ถามอย่างอบอุ่นพร้อมกับยกมือลูบผมเปียของเด็กสาวเบา ๆ
"น้องขวัญไม่เหนื่อยค่ะ" เงยหน้าขึ้นตอบพร้อมกับส่งยิ้มน่ารักให้
"อ้าว! คุณศิลากลับบ้านได้ด้วยหรือลูก" คุณหญิงว่านอุทานอย่างตกใจเมื่อเห็นลูกชายนั่งอยู่ที่โซฟาเดี่ยวข้างคุณปู่เพราะปกติลูกชายจะไม่ค่อยเข้าบ้านเวลานี้เท่าไหร่นัก
"ก็... (เหลือบตามองคุณปู่นิดนึง) คุณปู่บอกว่าแม่จะกลับให้มากินข้าวด้วยกันครับ" ชายหนุ่มตอบแม่แต่ตายังมองหลานสาวคุณป้าพลางขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิด
"อ๋อ... งั้นก็ดีเลย น้องขวัญลูกนี่พี่ศิลานะคะ หนูสวัสดีพี่เขาก่อนค่ะลูก" คุณป้าบอกหลานสาวยิ้ม ๆ
"สวัสดี ศิลา" เด็กสาวเอ่ยทักพร้อมกับยกมือไหว้แล้วมองหน้าตากลมแป๋วรอให้ชายหนุ่มทักตอบ... แต่ก็เงียบ >~<
"เค้าชื่อของขวัญ เค้าอายุ 13 ปี เกรด 7" เสียงเล็ก ๆ แนะนำตัวเองแล้วเงียบรอฟังเสียงตอบกลับ ...?
"คุณป้าคะ ศิลาพูดได้มั้ยคะ" หันมาถามป้างง ๆ
"พี่ศิลาพูดได้ลูก" คุณหญิงว่านตอบอย่างเอ็นดู
"อ่อ... โอเค" พยักหน้าเข้าใจแล้วหันกลับไปซบอกอุ่น ๆ ของคุณปู่แล้วกระชับรอบเอวแน่นขึ้น ขณะที่คุณปู่ยกมือลูบหัวให้อย่างอ่อนโยน
"ไพรเอ้ย... เตรียมตั้งโต๊ะเย็นเลย" ประมุขของบ้านตะโกนสั่งหัวหน้าแม่บ้านแล้วหันไปคุยเรื่องการเดินทางของป้าและหลานตลอดจนกำหนดเปิดเรียนของเจ้าตัวเล็กที่นั่งคุกเข่าหน้าโซฟากอดเอวคุณปู่อยู่
"คุณพ่อครับหลับแล้วนะนั่น" ท่านภูษิตบอกพ่อขำ ๆ ที่ตอนนี้คนไม่เหนื่อยหลับไปแล้วเรียบร้อย
"อ้าว... ข้าวเย็นยังไม่ได้กินเลย ยังไงล่ะทีนี้เจ้าตัวเล็กเอ๊ยแล้วบอกไม่เหนื่อย" คุณปู่ว่ายิ้ม ๆ อย่างเอ็นดู
"งั้นเดี๋ยวผมพาหลานไปนอนก่อนครับพ่อ" ท่านภูษิตว่าพลางขยับจะลุกขึ้นมาอุ้มหลานสาว
"ผมอุ้มให้ก็ได้" คนนั่งเงียบคุกเข่าลงข้างโซฟาแล้วช้อนร่างเล็ก ๆ ไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามือก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ไปห้องไหน"
"ห้องติดกับห้องเราน่ะลูก" คุณแม่เป็นคนตอบ ชายหนุ่มหมุนตัวอุ้มร่างเล็กนั้นออกไปทันที ละมัยจึงวิ่งตามเพื่อไปเปิดประตูห้องให้ชายหนุ่มแทบไม่ทัน
"หึ! นึกว่าจะปล่อยให้พ่อมันอุ้ม" คุณปู่มองตามหลังหลานชายว่ายิ้ม ๆ
"แล้วทำไมพ่อลูกชายเข้าบ้านได้ล่ะคะ วันนี้ไม่พาแม่แมรี่ไปถลุงทรัพย์หรือไง" คุณหญิงว่านถามถึงลูกชายพร้อมกับแขวะไปถึงคู่ควงคนล่าสุดของลูกที่ขยันขอนั่นนี่เหลือเกิน ขอแม้แต่ให้พาเข้าบ้านซึ่งเป็นสิ่งเธอห้ามเด็ดขาดเพราะคนที่จะเข้าบ้านนี้ได้ต้องเป็นลูกสะใภ้จริง ๆ ของบ้านเท่านั้น
"ก็ให้มันไปสิ พ่อจะตัดบัตรเครดิตมันทุกใบ ยึดรถมันทุกคัน" ประมุขของบ้านว่าขึ้น
"คอยดูต่อไปแล้วกันมันจะเป็นยังไง แล้วเจอหน้ากันกี่นาทีถึงได้เสนอตัวอุ้มน้องไปนั่น" คุณปู่พูดขึ้นขำ ๆ พร้อมกับยิ้มมุมปากอย่างพอใจกับการเจอกันอีกครั้งในรอบ 13 ปี ของคนทั้งคู่
"แล้วทางนั้นเป็นไงล่ะ" ท่านภูษิตเอ่ยถามภรรยาถึงน้องรักที่กำลังประสบปัญหาทางธุรกิจโดนพี่ชายต่างมารดาโกงหลายร้อยล้านจนคู่ค้าฟ้องล้มละลายและยังทำเอกสารปลอมขายทรัพย์สินไปหลายรายการแม้กระทั่งบ้านที่อาศัยอยู่ทุกวัน
"ว่านให้ทนายของเราช่วยจัดการอยู่ค่ะ แต่เรื่องที่คุณพ่อเสนอเนมไม่เอาค่ะคุณพ่อ เนมบอกว่าขอล้มแล้วตั้งต้นใหม่ดีกว่าไม่อยากเห็นแก่ตัวที่จะเอาลูกมาขายกินค่ะ เนมเขาเชื่อว่าถึงเขาจะไม่มีให้ลูกในอนาคต แต่น้องขวัญเธอจะสามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายของน้องขวัญ เนมเขาเก็บไว้ให้ทุกเดือนตั้งแต่เกิดเป็นชื่อของน้องขวัญเอง บัญชีนี้ไม่มีผลกระทบค่ะแล้วน่าจะพอใช้ไปจนกว่าจะจบปริญญาตรีแล้วกว่าน้องขวัญจะจบ เนมจะพยายามสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ขึ้นมาใหม่ แต่ระหว่างนี้ต้องฝากเราดูแลน้องขวัญไปก่อนค่ะคุณพ่อ" ลูกสะใภ้เล่าให้ฟังหน้าเศร้าถึงการปฏิเสธข้อเสนอของน้องรักสามีที่คุณพ่อสามีเธอเสนอให้
"อืม... งั้นก็แล้วแต่วาสนาเถอะนะ เจ้าของขวัญของปู่ ปู่จะดูแลเจ้าเอง งั้นเอาอย่างนี้พ่อจะโอนหุ้นส่วนของพ่อแบ่งเป็น 2 ส่วนให้เจ้าศิลาครึ่งนึงน้องขวัญครึ่งนึง ส่วนสัญญาเดิมที่เคยสลักหลังกันไว้จะไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าศิลาหรือน้องขวัญจะมีครอบครัวไปเราจะทำตามสัญญานั้น ลูก ๆ จะว่ายังไง" คุณปู่ปรึกษาลูก ๆ เพราะท่านก็ห่วงเด็กสาวอยู่มากเหมือนกัน
"ก็แล้วแต่คุณพ่อเถอะครับผมไม่มีปัญหา เนมก็ถือว่าเป็นน้องรักของผมครอบครัวเราผูกพันกันมานาน ผมก็อยากช่วยมันเหมือนกันเดี๋ยวผมคิดว่าคงต้องไปหามันเร็ว ๆ นี้แหละ" ลูกชายตอบผู้เป็นพ่ออย่างจริงจัง
"หรือจะเอาอย่างนี้ดี พ่อจะคุยกับศิลาเอง" คุณปู่ปรึกษาอย่างตัดสินใจ
"ไม่ได้ค่ะคุณพ่อ เนมไม่ยอมค่ะ ว่านคุยแล้ว เนมไม่อยากให้เราบังคับศิลาค่ะทุกอย่างต้องอยู่ที่ใจไม่ใช่บังคับ เนมไม่อยากทำลายอนาคตศิลาเพื่อตัวเองค่ะแล้วอีกอย่างน้องขวัญก็เด็กมากถ้าผิดพลาดขึ้นมาลูกเราจะเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่ายนะคะแล้วเราจะมองหน้ากันไม่ได้ค่ะคุณพ่อ"
"เฮ้อ..." คุณปู่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
~~~~~~~~~~
ชั้น 2 ของบ้านร่างเล็กถูกวางลงบนที่นอนนุ่มอย่างเบามือ มือหนาเขี่ยไรผมออกจากหน้าผากมองขนตางอน ๆ ปากสีชมพูจิ้มลิ้มอย่างพิจารณา ผิวขาวอมชมพูที่บางจนเห็นเส้นเลือดชัดเจนในบางจุด มือบาง ๆ นิ้วเรียวเล็กกับนาฬิกาสีชมพูพาสเทลน่ารักดูเข้ากันกับข้อมือเล็ก ๆ นี่"13 ปี โตได้แค่นี้หรือวะ" ชายหนุ่มพึมพำเบา ๆ"เอ่อ... คุณศิลาคะ ละมัยขอถอดถุงเท้าให้คุณหนูของขวัญนิดนึงค่ะจะได้หลับสบายขึ้น" ละมัยหลานสาวหัวหน้าแม่บ้านเอ่ยขอทางเบา ๆ"ไม่เป็นไร เดี๋ยวทำเอง" ว่าพลางนั่งลงที่ปลายเตียงแล้วค่อย ๆ จับข้อเท้าเล็ก ๆ ไว้แล้วถอดถุงเท้าออกอย่างเบามือวางให้แม่บ้าน"เอ่อ... เดี๋ยวละมัยเช็ดเท้าให้คุณหนูนิดนึงค่ะ""ไม่เป็นไร เดี๋ยวทำเอง" ยื่นมือมารับผ้าแล้วบรรจงเช็ดเท้าเล็ก ๆ นั่น จนแม่บ้านละมัยมองอึ้ง ๆ เธอทำงานที่นี่มาหลายปีไม่เคยเห็นคุณชายของบ้านอยู่ในโหมดนี้มาก่อน ปกติจะปากร้ายใจร้อนโผงผางเป็นที่สุด"เอ่อ... งั้นละมัยขออนุญาตไปเตรียมอาหารเย็นนะคะคุณศิลา" ละมัยว่าพร้อมกับเกาหัว"อืม..." พยักหน้าเบา ๆ แต่ไม่ได้ละสายตาจากข้อเท้าเล็ก ๆ ในมือ"วันพระหรือเปล่าวะ ผีสำลีเข้าสิงละมั้ง" ละมัยบ่นงึมงำเดินลงมาจากชั้น 2 ไม่มอง
ชั้น 2 ของบ้าน"หม่ามี้ น้องขวัญสบายดีค่ะ นอนหลับสบายมาก...อืม...อืม ใช่ ๆ ... ใจดี น้องขวัญคิดถึงแด๊ดกับมี้ค่ะ" เสียงหวาน ๆ ปนสะอื้นพูดกับหน้าจอแท็ปเล็ต มือบาง ๆ เช็ดน้ำตาป้อย ๆ อย่างน่าสงสารเด็กน้อยไกลบ้านที่ในชีวิตไม่เคยโดนใครตะคอกเสียงดังมาก่อน"อืม... น้องขวัญโอเค อืม.... ศิลาเหรอ?" ชายหนุ่มชะงักทันทีที่กำลังจะเปิดประตูเข้าไปแต่ได้ยินชื่อตัวเอง เลยจับลูกบิดแง้มฟังยืนอยู่หน้าห้องแทน"ศิลาตัวใหญ่ ๆ จมูกโด่ง ๆ คิ้วหนา ๆ แบบคุณปู่เลยค่ะ.... อืม.... ใจดีค่ะมี้ น้องขวัญอยู่ได้ค่ะ ค่ะมี้ กู้ดไนท์นะคะมี้" เสียงหวานปนเศร้ากล่าวลาผู้เป็นแม่จากทางไกลแล้วกดปิดหน้าจอ ซึ่งทุกคำพูดทุกประโยคคนที่อยู่ด้านนอกได้ยินทุกคำ จึงตัดสินใจเคาะประตูก่อนเข้าไปก๊อก! ก๊อก! "come in"............. //.........Sila talkตอนนี้ผมยืนอยู่ที่หน้าห้องนอนของยายตัวเปี๊ยกที่ตะกี้เผลอตะคอกไป ด้วยความที่ตัวเองเคยชินกับประโยคสั้น ๆ พูด ง่าย ๆ แล้วไม่คิดว่าจะมีคนไม่เข้าใจ โดยที่ลืมไปว่าเด็กน้อยนี่เพิ่งมาไทยแล้วภาษาบ้านเกิดก็ไม่ได้จะรู้เรื่องนัก แล้วตะกี้เท่าที่ยืนฟังยายตัวเปี๊ยกนี่เอาตัวรอดได้ดีเชียว พูดให้แม่สบายใจก็เป็
"เชี้ย! ไอ้ศิลา ไปเอาเด็กที่ไหนมาวะนั่น น่ารักว่ะมาร์ค" เทนอุทานเสียงดังกับเพื่อนนั่งรออยู่ที่โต๊ะด้วยกันอย่างตื่นเต้น มองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาหากลุ่มเพื่อน"ไงครับ มาช้านะมึงแต่กูจองตั๋วแค่ครบคนนะ รอบนี้เต็มแล้วด้วยเหลือแต่ชั้นสวีทด้านหลังว่ะ" มาร์คว่าพลางมองหน้าใส ๆ ของเด็กสาวที่โดนลากมาขาสั้น ๆ ของเธอก้าวตามจนเมื่อยหน้ามุ่ย แก้มใส ๆ แดงขึ้นอย่างน่ารักน่าเอ็นดู"อืม... ก็จองสวีทดิ กูนั่งเอง" บอกเพื่อนแล้วหันไปมองหน้ายุ่ง ๆ ของคนข้าง ๆ ที่ตอนนี้ทั้งมุ่ยทั้งแดงแล้วเอื้อมมือไปลูบผมเปียฟู ๆ ให้อย่างเบามือ กลายเป็นภาพแปลกตาของกลุ่มเพื่อนเพราะปกติศิลาไม่เคยดูแลหรือเทกแคร์ใครไม่เคยใส่ใจใคร แม้แต่คู่ควงคนล่าสุดถึงจะให้รถใช้ให้คอนโดอยู่แต่ก็ไม่อ่อนโยนหรือคิดถนอมน้ำใจอีกฝ่ายเหมือนที่กำลังทำกับเด็กน้อยคนนี้"ของขวัญ นี่พี่เทน พี่มาร์ค พี่โรม ทักทายพี่เขาหน่อย" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้มด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงเจ้าของภาษากับเด็กน้อย ซึ่งเธอก็เงยหน้ายิ้มกว้างอย่างอัตโนมัติเหมือนเปลี่ยนช่องได้ทันที"สวัสดีค่ะ หนูชื่อของขวัญค่ะ" ภาษาที่ 1 ของเธอสำเนียงดีมากพร้อมกับยกมือไหว้อย่างน่ารักจนทำให้บรรดาชายหนุ่มย
ม้านั่งรอแท็กซี่ด้านข้างของห้าง เด็กสาวตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงียและแปลกที่ แล้วกระพริบตาปริบ ๆ ปรับแสงสายตาพลางสะบัดหัวอย่างมึนงงมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย แล้วก้มลงมองเสื้อตัวใหญ่ที่ตัวเองห่มอยู่จำได้ว่าเสื้อตัวนี้ศิลาใส่มาแต่ตัวเองไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้ได้ แล้วหันไปมองรอบ ๆ อีกครั้ง"อ้าว...ตื่นแล้วหรือนังหนูไม่สบายหรือเรา" เสียงชายวัยเลยกลางคนใส่เสื้อแขนสั้นสีฟ้าสดใส ผมสีดอกเลาทั้งศีรษะเอ่ยทักจากทางด้านหลัง"สวัสดีค่ะ หนูมานอนที่นี่ได้ไงคะ" เด็กสาวยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยถามด้วยภาษาไทยที่พยายามจะช้าและชัดมากที่สุด"ลุงเห็นพนักงานห้างเขาอุ้มมาน่ะ เห็นพี่สาวเราบอกว่าเราไม่สบายเลยให้ที่บ้านมารับที่นี่แล้วพี่เราไปไหนแล้วล่ะ หรือไปรอรถอีกที ปล่อยน้องได้ยังไงเนี่ย" คุณลุงใจดีชวนคุยแล้วเดินมานั่งลงข้าง ๆ"หนูไม่มีพี่สาวนะคะ หนูมากับพี่ชายชื่อศิลา หนูเพิ่งมาจากอเมริกาเมื่อวาน หนูไม่รู้จักใครค่ะ" เด็กสาวตอบไปอย่างไม่รู้สึกกลัวและพอจะเดาได้ว่าพี่สาวที่ลุงใจดีเอ่ยถึงคือผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มแกล้งเธอแน่ ๆ"อ้าว ~ แล้วจะกลับบ้านยังไงล่ะทีนี้ นี่ก็บ่ายมากแล้วด้วย โทรบอกที่บ้านมารับมั้ยหร
อาคารเคเอส กรุ๊ป สำนักงานใหญ่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและติดอันดับท็อป 3 ในภาคพื้นทวีป รถแท็กซี่คันกลางเก่ากลางใหม่วิ่งเข้ามาจอดด้านหน้าอาคารในโซนจอดรถชั่วคราว ชายเลยวัยกลางคนผมสีดอกเลาและเด็กผู้หญิงผอมบางผิวขาวหน้าราวกับตุ๊กตาลงมาจากรถด้านหน้าคนละด้าน คุณลุงผู้ใจดีจับจูงข้อมือเล็ก ๆ ของเด็กสาวเดินเข้าไปภายในอาคารอย่างคุ้นเคยและตรงไปที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้านหน้าที่มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยนั่งอยู่"สวัสดีครับ ผมมาขอพบท่านเดชาครับ" ชายขับแท็กซี่เอ่ยขึ้นอย่างสุภาพกับพนักงานต้อนรับ"คุณปกรณ์! คุณปกรณ์ใช่มั้ยคะ หนูนิตาไงคะที่เคยฝึกงานน่ะค่ะ จำหนูได้มั้ยคะ" สาวสวยพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจที่เจอคนใจดีที่เคยช่วยเหลือเธอตอนที่เธอมาฝึกงานที่เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นคุณปกรณ์เป็นผู้ช่วยของท่านเดชาที่จะติดตามท่านไปแทบทุกที่แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ลาออกไปด้วยเหตุผลที่น่าสงสารเพราะหลานสาวกำพร้าของคุณปกรณ์ป่วยด้วยโรคมะเร็งในก้านสมองไม่มีทางเยียวยาได้ คุณปกรณ์เลยขอลาออกเพื่อใช้เวลากับหลานสาวให้ได้นานที่สุด"สวัสดีครับหนูนิตาสบายดีนะครับ ผมมาขอพบท่านเดชาครับ ท่านกลับแล้วหรือยัง" คุณล
บ้านหลังเล็กท่ามกลางสวนผลไม้ของลุงปกรณ์"ยังเหมือนเดิมเลยนะปกรณ์" ท่านเดชาเอ่ยขึ้นหลังจากที่ลงจากรถ เพราะของส่วนใหญ่ของเด็กสาวที่เพิ่งเดินทางมาถึงนั้นยังไม่ได้เอาออกมาจัดคุณหญิงว่านเลยเอาเสื้อผ้าของเด็กสาวใส่ตู้เสื้อผ้าไว้เพียงไม่กี่ชุดและของใช้บางอย่างถ่ายโอนมาใส่กระเป๋าของท่านอีกใบแล้วเดินถือออกมาจากบ้าน โดยที่ไม่ให้เด็กสาวเข้าไปภายในบ้านเพราะเกรงว่าบรรดาคนรับใช้และคนสวนจะเจอเธอ จึงให้ท่านเดชากับของขวัญเดินทางมาพร้อมกับคุณปกรณ์ก่อน เพื่อจัดเตรียมอะไรอีกหลายอย่างและซื้อของใช้ให้เด็กสาวเพิ่มเติม"ครับท่าน ที่นี่ยังเหมือนเดิมครับเมื่อก่อนยังมีน้องเพลงพอได้พูดได้คุย แต่ตอนนี้ผมก็อยู่ไปเรื่อย ๆ น่ะครับ ก็ไม่รู้จะขวนขวายเพื่อใครอีก" ลุงใจดีของของขวัญเอ่ยกับอดีตเจ้านายนัยน์ตาเศร้า ๆ"ไม่ได้แล้วนะ ตอนนี้มีของขวัญของฉันแล้วต้องดูแลจนกว่าเจ้าศิลามันจะสำนึกได้ ถ้าเป็นแบบนี้อยู่ เคเอส กรุ๊ป คงได้สิ้นสุดที่มันแน่" ท่านเดชาว่าถึงหลานชายอย่างหนักใจ"ครับท่าน ผมจะดูแลคุณหนูให้ดีครับ จะว่าไปให้อยู่กับผมตลอดไปเลยก็ได้นะครับผมจะได้ไม่เหงา" คุณปกรณ์ว่ายิ้ม ๆ แล้วหันไปมองคนตัวเล็กบนโซฟาที่นั่งมองนั่นนี่
sila talkผม... แม่ง! บอกความรู้สึกไม่ได้เลยจริง ๆ แล้ววันนี้ผมก็ไม่เอะใจอะไรเลยที่พาของขวัญไปไม่รู้ว่าน้องไม่มีทั้งมือถือทั้งเงินติดตัว แต่เอาจริง ๆ ถ้าเธอพออ่านภาษาไทยได้เธอคงจะบอกชื่อหมู่บ้านแล้วบอกแท็กซี่มาส่งได้ แต่นี่ไม่ใช่ น้องอ่านภาษาไทยไม่ได้และคงไม่ได้ถามที่อยู่จากแม่ของผม แล้ววันนี้สาบานเลยผมไม่ได้นัดแมรี่มา ผมเป็นคนที่คบคนทีละคนก็จริง เปย์จริง แต่ถ้าจบแล้วคือจบ แล้วยิ่งทำตัวน่ารังเกียจผมยิ่งสะอิดสะเอียนเข้าไปใหญ่ แล้วที่ผมช็อกอีกอย่างคือ แมรี่เป็นหลานของคนที่มันโกงอาเนมไปจนอยู่ที่ประเทศไทยไม่ได้แล้วมันยังตามไปรังควานจนถึงเมกา เพราะความอยากได้กระดาษลงนามหุ้นสลักหลัง ที่ผมรู้ว่าเป็นของปู่อาจกับคุณปู่ที่มันยังอยู่ที่ไหนซักที่ แต่คุณปู่บอกว่าปู่อาจเป็นคนเก็บและมันคงเข้าใจว่าอยู่กับอาเนมแน่ ๆ ถึงได้ตามรังควานขนาดนั้น แต่ที่ผมเครียดตอนนี้คือ แม่ผมสั่งให้ไปฝึกงานที่ต่างประเทศภายในเดือนนี้นี่แหละ น้องก็ยังหาไม่เจอ คุณปู่ต้องโกรธผมจนไม่มองหน้าแน่ แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้กลับมาเพราะคณะที่ผมเรียน เรียนจริง ๆ แค่ 3 ปี ฝึกงานเทอม 1 ของปี 4 ส่วนเทอมสุดท้ายเอาไว้เก็บตกส่วนที่ต้องแก้ไขซึ่งบาง
บ้านลุงปกรณ์"ลุงกรณ์คะ คุณปู่บอกว่าศิลาจะไปต่างประเทศแล้วค่ะ" เสียงใส ๆ ของเด็กเอ่ยกับคุณลุงใจดีที่เธออาศัยอยู่ด้วย"อืม... หนูอยากไปเจอเขามั้ย" ลุงปกรณ์ถามคนตัวเล็กยิ้ม ๆ"ไปไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวศิลาเห็นเอาไว้ศิลากลับมาค่อยไปรับนะคะ" เด็กสาวว่าเสียงใสเพราะเธอเข้าใจว่าไปฝึกงานต่างประเทศแค่เทอมเดียวแล้วกลับมาเรียนต่อจนจบ เธอเลยกะว่าตอนนั้นเธอจะไปเซอร์ไพรส์ชายหนุ่มที่บ้านคุณป้าเอง"อืม... เอางั้นก็ได้แล้วนี่หนูเปิดเทอมเมื่อไหร่นะลูก""วันจันทร์หน้าค่ะ คุณป้าบอกว่าวันเสาร์จะพาไปดูหอแล้วเตรียมซื้อของเข้าไป งือ... หนูต้องคิดถึงลุงกรณ์กับดุ๊กดิ๊กแน่ ๆ เลยค่ะ" เสียงเล็กตอบพลางทำหน้าอ้อน ๆ อย่างเอ็นดู"นั่นสิ ลุงก็คงคิดถึงหนูเหมือนกันลูก เอาไงดีเราจะได้ไม่คิดถึงกัน" ลุงกรณ์ทำท่าปรึกษาหน้ายิ้ม ๆ เพราะคุยกับคุณปู่ของเด็กไว้ว่าอยากให้เด็กสาวอยู่บ้านที่นี่ด้วยเพราะไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่ไปรับส่งได้และของขวัญเองก็เป็นเด็กกลัวฟ้าร้องคุณปู่เลยไม่อยากให้ไปอยู่หอพักให้ลำบากคนอื่น"งั้น เดี๋ยวน้องขวัญขอคุณปู่อยู่กับลุงกรณ์ที่นี่ได้มั้ยคะ ใกล้โรงเรียนแล้ว
Sila part9 ปีที่ไม่ได้เห็นหน้า พอเจอเธอวันนี้เธอยังขาวใสเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลยครับ หน้าเรียว ๆ ตาโต ๆ ปากบางสีชมพูอ่อน ๆ แก้มป่อง ๆ น่าฟัด เด็ก 13 เคยเป็นยังไง เด็ก 21 ย่าง 22 ก็ยังเป็นอย่างนั้น มือบาง ๆ ข้อมือเล็ก ๆ ที่เห็นเส้นเลือดชัดเจนนี่ก็ยังเหมือนเดิม นาฬิกาที่เธอใส่ข้างซ้ายทับปานรูปหัวใจเล็ก ๆ ที่ข้อมือก็ยังใส่เหมือนเดิม ต่อให้เพื่อนผมจะแนะนำเธอว่า ของขวัญ หรือ คิตตี้ แต่สำหรับผมก็คือยายตัวเปี๊ยกที่นั่งคุยกับมดไทยเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ 9 ปีก่อนอยู่ดี คิดถึงครับ คิดถึงเสมอสมกับชื่อของเธอจริง ๆ"คิตตี้ ~ คิตตี้ ทักทายเพื่อนพี่มาร์คเค้าสิ ภาพตัดอีกหรือไงเนี่ยแก" น้ำหวานเขย่าเพื่อนพร้อมกับถามข้างหูเสียงเบาแล้วหันมายิ้มแหยให้ผู้มาใหม่ "ขอโทษด้วยนะคะคุณศิ เพื่อนหวานน่าจะช็อตฟิลด์ไปแล้วล่ะค่ะ อาจเสียมารยาทนิดนึงนะคะ ฮี่ ๆ" น้ำหวานหันมาคุยพร้อมกับยิ้มอย่างอาย ๆ"คะ...ครับ แล้วดื่มกันนานแล้วหรือครับถึงได้เมาเร็วจัง" *ไม่ได้สนใจจะมองพี่ซักหน่อยเลยนะครับยายเปี๊ยก*"พี่มาร์คพามาซักพักนึงแหละค่ะ ก็ดื่มไม่มากอะไรแต่วันนี้เราเดินเยอะไปหน่อยคิตตี้เลยน่าจะเหนื่อย"
"โหย...เห็นราคาข้าวสารอิน้ำหวานจะเป็นลม อยากแบกใส่กระสอบขึ้นเครื่องบินมาจริง ๆ เลยแม่จ๋า แพงปะล่ำปะเหลือ แพงโพดแพงโพ" น้ำหวานบ่นปอดแปดไม่ได้หยุดตั้งแต่รอขึ้นลิฟต์จนถึงอยู่ในลิฟต์ โดยไม่สนใจว่ามีผู้โดยสารท่านอื่นอยู่ด้วย (ฝรั่งเขาไม่เข้าใจภาษาเราหรอก บ่นเต็มที่ไปเลยลูก >~<)"เอาน่า...เรา 2 คนก็หุงแต่พอกินไงเหลือก็เก็บเข้าตู้เย็นแบบที่อยู่บ้านลุงกรณ์น่ะ ก็กินอย่าทิ้งไง" สาวสวยคนข้าง ๆ เอ่ยขึ้นพวกเธอน่าจะเดินกันมาไกลพอสมควรทำให้แก้มใส ๆ ของทั้ง 2 ออกสีระเรื่อขึ้นอย่างน่ารัก"ไม่รู้เขาจะให้เราจ่ายค่าไฟรึป่าวเนาะ ถ้าจ่ายนะ เรามานอนห้องเดียวกันนะหุงข้าวทำกินห้องเดียวเลยจะได้ประหยัดสิ้นเดือนเราก็หารกัน" น้ำหวานพูดขึ้นพร้อมกับวางแผนในใจ"นั่นสิ คืนนี้เราต้องถามพี่มาร์คแล้วล่ะไม่ใช่อยู่กันคนละห้องพอสิ้นเดือนค่าไฟมากกว่าเงินเดือนก็ไม่ไหวนะ" ของขวัญพูดขึ้นอย่างวิตกพอกัน ทำให้ผู้ที่ได้ยินที่ยืนอยู่ข้างหลังยกยิ้มอย่างเอ็นดูกับความประหยัดถึงขั้นงกของ 2 สาว"นี่หวาน... หวานว่าเขาจะให้เราใส่ผ้าใบในออฟฟิศมั้ย ถ้าจะให้ใส่สั้นสูงอย่างเดียวน้องขวัญไม่สู้นะ น่องโปร่งกัน
ตลอด 9 ปีที่มานี่ ตั้งแต่เขารู้ความจริงเรื่องสัญญาสลักหลังของคุณปู่กับเพื่อนรักและเหตุผลของลูกชายทั้ง 2 ครอบครัวที่ออกไปจัดตั้งบริษัทกันเอง โดยที่ครอบครัวของเนมทัตไม่ได้อะไรจาก เคเอส กรุ๊ป เลย กลับกลายเป็นเขาที่เป็นหลานชายคนเดียวของเศรษฐทรัพย์ไพศาลที่ได้รับผลประโยชน์จากหุ้นส่วนตัวของคุณปู่ที่ท่านแบ่งครึ่งหนึ่งให้ และยังให้เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานของสาขาอังกฤษ ซึ่งเป็นรองแค่สาขาใหญ่ที่ประเทศไทย ทำให้เขาได้รับทั้งปันผลและเงินเดือนประจำตำแหน่งหลายสิบล้านบาทต่อเดือน แต่สิ่งหนึ่งที่คนอื่นไม่เคยรู้คือเขาได้เปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งเป็นชื่อของ เด็กหญิงคิดถึงเสมอ ไกรสิทธิรักษ์ ก่อนที่เขาจะเดินทางมาที่ประเทศอังกฤษเมื่อ 9 ปีก่อน และโอนรายได้ของตัวเองมากกว่า 70% เข้าบัญชีนี้ไว้ทุกเดือนและยังมีทรัพย์สินบางส่วนที่เขาซื้อไว้ในโอกาสต่าง ๆ เป็นชื่อของหญิงสาวอีกหลายรายการ ซึ่งถ้าถามว่าตอนนี้เขารวยมากมั้ย ชายหนุ่มอาจตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่ารวยไม่เท่า 1 ใน 3 ของยายเปี๊ยกเจ้าของบัญชีนี่Khongkhan Partอีกฟากหนึ่งของเมือง 2 สาวกำลังสนุกกับการเดินเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ และถ่ายรูปกันอ
"ผมตั้งใจมาหาอาครับ" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นไม่อ้อมค้อมพร้อมกับวางมือถือที่มีรูปหญิงสาว 2 คนปรากฎอยู่ในเฟรมเดียวกันให้ผู้เป็นอาดู"ตลอดหลายปีมานี้ผมได้รับรูปของของขวัญเป็นผู้หญิงแว่นหนาคนนี้ (ชี้ไปที่รูปด้านซ้าย) แต่เพื่อนของผมส่งมาล่าสุดเป็นผู้หญิงคนนี้ครับ ผมเลยสับสนครับอาว่าคนไหนคือของขวัญกันแน่" ชายหนุ่มพูดขึ้นสีหน้านิ่งเรียบ"ศิลาจะถามอาเพื่ออะไรล่ะลูก ในเมื่อศิลาก็ไม่ได้อยากเจอน้องไม่ใช่หรือไง" เนมทัตถามขึ้นเสียงนิ่งพลางมองหน้าชายหนุ่มอย่างสังเกต"ผม.... แค่สับสนครับว่าที่ผ่านมาคนที่ส่งรูปให้ผมดูนี่เขาตามดูคนผิดหรือเปล่าครับอา" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับก้มหลบสายตาผู้เกิดก่อน"ถ้าคิดน้องไม่สวย ศิลาจะอยู่ที่อังกฤษมีครอบครัวไปเลยอาก็ไม่ว่านะลูก อาจะให้น้องขวัญเซ็นยินยอมให้เอง ศิลาก็ 30 แล้วอาเข้าใจ" เนมทัตเอ่ยขึ้นซึ่งมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า 2 รูปนี้คือคนเดียวกันแต่แอบแปลกใจว่าทำไมศิลาถึงดูไม่ออก"ผมไม่ได้มองแบบนั้นหรอกครับอาแต่ที่ผมเข้าใจตอนนี้คือคุณปู่กำลังเล่นตลกผมอยู่หรือเปล่า ผมมองว่าผู้หญิง 2 คนนี้คล้ายกันมากเหมือนฝาแฝดกันไม่มีผิดเพียงแต่คนละสีผิวเท่าน
อพาร์ตเมนต์หรูกลางกรุงลอนดอน2 สาวก้าวลงมาจากรถลีมูซีนสนามบินพร้อมกับอีก 1 หนุ่ม และมีพนักงานของอพาร์ตเมนต์เดินเข็นรถใส่สัมภาระมารอรับอย่างรู้หน้าที่ น้ำหวานเงยหน้าขึ้นคอตั้งบ่าอ้าปากหวอ เมื่อมองเห็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมตรงหน้าแล้วกระพริบตาปริบ ๆ หันมามองหน้าของเพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้างกันพลางเบะปาก ด้วยความคิดที่ว่าค่าเช่าต้องโหดมากเอาแน่ ๆ และเงินเดือนพวกเธอทั้ง 2 คนรวมกันคงจะไม่พอค่าเช่าแน่ถึงจะเช่าห้องเดียวก็เถอะ"พี่มาร์ค... หวานว่าเราไปหาที่ใหม่กันเถอะค่ะหรูเกิน" น้ำหวานป้องปากพูดข้างหูชายหนุ่มในขณะที่พนักงานกำลังขนของของพวกเธอขึ้นรถ [น้ำหวานเอ้ย ฝรั่งเขาฟังไทยไม่ออกไม่ต้องเบาก็ได้ลูก]"นั่นสิพี่มาร์ค น้องขวัญว่าเราไปหาอพาร์ตเมนต์อื่นเหอะ หรูขนาดนี้เงินเดือนเรา 2 คนไม่พอค่าเช่าหรอกค่ะ" ของขวัญเอ่ยสนับสนุนความคิดเพื่อน"อยู่ที่นี่แหละน่า นี่คืออพาร์ตเมนต์ในเครือของ เคเอส กรุ๊ป เราไม่ต้องเสียค่าเช่า" มาร์คพูดขึ้นยิ้ม ๆ อย่างเอ็นดู 2 สาว"โห...หรูมาก แล้วพี่มาร์คพักที่นี่มั้ยคะ" น้ำหวานหันไปถามชายหนุ่มตาแป๋ว"ครับ พี่ก็พักที่นี่แหละ" มาร
4 ทุ่ม @ Ro me barสาวสวยเซ็กซี่ในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงเหนือเข่าขึ้นมาเกือบคืบด้านหลังเปลือยโชว์ผิวขาวเนียนจนถึงเอว ก้าวลงมาจากรถสปอร์ตคันสวยสีมะนาวพร้อมกับเพื่อนสาวที่มาในชุดเกาะอกรัดรูปสีดำที่ดูสวยไม่แพ้กัน"ว้าว ~ วันนี้น้องสาวทั้ง 2 ของเฮียเทนสวยมากครับ งานนี้เฮียต้องควง 2 แล้ว" เทนโยนก้นบุหรี่ลงพื้นพร้อมกับใช้ร้องเท้าขยี้ดับเอ่ยกับ 2 สาวสวยอย่างอารมณ์ดี"ต้องสวยสิคะ นี่ใคร (พูดพร้อมกับชี้นิ้วเข้าหาตัวเองแล้วยิ้มหวาน) น้องสาวคนสวยของ 3 เฮียเลยนะคะ" ของขวัญพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี"เห็นไอ้มาร์คมันบอกจะมารับไปฝึกงานที่โน่นกัน พวกเฮียคงคิดถึงเด็กดื้อ ๆ แถวนี้แน่ ๆ" โรมเดินเข้ามาทักยิ้ม ๆ พร้อมกับยกมือขึ้นยีผมน้ำหวานที่อยู่ยืนข้างกันอย่างมันเขี้ยว"โอ๊ย~~ พี่โรมน่ะ นี่หวานกะจะมาอ่อยหนุ่มไทยทิ้งทวนเลยนะ หัวยุ่งหมดเลยเนี่ย" น้ำหวานปัดมือชายหนุ่มพร้อมกับพูดขึ้นหน้าบึ้ง ๆ"อ่อยแล้วไม่กินวะ เจ้าหวานเห็นเมาแล้วเรี่ยราดตลอดแหละเอ็งน่ะ" โรมว่าขึ้นขำ ๆ"ชิ... ต้องพูดเลย เจอตอนเมาได้เศร้าตอนส่างน่ะสิ หวานไม่เอาหรอกอนาคตหวานยังอีกยาวไกล ถ้าไม่ตายวันพ
เคเอส กรุ๊ป สาขาประเทศอังกฤษร่างสูงโปร่งในชุดสูทแบรนด์ดังเดินเข้ามาในออฟฟิศพร้อมกับผู้ช่วยที่เป็นเพื่อนสนิทตามปกติ ทั้ง 2 มักทำตัวติดกันเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่เริ่มเข้ามาฝึกงานใหม่ ๆ ไปเรียนด้วยกันและทำงานด้วยกันเป็นที่ปรึกษาให้กันและกันจนมีพนักงานภายในบริษัทแอบนินทาว่าทั้งคู่อาจมีซัมซิงกันเพราะต่างก็ไม่เคยเห็นใครคนใดคนหนึ่งควงคู่หญิงสาว มีเพียงข่าวลือบาง ๆ ว่าบอสใหญ่อย่างศิลามีภรรยาเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วซึ่งเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธกับข่าวนั้น"คุณปู่บอกว่าปีนี้จะส่งนักศึกษาทุนมาฝึกงานที่นี่ 2 คน" มาร์คเอ่ยขึ้นทันทีที่เข้ามาในห้องท่านประธานและประตูปิดลง"ถ้ามามึงก็ดูแลไปสิ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นทันทีพร้อมกับเปิดแล็บท็อปของตัวเองขึ้น"ฝึกตำแหน่งเลขาผู้ช่วยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ" มาร์คพูดขึ้นอีกประโยค"แล้วไง? มึงจะรายงานกูทำไม ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ของมึงต้องดูแลไม่ใช่กู" เงยขึ้นสบตาคมลึกกับเพื่อนพร้อมกับเม้มปากแน่นอย่างใช้ความคิดเพราะปกติคุณปู่เขาจะไม่ส่งเด็กฝึกงานมาฝึกที่สาขานี้แต่ทำไมปีนี้กลับส่งมา "ปกติสาขานี้ไม่รับเด็กฝึกงานคุณปู่คิดยังไงวะถ
ตลอดหลายปีที่ศิลาไม่ได้กลับมาเมืองไทย ชายหนุ่มมุ่งมั่นเรียนจนจบระดับปริญญาเอกด้วยวัยเพียง 27 และจริงจังกับการทำงานจนได้รับความไว้วางใจจากฝ่ายบริหารและคุณปู่ทำให้ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานใหญ่ของสาขาอังกฤษ ภาพของเด็กสาวถูกส่งให้ชายหนุ่มในทุก ๆ เดือน เดือนละหลาย ๆ ครั้ง ตั้งแต่วัยมัธยมต้นจนเข้าสู่มหาวิทยาลัย จากฝีมือของคนที่เขาจ้างให้ติดตามหญิงสาวโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือรูปถ่ายที่ผู้ติดตามส่งไปให้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นการจัดฉากของของขวัญที่เธอจับได้เมื่อหลายปีก่อนว่ามีคนแอบตามถ่ายรูปเธอเพื่อส่งให้ชายหนุ่มที่อังกฤษดู เธอจึงวางแผนแกล้งชายหนุ่มเมื่อตอนที่ตัวเองขึ้นมหาลัยด้วยความร่วมมือของคุณปู่คุณป้าและช่างภาพที่ตามถ่ายรูปและดูแลหญิงสาวที่ศิลาจ้างมาโดยเฉพาะ และทุกครั้งที่ต้องถ่ายรูปส่งไปให้ลูกชายคุณป้าดู เธอจะใส่แว่นตาหนาเตอะและแต่งหน้าเข้มกว่าสีผิวจริงเธอถึง 3 เฉดและเสื้อใส่ตัวโคร่งเสมอ"ทำไมต้องแต่งหน้าเข้มใส่แว่นหนาเตอะขนาดนั้นล่ะลูก" คุณป้าเอ่ยอย่างขำ ๆ"ก็แค่แกล้งศิลาเล่นค่ะคุณป้า อยากดูคนสวยต้องมาดูที่ไทย อยู่อังกฤษก็ดูป้าแว่นไปเลย ฮ่า ๆๆ" สาวสวยพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
ฟากหนึ่งของโลกชายรูปร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ของเมืองหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์เพื่อตามหา 2 สามีภรรยาคู่หนึ่งที่เขาอยากพบมากที่สุด จนได้รู้ว่าคนทั้งคู่ได้มาเช่าอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ นี่อยู่หลังจากที่เจ้าของใหม่ของบ้านฟ้องขับไล่ออกมา"อาเนมครับ" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นทันทีที่ประตูหน้าห้องเปิดออกพร้อมใบหน้าชายวัยกลางคนที่สวมแว่นตาค่อนข้างหนาสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ และมองเขาอย่างระแวดระวัง"คุณเป็นใคร" เนมหรือเนมทัตเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตรนัก"ผม ศิลาครับอา ลูกพ่อภูษิตกับแม่วรรณารีครับ" ชายหนุ่มแนะนำตัว"ศิลา? (ว่าพร้อมกับมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า) เข้ามาก่อนสิลูก" พูดพร้อมกับเปิดประตูให้แล้วเดินนำไปที่โซฟาเล็ก ๆ มุมห้อง"อาครับผมอยากให้อารับนี่ไว้ครับ" ชายหนุ่มไม่เสียเวลาล้วงกระเป๋ากางเกงเอากุญแจดอกเล็กขึ้นมาวางบนโต๊ะให้น้องรักของพ่อทันที"นี่มันกุญแจบ้านหลังนั้นนี่" เนมทัตเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นพร้อมกับมองหน้าชายหนุ่ม"ครับอา ผมให้ทนายที่บริษัทของคุณปู่ทำเรื่องซื้อคืนมาแล้วครับ บ้านหลังนั้นเป็นของอาแต