เลเน่ Talk “ทำไมพี่โลคายังไม่กลับมาอีกนะ” ฉันนั่งมองตัวเลขของลิฟต์ที่ไม่มีท่าทีว่าจะขึ้นมายังชั้นที่ฉันอยู่เลย ในตอนแรกฉันนั่งรอพี่โลคาในห้องตัวเองนั่นแหละ แต่พอห้าทุ่มเป็นช่วงเวลาที่พี่โลคาบอกว่าเลิกงานฉันก็เลยมานั่งดักรอที่โซฟาหน้าลิฟต์แทน รอจนตอนนี้เป็นเวลาตีหนึ่ง ตาฉันจะปิดอยู่แล้วก็ยังไม่เห็นพี่โลคาเลย “หาวว ง่วงชะมัด” ฉันพยายามต่อสู้กับหนังตาอันหนักอึ้งที่มันพยายามจะปิดลงมาให้ได้ ฉันจึงตัดสินใจส่งข้อความไปหาพี่โลคาอีกรอบ แต่ผ่านไปหลายนาทีแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ได้เปิดอ่านหรือตอบกลับมาเลย จนกระทั่งฉันเผลอนั่งหลับไปอย่างไม่รู้ตัวเวลา 06.30 น. “อือ” ฉันรู้สึกตัวเล็กน้อยเมื่อแสงแดดร้อน ๆ ส่องมาที่ผิวของตัวเอง ฉันขยับตัวกลิ้งไปอีกทางเพื่อหวังจะหลบแสงแดดที่สาดส่องเข้ามา และก็กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราต่อ แต่ว่า “เห้ย!!!” ฉันเด้งตัวลืมตาด้วยความตกใจ เมื่อนึกได้ว่าตัวเองกำลังนอนหลับอยู่หน้าลิฟต์ แต่พอสายตาเริ่มโฟกัสได้ก็ต้องเป็นงงเมื่อเห็นว่าตอนนี้ฉันอยู่ในห้องนอนของตัวเอง “นี่ฉันละเมอจนเดินมานอนที่ห้องตัวเองเลยเหรอวะ ตาย ๆ กี
“เอ๊ะ!” พอฉันใช้มือไปโบกตรงเซนเซอร์ให้ฝาถังขยะมันเปิดออก กลับเห็นเพียงแต่ถุงดำที่ว่างเปล่าไม่มีเศษอาหารใด ๆ อยู่เลย จานชามต่าง ๆ ก็ถูกล้างเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ฉันจึงวิ่งไปเปิดตู้เย็นดูก็เห็นว่าเค้กยังอยู่ดี “อย่าบอกนะว่าท้องโป่ง ๆ ของพี่โลคาที่ฉันเห็นเป็นเพราะ...คิก ๆ” ฉันยกมือขึ้นปิดปากขำ โธ่กินไปเองก็ไม่พูด เอาแต่เก๊กอยู่ได้ “แบบนี้ต้องพิสูจน์” ฉันจัดการวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัว แปรงฟันให้เรียบร้อย ภายในเวลาไม่ถึงสามสิบนาที พอทุกอย่างเสร็จก็รีบวิ่งมาที่ห้องครัวอีกรอบ จัดการยกกล่องเค้กออกมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ครัว แล้วรีบยกถือเดินไปหาห้องข้าง ๆอ้อด “ขออนุญาตนะคะ” ใช้เวลาไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดประตูพร้อมกับทำหน้าทำตาประมาณว่ามีอะไรอีก ฉันเลยใช้โอกาสนี้และความตัวเล็กของตัวเองให้เป็นประโยชน์ด้วยการมุดเข้าห้องมาเลย “นี่คุณ! ออกไป” พี่โลคารีบปิดประตูไว้ดังเดิมแล้ววิ่งมาหาฉันที่ห้องครัว “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ย้อนหลังคะพี่โลคา” ฉันไม่สนใจคำพูดก่อนหน้านี้ของพี่เขา แล้วเอ่ยคำใหม่ออกไปเพื่อแสดงความยินดีแทน และดูเหมือนว่าพี่โลคาจะดูตกใจเล็กน้อยเมื่
เพียะ!สิ้นคำพูดของพี่โลคาฉันก็สะบัดมือเข้าไปตบหน้าพี่เขาอย่างแรง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง ไม่คิดว่าพี่โลคาจะมองฉันแบบนี้ ไม่คิดเลยจริง ๆ จากนั้นฉันก็หันไปหยิบกล่องของขวัญเล็ก ๆ ที่เตรียมเอาไว้ขึ้นมาปาใส่ไปที่พี่โลคาอย่างโมโหอีกครั้ง แล้วก็วิ่งชนไหล่พี่โลคาไปที่ประตูห้อง ฉันไม่สนใจว่าพี่โลคาจะทำหน้าอย่างไร ฉันแค่อยากออกไปจากตรงนี้ก่อน“เลเน่ เดี๋ยว!” พี่โลคาตะโกนเรียกชื่อฉัน แต่ฉันไม่สนใจแล้ว ตอนนี้ฉันอยากเข้าไปหลบที่ไหนสักที่ ที่ไม่ใช่ตรงนี้ปัก!“ว้าย! คุณป้าคะ” เสียงร้องดังขึ้นเมื่อฉันเผลอเปิดประตูห้องแล้วชนเข้ากับใครบางคน ฉันได้แต่ก้มหัวขอโทษแทน และไม่ได้สนใจว่าคนที่ฉันชนคือใคร น้ำตามันทำให้ฉันมองไม่ชัด“ขอโทษค่ะ” ฉันก้มหัวเร็ว ๆ แล้วรีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ ฉันวิ่งไปตามทางบันไดหนีไฟอย่างไร้จุดหมายด้วยเท้าเปล่า จนมาโผล่ที่ด้านหลังของคอนโดนั่นจึงทำให้ฉันหยุดวิ่ง เหตุเพราะฝนที่กำลังกระหน่ำตกลงมาฉันจึงเลี่ยงเดินไปตรงม้านั่งที่ฝนไม่สามารถสาดกระเด็นเข้ามาได้แทน จากนั้นก็ก้มหน้าฟุบลงกับโต๊ะร้องไห้อย่างเสียใจ“ฮือ ๆ”โลคา Talk“หมายความว่ายังไงคา! ทำไมเด็กนั่นถึงวิ่งออกมาจาก
เลเน่ Talk“แกโอเคนะ” ฉันพยักหน้าตอบยัยพิ้ง แล้วยกแก้วที่มีนมร้อนขึ้นดื่มเพื่อดับความหนาวเหน็บภายในร่างกาย ไม่น่าไปนั่งให้ฝนสาดกระเด็นเล่นใส่ตัวเลย เริ่มรู้สึกไม่สบายแล้วละสิถ้าถามว่าฉันมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ยังไง ถ้าต้องเล่าย้อนก็คงเป็นตอนที่ฉันนอนฟุบอยู่แล้วก็มีมือใครไม่รู้มาแตะที่หัวไหล่ของฉัน ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นพี่โลคา แต่พอเงยหน้าขึ้นมองกลับเป็นยัยพิ้งแทน ฉันงงมากที่เห็นมันอยู่ที่คอนโดนั่น แต่พอถามไปถามมาก็ได้ข้อสรุปว่ามันเอาของมาให้เพื่อนของแม่เฉย ๆนั่นจึงทำให้ฉันขอไปนอนกับมัน แล้วก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบให้มันฟัง เพื่ออยากจะระบายความอึดอัดที่อยู่ภายในใจออกมาพี่โลคาทำเหมือนว่าชอบฉัน แต่ในขณะเดียวกันพี่เขาก็แสดงอีกด้านออกมา ด้านที่ไว้ใช้ดูถูกฉัน“เรื่องพี่โลคาฉันว่าพี่เขาต้องมีใจให้แกแน่ ๆ เชื่อดิ” ยัยพิ้งเดินขึ้นมานั่งบนเตียงข้าง ๆ ฉันด้วยชุดนอนลายสตรอว์เบอร์รี ที่บ่งบอกถึงตัวตนคนสวมใส่ได้ตรงมาก“ฉันว่า ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ” ฉันตอบนางออกไปพลางถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ฉันไม่น่าไปรักคนผิดเลย แอบรักใครไม่รัก ดันไปแอบรักคนที่เขาไม่สนใจเราเนี่ย เจ็บชะมัด“ก็ฉันฟังจากที่แกเล
“ไม่ต้องเรียกชื่อเพื่อนเลย ถ้าพิ้งไม่บอกพี่เน่ก็ไม่คิดจะตอบพี่เลยใช่ไหมครับ?” นอกจากฉันจะต้องมาตกอกตกใจกับการมานอนที่นี่แล้ว ยังต้องมาตกใจกับคำพูดของพี่โลที่เปลี่ยนไปอีกด้วย เกิดอะไรขึ้นเนี่ย“อย่าเข้ามานะ!” ฉันรีบขยับตัวหนี พลางชี้หน้าพี่โลคาที่กำลังขยับตัวเข้ามาหาฉันที่กำลังนั่งอยู่ขอบเตียง แต่ดูเหมือนคนตรงหน้าจะไม่ฟังคำพูดของฉันเลย เพราะพี่เขาเอาแต่ขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนฉันจะตกเตียงอยู่แล้ว“อย่าชี้หน้าผู้ใหญ่ พี่ไม่ชอบ” ฉันเกิดอาการตัวแข็งเมื่อคนตรงหน้าจับเข้าที่มือฉัน จากนั้นสิ่งที่พี่เขาทำต่อก็เล่นเอาฉันทำตัวไม่ถูกพูดไม่ออก ก็คือการที่พี่เขามาพลิกมือฉันแล้วประทับจูบลงที่หลังมืออย่างแผ่วเบา“พะ...พี่ทำบ้าอะไร!” ฉันรีบชักมือออกมาอย่างไว ส่วนพี่โลคากลับมองฉันด้วยรอยยิ้มที่ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อน ส่งผลให้ใจของฉันเต้นแรงมากที่สุดในชีวิต แรงจนฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นตึกตักอยู่“ดังไปแล้ว” ฉันทำหน้างงมองพี่โลคาที่อยู่ดี ๆ ก็พูดอะไรไม่รู้ขึ้นมา อะไรคือดังไปแล้ว ฉันยังไม่ได้เอ่ยพูดอะไรเลยนะ“อะ...อะไรดังคะ?”“ตรงนั้นของเน่มันส่งเสียงดังจนพี่ได้ยิน” พี่โลคาชี้นิ้วมาท
“ไม่พูดซ้ำ” หน้าของพี่โลคากำลังแดง นะ...นี่พี่เขากำลังเขินอยู่งั้นเหรอ กรี๊ด!น่ารักชะมัด! เห็นแล้วขอเอาคืนหน่อยเถอะ ถึงแม้ว่าในใจอยากจะตะโกนออกไปเหลือเกินว่า คบค่ะ!“เน่ได้ยินไม่ชัดนี่นา” ฉันแกล้งตีหน้าเศร้าแทน และแล้วเราสองคนก็เงียบ เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น จะเป็นเสียงของใครไปไม่ได้นอกจากคนตรงหน้าฉัน หน้าแดงไม่พอยังใจเต้นแรงจนฉันได้ยินอีก นี่พี่เขาจะทำให้ฉันพลอยเขินไปด้วยนะเนี่ย ฮึบไว้ยัยเน่!“คบ...กันนะ” พี่โลคาพูดแบบเว้นช่วงเพื่อทำใจไม่ให้ตื่นเต้น“พูดจริงเหรอคะ หรือจะแกล้งเน่กันแน่” ฉันมองพี่โลคาอย่างชั่งใจ เอาจริงก็รู้แหละว่าพี่เขาพูดจริง แต่อยากจะแกล้งนิดหน่อย ก่อนหน้านี้พี่เขาแกล้งฉันไว้เยอะจะตาย“พี่พูดจริง ถ้าเน่ไม่เชื่อ...” พี่โลคาจับที่ข้อมือของฉันแล้วเลื่อนมือฉันให้ไปแนบอยู่ที่หน้าอกของพี่เขา เพื่อให้ฉันได้สัมผัสและรับรู้ว่าหัวใจของพี่โลคามันเต้นแรงแค่ไหน ขนาดแค่ได้ยินฉันยังพลอยใจเต้นแรงไปด้วย แต่ได้มาสัมผัสและได้ยินไปด้วยเล่นเอาฉันนอนนิ่งหน้าแดงทำตัวไม่ถูกเลย“พอแล้ว...เน่เชื่อแล้วค่ะ” ฉันดึงแขนตัวเองกลับมาแต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อโดนพี่โลคาจับให้แนบไว้อยู่อย่างนั้นไม่ปล่อย
“อย่าลูบเล่นแบบนั้นสิ” พี่โลคาเขี่ยปลายยอดปทุมถันของฉันเล่นไม่พอ ลิ้นก็แตะลงตวัดเลียเล่นอีกข้างไปด้วย เหมือนกับเด็กทารกที่กำลังกินนมแม่มืออีกข้างก็เล่นไปขณะที่กินอยู่“ลูกชายพี่มันอยากคุยด้วย” ฉันนอนงงกับคำของพี่โลคา ลูกชาย? พี่เขาไปมีลูกตั้งแต่ตอนไหน แต่ก็งงได้ไม่นานเมื่อพี่เขาขยับลุกขึ้นมาคร่อมหน้าอกฉัน จนเจ้าแก่นกายใหญ่มันมาจ่ออยู่ที่ปากของฉันฉันได้แต่มองมันอย่างตกอกตกใจ ไม่คิดว่าของผู้ชายจะเป็นแบบนี้ มะ...มันทั้งใหญ่แล้วรูปร่างมันก็...“คุยกับลูกพี่หน่อย...นะครับ” ฉันเข้าใจความหมายที่พี่เขาต้องการสื่อ ฉันเบี่ยงหน้าไปทางอื่นด้วยความเขิน“ทำไม่เป็น” ฉันพูดเบา ๆ ด้วยความอับอาย แต่โดนคนตรงหน้าจับให้หันมาดังเดิมอย่างเลี่ยงไม่ได้“อ้าปากสิ” ฉันนอนชั่งใจสักพัก แต่สุดท้ายก็อ้าปากให้อย่างว่าง่ายแทน เพราะฉันเองก็อยากลองมอบความสุขให้พี่เขาเหมือนกัน“อือ” เสียงพี่โลคาครางในลำคอเมื่อเขาดันเจ้าลูกชายเข้ามาในโพรงปากของฉัน ลิ้นของฉันมันวนไปทั่วแก่นกายเนื่องจากฉันไม่รู้ว่าจะเอาลิ้นตัวเองไปอยู่ตรงไหน แต่มันกลับทำให้หน้าที่โลคาเคลิ้มแทน ฉันเลยคิดว่าถ้าใช้ลิ้นเล่นกับมันน่าจะทำให้พี่โลคาฟินกว่านี้ได้
มหาวิทยาลัยอาร์เธอร์ “ยิ้มหน้าบานมาเชียวน้า” ยัยพิ้งเอ่ยทักฉันเมื่อเห็นว่าฉันเดินยิ้มเข้ามาในห้องเรียน “ยิ้มตามประสาคนมีแฟน” ฉันเดินไปหย่อนตัวนั่งข้าง ๆ มันแล้วก็ยักไหล่ไปมาใส่มันไป ให้ยัยพิ้งได้มั่นไส้ฉันเล่น “มีแฟน?” ลืมไปเลยแฮะว่ามันยังไม่รู้เรื่องฉันกับพี่โลคา เอาเป็นว่าคนทั้งมหา’ลัยยังไม่มีใครรู้ว่าเราสองคนกำลังคบกัน เพราะงั้นเช้านี้ถึงได้ไม่ชุลมุลอะไรกันมากเท่าไหร่ ถ้าข่าวแพร่ออกไปว่าฉันคบกับหนุ่มฮอตลูกอธิการบดีอยู่ละก็มีหวังมหา’ลัยได้จับกลุ่มแบนฉันแน่ ๆ ฉันเลยขอให้พี่โลคาเก็บเรื่องของเราเงียบไปก่อน “พี่โลคาขอฉันคบแล้ว!” ฉันหันมองซ้ายขวาก็เห็นว่าช่วงเช้าคนที่นั่งอยู่ในห้องจึงมีเพียงแค่ไม่กี่คน ฉันเลยขยับตัวเข้าไปกระซิบกระซาบกับยัยพิ้ง “กรี๊ด! นี่แกคบกับ...” ยัยพิ้งพูดขึ้นเสียงดังมาก จนคนในห้องเรียนต่างพากันหันหลังมามองพวกฉันสองคน และก่อนที่มันจะพูดชื่อต้องห้ามออกมาฉันเลยจัดการใช้มือปิดปากมันแบบทันฉิวเฉียด “เบาสิวะ! แกอยากให้ฉันโดนรุมตบตายหรือไง” ยัยพิ้งหันไปมองเพื่อน ๆ ในห้องแล้วนางก็ก้มหัวเป็นเชิงขอโทษไป
“พี่หิวไหมคะ เดี๋ยวเน่จะได้ไปจัดโต๊ะให้” ฉันเดินเข้าช่วยพี่โลคาถอดเสื้อนอกออก จากนั้นก็ถือเสื้อนอกไว้ในมือตัวเอง พลางถามคนตรงหน้าที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานเหนื่อย ๆพี่โลคาตอนนี้ขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของโรงพยาบาลแทนแม่พี่เขาแล้ว พ่วงด้วยดูแลมหา’ลัยแยกอีก แต่ดีที่การดูแลมหา’ลัยไม่ได้ลำบากมากนัก เพราะการเป็นอธิการบดีไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูแลทุกวันเหมือนกับโรงพยาบาล จึงไม่ใช่งานหนักอะไรพี่โลคาของฉันไม่ได้จบปริญาโทเท่านั้น แต่พี่โลคาใฝ่เรียนจนจบเด็กเตอร์เหมือนกับพ่อแม่ของตัวเองได้ในอายุที่ยังน้อย ส่วนฉันจบตรีได้ก็ถือว่าบุญมากแล้ว T^T“ครับ มานี่ก่อนเร็ว” ฉันเดินเข้าไปหาพี่โลคาด้วยสีหน้ายิ้ม ทุกครั้งที่พี่เขากลับมักจะอ้อนแบบนี้ตลอด ฉันรู้ดีว่าพี่เขาจะทำอะไร เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาพี่เขาก็มักจะทำแบบนี้เสมอเวลาที่กลับมาบ้านหรือว่าจะออกไปทำงานฟอด~ “หายเหนื่อยเลยครับ” ปากหวานตลอด ฉันไม่อยากจะบอกเลยว่ายิ่งอยู่กับพี่โลคานานขึ้นพี่โลคาก็มักจะทำอะไรที่ฉันไม่คาดคิดมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะชอบชมฉัน ชอบเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่เป็นวันเกิดหรือวันครบรอบ เอาเป็นว่าพี่เขาโรแมนติกมากขึ้นเรื่อย ๆ เ
“รับผิดชอบยัยหนูด้วยการหมั้นไงละครับ” หมั้นอย่างนั้นเหรอ! “หา! หมะ...หมั้นเหรอคะ!” ฉันมองแม่พี่โลคากับพี่โลคาสลับกันไปมาด้วยความตกใจ “เรียนจบเมื่อไหร่แม่สัญญาว่าจะรีบจัดงานแต่งงานให้ไวที่สุดเลย เพราะงั้นหนูเลเน่รีบเรียนให้จบไว ๆ นะลูก ส่วนเรื่องมหา’ลัยถ้าหนูอยากกลับมาเรียนที่เดิมก็ไม่เป็นปัญหา แม่จะไปคุยกับพ่อพี่เขาให้เอง” เรื่องหมั้นฉันยังตกใจไม่หาย นี่มาเรื่องเรียนจบแล้วแต่งงานอีก ให้ตายเถอะ “เอ่อ...คือว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ หนูคงต้องขอคุยกับแม่ก่อนค่ะ” ฉันพูดออกไปด้วยความนอบน้อม เรื่องหมั้นเรื่องแต่งงานมันเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก แถมวันนี้แม่ฉันก็ไม่ได้มานั่งฟังด้วย เพราะงั้นฉันต้องไปเล่าให้แม่ฟังก่อน “เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเลย เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับพราวเองจ้ะ” ฉันยิ้มให้แม่พี่โลคา แต่ภายในใจก็รู้สึกกังวลกลัวว่าแม่ฉันจะไม่ยอม เอาจริงแล้วฉันดีใจมากที่จะได้หมั้นกับพี่โลคา แต่แค่กลัวว่าที่พี่เขาทำแบบนี้มันจะเป็นเพราะโดนบังคับให้ทำหรือเปล่า พี่เขาเต็มใจใช่ไหม...เวลา 13.23 น. “พี่โลคาแน่ใจแล้วเหรอคะว่าอยากจะหมั้นกับเน่จริ
ผลั๊ก! เสียงกระชากเปิดประตูของฉันดังขึ้น เรียกความสนใจให้สองแม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงโซฟาต่างหันมามองที่ฉันเป็นทางเดียว ฉันพยายามใช้มือลูบผมที่กำลังยุ่งให้ดูเรียบร้อยขึ้นแล้วเดินไปยกมือไหว้แม่พี่โลคาด้วยท่าทางเกร็ง แม่พี่โลคาเองก็พยักหน้ารับไหว้ฉันเหมือนกัน “หนะ...หนูอธิบายได้นะคะ ท่านกำลังเข้าใจผิด” ฉันพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก รีบเดินไปทางแม่พี่โลคาเพื่อจะอธิบายเรื่องนี้ไปในทางที่ดี แม้ฉันจะต้องโกหกท่านก็เถอะ แต่เพื่ออนาคตพี่เขาแล้วฉันจะทำตัวน่าสงสัยแบบนี้ไม่ได้ “ไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น เห็นเต็มสองตาขนาดนี้ยังจะแก้ตัวอะไรได้อีก” แม่พี่โลคาพูดในขณะที่สายตายังคงจ้องหน้าลูกชายตัวเองด้วยความโมโห “ท่านคะ! เป็นความผิดหนูเองค่ะ คือ...คือหนูอะ...อ่อยพี่เขาค่ะ! หนูสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก” ฉันวิ่งเข้าไปนั่งกอดขาแม่พี่โลคาพลางพูดรัวพูดมั่วไปหมด คิดอะไรได้ก็พูดเพื่อให้พี่โลคาไม่ซวย “ยัยหนู!/หนูเลเน่!” ฉันมองทั้งสองคนด้วยความงุนงง เนื่องจากทั้งสองต่างพากันเข้ามาจับฉันให้ยืนขึ้น “เลเน่ ทำไมหนูทำแบบนี้ละลูก” ฉันมึนเ
“อ๊า” ฉันนอนหอบหายใจเมื่อตัวเองได้ปลดปล่อยบางอย่างออกมา ฉันรู้สึกโล่งตัวอย่างบอกไม่ถูก แต่เพียงแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะตอนนี้ฉันกำลังจะกลับมาเกร็งอีกรอบเมื่อเห็นว่าพี่โลคาขยับตัวลงมานั่งติดกับส่วนนั้นของฉัน “พะ...พี่โลคา” ฉันพูดด้วยเสียงหอบหมายจะห้ามพี่เขา แต่ทำไมเหมือนกับว่าตรงส่วนนั้นมันขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมได้ล่ะ แถมมัยยังกระตุกขยับไปมาเล็กน้อยอีกด้วย “รู้ตัวไหมเวลาที่ยัยหนูนอนพูดด้วยสีหน้าแบบนั้นมันทำให้พี่มีอารมณ์มากขึ้นแค่ไหน” พี่โลคาชักรูดส่วนนั้นของตัวเองพลางมองหน้าฉันไปด้วย ไม่นานพี่โลคาก็ใช้แขนมาค้ำยันลงที่ข้างหูฉัน อีกมือก็จัดการจับเจ้าส่วนนั้นของพี่โลคามาถูที่น้องสาวสุดหวงของฉันไปด้วย “อือ ดะ...เดี๋ยวสิคะ” แม้ฉันจะร้องห้ามแต่ขาทั้งสองข้างของตัวเองกลับขยับออกห่างเองโดยอัตโนมัติ เพื่อให้สิ่งนั้นถูไถได้ง่ายขึ้น “ชอบเหรอครับ” พี่โลคายิ้มมุมปาก พลางก้มหน้าจ้องมองฉันที่กำลังใช้มือปิดปากตัวเองไว้เพราะไม่อยากส่งเสียงน่าเกลียดออกมา แต่ภายในใจจริง ๆ ก็กำลังก่นด่าตัวเองด้วยที่ดันไปขยับขาออกเพื่อรับสัมผัสอย่างน่าอับอาย “ส
“ปล่อย” ฉันพูดด้วยเสียงนิ่งและจริงจังเพื่อให้อีกคนรับรู้ว่าฉันไม่ได้พูดเล่น ส่วนพี่โลคานางก็เลิกยุกยิกกับฉันเลยเมื่อเห็นว่าฉันเริ่มจะไม่มีท่าทีเล่นแล้ว “ยัยหนู...” พี่โลคากอดเอวฉันจากทางด้านหลังไว้หลวม ๆ พลางเกยคางไว้บนไหล่ของฉัน จากนั้นนางก็เริ่มเรียกฉันแบบที่ชอบเรียกด้วยเสียงอ้อน “ออกไป เน่ขอร้อง” เสียงของฉันเริ่มจะสั่นเครือแล้ว ความรู้สึกของฉันมันเริ่มจะไม่เชื่อฟังตัวฉันซะแล้ว ยอมรับเลยว่าวันนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก แต่มันเป็นความสุขที่ฉันจะต้องเก็บเอาไว้ภายใต้จิตใจของฉัน ฉันพยายามแสดงออกให้พี่เขาเห็นมากที่สุดว่าฉันไม่ต้องการกลับไปยุ่งกับพี่เขาแล้ว “อย่าไล่พี่ ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” ฉันจุกกับคำพูดของพี่เขาจนตัวเองนั่งนิ่งเงียบไป ไม่รักงั้นเหรอ เหอะ! ถ้าฉันไม่รักพี่เขาฉันก็คงไม่ยอมให้ตัวเองมาทรมานแบบนี้หรอก “…” พี่โลคาจับฉันให้นั่งหมุนตัวหันไปตรงหน้าพี่เขา เราสองคนต่างมองตากันด้วยความรู้สึกที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าอีกคนคิดอย่างไรกับเรา ใบหน้าพี่เขาเริ่มเลื่อนเข้ามาใกล้ฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ “คิดถึง” พี่
กลับไปก็ต้องรีบไปทำควิซอีก เพื่อเก็บคะแนนตรงนี้ให้เป็นคะแนนช่วยเวลาที่คะแนนสอบออกมาได้ไม่ดีอะไรแบบนี้ วิชานี้เป็นวิชาที่ยากมากพอสมควรเลยคอนโดเลเน่ พอฉันเปิดประตูเข้าไป จมูกก็ได้กลิ่นหอมออกมาจากทางห้องครัว ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าใครเข้ามาในห้องของฉันถ้าไม่ใช่พี่โลคา ส่วนที่นางเข้ามาได้อย่างไรอันนี้ฉันคงไม่ต้องไปคิดให้ปวดหัว คงจะใช้อำนาจอีกนั่นแหละ “กลับมาแล้วเหรอครับ หิวไหม?” พี่โลคาหันกลับมามองฉันที่เดินตามกลิ่นหอมยั่วยวนนี้เข้ามาในห้องครัว ฉันแอบตกใจและแปลกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นพี่โลคาในมุมที่ใส่ชุดแบบนี้ พี่เขาสวมผ้ากันเปื้อนลายกระต่ายสีชมพูของฉันอยู่นะสิ อยากขำนะแต่ต้องเก๊กหน้านิ่งเอาไว้ก่อน “ใครอนุญาตให้พี่เข้ามาทำอาหารในนี้กันคะ” ฉันยืนกอดอกพูดกับพี่เขาด้วยน้ำเสียงเข้มแบบที่พี่เขาเคยทำใส่ฉัน “พี่อนุญาตตัวเอง ไปนั่งรอก่อนจะเสร็จแล้ว” คนหน้ามึนพูดจบก็หันกลับไปทำกับข้าวต่อโดยไม่สนใจเลยว่าฉันยืนจ้องตาเขม็ง สุดท้ายฉันก็ต้องยอมแพ้ออกมานั่งเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อทำควิซแทน “ยากจัง” ฉันนั่งทำควิซมาได้สักพักแล้วแต่ก็ยังไม่เ
“เห็นว่ามุงดูคนหล่อกันค่ะ” คนหล่องั้นเหรอ...หรือว่า!! “ขอบคุณมากค่ะ” ฉันพูดขอบคุณรุ่นน้องเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด ทางเข้ามหา’ลัยไม่ได้มีแค่ทางเข้าเดียว ฉันไปเข้าอีกทางก็ได้ ส่วนคนหล่อที่รุ่นน้องพวกนั้นพูดก็คงไม่พ้น “ยัยหนู!” นั่นไงล่ะ เป็นพี่โลคาจริง ๆ ด้วย ฉันหันกลับไปมองก็พบว่ามีหลายสายตาต่างจับจ้องมาที่ฉันด้วยสายตาแบบว่า...ริษยา ส่วนพี่โลคาก็หมายจะวิ่งเข้ามาหาฉัน แต่ดันติดฝูงคนตรงนั้นจนทำให้พี่เขาไม่สามารถตามฉันมาได้ “เกือบไปแล้ว” ฉันใช้มือทั้งสองข้างก้มจับเข่าพลางหอบหายใจด้วยความเหนื่อย ประตูอีกด้านที่สามารถเข้ามหา’ลัยได้ก็คือประตูหลังที่อยู่ติดอีกถนน มันไกลจากประตูหน้าพอสมควร แค่เดินธรรมดาก็เหนื่อยแล้วกว่าจะใช้เวลามาถึง แต่นี่ฉันดันวิ่งมา แน่นอนว่าฉันเหนื่อยแทบจะล้มตัวลงไปนอนหายใจเลย “น้องเน่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” ฉันที่กำลังก้มตัวหอบหายใจอยู่ ก็มีมือของใครบางคนมาแตะลงที่ไหล่ของฉัน ฉันจึงเอียงคอขึ้นไปมองก็พบว่าเป็นพี่บลูนั้นเอง “ไม่เป็นอะไรค่ะ” ฉันขยับตัวออกห่างจากพี่บลูจนมือที่เขาแตะไว้ในตอนแรกเลื่อนออกไป
“ปล่อยนะ!” ฉันพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้หลุดออกจากอ้อมกอดที่คุ้นเคย ฉันไม่อยากหวนคิดถึงมันอีก “หนีพี่มาทำไม ยัยหนูไม่รักพี่แล้วงั้นเหรอ” พี่โลคากอดฉันแน่นขึ้น แถมยังใช้มือขึ้นมาลูบผมฉันเบา ๆ อีก มันยิ่งทำให้ฉัน “ฮึก” ฉันกำเสื้อของพี่โลคาแน่น และกำมันด้วยความแรงที่ฉันกำลังเจ็บปวดอยู่ภายในใจตัวเอง พร้อมกับปล่อยน้ำตาให้ไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่ได้ พี่โลคาก็ยังคงลูบผมฉันอยู่อย่างนั้น “ขอโทษนะ” พี่โลคาเอ่ยขอโทษออกมา พี่เขาไม่ผิดเลย พี่เขาจะมาขอโทษฉันทำไมฉัน “ฮึก พะ...พี่จะมาขอโทษหนะ...หนูทำไม” ฉันพูดด้วยเสียงอู้อี้และสะอึกร้องไห้ไปด้วย “ขอโทษที่วันนั้นพี่ไม่ได้อยู่ช่วยยัยหนู ขอโทษที่ปล่อยให้คนในครอบครัวมาทำร้ายยัยหนูไงครับ พี่ขอโทษ พี่ไม่รู้เลยว่ายัยหนูของพี่จะเก็บเรื่องนั้นไว้คนเดียวตลอด คงเจ็บมากเลยใช่ไหม” พี่โลคาดันตัวฉันออกเล็กน้อย และพี่เขาก็ก้มลงมามองฉันที่กำลังร้องไห้อยู่ “มะ...ไม่ ฮึก พี่ไม่ได้ผิดเลย” ฉันส่ายหน้าไปมาพร้อมกับน้ำตาที่กำลังรินไหล พลางเงยหน้ามองพี่เขาด้วยสายตาจริงใจว่าฉันไม่โกรธหรือโทษพี่เขาเลยสักนิด
เลเน่ Talk “ขอบคุณที่มาส่งนะคะพี่บลู” ฉันก้มตัวลงไปไหว้รุ่นพี่ที่คณะของตัวเอง พี่เขาก็ยิ้มตอบกลับมาพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับคำขอบคุณจากฉัน นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วที่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเพื่อน ๆ และรุ่นพี่ที่มหา’ลัยต่างใจดีกับฉันเกือบทุกคนเลย เป็นคณะที่อบอุ่นพอตัวเลย อีกอย่างฉันเข้ามาเรียนกลางคันด้วย ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงไม่รับ แต่ฉันมีคนจัดการให้พร้อมก็เลยไม่เป็นปัญหาอะไร “ไม่เป็นไรครับ น้องเน่ก็รู้ว่าพี่เต็มใจมากแค่ไหน” ฉันทำได้เพียงแค่ยิ้มตอบกลับไป พี่บลูเป็นรู่นพี่ที่คณะของฉัน และยังเป็นนักศึกษาที่ได้ฉายาว่าเจ้าชู้ตัวพ่อ พี่เขาตามจีบฉันตั้งแต่เข้าเรียนวันแรก จนถึงวันนี้นางก็ยังคงตามจีบฉันไม่เลิก ทั้งที่ฉันบอกไปหลายรอบละนะว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้พี่เขาหยุดตามตอแยฉันได้เลย และที่วันนี้พี่เขามาส่งฉันได้ก็เพราะได้รุ่นพี่อีกคนมาช่วยเป็นกำลังเสริม ฉันก็เลยต้องเลยตามเลยไป “งั้นเน่ขอตัวก่อนนะคะ” พูดจบฉันก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบเพราะเดี๋ยวมันจะยาว ฉันจึงรีบเดินไว ๆ เข้าตึกคอนโดของใครก็ไม่รู้แทน ฉันไม่ได้ให้พี่เข