“โอ๊ย พริกเอ๊ย ไปจูบกับใครที่ไหนเนี่ย”
หญิงสาวขยี้หัวตัวเองไม่หยุด แม้ว่าจะอาบน้ำมาหากาแฟดื่มก็ยังนึกหน้าผู้ชายคนนั้นไม่ออก เธอน่าจะเงยหน้ามองเขาบ้างสิ แต่ทำไมทุกอย่างถึงได้เบลอไปหมดจำได้แค่ปากสีแดงสดได้รูปสวยเหมาะเหม็งชวนกลืนน้ำลายของอีกฝ่าย
จะบ้าตาย!!
คนตัวเล็กสบถในใจขณะนั่งชันเข่าบนโซฟากุมหัว พฤติกรรมอันน่าอับอายของตัวเองทำเอาไม่อาจนอนต่อได้ทั้งที่ปวดหัวหนักมาก ทว่ากาแฟก็ไม่สามารถช่วยให้เธอดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย
ทั้งที่นึกไม่ออกว่าคนที่เธอจูบและจูบเธอกลับอย่างลึกซึ้งเป็นใคร แต่ญาดากลับรู้สึกคุ้นเสียงของเขาตงิดๆ ทั้งที่สติในตอนนั้นแทบจะฟังชายหนุ่มไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ หากก็มั่นใจว่าต้องเป็นคนที่ตนรู้จักอย่างแน่นอนเพราะเขาเรียกชื่อเธอ
หญิงสาวครุ่นคิดอย่างจริงจังถึงความคุ้นเคยน้อยนิดที่ติดอยู่ในหัว หากก็ไม่อาจระบุได้ชัดเจน นอกจากความสูงที่ต่างจากเธอมาก
“โอย...ไม่จริง ไม่จริง ไม่จริง!”
ญาดาบ่นก่อนจะดิ้นพล่านเงยหน้าวางหัวบนพนักโซฟามองเพดานด้วยดวงตาเลื่อนลอย แต่แล้วสิ่งหนึ่งก็แล่นเข้ามา
เขารู้ว่าเธออยู่ที่นี่
ผู้ชายคนนั้นบอกว่าจะมาส่งเธอ แล้วเธอก็ถูกพามาส่งถึงห้องชนิดไม่บุบสลาย ไม่ถูกพาเข้าโรงแรมทั้งที่สภาพแทบจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แบบนั้น ยิ่งน่าจะเป็นคนใกล้ตัวที่ไม่คิดจะเอาเปรียบเธอ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ยิ่งน่าอายมาก เขาอาจนึกขยะแขยงผู้หญิงมักง่ายอย่างเธอไปแล้วก็ได้
“หรือว่าจะเป็น...นายซัน”
ญาดาพึมพำแล้วขยับตัวตรงทว่าก็ต้องกุมหัวด้วยความปวดตุบหนักอึ้ง
ภาสกรบอกแล้วว่าให้เธอกลับด้วย หมอนั่นอาจจะเป็นคนพาเธอกลับมาที่คอนโด แต่คนที่เธอจูบคงไม่ใช่เด็กนั่น...ละมั้ง?
คนคิดทำหน้าแหยสยองขวัญแล้วส่ายหน้ากับตัวเอง ผู้ชายในงานใส่สูทสีฟ้ากับน้ำเงินเป็นส่วนใหญ่ และเธอก็จำได้ว่าภาสกรก็ใส่สูทสีน้ำเงินเหมือนกับผู้ชายคนนั้น เนกไทเองก็เป็นสีโทนใกล้เคียงกันแต่เธอไม่ได้สังเกตมากนักจึงไม่แน่ใจว่าเป็นเส้นที่อยู่ในห้องของเธอหรือไม่
เธอควรโทรคุยกับหมอนั่นไปเลยดีไหม ว่าเมื่อคืนนี้เขาเป็นคนมาส่งเธอหรือเปล่า
“แต่ถ้าเด็กนั่นพูดเรื่องจูบขึ้นมาล่ะ โอ๊ย...ไม่อยากจะคิด”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างแรง เรื่องอับอายขายขี้หน้าแบบนี้ แถมเธอยังทำกับคนรู้จักอีก มันยิ่งทำให้ญาดากลัว กลัวว่าอยู่ๆ จะมีคนในบริษัทหรือเพื่อนฝูงที่รู้จักสักคนเดินเข้ามาแล้วแซวว่าเธอเมาแล้วบ้าปล้ำจูบอีกฝ่าย ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
เมื่อคืนนี้นอกจากคนในบริษัทแล้วก็มีเพื่อนที่เธอรู้จักสมัยเรียนมหาวิทยาลัย รวมทั้งรุ่นพี่อยู่หลายคนเลยทีเดียว
“ฉันต้องเตรียมเอาปี๊บคลุมหัวสินะ”
หญิงสาวพูดกับตัวเอง ก้มหน้าลงเพราะแค่คิดยังอยากเอาหน้ามุดหนีไปที่ไหนสักที่
แค่อกหักมันยังไม่พอใช่ไหม ทำไมต้องมีเรื่องจูบบ้าๆ นั่นด้วย ต่อไปนี้เธอจะไม่ดื่มไวน์แทนน้ำแบบนั้นอีกแล้ว ลิมิตคือสองแก้วไม่มีต่อ ญาดาปฏิญาณกับตัวเองในใจ พร้อมกับความคิดที่ไม่อยากให้ถึงวันจันทร์เลย
หวังว่าคนที่เธอจูบคงไม่ใช่คนที่ทำงาน หวังว่าจะไม่ใช่ภาสกร
ถ้าเป็นเพื่อนหรือรุ่นพี่มหาวิทยาลัยเดียวกัน อย่างน้อยเธอก็คงไม่ได้เจอหน้าคนพวกนั้นอีกง่ายๆ เพราะญาดามีรุ่นพี่กับเพื่อนสมัยเรียนที่ทำงานที่เดียวกันเพียงแค่เชนทร์ เจ้าบ่าวหมาดๆ เพียงเท่านั้น
ขอให้สวรรค์เมตตาคนอกหักรักคุด ที่ยอมเป็นแค่คนแอบรักไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่คิดแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกับใครอย่างเธอด้วยเถิด
“คุณพศิน”
เมื่อก้าวออกจากห้องของตนในตอนกลางวันเพื่อลงไปหาซื้อข้าวก็เป็นจังหวะเดียวกับใครคนหนึ่งเปิดประตูออกมาจากห้องข้างๆ พอดี หญิงสาวหันมองแล้วก็พึมพำชื่อเจ้านายของตน อีกฝ่ายจึงเหลือบมาทางเธอแล้วเอ่ยทัก
“หืม? ญาดา”
“สวัสดีค่ะ”
เธอยกมือไหว้เจ้านาย ทว่าสีหน้าแสดงความคาดไม่ถึงอย่างเห็นได้ชัด ห้องข้างเธอไม่เคยมีคนเข้าออกเลยนับตั้งแต่เธอเข้ามาอยู่ หญิงสาวจึงเข้าใจว่าอาจจะยังไม่มีคนซื้อ แต่วันนี้กลับเห็นเจ้านายของตนทำให้แปลกใจไม่น้อย
“อยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ”
ชายหนุ่มถามขึ้นขณะมองเธอด้วยสายตาสังเกต
“ค่ะ คุณพศินเพิ่งย้ายมาอยู่เหรอคะ”
แน่นอนว่าปกติญาดาก็ไม่หาญกล้าทักทายหรือคุยกับประธารกรรมการของบริษัทนอกจากยกมือไหว้เท่านั้น หากวันนี้สถานการณ์ต่างออกไป เธอทักเขาไปก่อนแล้วถ้าไม่ถามมันก็ยังไงๆ อยู่
“เปล่าครับ ที่นี่คอนโดน้องชาย เมื่อคืนผมมาพักกับเขา”
หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นมาได้เลาๆ ว่าตนเองเจอเจ้านายก่อนเข้าห้องน้ำเมื่อคืนนี้ หรือจะเป็นเขา?
ดวงหน้าใสแดงขึ้นขณะสบตาคู่คมกริบของเจ้านายหนุ่มนิ่ง ทว่าพอมาคิดดูแล้ว เขาเพิ่งถามเธอราวกับไม่รู้ว่าเธออยู่ห้องนี้เพราะฉะนั้นไม่น่าจะเป็นพศิน
“ไง พี่พริก สร่างเมาหรือยังพี่”
เสียงทักจากด้านหนึ่งดังขัดความคิดทำให้ญาดากับพศินหันมอง แล้วก็เห็นภาสกรในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงบอลขาสั้นเดินหิ้วถุงใส่อาหารมาด้วย และเมื่อเห็นคนที่ยืนถัดจากเธอชายหนุ่มก็ยกมือไหว้ด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ มองญาดาสลับกับเจ้านายไปมาอย่างสงสัยทว่าไม่ได้เอ่ยถาม
“พี่ไม่ได้เมาอะไรมากมายจนถึงกับจะลุกไม่ขึ้นสักหน่อย”
ญาดากัดฟันตอบหนุ่มรุ่นน้องตาดุ
“ว่าจะถามคุณอยู่เหมือนกัน เมื่อคืนเห็นท่าทางดูแย่มาก”
พอเจ้านายหนุ่มพูดขึ้นมาก็ทำเอาหญิงสาวถึงกับกัดริมฝีปากด้านในเพื่อสะกดความอายของตัวเอง เพราะฟังจากน้ำเสียงกับคำพูดของเขาแล้วสภาพเธอเมื่อคืนคงน่าดูชมพิลึก
“ดิฉัน...ดีขึ้นแล้วค่ะ”
เธอหันไปตอบพศินและพยายามปั้นยิ้มทั้งที่รู้สึกหน้าร้อนผ่าวอย่างอับอาย เมื่อไม่อาจสบตาคมที่ดูเห็นอกเห็นใจได้ญาดาก็รีบหลบ ทว่ากลับเบนไปเจอเข้ากับแววตาแฝงความสงสัยของภาสกรแทน จนเธอต้องจ้องเขากลับอย่างไม่พอใจ หากในใจก็อดนึกระแวงชายหนุ่มไม่ได้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่อีกฝ่ายจะเป็นคนพาเธอมาส่งถึงห้อง เพราะเขาก็อยู่ห้องฝั่งตรงข้ามกับเธอนี่เอง
“ไปครับพี่วี หิวไส้จะขาดอยู่แล้ว”
เสียงทุ้มเข้มดังขณะที่ร่างสูงกำยำของผู้ชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากห้องที่พศินเปิดประตูค้างเอาไว้
ญาดาหันมองเพราะสะดุดใจกับน้ำเสียงแล้วก็ยืนนิ่งเงียบขมวดคิ้วจ้องผู้มาใหม่ครู่หนึ่งราวประมวลความคิด จังหวะเดียวกันนั้นชายหนุ่มก็เบือนหน้ามาทางเธอทำให้ทั้งสองคนสบตากันอยู่ราวห้าวินาทีก่อนที่จะต่างก็เอ่ยขึ้น
“วิน”
“พริก”
=====
จูบใครมาเนี่ย! พริกเครียด!! ^-^
ติดตามข่าวสารนิยายเรื่องใหม่ เมาท์ เมนต์ นะจ๊ะ
“นาย...”เธอพูดสั้นๆ แล้วพยายามนึกว่าจะพูดอะไร จึงขมวดคิ้วมุ่น เพียงชั่วเวลาแวบเดียวที่ได้เห็นหน้าพริษฐ์ก็ราวกับสมองว่างเปล่าชั่วขณะ เคยรู้สึกเหมือนกันว่าเจ้านายของตนดูคล้ายใครสักคน มายืนข้างพริษฐ์แบบนี้ก็กระจ่างแจ้ง“วินรู้จักญาดาเหรอ”เป็นพศินที่ถามคนข้างตัว เจ้าตัวก็ตอบแบบไม่เสียเวลาคิดใดๆ“เพื่อนสมัยมหา’ ลัยน่ะครับ”จากนั้นก็หันมายกยิ้มมุมปากแล้วทักญาดาอย่างจริงจัง ทว่าน้ำเสียงกลับเป็นในเชิงล้อ“ไงพริก ไม่เจอกันนาน ไม่โตขึ้นเลยนะ”พริษฐ์กวาดมองสาวตัวเล็กผมสั้นพอดีช่วงบ่าที่รวบไว้ลวกๆ เผยดวงหน้าใส กับเสื้อยืดแขนสั้น กางเกงขาสั้น ดูสบายๆ กลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนสาวน้อยอายุสักยี่สิบปีแล้วอดยิ้มกว้างไม่ได้ ทว่าเจ้าของดวงตากลมโตกลับมีสีหน้ามึนงงจ้องเขาด้วยแววตาเคลือบแคลงราวสงสัย ไม่สนใจคำแซวของเขาแม้แต่น้อย ชายหนุ่มจึงยักไหล่แล้วเหลือบมองหนุ่มอีกคนที่ขยับมายืนใกล้ๆ หญิงสาวด้วยความสนใจ สายตาหมอนั่นมองเขาในแบบที่ผู้ชายด้วยกันเห็นแล้วดูออกในทันทีหวงก้าง...“พี่พริกจะไปหาอะไรกินใช่ไหม เอานี่ไปสิ ซื้อมาเผื่อ จำได้ว่าพี่ชอบก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้านี้”ภาสกรยื่นถุงก๋วยเตี๋ยวมาให้ ด้วยความที่ม
เพราะอาการแฮงค์ไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไร บวกกับความไม่สบายใจที่ยังเกาะกิน ญาดาจึงใช้เวลานอนแทบทั้งวันในวันเสาร์โดยไม่ออกไปไหนอีกกระทั่งเช้าวันถัดมาร่างบางในชุดกางเกงวอร์มขายาวเสื้อยืดยืนรอคิวน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ โดยมีถุงโจ๊กหิ้วอยู่ในมือด้วย แล้วอยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งขยับมาใกล้พร้อมกระซิบเบาๆ“นี่ ฝากเพิ่มปาท่องโก๋สามตัวกับน้ำเต้าหู้อีกถุงสิ”ญาดาขยับตัวถอยเล็กน้อยแล้วพอเห็นว่าเป็นใครก็พูดขึ้นเสียงเบาเช่นกันเพราะไม่อยากให้คนรอบๆ หันมาสนใจ“สั่งเองสิ”“เราจะไปซื้อโจ๊ก”“แล้วไง”“ฝากหน่อยนะ”อีกฝ่ายบอก พลางจับมือข้างที่ว่างของเธอขึ้นมายัดแบงค์ยี่สิบใส่ แล้วก็วางมือบนไหล่บางตบลงเบาๆ ราวฝากฝังพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะผละไป ไม่สนใจแม้เธอจะเรียกซ้ำ“เดี๋ยวสินายวิน”เธอไม่อยากทำตัวให้เป็นจุดสนใจนักจึงไม่กล้าเรียกเขาเสียงดัง เพราะรับรู้ได้จากกระแสของคนที่อยู่ใกล้ๆ ว่ามีการเหล่มอง ซึ่งบางคนอาจไม่พอใจกับการที่เพื่อนที่มาทีหลังฝากเธอซื้อก็เป็นได้ เท่ากับคนที่มาหลังเธอต้องเสียเวลารอเพิ่มอีกหน่อยกับการเตรียมของให้เธอ แม้จะไม่นานนักทว่ามันก็น่าเกรงใจอยู่ไม่น้อยหญิงสาวได้แต่เข่นเขี้ยวคนที่ฝากตนซื้อของอยู่ในใจ
“พริกก็รู้ว่าเราไม่อันตรายกับพริก”คนฟังเม้มปาก เธอรู้ว่าสิ่งที่พูดไปทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึกไม่น้อย เพราะเธอเรียกเขาแบบนี้เมื่อไร พริษฐ์จะหน้าเสียทุกที และพยายามยืนยันคำพูดเดิมๆ เหมือนเช่นตอนนี้ไม่ใช่ไม่รู้ ว่าพริษฐ์เห็นเธอเป็นเพื่อนจริงๆ แต่ลึกในใจญาดายอมรับว่าเธอกลัวชายหนุ่มหน่อยๆ หากก็ไม่เคยพูดให้เขารู้ ทว่าเวลาอีกฝ่ายเข้าใกล้ปฏิกิริยาของเธอจะค่อนข้างชัดเจนคือรีบถอยห่าง จนชายหนุ่มยังเคยแซวว่า เธอคงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ถอยหนีเขาแต่สิ่งที่ทำให้เธอยังพูดคุยกับพริษฐ์ ไม่ตัดความสัมพันธ์ฉันเพื่อนไปก็เพราะคำพูดของเขาในช่วงแรกที่เพิ่งรู้ว่าเข้าชมรมเดียวกัน‘คงมีแค่พริกที่เรานั่งกินข้าวด้วยได้แบบสบายใจ’การอยู่ชมรมเดียวกัน ทำให้พูดคุยเรื่องถ่ายภาพที่ชอบเหมือนกันได้ถูกคอ แล้วก็เป็นชายหนุ่มเองที่มักจะเข้ามาชวนเธอคุยเวลากินข้าวกลางวันก่อนเข้าชมรมด้วยกัน‘ทำไม’ในตอนนั้นเธอถามไปอย่างนั้นเอง เพราะกำลังอร่อยกับอาหารตรงหน้ามากกว่า‘ก็คนอื่นกินไปทำตาหวานใส่ไป บางคนชวนคุยเรื่องบนเตียง บางคนกินไปลูบต้นขาเราไป กินไม่อิ่มสักที’ญาดาจำได้ว่าเธอเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมสีดำขลับอึ้งๆ ขณะที่อีกฝ่ายยิ้มให้อ
บนรถทัวร์ที่กำลังเคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัย ญาดานั่งข้างฝ้ายเพื่อนผู้หญิงที่อยู่คนละคณะทว่ามาทำความรู้จักกันในชมรม หากก็สนิทกันพอสมควร สองสาวหันมองหน้ากันทันทีและขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเพลงที่รุ่นพี่ร้องประสานเสียงขึ้น“เสร็จล่ะมึงคราวนี้เสร็จล่ะมึง อยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบ อยู่บ้านดีๆ ไม่ชอบ เสือกมารับน้องคราวนี้เสร็จล่ะมึง”รุ่นพี่พร้อมใจกันร้องวนอยู่ครู่ใหญ่ เพื่อนของเธอกลืนน้ำลาย ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไร ญาดาคิดว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนเธอก็คือ เพลงดูเป็นลางไม่ค่อยดีเท่าไรแน่นอนว่าเธอกำลังจะไปรับน้องกับชมรมที่ต่างจังหวัด แม้จะมีรับน้องภายในคณะไปแล้ว ทว่าชมรมก็มีการรับน้องด้วย ซึ่งรุ่นพี่บอกว่าเป็นการทำกิจกรรมสานสัมพันธ์พี่น้องในชมรมสนุกๆ กับได้ถ่ายรูปธรรมชาติตามสไตล์ชมรมถ่ายภาพ รุ่นน้องจึงต่างก็อยากเข้าร่วมเพราะอยากแสดงฝีมือและเหมือนได้ไปเที่ยวกลายๆมาถึงที่พักแห่งหนึ่งบริเวณแก่งกระจาน เพียงแค่รถจอดก็ได้ยินเสียงประกาศจากโทรโข่งดังขึ้นทันที“ลงมาเลยน้องๆ ลงมาเลย เข้าแถวตอนเรียงหนึ่ง ชายสามแถว หญิงสองแถว ให้ไวเลยน้องให้ไว”ญาดากับเพื่อนรีบขยับตัวทันทีเมื่อคนอื่นต่างก็ลุกพรวดแล้วมุ่งหน้าไปยังประตูรถตามๆ ก
ช่วงกลางคืนแบ่งกลุ่มใหม่โชว์ความสามารถและเล่นเกม เป็นการสันทนาการสนุกๆ และความร่วมมือร่วมใจกันในทีม แม้จะไม่รู้จักกันมากนักหากเพื่อนในกลุ่มของญาดาก็ให้ความร่วมมือกันดีจนได้อันดับที่หนึ่งมา รางวัลเป็นของที่ระลึกจากรุ่นพี่ ซึ่งเธอได้ของจากเชนทร์“อย่าเพิ่งเปิดดูนะน้อง เดี๋ยวตกใจ”อีกฝ่ายบอกพร้อมยิ้มกว้างญาดาได้แต่ทำหน้ามึนงง เขาใส่มาในซองขนาดโปสการ์ด เธอจึงยังไม่ดูตามที่ชายหนุ่มบอกต่อมาเป็นการบายศรีผูกข้อมือรับน้องซึ่งนั่งกันเป็นวงกลม ญาดานั่งติดกับเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันซึ่งเธอจำได้ว่าเป็นผู้ชายที่ชนเธอก่อนหน้านี้ เพราะหน้าตาเขาค่อนข้างเด่นกว่าทุกคน สาวๆ หลายคนมองตามทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นพี่ แต่อีกฝ่ายนั่งจนเข่าของเขามาชนกับเธอ ทำเอาญาดาถึงกับสะดุ้ง พยายามถอยห่างนิดๆ ทำให้ตัวเธอเหลื่อมออกมาจากวงกลมเล็กน้อย ไม่อยากนั่งเข่าชนกับเขาชายหนุ่มมองเธออย่างแปลกใจ คิ้วเข้มขมวดก่อนจะพูดขึ้น“ขยับเข้ามาอีกสิเธอ เดี๋ยวรุ่นพี่ก็มาถึงแล้ว”“ไม่อะ เจ็บเข่า”อีกฝ่ายยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้น ญาดาจึงบอกเขาไปเพราะเกรงเขาจะคิดว่าเธอรังเกียจ“เราไม่ได้รังเกียจอะไรนายนะ แต่เข่านายชนเข่าเรา มันแข็ง เราเจ็บ”
ภาพที่ญาดาถ่ายได้แปะที่บอร์ดของชมรมหนึ่งภาพอย่างที่หญิงสาวคาดไม่ถึง ส่วนภาพที่เหลือเชนทร์ให้เธอทั้งหมด โดยรุ่นน้องคนที่ได้โชว์ภาพมีทั้งหมดสิบคนรวมเธอ หนึ่งในนั้นมีวิน หนุ่มหล่อขวัญใจสาวทั่วมหาวิทยาลัยด้วยนับตั้งแต่รับน้อง ญาดามีโอกาสได้พูดคุยกับเชนทร์มากขึ้น เพราะเขาเป็นรุ่นพี่ที่ยินดีช่วยเหลือและให้คำแนะนำน้องๆ โดยในชมรมมีการจัดอบรมบ่อยครั้งจากรุ่นพี่ ซึ่งไม่ได้บังคับรุ่นน้องให้เข้าร่วมทุกคน แต่ญาดาก็ไปทุกครั้งอย่างไม่เคยพลาด ตอนนี้เธอเริ่มเก็บเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วแต่ยังไม่พอซื้อกล้อง แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ในการอบรมเมื่อไร เชนทร์ก็จะให้ยืมอย่างใจดีอย่างเช่นวันนี้ แถมยังมีชีตปึกหนาเพิ่มมาด้วย“นี่ชีตวิชาที่พริกบอกว่าไม่ค่อยเข้าใจ ของพี่เอง พี่โน้ตอะไรสำคัญๆ ไว้ ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้”ชายหนุ่มส่งมาให้ ทำเอาญาดามองชีตกับกล้องก่อนจะมองหน้าคนให้ด้วยสายตาเหมือนเห็นพระเอกขี่ม้าขาว“แหม ใจดีกับน้องพริกกว่าทุกคนอีกแล้วไอ้เชนทร์ กลัวเขาไม่รู้หรือไงวะ”“รู้อะไร”เชนทร์ถามกลับยิ้มๆ รับคำแซว แต่ก็ไม่ได้เถียงหรือปฏิเสธ“แน่ๆๆ ทำเป็นมึน”รุ่นพี่ที่สนิทกับชายหนุ่มกระแทกไหล่ ก่อนจะเดินเข้าชมรมไป เช
“พะ...”ป้าบ!คนตัวเล็กที่กระโจนเข้ามาหาพร้อมตะปบปากเขาเสียงดังทำเอาพริษฐ์ถึงกับงง แถมเธอยังโถมตัวใส่เขาแล้วดันให้ถอยแทบไม่เป็นกระบวน แม้แข็งแรงกว่าแต่ชายหนุ่มก็ยอมถอยตามอีกฝ่ายไปจนเกือบถึงมุมบันได“อะไรเนี่ยพริก”เมื่อญาดายอมปล่อยมือออกจากปากเขาก็ถามทันที รู้สึกชาราวกับเพิ่งถูกตบปากก็ไม่ปาน“วันนี้ไม่ต้องเข้าชมรมหรอก ไปที่อื่นเถอะ”“ไม่รู้จะไปไหน เบื่อๆ ว่าจะมาแอบงีบที่นี่สักหน่อย”พริษฐ์บอกพร้อมกับเดินไปข้างหน้าแต่ญาดาฉุดแขนเขาเอาไว้พร้อมพูดรัวเร็ว“จะไม่มีที่ไปได้ยังไง นายมีผู้หญิงตั้งกี่คน ไม่ไปกับใครสักคนเลยเหรอ”คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ชายหนุ่มต้องหันกลับมามองด้วยความแปลกใจ“ในนั้นมีอะไรงั้นเหรอ”เขาเดาได้ในทันทีว่าภายในชมรมต้องมีอะไรผิดปกติไป เพราะที่นั่นเป็นส่วนที่สมาชิกสามารถเข้าออกได้ตลอดตามต้องการ แต่ญาดากลับไม่อยากให้เขาเข้าไปในตอนนี้“เรื่องที่เราไม่ควรยุ่งน่ะ”เธอตัดสินใจพูดไปดวงหน้าใสที่ผมยาวสลวยถูกรวบสูงไว้ด้านหลังทั้งหมดนั้นค่อนข้างแดงเล็กน้อย มีเหงื่อผุดตรงหน้าผาก ทำให้เขาเชื่อว่าในชมรมน่าจะมีสิ่งที่ไม่ควรเห็นจริงๆพริษฐ์กำลังขยับปากจะพูดปลายหางตาก็เห็นคนสองคนก้าวออกมาจ
“พริก คุณวุ้นเรียกประชุมด่วนตอนบ่ายนะ”อนงค์นางเดินมายังโต๊ะของเธอทันทีที่กลับเข้ามาในแผนกพร้อมกับพนิดา สีหน้าทั้งสองเคร่งเครียดจนญาดาอดคิดถึงคำที่กุลนารีพูดไม่ได้น่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น“ทุกคนเหรอคะ”“แค่หัวหน้า”“ค่ะ”หญิงสาวรับคำอนงค์นางจึงเดินไปยังฝ่ายของตน ญาดาทำงานอยู่ในแผนกที่เล็กที่สุดในบริษัท เป็นสำนักพิมพ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด เพราะความจริงพนิดาเป็นผู้จัดการฝ่ายนี้ เจ้านายเธอของเปิดสำนักพิมพ์ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยแต่เป็นความชอบส่วนตัวของอีกฝ่ายที่อยากทำ ในแผนกจึงมีทั้งทีมทำหนังสือและประชมสัมพันธ์อยู่ด้วยกัน แม้จะดูแปลกสักหน่อย แต่เพราะนี่คือบริษัทของตระกูลธนัญการ ลูกสาวของเจ้าของบริษัทอยากทำจึงไม่แปลกที่จะทำได้ แม้เวลานี้คนที่ดูแลทุกอย่างจะเป็นพศินแต่เธอรู้มาจากอนงค์นางว่าท่านประธานใหญ่ไพศาลรักลูกสาวมาก“มีเรื่องเครียดอะไรเหรอครับ”ภาสกรลุกขึ้นยื่นหน้าข้ามพาร์ทิชันฝั่งตรงข้ามมาถามเธอ ญาดาได้แต่ถอนหายใจก่อนจะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดุ“อยากรู้อยากเห็น”“ก็หน้าเจ๊เขาบอกบุญไม่รับ แถมคิ้วยังผูกโบขนาดนั้น จะไม่ให้อยากรู้ได้ยังไง”ชายหนุ่มพูดพร้อมเ
“หมายความว่า...ต้องมีคนออก”อนงค์นางพึมพำเสียงเบา หน้าซีดเผือด นิอรเองก็หน้าเสียไปเช่นกันเมื่อพนิดาพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไรญาดาใจหาย ขอบตาร้อนขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้เพิ่งอาทิตย์แรกของเดือน ทุกคนในแผนกของเธอจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกหนึ่งเดือนเท่านั้น หญิงสาวปวดใจ เธอเห็นทุกคนทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่ ทว่า ทุกอย่างกลับจบลงแบบนี้ เปลือกตาบางปิดลงสะกดความสะเทือนใจของตัวเอง“เราต้องเลือก”พนิดาเสียงเบาลงไปอีกคำพูดที่ว่าผู้บริหารก็ลำบากใจของพริษฐ์แล่นเข้ามาในหัว ญาดาเปิดตาขึ้นมองเจ้านายและสองสาวรุ่นพี่ที่ต่างก็มีสีหน้าไม่ดีอย่างเจ็บปวด เธอทำไม่ได้ และรู้ว่าทั้งสามคนก็ไม่อาจทำได้เช่นกัน สีหน้าอ่อนล้าราวกับแทบไม่ได้นอน และขอบตาค่อนข้างโทรมของพนิดาบอกได้อย่างดีนั่นทำให้ใจเธอกระหวัดไปถึงเพื่อนหนุ่ม อีกฝ่ายก็ดูไม่ต่างจากพี่สาวของเขาเลยในวันที่มาหาเธอ พริษฐ์คงเครียดน่าดูคิดแล้วญาดาก็รู้สึกราวกับตนเองเป็นฝ่ายผิดที่เอาแต่ใจและตัดขาดกับเพื่อนเพียงเพราะเขาคลายเครียดด้วยบุหรี่ แต่กระนั้นเธอก็ไม่อาจรับได้หากชายหนุ่มยังสูบมัน เขาบอกว่าไม่ติดก็จริงแต่ถ้าเกิดติดขึ้นมาล่ะบุหรี่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญ
เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายสะอึกสะอื้นจนตัวโยนแต่อย่างใด ทว่าน้ำตากลับไหลออกมาราวกับเปิดก๊อกน้ำ ทันทีที่ประตูห้องถูกปิดลงโดยพริษฐ์ น้ำตาเธอก็ไหลพราก ญาดาไม่คิดว่าตัวเองเสียใจด้วยซ้ำ แต่เธอร้องไห้ ร้องโดยไม่ต้องบีบเค้นใด ร้องราวกับนางเอกที่ต้องร้องไห้ให้หน้าสวย ห้ามเบะปาก เพราะหน้าของเธอยังนิ่ง มีเพียงน้ำใสจากสองดวงตาที่ไหลลงอาบแก้มไม่ขาดสายญาดายังจับต้นชนปลายกับความรู้สึกของตัวเองไม่ถูก เธอรู้ว่าไม่อยากเสียเพื่อนอย่างพริษฐ์ไป แต่ก็รับไม่ได้กับตัวตนของชายหนุ่มเธอเกลียดบุหรี่ มันพรากคนที่เธอรักไปในตอนเด็กญาดามีทั้งปู่ย่าตายายครบพร้อม ครอบครัวเธออยู่บ้านของปู่ก่อนจะย้ายออกมาอยู่ตึกแถวที่พ่อซื้อ ปู่รักและเอ็นดูเธอมากเพราะเป็นหลานสาวคนเดียว พี่น้องของพ่อมีแต่ลูกชาย เรียกว่าอยากได้อะไรก็ประเคนให้ทุกอย่างเธอจึงติดปู่ที่สุด‘เหม็น หนูไม่ชอบ’หนูน้อยญาดาเด็กเกินกว่าจะรู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็เห็นปู่กับพ่อคีบมันติดปากตลอด พอเธอจะเข้าใกล้แล้วทำหน้ายู่ทั้งสองคนจึงยอมวางและดับมันทิ้ง กระนั้นหนูน้อยก็ยังได้กลิ่นมันจากลมหายใจของพวกท่าน ต่อมาปู่ก็เสียด้วยโรคมะเร็งปอดขณะที่ญาดาอายุสิบเอ็ดปีจึงเข้าใจว่าโรคน
ค่ำคืนที่ผ่านมาเป็นการประชุมค่อนข้างหนักหน่วงยืดเยื้อ และเป็นคืนวันศุกร์สุดสัปดาห์ ญาดารู้ว่าทุกอย่างจบลงตอนตีสามเพราะได้รับข้อความจากพริษฐ์ เธอได้ยินเสียงก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะหลับตาลงไปไม่ค่อยสนิทนัก อีกฝ่ายบอกว่าจะงีบที่บริษัทก่อนแล้วค่อยกลับตอนเช้าซึ่ง ชายหนุ่มมีห้องผู้บริหารสามารถพักผ่อนได้ เธอจึงไม่ห่วงนัก ทว่าเอาเข้าจริงแล้วพริษฐ์เพิ่งกลับมาถึงคอนโดตอนบ่ายวันถัดมา โดยไม่ลืมส่งข้อความบอกว่าคุยกับพศินนานไปหน่อยญาดาเห็นว่าอีกฝ่ายพักผ่อนน้อยจึงไม่ถามวุ่นวาย แม้จะซื้อทั้งอาหารเช้าและกลางวันเผื่อชายหนุ่มด้วยก็ตาม คิดว่าเก็บไว้อุ่นให้ตอนเย็นน่าจะได้ แต่แล้วเย็นวันนั้นพริษฐ์ก็บอกว่าต้องกลับบ้าน จากนั้นก็ไม่มีข้อความของเขามาอีกเลยกระทั่งเช้าวันใหม่อนงค์นางกับนิอรก็เงียบ แวบหนึ่งญาดาอยากถามกุลนารี ทว่าเกรงใจเพื่อน เลขาคือคนที่ต้องเชื่อใจได้ เก็บความลับของเจ้านายเป็น รู้ว่าอะไรเหมาะสม เธอไม่อยากใช้ความสนิทสนมทำให้อีกฝ่ายลำบากใจแล้วช่วงบ่ายแก่ก็มีข้อความของพริษฐ์‘อีกครึ่งชั่วโมงวินเข้าไปหานะครับ เพิ่งกลับมาถึงคอนโด’แม้จะสะกิดใจนิดหน่อยว่าทำไมต้องรอครึ่งชั่วโมง เพราะส่วนใหญ่ชายหนุ่มจะ
นับแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบริษัทก็รู้สึกได้ถึงคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่ใกล้ซัดสาดเข้าฝั่ง ทั้งที่ผู้คนเดินเข้ามาทำงานในหน้าที่ของตนเองอย่างปกติ ทว่าสีหน้ากับแววตาไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งบรรยากาศภายในแผนกของญาดาเองก็ค่อนข้างหม่นหมองไม่สดชื่น แต่ละคนต่างรู้ว่ากำลังจะมีบางอย่างเปลี่ยนแปลง ทว่าต่างก็ภาวนาขอให้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นกันภาวนาด้วยความหวังเพียงน้อยนิดแผนงานของแผนกเป็นไปตามเป้าหมายบ้าง ยังรอเวลาบ้าง อย่างเช่นงานในส่วนที่ญาดาดูแล เว็บไซต์เพิ่งลองเปิดใช้งานได้เพียงเดือนเดียวยังต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับการใช้งานของผู้มาอัปนิยายและผู้อ่าน ระบบการเติมงาน การใช้เงินในการซื้อ การจ่ายเงินให้กับนักเขียน ทั้งหมดไม่สามารถเห็นผลภายในหนึ่งเดือน ทว่าก็เกิดการซื้อแล้วเช่นกัน ซึ่งต้องมีการสรุปยอดรวมแจ้งนักเขียนก่อนจ่ายเงิน งานในส่วนนี้ญาดาต้องคุยกับฝ่ายบัญชีตลอดเวลา เล่นเอาปวดหัวเหมือนกัน ช่วงเขียนเสร็จใหม่ๆ และทดลองใช้ก็ต้องประชุมกับฝ่ายบัญชีถึงวิธีการต่างๆ ด้วย ยังดีที่พนิดาปรึกษากับทางบัญชีมาก่อนล่วงหน้าแล้วบ้างว่าควรทำอย่างไร และคุยกับเธอตั้งแต่ที่ให้ภาสกรเขียนเว็บแล้วการทำงานจึงไปในทิศทางที่ทั้
“เราไม่ได้เจอพี่เขาพร้อมกันบ่อยๆ อยู่แล้ว อีกอย่างก็ไม่มีใครรู้เรื่องของเราสักหน่อย จะไปหวานให้ใครดู”“งั้นก็บอกสิ ทำให้เห็นไปเลยว่าเราคบกัน วินยุ่งน้อยลงแล้ว ไปกินข้าวกลางวันพร้อมกับพริกได้แล้ว”คนได้ยินรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันใด ร่างบางขยับตัวอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยโดยง่าย สีหน้าครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด“เอาไว้ก่อนดีกว่า เรื่องของเรามันไม่ปกติเหมือนคู่อื่น”“แต่เราก็คบกันอยู่จริงๆ นี่”“พริกว่ามันยุ่งยาก”พริษฐ์ไม่เห็นถึงความยุ่งยากที่อีกฝ่ายบอก อีกอย่างเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องนั่งอธิบายความสัมพันธ์ทีละขั้นตอนกับใครที่ไหน แค่ทั้งคู่เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน เช่นกินข้าวกลางวันก็สามารถบอกทุกอย่างได้ ถึงตอนนั้นหากพี่ชายพี่สาวของเขา หรือคนอื่นสงสัยจะง่ายกว่าในการพูดว่าทั้งคู่คบหากัน เพราะอย่างไรทุกคนก็รู้ว่าเขากับเธอรู้จักกันอยู่แล้วส่วนเชนทร์เองก็จะเข้าใจว่าเขากับเธอพัฒนาความสัมพันธ์ เมื่อกลับมาเจอกันอีกครั้ง“คือ...พริกคิดว่าถ้ามีเรื่องของเรา คุณพศินกับคุณวุ้นอาจจะไม่สบายใจก็ได้นะ เพราะจะให้มองในแง่ดีทุกคนก็คงไม่ได้ ผู้บริหารกับพนักงาน ยังไงก็มีเรื่องให้เมาท์”เธอคิดหาเหตุผลมาอธิบายอย่างเต็มที่
วันศุกร์ในสามสัปดาห์ถัดมาญาดาก็ได้ไปกินข้าวกลางวันร่วมกับ พริษฐ์โดยที่เชนทร์เป็นคนนัด เพราะชายหนุ่มทั้งสองทำงานด้วยกัน เชนทร์จึงอยากรวมตัว หากก็มีนิอรร่วมวงด้วย“วินเป็นน้องชายคุณพศิน นี่เขาก็มาเป็นผู้บริหารเลยนะ พี่นี่ทำตัวไม่ถูกเลย ไอ้เรามันหัวหน้าแผนกเล็กๆ”เชนทร์พูดขำๆ ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟนิอรเองก็เคยเจอน้องชายของพนิดาแล้ว เพราะชายหนุ่มมาดูเรื่องออกแบบเว็บให้บ่อยครั้ง เพื่อนสาวสามคน พนิดา อนงค์นางและนิอรคุยปรึกษาอัปเดตความคืบหน้ากันทุกวันจึงรู้ความเคลื่อนของงานแต่ละส่วนทั้งหมด“เล็กที่ไหน ผมเห็นเดินไปทางไหนใครก็ยกมือไหว้พี่เชนทร์”“อยู่มาจะสิบปีแล้ว พี่มันของดึกดำบรรพ์”หนุ่มรุ่นพี่ยังปล่อยมุกไม่จริงจังนัก ทุกคนในโต๊ะจึงยิ้มไปตามๆ กัน ระหว่างพูดคุยพริษฐ์เองก็ลอบสังเกตสีหน้าของญาดาไปด้วยแต่ไม่มากจนเกินไป เกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเขาจับผิด หากหญิงสาวยิ้มแย้มและคุยกับนิอรเสียมากกว่าจะคุยกับเชนทร์และเขา“สนิทกันดีจังเลยนะคะ เชนทร์กับรุ่นน้อง รู้ไหมคะคุณพริษฐ์ว่าตอนพริกเข้ามาทำงานใหม่ๆ ทุกคนในแผนกคิดว่าเชนทร์คบกับพริกทั้งนั้นเลย มารับไปกินข้าวตอนกลางวันทุกวันเชียว”นิอรเอ่ยขึ้นอย่างต้อ
“ผมว่าโอเคดีแล้วนะครับ”ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งพิจารณางานของเธอในกระดาษ เปิดสามแผ่นกลับไปกลับมาอยู่ครู่หนึ่ง‘ก็แหงล่ะ เธอแก้ตามที่เขาแนะทั้งหมดนี่นา’ญาดาเป็นคนทำงานที่ค่อนข้างเปิดใจ เธอพร้อมออกไอเดียและรับฟังไอเดียของคนอื่น หญิงสาวคิดว่าหากทำตามคำแนะนำหรือเอาไปพัฒนาต่อยอดได้ก็คือการพัฒนาตัวเอง เพราะหากปิดกั้นไม่ลองทำก็ไม่รู้ว่าตนเองทำได้หรือไม่“อืม พี่ก็ชอบนะจ๊ะ พริกเข้าใจคอนเซปต์ของสำนักพิมพ์เราดีอยู่แล้ว รู้ว่าอะไรเหมาะกับเว็บเรา เป็นสไตล์ของเรา ขั้นตอนก็ดูไม่ซับซ้อนด้วย ไม่ยุ่งยาก”พนิดาพยักหน้าพร้อมยิ้มบาง เห็นชัดว่าเจ้านายเธอพอใจอย่างมาก นั่นทำให้คนที่ช่วยดูหันมาแอบยักคิ้วให้เธอ ญาดาจึงกัดปากส่งสายตาดุกลับไปให้ ทว่าชายหนุ่มยิ้มกว้างรับอย่างไม่อนาทร“พริกให้ซันเขียนได้เลยนะจ๊ะ ยังไงพี่คงต้องกวนวินอีกหลังจากเว็บเสร็จ”ประโยคแรกพูดกับเธอญาดาจึงรับคำ ส่วนประโยคหลังหันไปบอกน้องชาย“ยินดีครับพี่”“วินเขามาดูเฟอร์นิเจอร์น่ะ ตอนนี้ก็งานหนักเลย ต้องปรับอะไรตั้งหลายอย่าง คุยกับพี่วี ประชุมกับผู้บริหาร กับฝ่ายต่างๆ ทุกวัน หัวหมุนเลยล่ะ”คนเป็นพี่สาวพูดแทนน้องชาย“นี่ถ้าคุณพ่อไม่เรียก
โทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น ญาดาเหลือบมองเบอร์เห็นว่าเป็นพนิดาจึงรับด้วยเสียงสุภาพ“ค่ะคุณวุ้น”“พริก เดี๋ยวอีกสักครึ่งชั่วโมง เอาตัวหน้าเว็บที่พริกออกแบบเข้าไปรอในห้องพี่นะจ๊ะ เดี๋ยวพี่เข้าไป”ญาดาทำงานออกแบบของตนเองเสร็จในวันอังคารช่วงเช้าจึงแจ้งกับเจ้านายของตนไป เมื่อกลับเข้ามาทำงานอื่นในตอนบ่ายอีกฝ่ายก็โทรเข้ามาหา เพราะพนิดาบอกไว้แล้วว่าจะดูตอนบ่าย“ค่ะ”หลังรับคำสั่งหญิงสาวก็ปรินต์หน้าเว็บสองชุด เพื่อให้อีกฝ่ายสะดวกในการดูและของเธอเพื่อจดแก้ไข“พี่พริกหน้าเรื่องใหม่ได้สามสิบยกค่ะ”นัชชาเดินมาบอกเธอที่โต๊ะ จำนวนหน้าหนังสือที่สามารถตีพิมพ์ได้นั้นต้องหารด้วยสิบหกลงตัว ซึ่งหมายถึงการพับกระดาษแผ่นใหญ่ที่เรียกว่า ‘ยก’ ได้จำนวนสิบหกหน้ายก โดยขนาดของหนังสือนิยายจะเป็นสิบหกหน้ายกพิเศษ บางครั้งอาจใช้แปดครึ่งหนึ่งของสิบหกในการหารก็ได้เช่นกันญาดากำลังเย็บกระดาษแยกชุดแบบเว็บไซต์อยู่พยักหน้ารับแล้วบอก“นิ้งส่งไฟล์พีดีเอฟเข้าเมล์พี่อนงค์เลยนะ เดี๋ยวพี่แจ้งพี่อนงค์ให้”ญาดาไม่ขอดูซ้ำเพราะนัชชาส่งการจัดวางกับกราฟิกภายในเล่มส่วนแรกให้ดูแล้ว ที่เหลือก็รอแก้ไขตามที่ฝ่ายกองบรรณาธิการตรวจพิสูจน์อักษร
“งานไปถึงไหนแล้ว พริกไปทำต่อก็ได้นะ ในนี้วินจัดการเอง”“ได้แบบร่างแล้ว เริ่มจัดวางในคอมพ์อยู่”หญิงสาวตอบแล้วกำลังจะเลี่ยงไป ทว่าชายหนุ่มเรียกเอาไว้ก่อน“เดี๋ยวพริก”ชายหนุ่มหันมามองเธอแล้วยิ้มแห้ง“วินหุงข้าวไม่เป็น”ใบหน้าขาวหล่อเหลากับดวงตาคู่คมที่ราวกำลังส่งสายตาอ้อนให้ช่วยทำให้ญาดายิ้มขำ ก่อนจะเข้าไปช่วยจัดการหุงข้าวให้พริษฐ์เหลือบมองคนร่างบางขณะที่เขาเริ่มล้างผัก รู้สึกดีอย่างไรไม่รู้ที่เห็นคนตัวเล็กหยิบนั่นจับนี่อยู่ในครัวเดียวกันกับเขา ความจริงเขาพอใจในทุกวันที่มากินข้าวเย็นที่นี่และมีญาดานั่งเป็นเพื่อน“เรานี่เข้ากันได้ดีนะ วินทำกับข้าวได้ พริกก็หุงข้าวได้”“กับข้าวพริกก็ทำได้”ญาดาแย้งขึ้น ไม่ทันคิดลึกซึ้งในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด แล้วก็ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเหมือนท้าทาย“งั้นวันอื่นแสดงฝีมือให้ชิมบ้างสิ”“วันนี้เลยก็ได้”คนที่เพิ่งกดหม้อข้าวเริ่มหุงหันมาบอกเสียงมั่นใจ“ไม่ยุ่งเหรอ”พริษฐ์หันมาถามอย่างไม่คาดคิด ญาดาจึงยักไหล่ ปากอิ่มยื่นนิดๆ“นั่งหน้าคอมพ์หลายชั่วโมงแล้ว เบื่อน่ะ”ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะผายมือเชื้อเชิญไปทางของสดที่ยังไม่ได้แบ่งเข้าตู้เย็นอย่างยินดี“งั้นเชิญครับ วินม