เมื่ออีแร้งยักษ์บินออกจากนครวิหกแล้ว ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ "จื่ออี้เฉินพวกเราหาประสบการณ์ในป่าแห่งนี้ก่อนดีไหม ข้ากับลี่หลินและเจ้าสือยวี่จะได้มีประสบการณ์กันมากขึ้น ขามาป่าต้องแสงจันทร์พวกข้าผจญภัยในหลายรูปแบบ ตอนที่มีวรยุทธน้อยๆอยู่ ตอนนี้ข้ามีวรยุทธมากขึ้นแล้วข้าอยากผจญภัยแบบผู้มียุทธกัน"ซิงอีกล่าว เพราะป่าแถบนี้ร่มรื่นและมีไอวิเศษอ่อนๆน่าอยู่อาศัยพลางยิ้มและจินตราการว่าจะดีไม่น้อยถ้าได้จญภัยอยู่ที่นี้สักระยะ"ถ้าหากตอนนี้ข้ากับเจ้านายยังสื่อสารกันได้ข้าก็อยากให้ท่านได้หาประสบการณ์ ได้ผจญภัยอยู่หรอกแต่ตอนนี้ข้าติดต่อเจ้านายไม่ได้นะสิ และอีกอย่างเรามีของที่คนหมู่มากต้องการอยู่ ข้าเองก็ไม่วางใจนัก หมู่บ้านต้องแสงจันทร์ก็คงจะมีประกาศติดตามหาตัวพวกเราแล้ว ถ้าพวกที่มียุทธและมีกระจกสมปราถนาแบบที่เรามีก็จะแย่เอา ข้าต้องการกลับให้ถึงเมืองตะวัน ก่อนและแจ้งให้บิดาของเจ้านายข้าออกตามหาเจ้านาย เมื่อเราพบกลุ่มเจ้านายแล้วค่อยหาที่ฝึกประสบการณ์และผจญภัยดีหรือไม่"จื่ออี้เฉินกล่าวความคิดของตนให้คนอื่นฟัง "ข้ารู้สึกว่ามีผู้จับตาดูเราอยู่ ข้าว่าเรารีบกลับเมืองตะวันของเจ้ากันเถอะ ข้าเองก็ไม่แน่ใจว
มู๋จินเป่าเรียกเจ้าต้นไม้จิ๋วออกมาจากมิติที่นางพึ่งปลดผลึกได้ และทุกคนก็ร่วมปรึกษากัน เพราะคนของตนมีแค่สามคนส่วนอีกฝ่ายมีเป็นสิบห้าคน เดิมทีหากไม่มีข่ายอาคมกันตาคนกลุ่มนั้นก็คงจะกรุเข้ามาเพื่อจับตัวทั้งสองแล้ว"ถ้าพวกเจ้าอยู่ห่างจากอาคมกันตาคนเหล่านั้นก็จะจับเจ้าได้ "ห่าวอู๋อวี่กล่าว"แต่ถ้าข้าไม่ออกไปแล้วจะได้สู้หรือ5555 อาคมกันตาของท่านก็ดีอยู่หรอกแต่ข้ามีแผนของข้า ลอบกำจัดผู้ที่อยู่ใกล้ข่ายอาคมก่อนไม่ให้ผู้อื่นรู้ตัว เมื่อคนอยู่ใกล้หมดหรือพวกเข้ารู้ตัว เจ้าต้นไม้จิ๋วเจ้าทำตัวให้ใหญ่และโอบข้าไว้ ข้าจะรอจัดการคนเดินผ่านไปมา ส่วนท่านก็ล่อคนมาให้ข้าจัดการ"มู๋จินเป่ากล่าวสิ่งที่ตนคิดออกไป"เจ้าจะเก่งเพียงนั้นเลยหรือ คนกลุ่มนี้มีวรยุทธก็เหนือเจ้าทั้งนั้น แต่แผนแรกก็เข้าท่าดีข้าคิดว่ากำจัดคนที่อยู่ใกล้ก่อนนี้แหละ"ห่าวอู๋อวี่กล่าว"ถ้าท่านไม่เก็บข่ายอาคมไปแล้วข้าจะออกไปได้หรือจะจัดการกับคนพวกนั้นได้อย่างไร"มู๋จินเป่ากล่าว เพราะเขาเคยเห็นข่ายอาคมของห่าวอู๋อวี่ในตอนที่อยู่เขาป่าต้องแสงจันทร์แล้ว เขาออกไปไหนไม่ได้เลย"เดียวข้าแสดงให้เจ้าดูเอง"ห่าวอู๋อวี่กล่าวน้ำเสียงของเขาสนุกสนานในที แล
"เจ้าพักผ่อนเถอะ เดียวพรุ่งนี้ก็รู้ว่าจะมีคนจากมิติเชื่อมจิตเหลือกี่คน"ห่าวอู๋อวี่กล่าว แผนนี้เหมือนจะลอบกัดแต่เอาชีวิตรอดก็ถือว่าดีแล้ว แต่ก่อนเขาเป็นคนบุ่มบ่าม ไม่เคยคิดเรื่องแผนการแบบนี้ เพราะตนมีวรยุทธสูง และติดว่ากำปั้นใครหนักผู้นั้นมีสิทธิ์อยู่ แต่สตรีที่อยู่ข้างหน้าของตนคือคนที่ไร้วรยุทธมาก่อนจึงมีกลอุบายเพื่อเอาชีวิตรอดมาได้ และตอนนี้นางมีทั้งวรยุทธที่สูงและกลอุบายที่มากมายเหมือนกัน แต่ก่อนชีวิตของเขาไร้ชีวิตชีวา แต่ตอนนี้มีชีวิตชีวามากขึ้น เมื่อก่อนเข้าพร้อมสู้จนตัวตายเพราะไม่มีใครที่ทำให้เขาเป็นห่วง คนรอบข้างของเขาแข็งแกร่งกว่าเขาเสียอีก เขาบุกน้ำลุยไฟจนมีวรยุทธที่แข็งแกร่งเหมือนทุกวันนี้ แต่ถ้าเขามีมู๋จินเป่าตั้งแต่แรกเขาคงไม่กล้าเสี่ยงอันตรายเช่นนี้แน่ เพราะถ้าเขาเป็นอะไรไปนางจะอยู่อย่างไร และอีกอย่างมีคนคอยจ้องจะทำร้ายนางอยู่ "ท่านไหวหรือไม่ "มู๋จินเป่ากล่าว เดิมทีนางอยากจะดูว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไร แต่คิดอีกทีนางพักผ่อนดีกว่าถ้าเป็นไปตามที่ต้นหลิวต้องแสงจันทร์กล่าวจะเหลือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดถึงสามคน ถึงนางจะช่วยห่าวอู๋อวี่ไม่ค่อยได้เท่าไหร่แต่นางก็จะคิดหาวิธีรับมือเม
หลังจากที่ห่าวอู๋อวี่ปรับตัวได้ก็พร้อมที่จะต่อสู้ มู๋จินเป่ารับรู้ได้ว่าห่าวอู๋อวี่พร้อมสู้แล้ว"พวกท่านจะสู้หรือเจรจากับพวกข้าดี ถ้าจะเจรจาก็รีบๆกล่าวมาหัวหน้าของท่านกำลังไล่ตามพวกข้ามา ข้าสังเกตุว่าเขาน่าจะมีพิษที่ทำให้ลูกน้องตัวเองตายไปทีละคนได้ แต่เขาไม่ทำสิ่งใดพวกข้าแค่ต้องการจับตัวเขารู้ยังไงก็เอาชนะพวกข้าได้ และกำจัดลูกน้องไปทีล่ะคน ข้าเองไม่รู้หรอกว่าเพื่ออะไร แต่ข้าขอสันนิษฐานว่าเพื่อให้ดูยิ่งใหญ่ลูกน้องทุกคนตายหมด แต่เขาเป็นหัวหน้าจับพวกข้าสองคนได้ ที่เขาไล่ต้อนพวกข้ามาทางนี้อาจจะอยากให้พวกท่านจับพวกข้า และเขาก็จัดการกับพวกท่านที่หลังไง หรือไม่ก็ยืมมือพวกข้าจัดการกับพวกท่านแล้วค่อยจับพวกข้าทีหลังไง"มู๋จินเป่าเริ่มพูดให้เขาคลางแคลงใจกัน เมื่อทางโน้นได้ฟังก็เกิดคล้อยตาม ทุกคนเริ่มค่อยๆตายไปทีละคน และหัวหน้าเองก็ถามเขาว่าทำไมเจ้าไม่ตาย มันต้องใช้แน่ๆมันเป็นแบบนังตัวดีพูดจริงๆ ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคิดมู๋จินเป่าก็พยังหน้าให้ห่าวอู๋อวี่ ห่าวอู๋อวี่รู้งาน"จะชักช้าอยู่ใยกันรีบลงมือเถอะเดียวหัวหน้ามันก็มาเราจะหลบหนีไม่ทันเอา"ห่าวอู๋อวี่กล่าวพลางซัดพลังใส่คนที่หนีไปคราแรกอย่า
หลังจากที่จื่ออี้เฉินหักหยกมิติที่ห่าวอู๋มู่ลี่มอบให้ทำให้ทุกคนเข้าไปเมืองตะวันทันที่ ณ เมืองตะวัน คนที่เฝ้าถ้ำตะวันพากันวิ่งวุ่นวายมีสัตว์อสูรและหญิงสาวลอยขึ้นมาจากน้ำอมฤต มีคนมารายงานคุณชายใหญ่ตระกูลห่าวอู๋ เพราะตระกูลห่าวอู๋นั้นถือว่าเป็นเจ้าของของถ้ำแห่งนี้ เดิมที่ถ้ำแห่งนี้ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกายเข้าไป เพราะมีสัตว์อสูรอีกาดำสามขาเฝ้าอยู่แต่ตอนนี้บุตรชายคนเล็กของตระกูลห่าวอู๋ได้กำหราบอีกาดำสามขาได้แล้ว จึงให้อีกาดำสามขาเป็นสัตว์อสูรในพันธสัญญาและติดตามตนไป เดิมทีไม่มีคนคอยเฝ้าก็ไม่มีผู้คนเขามาอยู่แล้ว แต่ห่าวอู๋มู่ลี่ได้ส่งคนไปเฝ้าเผื่อน้องชายตนกลับมาจะได้รู้ทันที"มีผู้หญิงหนึ่งคนที่เป็นมนุษย์ เจ้าอีกาดำสามขา อีแร้งยักษ์เหมือนตัวที่เคยเป็นสัตว์ในพันะสัญญาของคุณชายเลยขอรับ แล้วก็มีจรเข้หนึ่งตัว แล้วก็จิ้งจอกเก้าหางหนึ่งตัวขอรับ"ผู้ที่เฝ้าอยู่ในถ้ำรายงาน เขากำลังนอนหลับอยูดีดีก็ได้ยินเสียงปังๆอยู่ๆก็มีร่างห้าร่างโพลขึ้นมาจากน้ำ พวกเขาจึงลงไปลากร่างขึ้นมาปรากฏว่ายังมีชีวิตอยู่"แล้วคุณชายห่าวอู๋วี่ล่ะ ยังไม่กลับมาหรอกหรอแต่สัตว์อสูรในพันธะสัญญากลับมาแล้วเนี้ยนะ ไปข้าจะไปดู"ห่าวอู
หลังจากที่ห่าวอู๋หรงสั่งให้คนไปบุกเรือนคุณชายใหญ่ก็ไม่พบใคร จึงทำให้ห่าวอู๋หรงเดือดดาลเป็นอย่างมาก"พวกเจ้าไม่มีตากันเลยหรือไร เฝ้าเรือนปล่าๆมาสองคืนสองวัน ยังไม่รู้เรื่องไม่เห็นอีกหรือว่าใครไปไหน ให้คนจับตาดูที่เรือนคุณชายสี่ และถ้ำตะวันไว้ ทางที่ดีประตูทางเข้าเมืองตะวันด้วยดีกว่า ข้าจะหาผู้ที่ไว้ใจได้นำคนไปเฝ้าประตูไว้ไม่ให้คุณชายสี่กลับมา"ห่าวอู๋หลงกล่าว"ท่านพี่ผลหลิวต้องแสงจันทร์ ถ้าเด็ดออกมาจากต้นแล้วมีเวลาเก็บรักษาได้สามวันนิ ถ้าเกินนั้นก็ไม่มีผลแล้ว และบางทีอาจหายไปแล้วก็ได้"ห่าวอู๋ไห่กล่าวกับพี่สาว เขาถูกกักบริเวณแต่ก็เข้าออกเรือนพี่สาวของตนได้ จึงต้องมาวางแผนกันเป็นประจำ นี้ก็หกเจ็ดวันแล้วที่ข่าวผลหลิวต้องแสงจันทร์สุก น่าจะใช้การไม่ได้แล้ว"เจ้านั้นมันบื้อนักถ้าน้องสี่กินผลหลิวต้องแสงจันทร์เข้าไปแล้วกลับมา กลั่นไอวิเศษออกจากเลือดได้เล่าเจ้าจะว่าอย่างไร"ห่าวอู๋หรงกล่าว"ท่านพี่ท่านไม่คิดบ้างเลยหรือ ว่าถ้าหากคุณชายใหญ่ไม่ได้รับตำแหน่งผู้นำตระกูล ก็มีคุณชายสี่อีกคนที่เป็นลูกของฮูหยินไม่ใช้ลูกอนุแบบเรา"ห่าวอู๋ไห่ถามพี่สาวแบบตรงๆ คุณชายสี่ทั้งโดดเด่นหยิ่งยโส และฉลาดออก "
ณ ถ้ำอสรพิษหลังจากมู๋จินเป่าตื่นขึ้นจากพวังฝึกฝนก็มีวรยุทธเพิ่มขึ้น นางมองออกไปก็พบกับห่าวอู๋อวี่ที่กำลังนั่งฝึกฝนอยู่ ตนจึงเดินออกสำหรวจสิ่งของนางเจอกำไลนิลกาฬที่ดูแล้วสะดุดตายิ่งนักกำลังจะสัมผัส สตรีในชุดสีเหลืองอ่อนก็เข้ามาและห้ามปรามไว้"ท่านเก็บของทุกอย่างที่เป็นสีเหลืองอมส้ม หรือสมบัติของหยกสีน้ำผึ้งได้เท่านั้น"หญิงสาวได้กล่าว มู๋จินเป่าจึงกวาดของที่มีสีน้ำผึ้งเข้ามิติทันทีโดยไม่ปิดบังหญิงชุดเหลืองแม่แต่น้อย หญิงชุดเหลืองในอดีตคือคนรับใช้ของหยกสีน้ำผึ้ง นางไม่สามารถกล่าวเรื่องนี้กับผู้อื่นได้ ว่านางมีของดี มีมิติล่องหนอยู่ ในมิติล่องหนของนางใช้ที่เก็บของธรรมดาเสียที่ไหน มีทั้งต้นไม้สมุนไพรบ่อน้ำอมฤต และที่เก็บของนางตั้งใจจะทำบ้านในนั้นให้ลี่หลินอาศัยอยู่ด้วย นางเก็บของแล้วก็ส่งกระแสจิตเข้าไป จัดสิ่งของไม่นานก็ได้ยินลี่หลินสื่อกระแสจิตมาหาตน พอคุยกันเสร็จมู๋จินเป่าก็ออกมา และเดินสำหรวจรอบถ้ำต่อเพื่อรอห่าวอู๋อวี่ตื่นขึ้นมา เดินดูของในถ้ำมากมายของที่ถูกตาถูกใจก็มีแต่สีดำของนิลกาฬ นางตั้งใจแล้วว่าถ้าห่าสอู๋อวี่ออกจากพวังฝึกฝนแล้วตนจะของให้หมดเลย หลังจากดูของทุกอย่างและยิ้มด้วยควา
ระหว่างกินข้าวมู๋จินเป่าก็ให้ลี่หลินเข้าไปในมิติ เพราะจิ้งจอกเก้าหางเด่นเกินไปทำให้หลายคนสนใจนัก หลี่หลินเข้าไปในมิติล่องหนก็ตกใจยิ่งนัก มีบ่อน้ำอมฤต ป่าสมุนไพร ถ้ำอีกด้วย พอหลี่หลินเข้าไปเจ้าอสูรสองตัวก็ออกมาพูดคุยกัน จึงทำให้อสูรงูเห่าทั้งสองตนมองมู๋จินเป่าใหม่ และช่วยกันจัดของให้มู๋จินเป่าในการกินอาหารกับพี่ชายในครั้งนี้ ห่าวอู๋อวี่มีความสุขที่สุดในระหว่างเจ็ดปีที่ผ่านมานี้"ท่านพี่พวกเรารอจินเป่ากับพี่ซิงอีหาประสบการณ์ ในสำนักตะวันเลือนสักปี แล้วเราออกไปหาประสบการณ์นอกมิตินี้กันเถอะ ข้ากับจินเป่าเราคุยกันแล้วเรามีเป้าหมายที่เหมือนกัน ยุทธภพนี้ไม่ว่าจะมิติใดๆข้าคิดว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ที่มีอำนาจที่สุด ถ้าเรามั่วแต่อยู่ที่นี้เราจะเก่งกันได้อย่างไร ข้าว่าข้าจะให้จื่ออี้เฉินไปคอยปกป้องเจ้าในสำนักตะวันเลือนดีหรือไม่"ห่าวอู๋อวี่กล่าวกับคุณชายใหญ่และมู๋จินเป่า ทำให้คุณชายใหญ่มองมู๋จินเป่า และประเมินนาง หญิงสาวที่หน้าตางามจับจิตแต่มีวรยุทธแค่ขั้นศิลาแปดดาวแต่มีสัตว์อสูรอยู่ตั้งขั้นนภา สายตาของน้องชายสีของตนมีปัญหาหรือไม่"ท่านไม่ต้องทำมากถึงเพียงนั้น ข้ามีลี่หลินอยู่และไห
เพื่อพวกเขาเข้ามาเสร็จแล้วก็ต้องพบกับความประหลาด ด้านในนี้มีแก้วแหวนเงินทองอยู่มากมาย ตรงกลางโถงกว้างมีไข่ขนาดใหญ่หนึ่งใบวางอยู่ ลวดลายของใข่ใบนั้นมีลวดลายที่งามวิจิตรยิ่งนัก และไอวิเศษที่เข้มข้นก็ไหลออกมาจากไข่ใบนี้นี้เอง แต่ช่างแปลกเมื่อพวกเขาทั้งเจ็ดเข้ามาในนี้แล้ว ไอวิเศษนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำอันตรายใดๆกับพวกเขาทั้งเจ็ดนั้นได้ "ไข่นั้นมันเป็นไข่อะไรกัน ลวดลายแปลกตาจัง"ซิงอีถามขึ้นเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน"มันน่าจะเป็นไข่มังกรข้าเคยศึกษามา น่าจะเป็นไข่มังกรศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ รวดลายของมันช่างมากมายขนาดนี้ มันน่าจะเป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในขั้นที่สูงๆเป็นแน่ แต่เราจะนำมันออกจากไข่ได้อย่างไรกัน หรือว่าเราจะพามันออกจากถ้ำนี้ได้อย่างไร"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น ซิงอีจึงพยายามลองเก็บของที่อยู่ในนี้ดู เหมือนของเหล่านี้จะไม่ยอมเข้ามาในมิติของนางเลยสักชิ้น รวมถึงไข่ที่ต้าเหว่ยบอกว่าเป็นไข่มังกรด้วย มันไม่ยอมเข้ามาเลยสักนิด "ข้าเกรงว่าสมบัติที่อยู่ในนี้พวกเราไม่สามารถที่จะครอบครองมันได้ รวมทั้งไข่มังกรที่เจ้าว่าด้วย"จางซินกล่าวขึ้น ด้านข้างนอกนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงของพญาวานรนั้นกำลังอาละวาดอยู่ เพร
ความเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรตัวใหญ่นั้นเงียบลงแล้ว แสดงว่ามันน่าจะสงบลงพวกเขาจึงวางแผนกันใหม่ว่าจะเข้าไปยังถิ่นที่อยู่ของมันได้อย่างไรเนื่องจากไอวิเศษที่เข้มข้นพวกเขาไม่สามารถที่จะทนกลับไอวิเศษที่อยู่รอบๆตัวของมันได้เลย "ข้าว่าหากพวกเราเข้าไปใกล้ๆมันแล้วไอวิเศษนั้นมันเข้มข้นมากพวกเราจะไม่ตายเพราะไอวิเศษนั้นหรอกหรือ มันมีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้ไอวิเศษนั้นลดน้อยลงได้หรือว่าเราสัมผัสกับไอวิเศษนั้นได้น้อยลงล่ะ"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น"มันไม่น่าจะลดไอวิเศษนั้นได้เนื่องจากว่าเรานั่งเสพไอวิเศษนั้นอยู่สามวันมันก็ยังไม่ลดเลยใครมีวิธีดีๆบ้างล่ะ"ไป๋อวิ้นกล่าวถามคนอื่น"เราใช้วิธีหลอกล่อดีหรือไม่ ให้คนกลุ่มนึงอยู่ฝั่งด้านในโน้น หากว่าคนกลุ่มหนึ่งหลอกล่อมันออกไปยังจุดนี้แล้ว คนกลุ่มที่อยู่ด้านในนั้นก็เคลื่อนตัวเข้าไปดูว่าข้างในมีสิ่งใด วิธีนี้พวกเราจะแบ่งกันเป็นสามคนและสี่คนดีหรือไม่"จางหยงกล่าวขึ้น"แล้วมันจะไม่รู้หรือว่ายังมีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านในถ้ำนี้ไม่ได้หลอกล่อมันออกไปนอกถ้ำ"ต้าเหว่ยถามขึ้น"ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่ามันตาบอดเพียงแค่เราอยู่ด้านไหนและกบกินกายของเราแล้วเราอยู่เฉยๆอะไรการเคลื่อนไหว
ทางด้านทั้งหกและสัตว์อสูรหนึ่งตนที่ตอนนี้กำลังนั่งบำเพ็ญอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งพวกเขารับรู้ได้ถึงพลังงานภายในห่างพวกเขาออกไปหากเดินทางเข้าไปไม่เกินครึ่งก้านผู้พวกเขาต้องเจอกับบางสิ่งบางอย่างที่มีแรงกดดันมหาศาล อยู่ในนั้นพวกเขาเลือกจุดนี้เพราะว่าไอวิเศษนั้นมาถึงกลุ่มของพวกเขาทำให้พวกเขาได้ใช้ประโยชน์จากไอวิเศษของสิ่งเหล่านั้น เมื่อเวลาผ่านไปส่มวันจู่ๆก็รู้สึกว่าตัวของเขานั้นเย็นวูบน่าจะสามครั้งได้ นางยิ้มด้วยความดีใจเพราะวรยุทธของนางอยู่เฉยๆก็เพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นนายของเขานั้นมีวรยุทธเพิ่มขึ้นก็ได้ ทุกคนมองหันมาที่ลี่หลินเพียงคนเดียวเพราะพวกเขาทุกคนสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันก่อนที่วรยุทธนั้นจะเพิ่มขึ้น"ไม่ใช่ว่าเจ้าจะบรรลุวรยุทธอีก 3 ขั้นแล้วหรือ"ไป๋อวิ้นถามขึ้น"ข้านั่งฝึกวรยุทธภายในอยู่สามวัน ข้าไม่คิดว่าร่างกายของข้าจะเพิ่มวรยุทธขึ้นได้มากขนากนี้ ข้าคิดว่าผู้เป็นนายของข้าน่าจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นข้าถึงได้ผลประโยชน์ขนาดนี้"ลี่หลินพูดด้วยความดีใจ"ลี่หลินเจ้าเสื่อกับผู้เป็นนายของเจ้าได้แล้วหรือ พวกเขาอยู่ที่ใดกัน พวกเราจะรีบตามพวกเขาไป"ซิงอีกล่าวขึ้น ลี่หลินได้แต่ส่ายหัวมันรับ
หลังจากกลุ่มของจินเป่าไปตกอยู่สถานที่หนึ่งนั้นราวๆสามวันพวกเขาทั้งสามนั้นก็รู้สึกตัว พวกเขาเหี่ยวสถานที่หนึ่งเหมือนเป็นกองฟางและมีแอ่งตรงกลางแต่กองฟางที่พวกเขานอนนั้นมองแล้วลักษณะเป็นสีขาวไข่มุก ซึ่งพวกเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ห่าวอู๋อวี่ลุกขึ้นได้จึงนั่งขับเคลื่อนวรยุทธของตัวเอง เส้นลมปานของเขานั้นเสียหายไปสามส่วน เลือดยังคลั่งอยู่ที่สมองเขาก็กระอักเลือดออกมาคำตอบ เจ้าอีกาดำสามขาจื่ออี้เฉินงั้นถึงกับปีกหักและขาที่สามของมันก็หักเลยทีเดียว ร่างกายของมันกระทบกับของแข็งประเภทใดตัวมันเองก็ยังไม่รู้ จินเป่าเมื่อลืมตาขึ้นมาก็รับรู้ได้ถึงคลื่นมหาศาลถาโถมเข้าตัวของตัวนางเอง นางรู้สึกเย็นวูบวาบสามครา นางลืมตาแล้วมองมือของตัวเองทั้งสองข้างวรยุทธของนางนั้นเพิ่มขึ้นอีกแล้วตั้งสามขั้น แต่นางสงสัยยิ่งนักวรยุทธของผู้อื่นนั้นสูงขึ้นนั้นจะเกิดทัฑคาด แต่ทำไมนางซึ่งวรยุทธสูงเลยระดับมามหาศักดิ์สิทธิ์มาเกินสามขั้นแล้ว นางยังไม่ถูกทัณฑฆาตเสียเลย นางมองไปรอบๆก็เห็นเจ้าอีกาดำสามขาที่นอนหมดแรงอยู่กับฟางสีขาวไข่มุกนั้น นางจึงหยิบยาสมุนไพรรักษาเส้นลมปราณธรรมดาออกมาให้มันกินไปพลางๆ และยื่นน้ำอมฤตให้ นางมองดูหน้าข
พญาหงส์ขาวที่กำลังต่อสู้นั้นหยุดชะงักและม้วนตัวพุ่งไปหาต้นขจีทันที ห่าวอู๋อวี่เองยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ พญาหงส์ขาวที่ต่อสู้กันอยู่ดีๆก็พุ่งไปหาจินเป่า จินเป่าที่ตอนนี้เห็นท่าไม่ดีเขากำลังอยู่ใกล้ต้นขจีเพียงนิดเดียวหากเขาหลบก็ไม่ทันเสียแล้ว เจ้าต้นขจีก็มัวแต่พลักดันนักยุทธให้ถ่อยกลับไปแต่มันไม่ได้ใช้ตามองจินเป่า เนื่องจากว่ากลิ่นอายของนางนั้นเป็นต้นหลิวต้องแสงจันทร์ในเมื่อนางนั้นได้กลืนกินพลังของต้นหลิวต้องแสงจันทร์แล้ว นางก็ปล่อยพลังของมันออกมา จึงทำให้ต้นขจีซึ่งเป็นพืชวิเศษเหมือนกันไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นมนุษย์มันจึงไม่ได้ระวังตัวจากจินเป่าเลย แต่พญาหงส์ขาวรับรู้การไปของจินเป่าดีจึงพุ่งไปหานางและพ่นไฟใสทันที นางแบมือเก็บไฟดังเดิม แต่คราวนี้เจ้าพญาหงส์ขาวนั้นพุ่งเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันระวังและเก็บมันเข้าไปในมิติทันที หลังจากที่มันเข้าไปในมิติแล้วจินเป่าจึงใช้กริชที่กรีดเลือดของตัวเองนั้นแทงเข้าไปยังรากของต้นขจีทันที "วี้ดๆๆๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆ วี้ดๆๆๆๆๆ"เสี่ยงต้นขจีกรีดร้องและเอนไปเอนมาตอนนี้รากของมันถอนขึ้นจากดินเสียแล้ว จินเป่าได้ทีจึงโบกมือและเก็บต้นขจีก่อนที่มันจากอาละ
ทั้งสองคุยกันอยู่สักพักก็เข้าใจกันส่าตะจัดการเช่นไร"นั่นไงทั้งสองคนอยู่ตรงนั้นกำลังคุยกันอยู่แล้วแผนของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อล่ะลี่หลิน"จางซินกล่าวถาม"แผนของพวกเขาคือให้พวกเราทุกคนระวังตัวเองและแก้ไขสถานการณ์ไปตามเหตุการณ์ต่างๆ"ลี่หลินกล่าวขึ้น ทุกคนก็มองไปยังลี่หลินเพราะพวกเขาไม่แน่ใจว่านางได้สื่อสารกับผู้เป็นนายจริงหรือไม่ เนื่องจากพอถามพบนางก็ตอบทันที "งั้นพวกเราก็ต้องดูแลตัวเองและปกป้องด้วยให้ได้ เพื่อที่จะไม่เป็นตัวถ่วงของพวกสองคนนั้น"ไป๋อวิ้นกล่าวขึ้น"แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่ข้าสงสัยยิ่งนัก ทำไมข้าที่อยู่มิติแห่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยล่ะ เรื่องที่มีผลขจีสุกอะไรนั่น ทำไมหรือพอดูดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะสัตว์อสูรต่างๆก็รายล้อมเข้ามา และนักยุทธต่างๆก็เหมือนสนใจสิ่งเหล่านี้ ข้าอยากรู้เหลือเกินว่ามันเป็นสิ่งใด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น"ข้าเองก็สงสัยว่าทางราชสำนักไม่ได้ส่งผู้ใดมาเข้าชิงผลขจีเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าทางราชสำนักนั้นไม่สนใจกับสมุนไพรชนิดนี้ เจ้าที่อยู่ในเมืองหลวงนั้นจึงไม่รู้ว่ามีของดีแบบนี้"ห่าวอู๋มู๋ลี่กล่าวขึ้น ทุกคนขอพยักหน้าพร้อมที่จ
เมื่อถึงยามเที่ยงคืนแล้วสัตว์อสูรตนนั้นก็ออกมาจากต้นขจีมันเป็นสัตว์อสูรสีขาวสว่างไสว มองไกลๆราวกลับนกกินรีสีขาวแต่พอมองดีๆก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่กินรีแต่อย่างใด"นั่นมันพญาหงส์นิสัตว์มหาอสูรที่เฝ้าอยู่ต้นขจีมันคือพญาหงส์นี่เอง"บุรุษกลุ่มที่จับตัวทั้งสองคนมากล่าวขึ้น "พวกเจ้าแกะมัดมือข้าทั้งสองได้แล้วกระมังข้าจะได้หาวิธีที่จะเอาชนะสัตว์มหาอสูรตนนั้น"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น กลุ่มคนที่จับตัวพวกเขามาจึงปรึกษากันไม่นานเขาก็แกะเชือกวิญญาณนั้นออก "ข้าทั้งสองจำเป็นที่จะต้องโจมตีพร้อมๆกันแล้วพวกเจ้ามีใครที่ต้องการที่จะลงมือบ้าง ข้าจะได้วางแผนเผื่อพวกเจ้า"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น ทั้งหมดที่จับตัวทั้งสองคนมานั่นนั่งเงียบทันทีไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดเพราะไม่มีใครต้องการที่จะลงมือ "ทำไมพวกท่านไม่คิดที่จะลงมือเลยหรอ ในเมื่อต้องการของแต่ถ้าไม่ลงมือพวกท่านจะมีหน้ารับของพวกนี้ได้อย่างไร"จินเป่าถามขึ้ม"เอาเป็นว่าพวกข้าไม่ลงมือต่อสู้กับสัตว์มหาสูรแต่พวกข้าจะลงมือแย่งชิงกับผู้มียุทธเหล่านั้นเอง ถ้าพวกข้าได้ผลขจีมามากพอพวกข้าจะแบ่งให้พวกเจ้า "บุรุษผู้หนึ่งกล่าวขึ้น"ข้าเองจะไปสู้กับสัตว์อสูรเหล่านั้นแต่ข้าเอง
เมื่อยามค่ำคืนเข้ามากล้ำกรายในห้องห่าวอู๋อวี่กับจินเป่านอนด้วยกันบนเตียงนอน"ข้าอยากให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไปจังที่เราสองคนได้นอนกอดกันบนเตียงนุ่มแบบนี้ หากเราช่วยท่านพ่อตากับแม่ยายได้แล้วเราแต่งงานกันนะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวออกมาอย่างหยอกล่อและจิงจังในท่าที จินเป่าไม่ได้กล่าวอะไรนางได้ยินเสียงกุกกักนอกประตูนางรู้ดีว่าห่าวอู่อวี่รับรู้ได้ก่อนนางเสียอีกแต่เขาก็แกล้งพูดไปต่างๆนานา เมื่อด้านนอกได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน เขาก็ไม่กล้าที่จะบุกเข้ามา ห่าวอู๋อวี่สังเกตเห็นถึงข้อนี้"ข้านอนแล้วนะเจ้าเองก็นอนเถอะ"ห่าวอู๋อวี่กล่าวขึ้น เพื่อจะได้เดินตามแผนของกลุ่มคนที่มาดักจับสองคนเขา สักพักใหญ่ๆเสียงเคลื่อนไหวภายในห้องก็สงบลง บุรุษผู้หนึ่งโบกมือเป็นสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ด้านหลังค่อยๆเปิดประตูโรงเตี้ยมให้ แล้วค่อยๆบุกเข้าไปจับตัวทั้งสองได้ เมื่อถูกจับทั้งสองคนก็แกล้งทำเป็นหลับไหลไม่ได้สติ จินเป่าทำท่าทางตกใจตื่นขึ้นมา"หวกเจ้าเป็นใครกัน ทำไมถึงมาจับพวกข้าเช่นนี้ พวกข้าทั้งสองไปทำอะไรให้พวกเจ้าโกรธเคืองกัน"จินเป่าพูดขึ้น"แม่นางอย่าดิ้นรนเลย อย่าต่อรองกับการจับกุมในครั้งนี้ พวกเราวางแผนมานานแล้ว แล้วคนที่จับต
ป่ากระดังงาที่พวกเขาเดินทางเข้าไปนั้นร่มรื่นมีต้นไม้ใหญ่เล็กประปรายกันอยู่ มีโขดหินใหญ่โขดหินเล็กและมีเสียงสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากมาย เสียงนกร้องสักพักและบินจากไปเพื่อหาอาหาร"เราจะอยู่ผจญภัยอยู่ที่ป่าอัสดงกันจนจะมีวรยุทธเพิ่มขึ้นเท่าใดดี เราต้องตั้งเป้าหมายและล่ะ"จางซินกล่าวขึ้น"ข้าไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรเท่าไหร่หรอก เอาเป็นว่าจนกว่าพวกเราทั้งจะพอใจกันดีกว่า"ห่าวอู๋มูลี่กล่าวขึ้น"แล้วต้าเสว่ยล่ะท่านคิดว่ามาผจญภัยยังภายนอกแล้วท่านยังคิดว่ายังอยากติดตามพวกเราต่อหรือไม่"จินเป่าถามขึ้น"ถ้าไปกับพวกเจ้าแน่นอน ข้ารู้สึกสนุกรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกท้าทายแล้วพวกเจ้าก็มีจิตใจที่ดีช่วยเหลือชาวบ้านถ้าคิดว่าข้าต้องติดตามพวกเจ้าไปให้ถึงที่สุด"ต้าเหว่ยกล่าวขึ้น พวกเขาเดินทางในป่ากระดังงาราวๆเจ็ดวันก็ออกจากป่ากระดังงา เดินทางด้วยความราบรื่นตอนกลางวันเดิน กลางคืนก็พักผ่อนพวกเขาไปถึงหมู่บ้านอัสดงในเวลาเที่ยงของวันที่เจ็ด เมื่อพวกเขาไปถึงก็หาโรงเตี้ยมเพื่อนั่งกินอาหารกัน และจะได้ฟังข่าวจากนักยุทฑท่านอื่นด้วย พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะกลางสุดเพราะจะได้ฟังเสียงข้างๆได้สะดวกยิ่งขึ้น "ป่าอัสดงทุกวันนี้ทำไมข้าไม