เมื่อคืนวานเซียวอวี้กำเริบเสิบสานยิ่ง คิดอาศัยแรงจากสุรามาบีบบังคับเฟิ่งจิ่วเหยียนเฟิ่งจิ่วเหยียนหาใช่สตรีอ่อนแอทั่วไปไม่ จึงชกเขาเข้าเต็ม ๆ หนึ่งหมัดขณะนี้ผู้ที่ชกเขากำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ในมือถือไข่ไก่ที่ปอกเปลือกแล้วเอาไว้ดวงตานั้นแตกต่างจากส่วนอื่นในร่างกาย ไม่อาจใช้กำลังภายในสลายเลือดคั่งได้ เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงได้แต่ใช้วิธีทั่วไป ทว่าผลลัพธ์ก็ช้ายิ่งตั้งแต่เมื่อคืนวานจนถึงยามนี้ ได้ใช้ไข่ไก่ไปสิบกว่าฟองแล้วทว่ารอยฟกช้ำบนดวงตาของเขาก็ยังไม่หายไป จึงไม่อาจพบใครได้เซียวอวี้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง จะใช้วิธีพูดเกลี้ยกล่อมแบบไหนไม่ดีเขาไม่เคยพบสตรีที่แรงมากถึงเพียงนี้มาก่อน!ชกมาหมัดหนึ่ง เขาก็เกือบจะตาบอดแล้วเฟิ่งจิ่วเหยียนใช้ไข่ไก่กลิ้งประคบรอบตาเขาหลายรอบ ทันใดนั้นเขาพลันจับข้อมือของนาง“เจ้าช่างกำเริบเสิบสานเสียจริง!”ตีคนไม่ควรตีหน้า ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นถึงฮ่องเต้ของแคว้น!เฟิ่งจิ่วเหยียนสีหน้าเรียบนิ่งกล่าว “ท่านทำผิดก่อน”เซียวอวี้เป็นฝ่ายผิดจริง ๆทว่าเมื่อกลับมาคิดดู ต้องโทษเฟิ่งหมิงเซวียนน่าตายนั่น!พูดหลักการบ้าบออะไรนั่น!หากเฟิ่งหมิงเซวียนมาได้ยิ
“ฮองเฮา เดี๋ยวก็จะได้พบหน้ากับสาวใช้ของเจ้าผู้นั้นแล้ว เหตุใดจึงดูไม่ยินดีเลยเล่า?” เซียวอวี้รู้สึกเบิกบานใจที่วางแผนได้เหนือกว่านางอีกขั้นเขามองสำรวจคนตรงหน้า คิดอยากเห็นว่านางจะแสดงสีหน้าออกมาอย่างไรยามนั้นนางทุ่มเทความคิดอย่างมากในการส่งเหลียนซวงออกจากวัง เขามีลางสังหรณ์ว่านี่ไม่ปกติ จึงจัดวางหมากลับไว้เพิ่มเฟิ่งจิ่วเหยียนเหลือบขึ้นมอง สบตากับเขาดวงตาของนางราวกับมีรอยยิ้มบาง ๆ อยู่เซียวอวี้มองจนตกอยู่ในภวังค์ ทว่าทันใดนั้น...“เพละ!” เสียงดังขึ้นตามแรงในมือนาง เขาพลันรู้สึกเจ็บปวดบริเวณดวงตาอย่างรุนแรงไข่ทั้งฟองนั้น แตกจนเป็นผงสีเหลืองและขาวผสมกันเละเทะ กระจายไปทั่วดวงตาของเขา“ฮองเฮา เจ้าคิดจะฆ่าสามีหรือไร!”นางกำเริบเสิบสานเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!......ณ ชายแดนเหนือคู่สามีภรรยาเมิ่งได้รับจดหมายแววตาฮูหยินเมิ่งดุดัน“เฉียวม่อถึงกับทำป้ายคำสั่งอินทรีเหินปลอมขึ้น เช่นนั้นป้ายคำสั่งที่นางส่งคืนมาก่อนหน้านี้ก็เป็นของปลอมหรือ?”นางรีบปลดกลไกกล่องทันที ป้ายคำสั่งอินทรีด้านในนั้นมองอย่างไรก็เหมือนกับของจริงไม่ผิดเพี้ยนแม่ทัพเมิ่งรับมันมาดู แล้วหยีตาดูอยู่พักหนึ่ง
หลังถูกลูกธนูยิง เดิมเฉียวม่อคิดว่า ตัวเองต้องตายเป็นแน่นางคิดว่า ตายไปทั้งอย่างนี้ก็ดี จะได้จบ ๆ แต่ไม่คาดคิดเลยว่า ยามมวลความเจ็บปวดถึงขั้วกระดูกม้วนตัวเข้ามา นางฟื้นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดเมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าตัวเองอยู่ในถ้ำแปลกถิ่น บริเวณรอบด้านต่างเต็มไปด้วยกำแพงหิน นางถูกมัดไว้บนเตียงไม้ผุพังหลังหนึ่งทันใดนั้นพลันมีเสียงแก่ชราดังขึ้นมาข้างหู“แม่ทัพน้อยเมิ่ง ฟื้นแล้วหรือ…”ตอนนี้เฉียวม่อถึงได้เห็นว่า บนหัวนางมีบุคคลหนึ่งยืนอยู่ใบหน้าของคนผู้นั้นน่ากลัวอย่างยิ่ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเขาก้มหน้า จ้องมองมาที่นางพร้อมฉีกยิ้มร่าเฉียวม่อถามทันที “เจ้าช่วยข้าไว้หรือ?”นั่นสินะ ศิษย์พี่คงเคยช่วยเหลือคนไว้มากมาย!คนผู้นี้ต้องคิดว่านางเป็นแม่ทัพน้อยเมิ่งเหมือนองค์หญิงใหญ่แน่ ๆ ถึงได้ช่วยชีวิตนางอย่างไม่สนสิ่งใดคนผู้นั้นยื่นมือไปจับหน้าอกของนางที่ถูกลูกธนูปัก นางพลันรู้สึกเย็นวูบจากนั้นก็ได้ยินเขาส่งเสียงหัวเราะชวนสยองออกมา“สมกับเป็นแม่ทัพน้อยเมิ่งผู้ฝึกปรนร่างกายมาอย่างดี ร่างกายนี้ ช่างแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า“ถูกลูกธนูปักเสี่ยงตายถึงชีวิตแท้ ๆ แต่กลับรอด
เฟิ่งจิ่วเหยียนนั่งลงบนก้อนหินข้าง ๆ ท่าทางดูเหน็ดเหนื่อยนางหยิบผ้าออกมาผืนหนึ่ง เช็ดคราบเลือดบนคมดาบไปพลาง เอื้อนเอ่ยช้า ๆ เหมือนหาเรื่องคุย“หลังจากที่สงครามรัฐเหลียงสิ้นสุดลง ท่านอาจารย์ประกาศต่อภายนอกว่า ข้าบาดเจ็บสาหัส ต้องส่งตัวไปยังสถานที่กบดาล“เจ้าคิดว่า เขาทำเช่นนั้นเพียงเพื่อปิดบังเรื่องที่ข้ากลับไปที่เมืองหลวงงั้นหรือ?”เฉียวม่ออ้าปากพะงาบ ๆ พูดอย่างยากลำบาก“แล้วไม่ใช่หรือ?”เฟิ่งจิ่วเหยียนช้อนตาขึ้น สายตาลุ่มลึกดั่งมหาสมุทร“เรื่องแก้แค้นแทนเวยเฉียง เดิมทีไม่จำเป็นลงแรงเนิ่นนานถึงเพียงนี้“หากข้าอยากออกจากวัง ย่อมมีวิธีอยู่แล้ว“ความจริงก็คือ ชายแดนทิศเหนือไม่ค่อยสงบสุข ข้าจึงไม่สามารถกลับไปได้เร็ว”เฉียวม่ออารมณ์เดือดพล่าน เลือดบนตัวไหลออกมามากกว่าเดิมที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง!นางสู้กับศิษย์พี่มาตั้งนาน สุดท้ายก็เดินหมากผิดไปหนึ่งตัว!!ดาบในมือของเฟิ่งจิ่วเหยียนถูเช็ดจนมันขลับ สะท้อนใบหน้าเด็ดเดี่ยวของนาง“เจ้าอยากล่อเสือออกจากถ้ำ แต่กลับไม่รู้เลยว่า ข้าเองก็จำใจต้องออกจากถ้ำเหมือนกัน“ต้องโทษอาจารย์ที่ไม่ได้บอกเจ้าอย่างชัดเจน ว่าหลังจากสงครามสิ้นสุดลง
ณ สนามม้าหลวง วันนี้ลมแรงมากเฟิ่งจิ่วเหยียนว้าวุ่นโดยพลันเหตุใดถึงกลายมาเป็นนางสอนฮ่องเต้ยิงธนูล่ะ?รอยช้ำบนดวงตาของเซียวอวี้จางหายไป ใบหน้าจึงงดงามไร้ที่ติเขาหยิบคันธนูขึ้นมา แล้วหันไปถามเฟิ่งจิ่วเหยียน“เราจับท่านี้ ถูกต้องไหม?”เฟิ่งจิ่วเหยียนเรียกสติกลับมา หันไปมองเขาจึงเห็นว่าท่วงท่าค่อนข้างดูสบาย ๆ เลยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง“อืม ใกล้เคียง”เมื่อเขายิงธนูออกไป กลับห่างจากเป้านิ่งค่อนข้างไกลเฉินจี๋ไม่เข้าใจทักษะยิงธนูของฝ่าบาทแม่นยำมาตลอด แล้ววันนี้เป็นอะไรไป?เซียวอวี้ยิงอีกลูกปั่ก!ครั้งนี้แย่กว่าเดิม หลุดจากเป้านิ่งไปแล้ว!เฉินจี๋ :แปลกมาก! ฝ่าบาทต้องตรวจตราสาส์นร้องทุกข์มากเกิน จนข้อมือเสียหายเป็นแน่!ยิงธนูพลาดสองครั้งติด เซียวอวี้กลับไม่หงุดหงิดเลยสักนิด“ฮองเฮา” เขาเงยหน้ามองเฟิ่งจิ่วเหยียน แม้นไม่มีท่าทีถ่อมตน แต่นัยน์ตากลับเต็มไปด้วยแววขอคำแนะนำเฟิ่งจิ่วเหยียนเคยเห็นภาพเขายิงธนูสังหารเฉียวม่อ จึงรู้ดีว่าทักษะยิงธนูของเขาเป็นเช่นไรและรู้ด้วยว่าที่เขาอยากให้นางสอนในตอนนี้เพราะคิดอะไรอยู่นางมองตรงไปยังเบื้องหน้า กล่าวเตือนอย่างไม่เกรงใจ“ที่แห่งนี
เฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวอย่างตายด้าน“ต้องสอนตามความสามารถของผู้เรียน หากเป็นคนมีทักษะยิงธนูธรรมดา ข้าจะให้เขายิงตำแหน่งกลางอก เพราะเป้านิ่งค่อนข้างกว้าง โอกาสชนะมีสูง“แต่คนที่มีทักษะยิงธนูเหนือชั้นเช่นท่าน พุ่งโจมตีส่วนหัว จะยิ่งทำให้ถึงแก่ชีวิตได้แม่นยำมากกว่า“แต่ส่วนหัวเองก็มีชั้นเชิง อาจจะดูเหมือนว่าหน้าผากคือจุดเล็ง แต่ความจริงจุดเล็งอยู่หลังศีรษะ——บริเวณกะโหลกส่วนล่าง หรือก็คือจุดที่เชื่อมต่อกับกระดูกไขสันหลังบริเวณลำคอนั่นเอง…”ขณะที่นางพูด เซียวอวี้ก็ฟังอย่างตั้งใจแต่ไม่ทันได้รู้ตัว พอมองริมฝีปากที่กำลังขยับอ้าของนาง หัวใจของเขาก็กระตุกไหวณ ตำหนักฉือหนิงองค์หญิงใหญ่ปักถุงหอมเรียบร้อย จึงตั้งใจว่าจะไปส่งให้ฮองเฮาด้วยตนเอง“อะไรนะ? ฝ่าบาทกำลังสอนฮองเฮายิงธนูอยู่งั้นหรือ?”เพ้อเจ้อ!เหล่าข้าหลวงต้องส่งสารผิดแน่นอน!ทักษะยิงธนูของแม่ทัพน้อยไม่เป็นสองรองใครในใต้หล้า! จำเป็นต้องให้ฝ่าบาทสอนด้วยหรือ?องค์หญิงใหญ่ตรงไปที่สนามม้าหลวงด้วยท่าทางองอาจเป็นดั่งคาด สิ่งที่นางเห็น เป็นฮองเฮากำลังสอนฮ่องเต้ชัด ๆ!นางมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับฮ่องเต้ผู้เป็นน้องชาย ยามที่ยังเป็นเ
องค์หญิงใหญ่กลับไปเหมือนวิญญาณออกจากร่าง เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงหันมาสอนเซียวอวี้ยิงธนูต่อเซียวอวี้กลับเหม่อลอย“อาการปวดหัวของเจ้า รุนแรงหรือไม่?”เฟิ่งจิ่วเหยียนเก็บหุ่นไปพลาง พูดขึ้นมาลอย ๆ“อาการเดิม ๆ ข้าชินแล้วล่ะ”คิ้วคมของเซียวอวี้ขมวดมุ่น ถามต่อเหมือนไม่ตั้งใจ“ตอนที่อาการปวดหัวของหลิงเยี่ยนเอ๋อร์กำเริบ ยาที่เจ้าเคยให้นาง เป็นยาที่เจ้าใช้เองหรือ?”ตอนนั้น เขาไม่รู้ว่านางเองก็มีอาการปวดหัวเหมือนกัน แถมยังบังคับนางส่งยาที่มีทั้งหมดมาให้หลิงเยี่ยนเอ๋อร์อีก…เฟิ่งจิ่วเหยียนคร้านจะอธิบาย“เพคะ“ฝ่าบาท ท่านยิงธนูได้แล้ว”เซียวอวี้กลับวางธนูลง จดจ้องมาที่นางด้วยสายตาลุ่มลึก “เจ้าควรบอกเราตั้งแต่แรก หากเรารู้ว่าเจ้าเองก็ต้องใช้ยานั้น ก็คงไม่บังคับเจ้า…”เฟิ่งจิ่วเหยียนเริ่มรำคาญ“ฝ่าบาท วันนี้ข้ามาสอนยิงธนูให้ท่าน ไม่ใช่มารำลึกถึงความหลังกับท่าน”กับคนที่นางไม่ได้สนใจ นางไม่ได้มีเวลาว่างมากระเง้ากระงอดด้วยขนาดนั้นหัวใจของเซียวอวี้ว้าวุ่น จนมือเสียสมดุลก่อนหน้านี้เขาทำอะไรลงไป!ฟิ้ว——หัวลูกธนูเฉียดผ่านศีรษะของหุ่น หลุดออกจากเป้านิ่งไปแล้ว!เฟิ่งจิ่วเหยียนหันไปมองเซียว
วันต่อมา ไทฮองไทเฮาทรงเรียกฮ่องเต้มาตักเตือนต่อหน้า“ข้าก็ใช่ว่าไม่พอใจที่เจ้ากับฮองเฮาจะมีความรักต่อกัน เพียงแต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานะด้วยเช่นกัน“ฮองเฮาควรสุขุมเรียบร้อย และควบคุมดูแลวังหลังให้ดี“ทว่านางกลับละเลยถึงเพียงนี้ เป็นสตรีจะฝึกยิงธนูอะไรกัน? ทั้งยังชักนำให้ฝ่าบาทอย่างเจ้าละเลยงานราชกิจอีกด้วย“สองวันก่อนเจ้าก็ไม่ได้เข้าว่าราชกิจด้วยซ้ำ...ดูเถอะว่าฮองเฮาทำให้เจ้าหลงใหลจนกลายเป็นสภาพใด!“ฝ่าบาท เจ้าก็มิใช่คนที่หลงใหลในรูปโฉม หลายวันนี้เป็นเช่นไรหรือ? เหตุใดจึงเลอะเลือนถึงเพียงนี้!”ไทฮองไทเฮาทรงเอ่ยตั้งมากมาย ทว่ากลับเห็นฮ่องเต้ราวกับวิญญาณล่องลอย ตัวคนอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้ใจลอยไปที่ใด“ฝ่าบาท!” ไทฮองไทเฮาทรงตะคอกด้วยความโมโหแววตาของเซียวอวี้ดูเย็นชา “เสด็จย่ามีเรื่องอันใด?”แค่ดูก็รู้ว่าไม่ได้ฟังสิ่งที่นางเอ่ยเมื่อครู่ไทฮองไทเฮาทรงหายใจแทบติดขัด“ข้ากำลังตักเตือนเจ้าเรื่องขอบเขตที่เหมาะสมของการเป็นกษัตริย์“ทั้งเจ้าก็ยังเป็นสามี จึงควรจะควบคุมภรรยาของตนให้ดี อย่าปล่อยให้ฮองเฮามีอิทธิพลต่อเจ้า”เซียวอวี้ยังเย้ยหยันตนเองเขาหรือจะควบคุมฮองเฮาได้?เมื่
เฟิ่งจิ่วเหยียนกวาดตามองเหล่าทหารใหม่หลายร้อยนายนั้น แล้วหันไปสั่งการอู๋ไป๋“คะแนนสอบกลศึกของทหารเหล่านี้ ไม่ให้แต้มแม้แต่แต้มเดียว”อู๋ไป๋ยืดคอตั้งตรง เผยให้เห็นความหยิ่งยโสอยู่หลายส่วน“พ่ะย่ะค่ะ!”ทหารหลายร้อยนายเหล่านั้นเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมการสอบประเมินทหารใหม่ที่เพิ่งเข้าค่ายทหารนั้น ครอบคลุมไปถึงกลศึก การขี่ม้ายิงธนู และการวาดแผนที่เป็นต้นคะแนนสอบที่สูงหรือต่ำนั้น ใช้ตัดสินว่าพวกเขาจะได้เป็นทหารทัพไหนทัพกลางดีที่สุดทัพซ้ายและขวา สองทัพนี้รองลงมาที่แย่ที่สุดคือกองเสบียง กองดูแลอาวุธ ที่อนาคตไม่มีโอกาสได้เข้าสู่สนามรบยามนี้แค่คำพูดเดียวของฮองเฮา ก็ทำให้คะแนนกลศึกของพวกเขากลายเป็นศูนย์ ใช้อำนาจรังแกคนชัด ๆ!“ฮองเฮา เพราะเหตุใดพ่ะย่ะค่ะ!”เฟิ่งจิ่วเหยียนไม่ได้อธิบายให้มากความ“ในเมื่อรู้ว่าสตรีเป็นทหารไม่ง่าย ก็ต้องเห็นคุณค่าของโอกาสในตอนนี้ของพวกเจ้าให้ดี“พอถูกสตรีนำหน้า ก็อับอายจนโมโห ทำไม อยากให้ข้าชมพวกเจ้าว่ามีอนาคตยาวไกล จะต้องเอาชนะกองทัพสตรีได้แน่อย่างนั้นรึ?“ทหารทุกนาย วิ่งรอบค่ายร้อยรอบ!”เหล่าทหารใหม่ที่ถูกกดขี่บีบบังคับได้แต่ทำ
ใกล้จะถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์แล้ว วันนี้เป็นวันหยุด เฟิ่งเหยียนเฉินจะพาโจวซื่อไปบ้านพ่อตาเพื่อส่งของขวัญเทศกาลไหว้พระจันทร์ล่วงหน้าระหว่างที่โจวซื่อกำลังช่วยเฟิ่งเหยียนเฉินสวมเข็มขัด สาวใช้ก็เข้ามาในห้อง แล้วรายงานอยู่ข้างฉากบังลม“ใต้เท้า ฮูหยิน แม่หญิงหลิวผู้นั้นมาอีกแล้วเจ้าค่ะ!”สองสามีภรรยามองตากันด้วยสีหน้าจนปัญญาเฟิ่งเหยียนเฉินขมวดคิ้วถาม“นางมาทำอะไร”“มาอยู่เป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ”โจวซื่อกดแขนของเฟิ่งเหยียนเฉิน เงยหน้ามองเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“ท่านพี่ อย่าบุ่มบ่าม ถึงอย่างไรก็เป็นแขกของท่านแม่ พวกเราเป็นคนรุ่นหลัง จะไล่คนไปก็คงไม่ดี คอยสังเกตการณ์เงียบ ๆ จะดีกว่า”เฟิ่งเหยียนเฉินกดอารมณ์ร้อนของตนลงเมื่อนึกได้ว่าอีกซักครู่ยังต้องไปบ้านท่านพ่อตา เช่นนั้นก็ช่างเรื่องท่านน้า เขาเพียงสั่งข้ารับใช้ว่า “ปกป้องท่านแม่ให้ดี”“ขอรับ ใต้เท้า!”นายหญิงเฟิ่งพักอยู่ที่เรือนรองนางพาหลิวอิ๋งเดินชมด้านในจวนพลทหารรอบหนึ่งหลังจากคนทั้งสองเดินกลับถึงเรือนรอง หลิวอิ๋งก็จับมือนาง แล้วกล่าวด้วยความกระดากใจอย่างยิ่งว่า“พี่หญิง เรื่องเมื่อวานเป็นข้าที่เลอะเลือนเอง
จวนพลทหารเฟิ่งเหยียนเฉินเห็นแก่ท่านแม่ จึงฝืนใจยอมนั่งโต๊ะเดียวกับคนที่เรียกว่าเป็นน้าหญิงสกุลโจวก็เห็นแก่หน้าแม่สามีเหมือนกัน ไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา มีไมตรีจิตรกับน้าหญิงคนนี้สีหน้าหลิวอิ๋งแสดงออกถึงท่าทีรู้สึกผิด ยกจอกสุราลุกขึ้นมา“เรื่องในวันนี้ เป็นเรื่องเข้าใจผิด“พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ควรทะเลาะกันเช่นนี้“พี่สาว อภัยให้ข้าด้วย ข้าคิดถึงเรื่องของท่านพ่อท่านแม่กับน้องชาย จึงล่วงเกินเจ้า ล่วงเกินหลานสะใภ้”นางยกจอกสุราคารวะนายหญิงเฟิ่งนายหญิงเฟิ่งใจอ่อน “อาอิ๋ง เจ้าเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของข้า ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้”นางไม่ได้เลี้ยงดูส่งทั้งสองท่านเป็นครั้งสุดท้าย เป็นสิ่งที่นางเสียใจที่สุดในชีวิต ไม่โทษที่หลิวอิ๋งต่อว่านาง ต่อหน้าทุกคน“พี่สาว เหยียนเฉิน ข้าดื่มหมดจอก!” หลิวอิ๋งดื่มสุราในจอกจนหมดเฟิ่งเหยียนเฉินไม่พูดอันใดตลอดมื้ออาหารครั้งนี้จนหลังทานอาหารค่ำแล้วเสร็จ หลังจากทุกคนส่งน้าหญิงกลับไปแล้ว เขาค่อยพูดกล่อมท่านแม่“ข้าคิดว่า น้าหญิงคนนี้ไม่ควรผูกมิตร ต่อไปท่านไปมาหาสู่นางน้อยหน่อย”นายหญิงเฟิ่งขมวดคิ้ว“เหยียนเฉิน อย่างไรนั่นก็เป็นน้องสาวของข้า เป็นญ
เฟิ่งหลินโกรธจนขำหัวเราะ“เก้ามิ่งก็คือเก้ามิ่ง ข้ายังจะโกหกเจ้าได้รึ?“หลิวอิ๋ง เจ้ายังไม่ได้แต่งงานเข้ามา ก็ก่อเรื่องวุ่นวายให้ข้าขนาดนี้ ต่อไปจะไม่ยิ่งกว่านี้รึ?“วันนี้ หากเจ้าไม่ไปขอโทษ งั้นการแต่งงานระหว่างเจ้ากับข้า ก็ยกเลิก!”หลิวอิ๋งมือสั่น หว่างหัวคิ้วมืดคล้ำ “ได้! ข้าไปขอโทษ! ทว่าไม่ใช่เพราะท่านข่มขู่ข้า เป็นเพราะข้าคำนึงถึงท่าน ไม่อยากให้จวนตระกูลเฟิ่งเสื่อมเสียชื่อเสียง”นายท่านเฟิ่งรู้จักนางดีตั้งแต่ต้นแล้วเขาส่งเสียงเมิน “หากเจ้าหวังดีกับข้าจริง ๆ ก็จะไม่บีบบังคับให้ข้าแต่งงานกับเจ้า !”คำพูดประโยคนี้ทิ่มแทงใจหลิวอิ๋งนางหัวเราะเย้ย“ซานหลาง ข้าบีบบังคับเจ้าจริง ๆ หรือ? เราแต่งงานกัน ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของกันและกันหรือ?”นางต้องการอำนาจกับทรัพย์สินเปิดเส้นทางการค้าระหว่างแต่ละแคว้น อาศัยเพียงสถานะป้าของฮองเฮา ยังไม่เพียงพอนางยังต้องส่งลูกสาวไปยังตำแหน่งสูงศักดิ์ส่วนเฟิ่งหลิน เขาต้องการลูกสาวที่เชื่อฟัง คลอดโอรสให้กับตระกูลเฟิ่งของพวกเขาทันใดนั้น เฟิ่งหลินพูดอะไรไม่ออก ไม่สนใจนาง สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปข้างนอกห้องตรงระเบียงทางเดินสาวใช้พูดเ
หลิวอิ๋งมาถึงจวนตระกูลเฟิ่ง วางมาดเป็นเหมือนนายหญิงกลับจวน นำรังนกยื่นให้สาวใช้“นำรังนกไปตุ๋น เดี๋ยวข้าจะดื่ม”สาวใช้ยื่นมือทั้งคู่รับมา ไม่กล้าที่จะละเลยพ่อบ้านเหลือบมองรังนก แล้วก็แอบส่ายหัวฮูหยินในอนาคตคนนี้หาเงินเก่งก็จริง ทว่าใช้จ่ายเงินก็ไม่ธรรมดาหากให้นางดูแลจัดการจวนตระกูลเฟิ่ง จะมีชีวิตที่ดีได้หรือ?หลิวอิ๋งอายุสี่สิบกว่า ปกติใช้เงินจำนวนมากในการบำรุงดูแล ใช้ผงแป้งไข่มุกทุกวัน แลดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงอย่างน้อยเจ็ดแปดปีวันนี้นางแต่งตัวสวมชุดกระโปรงเบาสบายทันสมัย กล่าวกันว่าเป็นแบบที่ฝ่าบาทออกแบบให้กับฮองเฮาด้วยพระองค์เอง เมื่อสวมใส่แล้วมีความสง่ากล้าหาญ นางคิดว่า คู่ควรกับสถานะของนางที่เป็นหญิงแกร่งทางการค้าเวลานี้ มุมหนึ่งตรงระเบียงทางเดิน อี๋เหนียงหลินกับสาวใช้ยืนอยู่ตรงนั้น แอบมองดูอยู่สาวใช้แสดงสีหน้าสมน้ำหน้า“อี๋เหนียง นายท่านโกรธขนาดนี้ แม่หญิงหลิวคนนั้นโชคร้ายแน่”สายตาอี๋เหนียงหลินแฝงไปด้วยความเกลียดแค้น ชิงชัง มือออกแรง แทบอยากฉีกผ้าเช็ดหน้าให้ขาด“สารเลว! อย่าให้นางเข้ามาอยู่ที่นี่ดีที่สุด!”……หลิวอิ๋งเข้าไปในห้องโถงหน้า ก็เห็นเฟิ่งหลินจับจ้องต
ในห้องโถงส่วนหน้า จวนตระกูลเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ ความคับแค้นใจนั้นมิอาจจางหายได้ มันอัดแน่นอยู่ในทรวงอก รู้สึกอึดอัดใจยิ่งนัก พ่อบ้านรออยู่ด้านข้าง กลั้นเสียงมิกล้าหายใจแรง แผ่นหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ฮองเฮาพิโรธขนาดนั้นก็ไม่น่าแปลกใจ ว่าที่ฮูหยินทำเกินไปแล้วจริง ๆ กล้าไปสร้างปัญหาที่จวนพลทหาร ทั้งตบหน้าฮูหยินน้อยได้อย่างไร! บัดนี้นายท่านจึงตกที่นั่งลำบาก หันหน้าไปทางไหนก็ไม่ดี พ่อบ้านลอบถอนหายใจ หนึ่งเรื่องยังไม่ทันจบ เรื่องใหม่ก็เข้ามาอีก เด็กรับใช้รีบเร่งเดินเข้ามาข้างใน “นายท่าน! คุณชายใหญ่กลับมาแล้วขอรับ!” เพิ่งจะพูดจบ เฟิ่งเหยียนเฉินพลันเดินเข้ามาด้วยท่าทีน่าเกรงขาม เขาไม่รอให้คนไปรายงานก่อน เดินตรงมาหานายท่านเฟิ่งที่ห้องโถงส่วนหน้าโดยตรง ครั้นได้เห็นสีหน้าบึ้งตึงของบุตรชาย ก็คาดเดาได้ถึงเหตุผลที่เขามาเยือนทันที จู่ ๆ นายท่านเฟิ่งรู้สึกนั่งก็ไม่ใช่ ยืนก็ไม่ถูก เขานึกหงุดหงิดใจนัก วันนี้ช่าง “ครึกครื้น” เสียจริง! เฟิ่งเหยียนเฉินยังสวมเครื่องแบบราชการอยู่ ยืนนิ่ง พูดเข้าประเด็นทันที “ขอบังอาจถ
จวนตระกูลเฟิ่ง นายท่านเฟิ่งกำลังสั่งให้คนเขียนเทียบเชิญงานแต่ง พ่อบ้านพลันวิ่งเข้ามารายงาน “นายท่าน นายท่าน! ฮองเฮาเสด็จมาขอรับ!” สีหน้าของนายท่านเฟิ่งดูตกตะลึง เหตุใดฮองเฮาจึงมาเยือนอย่างกะทันหัน? หรือได้ยินข่าวว่าเขากำลังจะแต่งงานใหม่ จึงรีบมาขัดขวาง? อีกด้านหนึ่ง ในเรือนอี๋ชิง อี๋เหนียงหลินร้องไห้จนตาบวมไปหมดแล้ว “ไฉนนังแพศยานั่นมาทีหลังกลับได้สมหวัง! “ข้าปรนนิบัตินายท่านมานานหลายปีแล้ว นางเป็นแค่หญิงม่ายคนหนึ่ง คิดจะมาแข่งกับข้า...นายท่านจะชื่นชอบนางได้อย่างไร! “ข้าโมโหจะตายอยู่แล้ว! ให้ตายเถอะ! ข้ายอมตาย ดีกว่าทนอัดอั้นเช่นนี้!” ตั้งแต่รู้ว่าหลิวอิ๋งกำลังจะได้แต่งเข้าจวน อี๋เหนียงหลินก็ร้องไห้โวยวายอย่างหนัก ก่อนหน้านี้ได้วิ่งไปโวยวายต่อหน้านายท่านแล้ว กลับถูกตำหนิกลับมาเสียยกใหญ่ ยามนี้จึงได้แต่ระบายความอัดอั้นในเรือนของตนเอง เดิมเฟิ่งหมิงเซวียนยังมาปลอบโยนนางบ้าง ทว่านางร้องไห้บ่อยเกินไป จนเฟิ่งหมิงเซวียนรู้สึกรำคาญเช่นกัน จึงย้ายไปอยู่ที่โรงพักแรม ไม่ยอมกลับบ้านทั้งกลางวันกลางคืน อี๋เหนียงหลินยิ่งคิดก็
เฟิ่งจิ่วเหยียนเดินเข้าไปในห้อง พลันเห็นมารดานั่งอยู่ข้างเตียง ใช้ผ้าเช็ดน้ำตาอยู่ แววตาของนางมืดลง ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปเร็วขึ้น ครั้นนายหญิงเฟิ่งได้ยินเสียงคนเข้ามา จึงเงยหน้ามอง เห็นว่าเป็นเฟิ่งจิ่วเหยียน ก็รีบปาดน้ำตาทิ้ง เปลี่ยนจากความเศร้าเป็นยินดี “ฮองเฮา...” ถึงแม้จะเป็นแม่ลูกกัน และอยู่ในสถานที่ส่วนตัว นายหญิงเฟิ่งยังเคร่งครัดในกฎระเบียบ นางไม่อยากให้บุตรสาวกังวล จึงหาข้ออ้างง่าย ๆ โดยไม่รอให้เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยถามก่อน “แม่แค่คิดถึงเวยเฉียง มิรู้ว่านางอยู่ที่จางโจวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง” การร้องไห้เมื่อคิดถึงบุตรสาว เป็นธรรมดาของมนุษย์ หากเฟิ่งจิ่วเหยียนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ก็คงจะเชื่อแล้วจริง ๆ นางเดินไปนั่งลงข้างกายของนายหญิงเฟิ่งอย่างเงียบ ๆ “พูดมาตามตรงเถิด เกิดอะไรขึ้น” นายหญิงเฟิ่งชะงักงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกลับมาแย้มยิ้มทันที “ก็เป็นดั่งที่พูดเมื่อครู่นี้ ฮองเฮา ไฉนเจ้าถึงออกจากวัง? มีเรื่องอะไรนอกวังหรือไร?” นางยังต้องการจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา ทว่าเฟิ่งจิ่วเหยียนยังวกกลับมา “ข้าเห็นคนพวกนั้นแล้ว พวกนาง
ราชทูตจากเป่ยเยี่ยนที่รักตัวกลัวตายนั้น เขาย่อมรู้ดีว่านิสัยของอดีตฮ่องเต้เป็นคนเช่นไร จึงมิคิดหาเรื่องเดือดร้อนให้กับตนเองเขารีบพาทหารทั้งหลายที่ถูกถอดชุดเกราะปลดอาวุธกลับเป่ยเยี่ยนไปในทันที มิคิดรั้งอยู่หนานฉีเลยแม้แต่วินาทีเดียวเมื่ออดีตฮ่องเต้เห็นทุกคนออกไปกันหมดแล้วนั้น เขาถึงรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่า เขาถูกทิ้งเอาไว้ที่นี่แล้วจริง ๆ วินาทีนั้น เขาโกรธโมโหยิ่งนัก พร้อมทั้งไอสังหารที่แผ่ไปทั่วทุกที่“อ๊าก! ตาเฒ่า! ข้าเป็นบุตรแท้ ๆ ของท่าน ท่านกล้าทำเช่นนี้กับข้าเลยหรือ!”เขาทั้งสองข้างพลันคุกลงบนพื้น ก่อนจะร้องคำรามไปมามิต่างอันใดกับสุนัขที่บ้าคลั่ง……แคว้นตงซานที่อยู่ห่างออกไปพันลี้นั้นหลังจากที่ราชทูตทั้งสองกลับมาแล้วนั้น พลางนำข่าวที่ตนเองถูกพวกหนานฉีบังคับให้ทำการค้าขายด้วยมารายงานในทันทีฮ่องเต้แคว้นตงซานที่ได้ยินเช่นนั้น พลันหัวเราะออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว“เรารู้ดีว่า หนานฉีจักไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้แน่!”ราชทูตหลี่หลิงที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นนั้น“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมิอาจช่วยราชครูกลับมาได้ ทว่า พวกกระหม่อมได้ทิ้งสายลับเพื่อติดตามหาเบาะแสของตงฟางซื่อเอาไว้แ