บ้านหลังใหญ่ของครอบครัวศิลปการสกุล ไม่สิ! ต้องเรียกเป็นคฤหาสน์เลยก็ว่าได้ เพราะทั้งกว้างใหญ่ติดกับทะเลสาปเล็กๆและมีสวนดอกไม้เบ่งบานสวยงามหลากหลายสายพันธ์ บ้านหลังนี้อยู่ห่างจากปางช้างสรศิลป์ เนเชอรัลประมาณห้ากิโลเมตร สามารถขับรถหรือปั่นจักรยานลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆด้านหลังได้
มีอีกเรื่องหนึ่งที่พรนลัทพึ่งได้รู้จากผู้เป็นป้าคือเส้นทางที่หัสดินทร์พาเธอมาในวันแรกเป็นทางด้านหลังของปางช้าง ที่ส่วนใหญ่มักจะให้ควาญช้างจูงช้างไปเดินออกกำลังกาย เท่านี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าชายหนุ่มตั้งใจกลั่นแกล้งเธอตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน
ร่างบางทรุดนั่งลงบนปลายเตียงนอนหลังใหญ่ โดยมีสาลี่คอยช่วยจัดข้าวของของเธอเข้าที่ให้เรียบร้อยตามคำสั่งของแม่เลี้ยงสรณ์สิริ ก่อนเสียงหวานจะเอ่ยถามสาวใช้เกี่ยวกับเรื่องที่เธอข้องใจสงสัย
“สาลี่ ถามอะไรหน่อยสิ”
“ถามเยอะๆก็ได้ค่ะ คุณน้ำผึ้ง” สาลี่เอ่ยยิ้มๆ ก่อนจะหันมาจ้องใบหน้าสวยใสของเจ้านายสาวคนใหม่
“บ้านพักหลังเล็กมีผีจริงป่ะ”
“ตั้งแต่สาลี่โตมาจนเป็นสาวอยู่ที่นี่มาไม่เคยไม่ผีหรอกค่ะ พี่ชงนมก็อำเล่นไปอย่างนั้นแหละ คุณน้ำผึ้งสบายใจได้”
“แต่เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงคนเคาะประตู กับเห็นเงาตะคุ่มๆ ข้างบ้านจริงนะ”
พรนลัทตัดสินใจเล่าให้สาวใช้ตรงหน้าฟัง เพราะเธอก็อยากได้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บ้าง ไม่อยากคิดฟุ้งซ่านจากความกลัวของตัวเอง
“เสียงเคาะประตู เหมือนอย่างนี้ไหมคะ”
สาวใช้วัยใสวางกำปั้นลงบนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วทำเสียงเคาะประตูสาธิตให้เธอดู
“ใช่ๆ” พรนลัทพยักหน้ารัวๆ
“ถ้างั้นก็คงเป็นโมบายระย้าที่แขวนไว้ข้างหน้าประตู พอมันโดนลมพัดก็จะดังเหมือนคนเคาะประตูนั่นแหละค่ะ แล้วเมื่อคืนฝนก็ตกลมแรง เป็นไปได้สูงที่จะเป็นมันแน่นอน”
เรื่องของเสียงเคาะถูกไขกระจ่างเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวคลี่ยิ้มแห้งๆออกมาด้วยความเข้าใจผิดคิดมาก สงสัยเธอจะดูหนังสยองขวัญมากจนเกินไป จินตนาการเป็นเรื่องต่างๆ
“แล้วเงาล่ะ?” พรนลัทยังคงถามต่ออีกเรื่องที่ค้างคาใจ
“เงายิ่งไม่ใช่ใหญ่เลยค่ะ คุณน้ำผึ้งน่าจะเป็นพุ่มต้นเข็มที่อยู่ข้างบ้านค่ะ บางทีสาลี่ก็ยังมองเป็นคนเลย” สาวใช้พูดด้วยน้ำเสียงกลั้วขำ
“สรุปนี่ฉันคิดไปเองหมดเลยสินะ”
แปลว่าไม่มีเสียงเคาะไม่มีผี แต่มีตุ๊กแกในห้องก็เท่านั้น เธอนี่ก็กลัวไม่เข้าเรื่องจนคิดเป็นตุเป็นตะ หญิงสาวถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกับรอยยิ้ม สาลี่ได้แต่คลี่ยิ้มอย่างเห็นใจ ก่อนเธอจะขอตัวออกจากห้องนอนไป ปล่อยให้เจ้านายสาวได้มีเวลาส่วนตัว
******
เช้าวันต่อมาครอบครัวศิลปการสกุลกำลังร่วมกันรับประทานอาหารอยู่ในห้องอาหารขนาดใหญ่กันอย่างพร้อมเพรียง โดยมีสาวใช้สูงวัยอย่าง ‘ฟองจันทร์’ และสาลี่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง สาวน้อยผู้มาอาศัยพักใจก็ถูกประมุขของบ้านชวนคุยอย่างสนุกสนาน ส่วนคนตัวโตที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอทำสีหน้านิ่งๆ พลางยกแก้วกาแฟจิบเป็นพักๆ ทำทีเป็นไม่สนใจ
“ช้าง แม่ฝากน้องไปทำงานด้วยนะ”
แม่เลี้ยงสรณ์สิริหันไปบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทำเอาคนถูกให้ไปทำงานด้วยทำหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยิน พรนลัทจึงหันไปมองคนที่นั่งตรงข้าม ก็เห็นเขาดูชะงักแก้วกาแฟเล็กน้อยแต่ก็ยังทำหน้านิ่งคาดเดาอารมณ์ไม่ออก หญิงสาวรู้ว่าเขาได้ยินประโยคที่มารดาเอ่ยก็คงไม่ยินดียินร้ายมากนักหรอก ถึงเขาจะไม่ได้ว่าอะไรก็ตาม
“ช่วงนี้ป้ากับลุงจะยุ่งๆหน่อยนะลูก พอดีมีงานของมูลนิธิต้องไปต่างจังหวัดบ่อย ถ้าน้องน้ำผึ้งเหงาก็ชวนสาลี่หรือชวนพี่เค้าไปเที่ยวก็ได้นะลูก”
คนเป็นป้าหลังจากสั่งการลูกชายเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ก็หันมาบอกหลานสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางลูบศีรษะเล็กด้วยความเอ็นดู เนื่องจากนางสรณ์สิริและหิรัญมีมูลนิธิที่คอยช่วยเหลือเด็กยากไร้ จึงมีหลายอย่างที่ต้องไปจัดการ ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายต่อหลายครั้ง อาจจะทำให้ทั้งคู่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน และดูแลหลานสาวคนสวยได้เต็มที่นัก
“ขอบคุณมากนะคะ คุณป้า คุณลุง”
พรนลัทยกมือไหว้ผู้มีพระคุณกับเธอทั้งสองคนเธอรู้สึกซึ้งในความมีเมตตาของผู้ใหญ่ทั้งคู่ ที่อุตส่าห์ดูแลเธอเป็นอย่างดี หิรัญคลี่ยิ้มกว้างอบอุ่นให้กับหลานสาวเช่นกัน
หลังจากเสร็จสิ้นมื้อเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินตามกันออกมาตรงหน้าโรงจอดรถ สองสามีภรรยาในชุดเรียบหรูกำลังจะก้าวขึ้นรถตู้คันใหญ่ก็หันมาล่ำลาลูกชายและหลานสาว
“แม่กับพ่อไปก่อนนะลูก”
แม่เลี้ยงสรณ์สิริโอบร่างบางของหลานสาวแล้วจับแก้มนุ่มด้วยความเอ็นดู ก่อนจะผละออกไปสวมกอดร่างหนาของลูกชายบ้าง แล้วโน้มลำคอแกร่งมาเอ่ยกระซิบชิดใบหู
“แล้วอย่าแกล้งน้องล่ะตาช้าง ถ้าแม่รู้ล่ะก็ แกได้ระเห็จไปนอนในคอกช้างแน่”
“ผมไม่ทำอะไรเค้าหรอกครับ” แต่ถ้าเค้าเริ่มก่อนนี่ไม่นับนะครับ ประโยคหลังหัสดินทร์ไม่ได้เอ่ยออกไป เขาทำเพียงคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับคนเป็นมารดา
“พ่อฝากน้องด้วยล่ะ ลุงไปนะลูก ดูแลกันดีๆ”
หิรัญตบบ่าลูกชายเบาๆ ก่อนจะหันไปลูบศีรษะเล็กของหลานสาวด้วยความเอ็นดู แล้วผละไปโอบภรรยาคนงามก้าวขึ้นรถตู้คันหรูที่มีคนขับเปิดประตูรออยู่แล้ว
สองหนุ่มสาวมองตามท้ายรถจนลับสายตา แล้วจึงหันมาสบตากันโดยอัตโนมัติ ก่อนคนตัวสูงจะเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงกวนๆ
“พร้อมจะทำงานหรือยังครับ คุณครูคนใหม่”
“ฉันพร้อมตั้งนานแล้ว จะไปได้หรือยังล่ะ”
พรนลัทกระแทกเสียงตอบกลับ พร้อมกับสะบัดหน้าบึ้งตึงหนีไปอีกทาง หัสดินทร์ได้แต่แย้มยิ้มขำๆ ไม่ได้ยี่หระกับเสียงหวานห้วนสนิทของเธอ ก่อนเขาจะเดินนำไปยังรถยนต์สมรรถนะดีเยี่ยมพร้อมกับเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้เธอได้ขึ้น
หญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งบนรถด้วยสีหน้ายับยุ่ง แล้วเอื้อมมือไปปิดประตูรถเสียงดังโครม ไม่สนด้วยว่ารถจะราคากี่สิบล้าน เพราะตั้งใจจะให้ประตูมันหนีบนิ้วคนกวนประสาทเสียจริงๆ แต่มันก็แค่คิดไม่ได้ลงมือทำจริงๆหรอก อีกอย่างเธอเหลือบไปเห็นสีหน้าเจ้าของรถแย้มยิ้มกว้างพลางโคลงศีรษะอย่างขำๆ ก่อนเขาจะอ้อมมาขึ้นรถฝั่งคนขับ และเคลื่อนรถออกไปจากโรงจอดรถด้วยใบหน้าเรียบเฉย
*****
เพียงไม่ถึงสิบนาทีสองหนุ่มสาวก็พากันเข้ามายังปางช้างสรศิลป์ เนเชอรัลเป็นที่เรียบร้อย ชายหนุ่มก็เดินนำมายังห้องกว้างเปิดโล่งทั้งสามด้าน บริเวณด้านในมีโต๊ะไม้ขนาดใหญ่พร้อมที่นั่งเรียงรายไว้สำหรับให้คนที่สนใจทำงานศิลปะได้ลองฝึกทำและสามารถชมการแสดงช้างวาดภาพได้อีกด้วย
“นี่เป็นห้องทำงานของคุณ อาจจะไม่ได้มีแอร์หรูอยู่สบาย คิดว่าคุณน่าจะทำงานได้นะ”
หัสดินทร์เอ่ยบอกเมื่อทั้งคู่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน ทว่าประโยคที่เขาเอ่ยออกมานั้นเหมือนกำลังหยั่งเชิงแกมดูถูกเธอกลายๆ
“จะห้องแบบไหนฉันก็ทำงานได้ทั้งนั้นแหละ”
“ก็ดี! จะคอยดูว่าคุณจะทำงานได้ดีเหมือนกับที่พูดไว้ได้หรือเปล่า แต่ก่อนที่จะเริ่มงานอันดับแรก ควรพูดจาให้มันเพราะๆหน่อยคุณ ไม่อย่างนั้นใครจะอยากมาทำกิจกรรมที่ปางช้างของผม เขาคงหนีกระเจิงกันไปหมด ผมรู้คุณเส้นใหญ่ แต่มืออาชีพเขาต้องรู้จักแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว”
“ฉันพูดเพราะกับคนที่อยากพูดด้วยเท่านั้นแหละ แล้วคิดว่าฉันอยากมาทำงานกับคุณนักหรือไง ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่มาให้คุณยืนดูถูกแบบนี้หรอก”
พรนลัทยังเถียงกลับเสียงแข็งไม่ลดละ ใบหน้าสวยใสเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่สบอารมณ์
“ผมนี่นะดูถูก คิดมากไปหรือเปล่าคุณ ผมแค่อยากบอกในฐานะเจ้านายที่อยากได้คนมาร่วมงานด้วยมีประสิทธิภาพ ที่ผมพูดนี่ผิดด้วยหรอ” หัสดินทร์พูดยิ้มๆ พลางจ้องดวงตากลมโตตรงหน้า แล้วยักคิ้วข้างเดียวอย่างเย้าแหย่
“เหอะ มีประสิทธิภาพคุณวัดจากอะไรหรอ วัดจากคะขาแล้วพาเข้าห้อง หรือวัดจากทรวดทรงองค์เอวเหมือนคนก่อนๆนี่ใช่ไหม”
พรนลัทเอ่ยแล้วเหยียดยิ้มมุมปาก พร้อมกับจ้องใบหน้าคมคายที่เริ่มตึงกับประโยคที่เธอเอ่ยเย้ยหยันด้วยความสะใจ ส่วนเขาก็จ้องเธอดวงสายตาคมกริบแข็งกระด้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม แล้วโต้กลับอย่างกวนประสาท
“ครูศิลปะคนก่อนๆ ก็อาจจะใช่นะ แต่กับคุณผมดูยังไงมันก็ไม่ตูมตื่นตาตื่นใจเลยสักนิด”
หัสดินทร์พูดพลางกวาดสายตาอ้อยอิ่งไปตั้งแต่ใบหน้าสวยใสไล่ลงมายังเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนจวบจนเรียวขาขาวโผล่พ้นกางเกงขาสั้นเลยเข่าเล็กน้อยของเธอ ทำเอาพรนลัทหน้าร้อนผ่าวไปถึงกกหู ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาตอกกลับให้ชายหนุ่มหน้าหงายไปบ้าง เธอจึงแหวเสียงเขียวใส่เขาแทน
“คุณช้าง!”
“คุณเริ่มก่อนเองนะน้ำผึ้ง แล้วอย่างนี้จะมาโกรธผมก็ไม่ถูก”
คราวนี้เสียงทุ้มเข้มจัดไม่มีแววเย้าแหย่ล้อเล่นอีกต่อไป แถมประกายตาสีนิลคู่นั้นก็ดูแข็งกร้าวอย่างเอาจริง จนพรนลัทไม่กล้าที่จะต่อล้อต่อเถียงด้วยอีกแล้ว เธอจึงทำทีเดินไปกระแทกก้นนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่หลังโต๊ะทำงานแทน แล้วมองออกไปด้านนอกที่เห็นบรรดาควาญช้างและคนงานกำลังเตรียมงานกันอยู่
“ผมไปทำงานแล้ว ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกเด็กในนี้ได้ทุกคน”
พูดจบก็พาร่างสูงของตัวเองออกไปจากห้องทำงาน ทิ้งให้คนตัวเล็กได้แต่หันกลับมามองด้วยความหงุดหงิดหัวใจ พรนลัทถอนหายใจออกมาแรงๆ สองถึงสามครั้งราวกับกำลังสงบสติอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ในใจ เมื่อรู้สึกดีขึ้นเธอจึงเริ่มลงมือทำงาน
*****
กระทั่งเวลาดำเนินไปเกือบสิบเอ็ดโมง การทำงานวันนี้ของเธอไม่มีอะไรมาก มีสอนเด็กๆและผู้ปกครองที่เข้ามาชมช้างวาดภาพเป็นที่ระลึกก็เท่านั้น หลังจบกิจกรรมกับเด็กๆ สาวใช้คนสนิทก็พาเธอไปแนะนำให้รู้จักกับ ‘ลุงศักดิ์ดา’ หัวหน้าคนงานและควาญช้าง แล้วยังแนะนำให้เธอรู้จักกับ ‘ชาญชัย’ ควาญช้างคนเก่งของที่นี้และยังเป็นสามีของ ‘ลำดวน’ สาวงามซึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายต้อนรับ อีกหนึ่งสาวสวยอย่างคุณ ‘พริมา’เป็นผู้จัดการรีสอร์ทหลังเล็กของปางช้าง ทุกคนให้ความต้อนรับพรนลัทเป็นอย่างดี มีความจริงใจและเป็นมิตรทำให้เธอสนิทสนมกับพวกเขาในเวลาอันสั้นอย่างรวดเร็ว
คุณครูคนใหม่พาตัวเองกลับมานั่งพักในห้องสอนศิลปะอีกครั้ง ยังไม่ทันที่เธอจะหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ จู่ๆ ก็มีเสียงแจ๋นๆเอ่ยทักทาย และน้ำเสียงดูไม่เป็นมิตรอย่างแน่นอน ก่อนสองร่างเพรียวบางจะก้าวเข้ามาในห้อง
“เธอเองหรอที่มาทำงานแทนฉัน”
พรนลัทชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองสองร่างตรงหน้านิ่งๆ โดยเฉพาะสาวปากแดงชุดเดรสสีมิ้นท์สั้นจู๋ที่เป็นคนเอ่ยทัก แล้วแย้มยิ้มบางๆ
“ใช่ค่ะ”
“ศจี ฉันไม่ยักรู้นะว่ารสนิยมคุณช้างจะเปลี่ยนไปขนาดนี้ แม่นี่ดูกะโหลกกะลาไปเลยเมื่อเทียบกับเธอ”
เพื่อนสาวที่มาด้วยกันแสดงความคิดเห็นออกมา พลางกวาดสายตาดูถูกดูแคลนเธออย่างหน้าไม่อาย ทำให้พรนลัทถึงกับปรายตาไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแข็งกระด้าง
“พอดีฉันมาทำงานน่ะค่ะ ไม่ได้มาทำอย่างอื่น อาจจะไม่ได้ดูสวยปากแดงแจ๋เหมือนคุณศจี”
“ปากดีจริงๆ แต่ดูยังไงคุณช้างก็ไม่สนใจเธอหรอก อะไรมันดูไซส์มินิไปหมด”
สาวงามนามว่า ‘ศจี’ สงสัยจะเป็นคนสอนศิลปะคนเก่ายังทำหน้าตาเย้ยหยันเธอไม่พัก แล้ววันนี้มันวันอะไรของเธอหนักหนา ตั้งแต่เช้าก็โดนอีตาช้างปากมอมดูถูกมาที นี่ยังมาโดนแม่คู่ขาหุ่นอวบอั๋นมาตอกย้ำเธออีก คนพวกนี้ไม่รู้จักคำว่า ‘ซ่อนรูป’ บ้างหรือยังไง
ในเมื่อเธอเคยบู๊แหลกกับพวกที่ชอบดูถูกหลายต่อหลายคนแล้ว รวมแม่คนนี้ไปอีกซักคนคงไม่เป็นไร พรนลัทจึงสวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า
“ขอโทษนะคะ ฉันใช้มือทำงานไม่ได้ใช้ ‘นม’ ทำ”
ไม่เพียงแค่พูดเธอยังกวาดสายตาไปยังก้อนซาลาเปาสองก้อนที่เอ่อล้นทะลักออกจากชุดเดรสของเจ้าหล่อนอย่างเหยียดๆ ก่อนจะหันตัวเดินกลับไปยังโต๊ะทำงาน ทว่าว่าสองสาวเจ้าปัญหาดันกระชากบ่าบอบบางของเธออย่างแรง ทำให้คนไม่ทันระวังตัวแทบหงายหลัง
“นี่แก นังคนปากดี ยังงี้ต้องตบให้เลือดกบปากสักที อรแกจับมันไว้นะ ฉันจะตบมัน”ศจีเอ่ยบอกเพื่อนที่มาด้วยกัน ส่วนคนที่ชื่ออรก็เข้ามาล็อกแขนของเธอไว้ทั้งสองข้างเสียแนบแน่น
เพี้ยะ!
ฝ่ามือที่หมายจะฟาดลงแก้มของพรนลัทกลับไปถูกแก้มของคนที่จับเธอแทน เพราะหญิงสาวก้มตัวลงเลยรอดจากฝ่ามือไปได้หวุดหวิด ก่อนจะใช้เท้ายันหน้าท้องของอีกฝ่ายจนล้มลงไปก้นจ้ำเบ้า พร้อมกับเสียงกรีดร้องเสียงดังลั่น
“อร้ายยย!”
แต่ก่อนที่พรนลัทจะทันได้ตั้งตัว เพื่อนรักของศจีก็ผลักเธอกระเด็นไปชนโต๊ะเก็บของอีกฝั่ง จนข้าวของร่วงหล่นอะไรที่เป็นพลาสติกก็กระเด็นกระดอน ส่วนอะไรที่เป็นแก้วก็ตกลงมาแตกกระจัดกระจาย เสียงโหวกเหวกโวยวายทำให้ชงนมและสาลี่รีบวิ่งเข้ามาในห้องทันที
“แย่แล้วพี่ชงนมไปตามนายช้างมาเถอะ” สาลี่หันไปบอกคนเป็นพี่ชายทันที แล้วรีบวิ่งเข้าไปช่วยห้ามอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เหตุการณ์ในห้องไม่รู้ว่าใครเป็นใครเพราะซัดกันนัวไปหมด สาลี่รีบเข้าไปประคองเจ้านายสาวให้ลุกขึ้น เป็นจังหวะเดียวกันกับเสียงทุ้มตวาดก้องไปทั่วห้อง
“พวกคุณทำบ้าอะไรกันเนี่ย!”
“คุณช้างขา ศจีถูกแม่นั่นทำร้ายเจ็บไปหมดทั้งตัวเลยค่ะ”
ศจีพาร่างสะบักสะบอมเข้าไปกอดท่อนแขนหนาออดอ้อนชายหนุ่มขอความเห็นใจ ยิ่งทำให้พรนลัทรู้สึกโกรธเป็นทวีคูณ ขณะเดียวกันหัสดินทร์ก็แกะมือเหนียวหนึบที่เกาะต้นแขนของตัวเองออก แล้วหันมาถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ผมถามทำไมไม่ตอบ หมาบ้ามันเข้าสิงพวกคุณกันหรือไง!”
“ศจีแค่มาทักทายคุณครูคนใหม่เฉยๆนี่คะ อยู่ๆ แม่นั่นก็โมโหทำร้ายศจี”
“นี่คุณ! พูดให้ถูกนะว่าใครกันแน่ที่หาเรื่องก่อน”
“พอหยุด! กลับไปได้แล้วศจี ไม่มีเหตุผลอะไรให้คุณต้องมาที่นี่อีกแล้ว ขืนยังเข้ามายุ่งวุ่นวายกับผมและคนของผมอีกล่ะก็ผมจะไม่ไว้หน้าคุณแน่”
หัสดินทร์ประกาศกร้าวออกมาเสียงดังลั่น ทำเอาศจีหน้าซีดเผือดเพราะไม่เคยเห็นชายหนุ่มในโหมดแบบนี้ เจ้าหล่อนรู้สึกเสียใจจนน้ำตาคลอ ก่อนจะรีบเดินกระแทกเท้าเร่าๆ ออกไปจากห้องนี้พร้อมเพื่อนสาวทันที
“ส่วนคุณ วิญญาณนักมวยมันเข้าสิงคุณหรือยังไง ถึงได้ชวนคนอื่นทะเลาะไม่เว้นวัน”
“นี่คุณช้าง! คนที่ชวนฉันทะเลาะคือคู่ขาเก่าของคุณหรือเปล่า การที่คุณพูดแบบนี้เท่ากับกำลังว่าฉันเป็นคนเริ่ม โคตรทุเรศ”
“ผมไม่ได้หมายความว่ายังนั้นนะ ผมหมายถึงว่าทำไมคุณต้องไปต่อปากต่อคำกับพวกนั้นด้วย ทำไมไม่เดินหนีออกมา มันยากนักหรือยังไง ฮึน้ำผึ้ง”
“แล้วทำไมฉันต้องหนี ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ถ้าฉันจะลุกขึ้นสู้บ้าง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเองมันไปหนักอกหนักใจของคุณนักหรือยังไง!”
พรนลัทเอ่ยสวนกลับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นๆ พลางเงยหน้าจ้องมองใบหน้าคมคายอย่างรู้สึกผิดหวัง ขอบตาเริ่มร้อนผะผ่าว ดวงตากลมโตของเธอเริ่มรื้นไปด้วยน้ำใสๆ เธอแค่สมเพชตัวเองที่ต้องกลายมาเป็นคนหนีปัญหา ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อด้วยซ้ำ
แต่แล้วความอ่อนแอเข้ามากัดกินหัวใจที่แสร้งแกล้งทำเป็นเข้มแข็งของเธอพังลง หญิงสาวกลั้นเสียงสะอื้นแล้วเดินชนไหล่หนาออกไปจากห้องทำงานทันที ท่ามกลางสายตาที่เป็นห่วงเป็นใยของคนงานทั้งสองคน
“นายไม่น่าไปพูดแบบนั้นเลยครับ คุณน้ำผึ้งเธอก็ไม่ผิดจริงๆ ถึงจะดูเหมือนเก่งแต่จริงๆเธอก็อ่อนแอเหมือนกันนะครับ” ชงนมเอ่ยบอกเจ้านายหนุ่มเสียงแผ่วๆ ด้วยความเห็นใจคุณครูคนสวย
“เออกูรู้แล้ว มึงนี่ก็ยุจนกูรู้สึกสำนึกผิดแทบไม่ทัน” หัสดินทร์หันไปตะคอกเสียงแข็ง หากแต่สายตาของเขามองตามหลังบางไปจนลับตาด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะก้าวยาวๆออกจากห้องไปด้วยความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจ
“เนี่ยที่เขาว่า ขิงก็รา ข่าก็แรงกันทั้งคู่”
ชงนมได้แต่พึมพำออกมาอย่างเห็นใจเจ้านายทั้งคู่ พลางโคลงศีรษะไปมาๆ แล้วหันไปช่วยสาลี่จัดการเก็บกวาดข้าวของที่ตกกระจายทั่วห้องให้กลับมาเป็นสภาพดังเดิม