รถคันใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาจอดในโรงจอดรถของบ้าน หัวคิ้วเข้มของหัสดินทร์ต้องขมวดเป็นปมด้วยความสงสัย เมื่อสายตาคมของเขาสบเข้ากับรถสปอร์ตคันหรูจอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน บ่งบอกว่ามีแขกมาบ้านของเขาอย่างแน่นอน สองหนุ่มสาวเดินเคียงคู่กันเข้ามายังห้องโถงกลางบ้านก็ต้องได้ยินเสียงหัวร่อต่อกระซิกของบุพการีและแขกออกรสออกชาติอย่างสนุกสนานในห้องรับแขกขนาดใหญ่
ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโปโลคอปกสีเข้มกับกางเกงขาสั้นพอดีเข่าสีครีมกำลังนั่งจ้อกับแม่เลี้ยงสรณ์สิริ และพ่อเลี้ยงหิรัญ ชายหนุ่มหันหน้ามาทางประตูของห้องรับแขก ดวงตาของเขาสบเข้ากับสองร่างต่างไซส์เดินเคียงกันเข้ามา เขาก็รีบลุกขึ้นมาพร้อมกับแย้มยิ้มกว้างและเดินมากอดคอหัสดินทร์
“มาทำไมวะ บ้านไม่มีอยู่หรือไง”
“มีอยู่เว้ย แต่ไม่มีวิวสวยๆให้ดูแบบนี้ สวยด้วยเด็กด้วย โคตรแจ่ม”
‘จิรสิน’ หรือ ‘จิงโจ้’ ลูกพี่ลูกน้องของหัสดินทร์ เขาชอบให้เรียกว่า ‘โจ้’ มากกว่า เอ่ยกระซิบข้างใบหูของคนมีศักดิ์เป็นพี่ที่ห่างกันแค่หนึ่งปี ตัวเองก็เลยปีนเกลียวทำเป็นรุ่นเดียวกัน น้ำเสียงกระเซ้าเย้าแหย่ พลางเหล่ไปมองร่างเล็กใบหน้าสวยหวานที่ยืนข้างๆ ด้วยความสนใจ
“อย่ามาปากดี ไอ้เวรโจ้ สาระแนไม่เข้าเรื่อง”
หัสดินทร์เค้นเสียงห้วนลอดไรฟันอย่างหงุดหงิด หากแต่คนเป็นลูกพี่ลูกน้องก็หันไปออดอ้อนมารดาของเขาได้อย่างน่าหมั่นไส้ จนหน้าแข้งเขากระตุกอยากจะยันมันสักทีสองที
“คุณป้าคร้าบ ไอ้ช้างมันว่าผม”
ส่วนคนตัวเล็กที่ยืนข้างๆก็มองสองร่างสูงกอดรัดกันด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ แต่ก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด ก่อนแม่เลี้ยงสรณ์สิริจะเข้ามาโอบไหล่มนของหลานสาว
“โจ้ก็อย่าไปแหย่เจ้าช้างสิ ก็รู้อยู่ว่าเวลาโมโหมันเหมือนช้างป่าตกมันขนาดไหน”
นางเอ่ยกับหลานชายตรงหน้ายิ้มๆ แล้วก็แนะนำหลานสาวที่อยู่ในอ้อมแขนให้รู้จัก
“น้ำผึ้ง นี่พี่โจ้นะลูก เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพี่ช้าง หลานป้าอีกคนน่ะจ๊ะ”
พรนลัทรีบยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม ทำเอาคนถูกไหว้ยกมือขึ้นรับไหว้แทบไม่ทัน เขาฉีกยิ้มกว้างตาเป็นประกายให้กับเธอ
“น้องน้ำผึ้งเป็นลูกสาวเพื่อนรักของป้า เลยมาเป็นครูอาสาในปางช้างน่ะ” นางเอ่ยแนะนำเสริมเพิ่มเติม
“ยินดีที่ได้รู้จักครับน้องน้ำผึ้ง”
จิรสินเอื้อมมือของตนไปให้กับอีกฝ่ายได้จับ เป็นการทักทายกันแบบสากล พรนลัทจึงยื่นให้จับด้วยความเป็นมิตรแล้วเสียงหวานก็เอ่ยทักทายเช่นกัน
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ พี่โจ้”
พี่โจ้!? ทีกับมันเรียก ‘พี่’ ทีกับเขา เรียกคุณอย่างนั้นอย่างนี้ สองมาตรฐานชัดๆ แถมยังยิ้มให้มันหวานเชื่อมยิ่งกว่าน้ำตาลอ้อย เห็นแล้วขัดหูขัดตาชิบหาย!
หัสดินทร์จ้องมองคนตัวเล็กด้วยสายตาขุ่นเคือง ก่อนจะปรายตาไปมองไอ้ลูกพี่ลูกน้องของเขาที่ยิ้มหน้าระรื่นอย่างหมั่นไส้ ไม่รู้ว่ามันประกวดยิ้มสยามหรือยังไง เห็นยิ้มไม่หุบหงุดหงิดหัวใจไปหมด
เขาพาตัวเองไปกระแทกก้นนั่งลงบนโซฟาตัวข้างๆบิดา ทำเอาหิรัญเห็นปฏิกิริยาของลูกชาย คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนย่อมรู้ดีก็ได้แต่คลี่ยิ้มขันๆ
แม่เลี้ยงสรณ์สิริประคองหลานสาวคนสวยมานั่งลงโซฟาตัวข้างๆกับสามี ส่วนจิรสินก็ทรุดนั่งข้างลูกพี่ลูกน้องที่ตอนนี้หน้างอเป็นจวักตักข้าว
“น้องน้ำผึ้งทำงานอะไรมาก่อนหรอครับ” จิรสินเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ ถือว่าเป็นการสร้างสัมพันธไมตรีกับสาวน้อยตรงหน้า
“อ้อ น้ำผึ้งเป็นศิลปินวาดภาพประกอบน่ะค่ะ” พรนลัทคลี่ยิ้มบางๆ พลางตอบกลับนิ่งๆ
“ว้าวดูน่าสนใจมากเลยนะครับ พี่ก็ชอบศิลปะ”
“มึงนี่นะชอบศิลปะ กูเห็นตอนเด็กวาดคนอย่างกับก้างปลา ดัดจริตมากกว่าละมั้ง”หัสดินทร์โพล่งขึ้นมาขัดคอลูกพี่ลูกน้องด้วยน้ำเสียงหยันๆ
“ตาช้าง ปากคอเรานี่มันเราะร้ายมาก ไปว่าตาโจ้แบบนั้นได้ยังไง”
คนเป็นมารดาฟังคำปรามาสของลูกชายที่ต่อว่าคนเป็นหลานชายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน ก่อนสามีที่นั่งข้างๆ เอื้อมมือมาทาบฝ่ามือนุ่มนิ่มแล้วเอ่ยบอกยิ้มๆ
“เด็กๆ เค้าก็แซวกันแบบนี้แหละคุณ อย่าไปคิดมาก”
“เราย้ายกันไปที่ห้องอาหารเถอะค่ะ ป่านนี้ฟองจันทร์กับสาลี่จัดสำรับเสร็จแล้ว”
แม่เลี้ยงสรณ์สิริเอ่ยพร้อมลุกขึ้น แล้วจูงมือหลานสาวคนสวยออกไปจากห้องนั่งเล่นแล้วไปยังห้องอาหารทันที ก่อนสามหนุ่มต่างวัยจะพากันลุกตามไป
บรรยากาศอาหารเย็นวันนี้ค่อนข้างครึกครื้นเป็นพิเศษ ถึงแม้ผู้ร่วมโต๊ะจะมีวัยที่ต่างกันแต่ก็สามารถพูดคุยได้อย่างสนุกสนาน และดูเหมือนคนที่ถูกชวนคุยมากสุดน่าจะเป็นสาวน้อยของบ้าน
ทว่ากลับมีคนหนึ่งที่อารมณ์ไม่รื่นรมย์เอาซะเลย หัสดินทร์ตักอาหารเข้าปากช้าๆ สายตาของเขาจับจ้องไปยังคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงข้าม ซึ่งพรนลัทนั่งระหว่างมารดาของเขากับไอ้ลูกพี่ลูกน้องตัวดี
“นี่ครับ แกงโฮะ ของดีภาคเหนือ ทานเยอะๆนะครับน้องน้ำผึ้ง”
จิรสินตักแกงโฮะที่อยู่ในจานตรงหน้าไปวางบนจานข้าวของพรนลัท พร้อมกับคลี่ยิ้มกว้างให้แก่เธอ หญิงสาวก็แย้มยิ้มยินดีบางๆให้กับความใส่ใจของคนข้างๆ แต่มันดันทำพิษให้กับคนที่นั่งตรงข้ามอย่างไรอย่างนั้น เขาไม่ได้รู้สึกรื่นหูรื่นตาสักเท่าไร แถมยังส่งสายตาจ้องเขม็งมาที่เธอ
หากพรนลัทก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ พลางยกช้อนข้าวกำลังเข้าปาก แต่ก็ต้องชะงักกึกให้กับคำพูดกวนโมโหของเขาจนได้
“ไม่มีมือหรือไง ตักข้าวเองไม่เป็น”
“ตาช้าง/เจ้าช้าง!”
เสียงอุทานเรียกชื่อลูกชายดังลั่นมาจากปากของทั้งสองบุพการี หัสดินทร์ก็หาได้ยี่หระไม่ เขายังจ้องสองคนตรงหน้าอย่างไม่คลาดสายตา
แม่เลี้ยงสรณ์สิริได้แต่โคลงศีรษะเบาๆให้กับความกวนประสาทของลูกชาย ขณะเดียวกันคนที่ถูกหาว่าไม่มีมือก็ฉีกยิ้มหวานให้คนตรงข้าม ก่อนจะหันไปหาจิรสินแล้วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“พี่โจ้ขา หมูทอดร้อนๆค่ะ เดี๋ยวน้ำผึ้งเป่าให้นะคะ”
พรนลัทเอื้อมมือไปตักหมูทอดแล้วเอาขึ้นมาเป่าให้กับคนข้างๆ ก่อนจะปรายตาหันไปมองคนที่นั่งตรงข้าม พลางยักคิ้วข้างเดียวยั่วๆ ทำเอาคนถูกย้อนได้แต่กำช้อนส้อมแทบหักคามือ
“ขอบคุณครับน้องน้ำผึ้ง”
ด้านสองบุพการีก็หลุดอมยิ้มให้กับความบันเทิงตรงหน้า โดยเฉพาะคนเป็นมารดาที่ยกข้อนิ้วชี้ขึ้นมาปัดปลายจมูกของตัวเองเบาๆ ซ่อนรอยยิ้มขันให้กับความแสบสันตอกกลับของหลานสาวกับลูกชายตัวดีของนาง
“โจ้ กลับจากออสเตรเลียคราวนี้ จะกลับไปอีกเมื่อไรล่ะ” หิรัญเป็นฝ่ายเอ่ยถามหลานชายเป็นงานเป็นการ หลังจากเห็นว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มอึมครึม
“ว่าจะไม่กลับแล้วครับ คิดว่าจะช่วยงานคุณพ่อคุณแม่น่ะครับ”
ครอบครัวจิรสินทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ มารดาของเขาเป็นน้องสาวแท้ๆของแม่เลี้ยงสรณ์สิริ นามว่า ‘สรณ์สรา’ แต่งงานไปกับนาย ‘จีระศักดิ์’ เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ก่อสร้างจนขยับขยายมาเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์
“ยังงี้ก็จะมีลูกสะใภ้ไปฝากแม่เราแล้วน่ะสิ” คนมีศักดิ์เป็นป้าเอ่ยกระเซ้า พร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆประดับอยู่บนใบหน้าสวยสมวัย
“ถ้าคุณป้ามีใครก็แนะนำผมได้นะครับ” จิรสินยิ้มรับหน้าบาน พลางแกล้งหันไปเหลือบมองสาวน้อยที่นั่งข้างๆ
“หาเมียยังหาเองไม่ได้เลย ชีวิตจะทำอะไรได้”
คนที่สงบปากสงบคำไปนานก็โพล่งขึ้นมาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แถมน้ำเสียงยังห้วนสนิท ใบหน้าเรียบตึง ทำเอาคนถูกกัดด้วยถ้อยคำหาได้สะทกสะท้านไม่ จิรสินยักไหล่เบาๆ รู้สึกสะใจที่ทำให้ลูกพี่ลูกน้องแสดงอาการ ‘หวงของ’ ออกมาได้
ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าคนมีศักดิ์เป็นพี่คิดยังไงกับสาวน้อยที่นั่งข้างๆเขา คนที่เจนสนามสตรีอย่างเขาจะมองไม่ออกได้ยังไง ทว่าหัสดินทร์อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับพรนลัทกันแน่ต่างหาก ถ้าอย่างนั้นเขาอาจจะช่วยกระตุ้นให้รู้ใจตัวเองอีกสักนิด
“ว่าแต่เราคุยกันค้างไว้ น้องน้ำผึ้งสนใจไปชมนิทรรศการศิลปะของเพื่อนพี่ไหมครับ กำลังจะมาเปิดทำการแสดงที่เชียงใหม่อาทิตย์หน้า ไปด้วยกันนะครับ”
“จริงสิ น้ำผึ้งชอบไม่ใช่หรอลูก ไปเที่ยวเล่นกับพี่โจ้บ้างก็ดีนะลูก ถือว่าได้ไปเปิดหูเปิดตา” แม่เลี้ยงเอ่ยสนับสนุนหลานชาย
ยังไม่ทันที่พรนลัทจะเอื้อนเอ่ยตอบออกไป จู่ๆ เสียงทุ้มห้าวของคนตรงข้ามก็แทรกเข้ามา ซึ่งทำเอาหิรัญที่นั่งข้างๆ หยุดยิ้มขำ พร้อมๆ กับสามชีวิตที่คุยกันกระหนุงกระหนิงตกใจไปตามๆกัน
“โอ๊ะ โอ้ยยยยย!”
“เป็นอะไรตาช้าง ร้องซะแม่ตกอกตกใจหมด”
“พอดีผมเหมือนเคี้ยวโดนอะไรแข็งๆครับ” ชายหนุ่มทำท่ากุมแก้มสากไรหนวดของตัวเอง “หรือจะเป็นหินครับ นี่ป้าฟองจันทร์แอบใส่หินไว้ในกับข้าวแน่เลย” หัสดินทร์หันไปโบ้ยให้กับแม่บ้านใหญ่ เพื่อเรียกร้องความสนใจของทุกคน
“จะบ้าหรือไง จะมีหินได้ยังไง” แม่เลี้ยงสรณ์สิริบ่นกระปอดกระแปด “แล้วเจ็บมากหรือเปล่า ให้แม่ดูสิ”
พอเห็นคนเป็นมารดาทำท่าจะเดินมาหา หัสดินทร์จึงรีบหันไปคว้าทิชชูเช็ดปากหยักได้รูปของตัวเอง แล้วทำหน้านิ่งพร้อมเอ่ยออกไปเสียงเรียบ
“กระดูกหมูนี่เอง”
“เรานี่น่ะ ทำแม่ตกอกตกใจหัวใจวายไปจะทำยังไงฮึ”
คนเป็นมารดาถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะทรุดนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง และดูเหมือนครั้งนี้ผู้ร่วมโต๊ะอาหารเปลี่ยนหัวข้อสนทนา อาจจะเป็นเพราะตกใจจนลืมเรื่องที่คุยกันค้างไว้ก็เป็นไปได้ หัสดินทร์จึงซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไปกับแก้วน้ำเปล่าที่เขายกดื่ม
*****
หลังสิ้นสุดการรับประทานอาหารเย็นแขกหนุ่มก็ขอตัวกลับก่อน พรนลัทจึงถูกไหว้วานจากคนเป็นป้าให้ไปส่งแขกขึ้นรถตรงหน้าบ้านแทนเจ้าบ้านอย่างนางและสามี ทว่าพอเดินกลับเข้ามาในบ้านก็เจอคนหน้าเคร่งขรึมยืนตรงประตูทางเข้าบ้านพอดี และเขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงแดกดัน
“ท่าทางจะมีความสุขมากเลยสินะ ถึงได้ยิ้มแป้นหน้าระรื่น”
“ก็ใช่นะสิคะ พี่โจ้เขาทั้งสุภาพ อ่อนโยน ไม่ได้แข็งกระด้างเหมือนใครบางคน”
พรนลัทพูดจบก็ทำท่าเดินสวนอีกฝ่ายเข้าบ้าน หากแต่เท้าเล็กของเธอต้องชะงักกึกด้วยคำพูดลอยๆของเขา ส่วนคนพูดก็จ้องหน้าเธอนิ่งอย่างยากที่จะคาดเดาอารมณ์
“เห็นมันปากหวานแบบนั้น มันก็เสือผู้หญิงดีๆนี่เอง ระวังหัวใจตัวเองไว้หน่อยนะคุณ ผมเตือนด้วยความหวังดี”
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกค่ะ คุณเองก็ไม่ต่างจากเขาไม่ใช่หรอ พูดไม่ดูตัวเอง”
คนตัวเล็กกว่าหันไปประจันหน้า พลางเงยหน้าช้อนตาจ้องมองคนพูดตาขุ่นคลั่ก พร้อมกับแยะยิ้มยั่วกวนอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว
“ตัวกะเปี๊ยกแค่นี้ นมก็น้อย ตูดก็ไม่มี คิดว่าไอ้โจ้จะอยากได้คุณไปเป็นภรรยาหรือไง คุณน่ะเทียบไม่ได้กับผู้หญิงที่มันเคยควงเลยด้วยซ้ำ”
พรนลัทกำมือข้างลำตัวไว้แน่น พยายามข่มอารมณ์ของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยกัดฟันค่อนขอดคนตรงหน้าได้เจ็บแสบทรวงเช่นกัน
“คุณก็เหมือนกันแหละ ตัวโตอย่างกะควาย ปากก็เหมือนมีหมาเป็นร้อยตัว ใครได้ไปเป็นสามีคงคิดสั้นมากแล้ว ฉันแนะนำนะปากคุณน่ะ หาอะไรมาครอบปากบ้างนะ จะได้ไม่มีหมาออกมาเพ่นพ่านเห่าหอนอยู่แบบนี้”
“หาอะไรครอบปากงั้นหรอ?”
คนตัวโตไม่พูดเปล่ายังสาวเท้าย่างกรายเข้ามาใกล้เธอ จากนั้นเขาก็รั้งเอวคอดเข้ามาชิดร่างสูงของตัวเอง จะเรียกว่ากระชากก็คงได้ เพราะร่างบางของเธอเซถลาปลิวไปตามแรงดึงของเขา
ตุบ!
มือใหญ่ข้างหนึ่งก็รั้งท้ายทอยเล็กไว้มั่น แล้วทาบทับปากหยักได้รูปของตัวเองบดจูบลงบนกลีบปากอิ่ม พรนลัทเบิกตาโตอย่างตกใจและไม่ทันได้ตั้งรับ เธอเผลอเผยอปากเล็กจึงทำให้เขาสามารถแทรกปลายลิ้นเร่าร้อนเริ่มรุกล้ำเข้าไปเกี่ยวกระหวัดรัดรึงกับเรียวลิ้นเล็กในโพรงปากอุ่นนุ่ม เธอดิ้นขลุกขลักขัดขืนพร้อมกับเสียงขัดใจเล็ดลอดออกมา
“อื้อ!”
เขาบดขยี้กลีบปากจิ้มลิ้มของเธอทั้งเร่าร้อนและหนักหน่วง พร้อมกับตวัดปลายลิ้นดูดดึงดื่มด่ำ เธอก็ได้แต่ทั้งทุบทั้งตีอกกว้างและบ่าหนา ส่วนเขาก็เอาแต่ใจช่วงชิงลมหายใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำอีก จากความเร่าร้อนค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนหวาน และนุ่มนวลไปในที่สุดด้วยความชำนาญของเขา จนพรนลัทหยุดทุบตีเปลี่ยนเป็นทาบฝ่ามือเล็กลงบนบ่าหนาแทน และยินยอมให้เขาตักตวงความหวานในโพรงปากนุ่มจนหนำใจ
หญิงสาวเผลอครางหวิวไหวในลำคอ ไม่ใช่เพราะเจ็บกลีบปากนุ่ม หากแต่เป็นความซ่านเสน่ห์ที่รู้สึกเป็นครั้งแรกในชีวิตจากจุมพิตที่เขามอบให้
“อื้อ…”
หัสดินทร์ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาช่วงชิงความหอมหวานจากกลีบปากนุ่มของเธอ อาจเป็นเพราะอารมณ์หวงที่ไม่ชอบให้เธออยู่ใกล้กับผู้ชายคนอื่น หรืออาจเป็นเพราะอยากลงโทษคนตัวเล็กที่แสนจะดื้อดึงตรงหน้าให้เข็ด ชายหนุ่มจึงเลือกการลงโทษที่แสนรัญจวนใจให้แก่เธอ
กว่าเขาจะถอนจูบก็เล่นเอาพรนลัทตัวอ่อนระทวยหอบหายใจสะท้านอยู่กับแผงอกกว้าง หัวสมองมึนงงจนเบลอไปหมด จับต้นชนปลายไม่ถูก ฝ่ามือหนาประคองสองแก้มแดงระเรื่อเอาไว้ทั้งสองข้าง ดวงตาคมกริบทอดมองดวงตากลมโตที่สั่นระริกคู่นั้น ก่อนเขาจะเอ่ยแทบชิดกลีบปากนุ่มๆ ด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“ครอบปากวิธีนี้ก็ดีเหมือนกันนะ”
“ดีบ้านคุณนะสิ อี๋! จูบใครมาบ้างก็ไม่รู้ คนบ้า”
พอได้สติพรนลัทรีบสลัดตัวเองหลุดจากอ้อมกอดแสนอุ่นนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแหวเสียงเขียวใส่คนตรงหน้า ใบหน้าสวยใสแดงก่ำไม่รู้เพราะอายหรือโกรธ แต่ตอนนี้เธอขอแก้แค้นคนที่ฉวยเอาจูบแรกของเธอไปก่อนแล้วกัน ปลายเท้าเล็กยกขึ้นแล้วเหยียบกระแทกลงบนปลายเท้าหนาของเขาอย่างจัง ทำเอาคนฉวยโอกาสสะดุ้งโหยงก้มลงไปจับปลายเท้าตัวเองด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย!”
หญิงสาวได้จังหวะนั้นก็รีบวิ่งเข้าบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองคนข้างหลังที่ร้องโอดครวญอีกเลย หัสดินทร์ได้แต่กระโดดเหยงๆ ขาเดียวมองตามหลังบางไป พลางเอื้อมมือลูบปากหยักของตัวเองเบาๆอย่างยิ้มๆ
ส่วนคนที่ถูกขโมยจูบก็รีบวิ่งขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเอง พรนลัทพิงหลังกับประตูห้องค้างอยู่เช่นนั้น พลางยกมือเล็กข้างหนึ่งขึ้นมาลูบกลีบปากเบาๆ ด้วยอารมณ์เผลอไผล มืออีกข้างก็วางทาบบนหน้าอกข้างซ้าย ราวกับปลอบประโลมหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นระรัวให้กับจุมพิตแสนวาบหวามที่เขามอบให้
“โอ๊ย! ยัยน้ำผึ้งเธอห้ามหวั่นไหวนะ โธ่! หัวใจจ๋า อย่าเต้นแรงได้ไหม”
ชั่วอึดใจหญิงสาวก็พาร่างทิ้งลงบนที่นอนหนานุ่ม พลางดิ้นไปดิ้นมาบนเตียงนอนอย่างกับคนพยายามสลัดภาพจุมพิตนั้นออกไปจากหัวตัวเอง
ทางด้านบุพการีทั้งสองที่เห็นลูกชายถูกเหยียบเท้าและคนเป็นหลานสาวก็วิ่งหน้าแดงแจ๋เข้าบ้านไป ทำให้ทั้งคู่รู้ว่าสองหนุ่มสาวคงต้องลับฝีปากจนมีอารมณ์คุกรุ่นกันอย่างแน่นอน
“เจ้าช้างนี่ มวยถูกคู่กับหนูน้ำผึ้งจริงๆ”
หิรัญเอ่ยยิ้มๆ พลางโอบไหล่มนของภรรยาแล้วลูบไล้เบาๆ สายตาของเขาจ้องมองไปที่ร่างสูงของลูกชาย ขณะเดียวกันแม่เลี้ยงก็หันมามองหน้าสามีสลับกับลูกชายที่ยืนไกลๆ
“ลูกชายเราก็ใช่ย่อยนะคะ ปากเสียคุยกับน้องดีๆไม่เป็น แล้วที่ตาโจ้มาบ้านก็อยากให้รู้จักกันไว้ มาทำเสียเรื่องหมดเลย”
“บางทีมันอาจจะเป็นสไตล์ของลูกเราก็ได้นะ คุณอย่าคิดจะเป็นแม่สื่อแม่ชักเลย ให้เด็กๆเขาได้เรียนรู้กันเองดีกว่า”
“คุณน่ะก็ชอบเข้าข้างลูกตลอดเลย ฉันแค่อยากให้หนูน้ำผึ้งได้เจอสิ่งดีๆไงคะ” คนเป็นภรรยาหันมากระเง้ากระงอดอย่างอดไม่ได้ พลางทำหน้ายับยุ่งใส่สามี
“หนูน้ำผึ้งไม่ใช่ลูกเรานะคุณ ต่อให้เป็นลูกเราก็เถอะ เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปกะเกณฑ์ชีวิตของพวกเขา ให้พวกเขาได้เผชิญเรื่องราวตรงหน้าด้วยตัวเองจะดีกว่านะ”
“เนี่ย เพราะฉันมีคู่ชีวิตดีอย่างคุณคอยดึงสติอยู่ตลอดแบบนี้ จะไม่ให้รักคุณมากๆได้ยังไงล่ะคะ”
“ผมก็รักคุณ เข้าบ้านกันดีกว่านะ”
คนเป็นสามีส่งยิ้มกว้างน่ามองให้กับภรรยาคู่ชีวิต รู้ดีว่าต้องเอาเหตุผลมาหลอกล่อคนเป็นภรรยาถึงจะเข้าใจและรับฟังสิ่งที่เขาพูด หลังจากนี้เขาก็คงจะทำได้เพียงคอยเป็นแรงกำลังใจอยู่เบื้องหลังให้กับลูกชายและหลานสาวค้นพบคำตอบในหัวใจของตัวเองในเร็ววัน
แม้วันนี้จะเป็นเพียงบททดสอบระหว่างจิงโจ้ออสเตรเลียกับช้างแมมมอธป่า หากแต่วันข้างหน้าอาจจะมีเรื่องราวอีกมากมายมาให้ทดสอบจิตใจกันอีกเป็นแน่ กว่าเขากับภรรยาจะฝ่าฟันเรื่องราวมาได้และครองชีวิตคู่ยาวนานอย่างนี้เพราะจิตใจที่มั่นคงและจริงใจต่อกัน และเขาเชื่อว่าลูกชายที่เลี้ยงมากับมือมีข้อนี้อยู่อย่างแน่นอน หิรัญโอบไหล่พลางประคองภรรยาคนงามเข้าไปในบ้านพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆประดับไปทั่วใบหน้า