เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝด
ทะเลาะ
*****
“ไม่ใช่ค่ะ คุณไม่ใช่แม่ของฉัน แม่ของฉันตายไปตั้งนานแล้ว คุณควรที่จะรู้เอาไว้ด้วย” เมิ่งหลันตอบกลับ แบบไม่ยินยอมเช่นกัน เอาสิ หยาบมาหยาบกลับไม่โกง
เมื่ออี๋นั่วได้ยินอย่างนั้น ก็ถึงกับโมโหมาก นังเด็กคนนี้ไม่เคยมีปากเสียงกับเธอมาก่อน อะไรกันที่ทำให้คนคนนี้เปลี่ยนไป
“ที่ฉันมาในวันนี้ ก็แค่จะมาถามหาความกตัญญูกับเธอเท่านั้นแหละ ได้ข่าวว่ามีเงินไปซื้อของมากมาย ไหนจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆอีก เธอไม่เคยจะคิดถึงพ่อของเธอบ้างเลยหรอ ช่างอกตัญญูเสียจริง” นางอี๋นั่ว ใช้ความกตัญญูมาบีบบังคับเมิ่งหลันตลอดและที่ผ่านมาก็มักจะได้ผลเสมอ
“ให้ฉันกตัญญูอะไรเล่าคะ คุณลืมไปหรือเปล่า ว่าลูกผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ก็เหมือนน้ำที่สาดออกหน้าบ้าน ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก” เธอใช้ข้อนี้เป็นข้ออ้าง ไม่ใช่ว่าร่างเก่าไม่รักพ่อของเธอ แต่เธอนั้นไม่มีอะไรจะให้เท่านั้นเอง
“นี่หล่อน” อี๋นั่วถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว ได้แต่ยืนชี้นิ้วจนตัวสั่นด้วยความโกรธ
“แล้วก็อีกอย่างนึง คุณพ่อท่านเป็นหัวหน้าครอบครัวหาเลี้ยงพวกคุณทั้ง 3 คน โดยที่พวกคุณไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำอะไรกัน พวกคุณหรือเปล่าที่สมควรจะต้องกตัญญูต่อพ่อของฉัน” หลิวเมิ่งหลันตอบกลับแบบไม่สนใจใคร จะโกรธก็โกรธไปสิ ใครขอร้องให้มาถูกด่ากันล่ะ
“พี่เมิ่งหลัน ทำไมพี่พูดจารุนแรงกับแม่ล่ะคะ อย่างน้อยแม่ก็เลี้ยงพี่มานะ พี่ก็ควรจะกตัญญูต่อแม่ด้วย” ซิงอี พูดขึ้นมา เพื่อที่จะให้เมิ่งหลันได้สำนึก ว่าอย่างน้อยแม่ของเธอก็เลี้ยงเมิ่งหลันมาด้วยเหมือนกัน
“เลี้ยงฉันมาให้เป็นคนใช้ รองมือรองเท้าพวกเธอน่ะหรอ หรือว่าฉันแต่งออกมา 3 ปีนี้พวกเธอความจำเสื่อมไปหมดแล้ว ว่าเคยทำอะไรกันไว้บ้าง” เมิ่งหลันพูดอย่างไม่ยินยอม ถึงร่างเก่าจะยอมถูกกดขี่มากแค่ไหนแต่ไม่ใช่กับเธอ คนแบบนี้ดีด้วยไม่ได้หรอก
“พี่จำผิดหรือเปล่าคะ พวกเราไปกดขี่พี่ตอนไหนกัน กินก็กินเหมือนกัน นอนก็นอนเหมือนกัน พี่เปรียบเทียบจากอะไรคะ” ซิงอีก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน เธอลอยหน้าลอยตาพูด
“กินเหมือนกันหรอ พวกเธอกินข้าวกินเนื้อ แต่ฉันกินเศษข้าว เนื้อสักชิ้นก็ไม่เคยได้กิน พวกเธอนอนตื่นสายแต่ฉันต้องตื่นแต่เช้า ฟ้ายังไม่สว่างด้วยซ้ำ เพื่อที่จะหาข้าวหาน้ำให้พวกเธอได้กิน ถ้าฉันไม่ทำฉันก็จะถูกตี แถมไม่ให้กินข้าวอีกต่างหาก นี่น่ะหรือที่เรียกว่าเหมือนกัน” หลิวเมิ่งหลันเอาความจริงแต่เก่าก่อนมาพูด จากความทรงจำที่ได้รับมานี่มันยิ่งกว่าแรงงานทาสเสียอีก
“พี่เมิ่งหลัน พี่จะพูดเกินจริงไปหรือเปล่าคะ ใครเขาจะทำแบบนั้นกัน แม่น่ะรักพี่เหมือนลูกแท้ๆ ยังเคยบอกให้ฉันมาคอยดูแลพี่อยู่เลย เพราะเห็นว่าพี่อยู่กับเด็กแค่ 3 คนสามีก็ไม่มี แม่น่ะกลัวว่าพี่จะไม่มีข้าวกินเสียด้วยซ้ำ” เธอแก้ตัวออกไป เพราะเห็นว่าคนบ้านข้างๆและใกล้เคียงเริ่มออกมายืนดู เธอเลยแสร้งเป็นผู้ถูกกระทำ
“คอยมาดูแล หรือคอยมาหาเรื่องกันแน่ มาแต่ละครั้งก็มาทำร้ายเด็กๆ มาทำร้ายฉัน ที่ฉันทนมาตลอดก็เพราะว่าไม่อยากให้พ่อเสียใจ แม้กระทั่งตอนนี้พวกเธอก็ยังมาหาเรื่องฉันอยู่เลย” ตัวเมิ่งหลันเองก็เห็นชาวบ้านออกมามุงดูเหมือนกัน จึงจะคิดหาวิธีแก้เผ็ดสองแม่ลูกนี้
“ขอร้องล่ะอย่ารังแกพวกเราแม่ลูกอีกเลยนะ ถือว่าสงสารเด็กตาดำๆ ไหนเคยบอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันยังไงล่ะ” พอสิ้นเสียงเมิ่งหลันก็หงายท้องลงไปนั่งที่พื้น
“อย่าทำฉันเลยค่ะ สงสารฉันเถอะ ถ้าฉันเจ็บป่วยขึ้นมาใครจะดูแลลูกฉันล่ะคะ” เมิ่งหลันหยิกตัวเองให้เจ็บเพื่อที่จะได้มีน้ำตา แล้วก็เหมือนว่าน้ำตาจะสั่งได้ ตอนนี้ได้ไหลลงสู่แก้มทั้งสองข้างแล้ว
“นี่พี่ลงไปนั่งทำไมฉันไม่ได้ทำอะไรพี่เลยนะ” เมื่อซิงอีเห็นแบบนั้นก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก เธอหันซ้ายหันขวาเพื่อดูว่าจะมีใครมาเห็นหรือเปล่า เธอกลัวว่าใครจะมาเข้าใจผิดว่าเะอนั้นมารังแกพี่สาว
“จะไม่ทำอะไรได้ยังไง ก็เมื่อกี้เธอผลักพี่ชัดๆ” เมิ่งหลันยังยืนยันว่าตัวเองโดนผลัก
แล้วชาวบ้านที่ได้ยินก็ต่างนินทาและต่อว่า สองคนแม่ลูก ก็เห็นอยู่ว่าเมิ่งหลันล้มลงไปถ้าไม่ถูกผลัก แล้วจะล้มได้ยังไงกัน
“พอเห็นว่าหล่อนมีอาหารมีเสื้อผ้าใส่ก็จะมาแย่งชิงเอาสิ”
“เมื่อก่อนนี้ก็เหมือนกันชอบมาทำร้ายเมิ่งหลัน”
“ใช่ๆแม้แต่เด็กก็ยังทำร้าย”
เมื่อสองคนแม่ลูกได้ยินคำที่ชาวบ้านพูดซุบซิบนินทากัน ก็ได้แต่มองหน้ากัน และหันกลับไปมองหน้าของเมิ่งหลัน ก็ได้เห็นว่าเมิ่งหลันนั้นยักคิ้วเยาะเย้ยให้กับพวกเธอ
“นี่หล่อน มันจะมากเกินไปแล้วนะ” อี๋นั่วหลงกลเมิ่งหลัน
“อย่าทำอะไรหนูเลยนะคะหนูยอมแล้ว” เมิ่งหลันก้หน้าร้องไห้ขอร้อง
“ใคร ใครเขาจะทำอะไรหล่อน มีแต่หล่อนนั่นแหละทำตัวเอง” อี๋นั่วทนไม่ไหวเลยตะคอกออกไป
“พอสักทีเถอะ อี๋นั่ว เธอจะรังแกเมิ่งหลันไปถึงไหนกัน ฉันอยู่บ้านติดกัน ฉันรู้ฉันเห็นมาตลอด พวกเธอกลับไปได้แล้ว” ป้าหวังเข้ามาระงับเหตุการณ์ เธอที่ได้ยินว่าเมิ่งหลันมีเรื่องเธอก็รีบออกมาทันที
“นี่ยายเฒ่าหวังอย่ามายุ่งกับครอบครัวของคนอื่นเขาได้ไหม” อี๋นั่วดุให้กับป้าหวังที่เข้ามายุ่งเรื่องของเธอ
“ฉันไม่ได้ยุ่ง ฉันแค่สงสารเมิ่งหลันกับเด็กๆแค่นั้นเอง” ป้าหวังตอบออกไป
“แม่คะพวกเรากลับกันก่อนเถอะค่ะสถานการณ์ตอนนี้พวกเราเสียเปรียบนะคะ” ซิงอีกระซิบบอกแม่ของเธอ อี๋นั่วมองไปรอบๆก็เห็นจริงดั่งที่ลูกสาวว่า
“วันนี้ฉันจะกลับไปก่อนแล้วกัน แล้วก็อย่าลืมล่ะเธออย่าอกตัญญูกับพ่อเธอให้มากนัก มีกินมีใช้ก็ไม่เคยจะนึกถึงคนเป็นพ่อ” แล้วทั้งสองก็เดินสบัดหน้าออกไป
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมจ๊ะเมิ่งหลัน” ป้าหวังถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะขอบคุณป้าหวังแล้วก็ทุกๆคนมากเลยนะคะ” เมิ่งหลันก้มหัวขอบคุณ
“ไม่เป็นไรหรอกพวกเราอยู่ใกล้กัน ก็ต้องเป็นหูเป็นตา ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน” ป้าหวังออกหน้าแทนทุกคน
“เข้าบ้านไปได้แล้ว เดี๋ยวเด็กๆจะเรียกหาเอาได้” ป้าหวังยังคงใส่ใจเสมอ
“ถ้างั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” แล้วเมิ่งหลันก็หันหลังกลับเข้าบ้านไป พร้อมกับรอยยิ้มที่ไม่มีใครได้เห็น
..................
เป็นไงบ้างคะฝีปากน้อง
นางอ่านนิยายมาเยอะค่ะ
เลยรู้ว่าต้องจัดการแม่เลี้ยงกับน้องสาวแบบไหน
ฝากติดตามด้วยนะคะ
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดวางแผนชีวิต*****ตอนนี้ได้เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว หิมะแรกตกเมื่ออาทิตย์ก่อน มีบ้านหลายหลังที่หลังคาถล่มเพราะรับน้ำหนักหิมะไม่ไหว ดีที่บ้านของหลิวเมิ่งหลันนั้นยังอยู่ในสภาพดี ไม่อย่างนั้นเธอกับลูกต้องลำบากแน่นอเพราะเธอนั้นได้ตัดสินใจซ่อมใหม่ก่อนที่หิมะจะตกได้ไม่นาน “แม่ครับ เหวินหลงหิวแล้วครับ”“ฟางหลินหิวจังเลยค่า” สองแฝดเริ่มหิวเมื่อถึงเวลาไกล้อาหารเที่ยงแล้ว “แม่รู้แล้วจ๊ะ รอเดี๋ยวนะลูก” เมิ่งหลันอดที่จะเอ็นดูลูกทั้งสองไม่ได้ หิวก็บอก ง่วงก็บอก อยากเข้าห้องน้ำก็บอก “ครับ/ค่า” สองแฝดรับคำแข็งขัน เที่ยงนี้เธอทำบะหมี่ให้ลูกทั้งสองกิน เธอทำหม้อใหญ่พอสมควร เพื่อที่จะได้กินตอนเย็นด้วย เธอเอาลูกชิ้นสาหร่าย หมูตุ๋น กุนเชียง เส้นบะหมี่ ผักกวางตุ้ง หัวไชเท้าไว้สำหรับทำน้ำซุป ต้นหอมผักชีสำหรับเอาไว้สำหรับโรยหน้า ออกมาจากในมิติ แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำเธอใช้เวลาไม่นานเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็สามารถรับประทานได้แล้ว “แม่คะมันหอมจังเลยค่ะ”“หอมมาก” สองแฝดสูดกลิ่นหอมของบะหมี่ในถ้วย“ไม่ใช่แค่หอมเท่านั้นนะจ๊ะ ยังอร่อยมากด้วยจ้ะ พวกลูกค่อยๆกินกันนะระ
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดคุณตามาหา*****“เมิ่งหลัน ลูกได้ยินพ่อหรือไม่ เปิดประตูให้พ่อหน่อยสิลูก” หลิวฮุ่ยตะโกนเรียกลูกสาวอยู่ที่หน้าบ้าน เมิ่งหลันได้ยินคนเรียกที่หน้าประตู พอได้ยินเสียงก็จำได้ทันที ว่าเป็นพ่อของเมิ่งหลันคนก่อน “พ่อเข้ามาก่อนสิคะ ข้างนอกมันหนาวมากเลยนะคะ” เมิ่งหลันบอกบิดาให้รีบเข้ามาข้างในเพราะตอนนี้หิมะกำลังตกลงมาอย่างหนัก“ขอบใจลูก พ่อเห็นว่าหิมะมันตกหนักมาหลายวันแล้วก็เลยแวะมาดูหน่อย พวกลูกเป็นยังไงบ้าง หลานๆล่ะเจ็บไข้ได้ป่วยกันบ้างหรือเปล่า” ผู้เป็นพ่อถามถึงลูกกับหลานด้วยความห่วงใย“พวกหนูอยู่กันได้ค่ะก็ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ เด็กๆก็สบายดีแข็งแรงดีทุกคนค่ะ” เธอตอบออกไปเพื่อให้บิดาคลายกังวล“คุณตา/คุณตามา” เสียงเด็กๆร้องทักทายคุณตาของตัวเอง พวกเขารักคุณตามาก เวลาที่คุณตามาหาก็มักจะมีอาหารมาให้พวกตนเสมอ“ว่าไงฟางหลิน เหวินหลง พวกหลานหนาวกันหรือเปล่า” คุณตาทักทายหลานๆด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น“ไม่หนาวค่ะ/ไม่หนาวครับ” ทั้งสองคนบอกผู้เป็นตา พอคุณตาได้ฟังก็ยิ้มใจดีให้กับหลานๆ แล้วหันมามองหน้าลูกสาวของตน“พ่อค่ะ ทำไมพ่อทำหน้าแบบนั้นล่ะพ่อมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เมิ่ง
เมื่อฉันต้องมาเป็น คุณแม่ลูกแฝดจัดงานเลี้ยงปีใหม่***** “แม่คะ แม่ว่านังเมิ่งหลันมันดูแปลกไปหรือเปล่าคะ” ซิงอี ถามผู้เป็นแม่ ว่าคิดเหมือนกันหรือไม่ ทำไมเมื่อตอนที่เธอไปที่บ้านหลังนั้นครั้งล่าสุดมันเหมือนกับว่ามีอะไรที่แปลกไป“แม่ก็ว่ามันแปลก แปลกมากทีเดียว” อี๋นั่วเองก็เห็นเช่นเดียวกันกับลูกสาว“ใช่ค่ะ ปกติแล้วเวลาพวกเราไปหาเรื่องมัน มันไม่เคยขึ้นเสียงกับพวกเราเลย แต่ว่าคราวนี้ทั้งขึ้นเสียงทั้งลงมือ” ซิงอี พูดถึงเหตุการณ์วันนั้น“แม่ล่ะแค้นใจจริงเชียว เสียท่านังเมิ่งหลันซะได้ คอยดูเถอะมีโอกาสเมื่อไหร่แม่จะจัดการมันแน่นอน” อี๋นั่วพูดด้วยอารมณ์โมโหและหงุดหงิด "แม่อย่าเสียงดังไปสิคะเดี๋ยวพ่อก็ได้ยินหรอกค่ะ ซิงอี บอกให้แม่ของตนลดเสียงลงหน่อย เดี๋ยวพ่อได้ยินก็เกิดเรื่องอีก“เมื่อกี้พ่อลูกเพิ่งกลับมาจากบ้านมัน มันให้ขาหมูพ่อลูกมาด้วย 1 ขา แม่ล่ะสงสัยจริงเชียวว่ามันเอาของพวกนี้มาจากไหน” อี๋นั่ว นึกถึงขาหมูก็ยิ่งเกิดความโลภ ถ้าเธอได้ไปที่นั่นอีกครั้ง เธอคงจะได้ของดีๆมามากมาย“แม่ไม่ลองถามพ่อดูล่ะคะ เผื่อว่ามันจะบอกพ่อว่ามันเอาเงินมาจากไหน มาซื้อของกินแล้วซ่อมบ้านอีก” ซิงอีเสนอความคิด“ฮ
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดกินแล้วก็ต้องล้าง*****"คุณมาได้ ฉันก็ต้องมาได้สิคะ ว่าแต่คุณเถอะ ไม่คิดจะชวนฉันกับลูกๆ มาด้วยบ้างหรือคะ" อี๋นั่ว พูดด้วยความประชดประชัน นี่ถ้าเธอไม่แอบตามมา เธอกับลูกก็คงไม่ได้มานั่งกินอาหารมากมายแบบนี้หรอก"คุณอย่าได้มาก่อเรื่อง ในบ้านของลูกเป็นอันขาด อย่าหาว่าผมไม่เตือน" หลิวฮุ่ยพูดดักทางภรรยาใว้ เขาย่อมรู้ดีว่าเะฮเป็นยังไง"แหม วันนี้เป็นวันดีๆของครอบครัว ฉันจะก่อเรื่องก่อราวกันทำไมเล่าคะ จริงไหม" อี๋นั่วพูดยั่วโมโหสามี"ถ้างั้นเราเข้าไปที่โต๊ะอาหารกันดีกว่าค่ะ จะได้ทานข้าวพร้อมกัน" เมิ่งหลันพูดตัดปัญหา ตอนนี้ที่โต๊ะอาหารในบ้านของเมิ่งหลัน มีทั้งหมด 7 คน ผู้ใหญ่ 5 และเด็ก 2 ดีที่ว่าเธอเอาโต๊ะขนาดกลางออกมาจากในมิติ ถ้าเธอเอาโต๊ะตัวเล็กออกมาสำหรับนั่งกัน 3 คนแม่ลูกคงจะไม่พอเป็นแน่ "แม่คร้าหนูหิวแล้วค่า""แม่ค้าบผมก็หิวเหมือนกัน" เด็กน้อยทั้งสองบอกแม่ของตนเองว่าหิวมากแล้ว "ถ้าหลานหิวแล้วก็ตักข้าวเถอะลูก" หลิวฮุ่ยบอกเมิ่งหลัน ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ระหว่างที่เมิ่งหลันตักข้าวให้เด็กๆและทุกคนอยู่นั้น…"รู้สึกว่าที่นี่จะอยู่ดีกินดีกันมากเลยนะจ๊ะ สองแฝดก็อ้
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดซื้อตึกทำร้านค้า*****เวลานี้ ตอนนี้ได้เปลี่ยนปี เปลี่ยน ค.ศ. เรียบร้อยแล้ว เมิ่งหลันข้ามเวลามาอยู่ในร่างนี้เป็นเวลา เกือบ 8 เดือนแล้ว เมิ่งหลันได้เริ่มทำการค้าอีกครั้ง เธอได้ใช้รูปแบบเดิมในการขาย เจาะจงบุคคล เอาแบบว่าขายแต่ละครั้ง ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยหยวน "น้องสาว จำผมได้ใหม ครั้งที่แล้วน้องสาวขายหม้อ ขายกะทะให้ยังไงล่ะ พอจะจำได้หรือไม่" ชายหนุ่มเข้ามาทัก เพราะตนมาตามหาหญิงสาวอยู่หลายครั้งแต่ว่าไม่เจอ คราวนี้ช่างโชคดีจริงๆที่ได้เจอ "อ๋อ จำได้ค่ะ ไม่ทราบว่าวันนี้พี่ชายต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าคะ" เมิ่งหลันเสนการขายทันที "ใช่แล้วล่ะครับ ผมต้องการเครื่องครัวแบบครั้งที่แล้ว 2 ชุด ไม่ทราบว่าน้องสาวมีของหรือไม่" ชายหนุ่มบอกความต้องการ "มีแน่นอนค่ะ แต่ว่าตอนนี้ของมันขึ้นราคานะคะ พี่ชายยังอยากได้อยู่หรือไม่คะ" เมิ่งหลันขึ้นราคาสินค้า เพราะว่าเธอไปสืบราคามาแล้ว ครั้งก่อนเธอขายถูกเกินไป "ได้สิ ผมเข้าใจ ของซื้อของขายก็ต้องมีราคาขึ้นลงกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา" ชายหนุ่มไม่คิดมาก เพราะเขาเองก็รู้ราคาของอยู่เช่นกัน แต่สำหรับของที่หญิงสาวคนนี้ขายนั้นเป็นของที่
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดแม่ของเขาดีที่สุด*****ตอนนี้เมิ่งหลัน ได้มายืนอยู่ที่หน้าบ้านหลังที่เขาต้องการขาย บ้านหลังนี้ค่อนข้างใหญ่ทีเดียว กะด้วยตาเปล่าน่าจะประมาณครึ่งหมู่เห็นจะได้ บริเวณหน้าบ้านคนพลุกพล่านไม่น้อย เธอจึงมีความคิดที่ว่า เธอจะเปิดร้านขายของชำ หรือยุคสมัยใหม่เรียกว่าร้านสะดวกซื้อนั่นเอง บ้านหลังนี้มีลักษณะเป็นสองชั้น ชั้นล่างโล่ง มีห้องครัวหนึ่งห้อง และห้องน้ำหนึ่งห้อง มีพื้นที่โล่งอยู่หลังบ้านนิดหน่อย ปลูกได้เพียงพืชผักสวนครัวเท่านั้น ส่วนชั้นบน มีห้องนอนสามห้อง ห้องโถงหนึ่งห้อง ซึ่งเธอคิดว่าบริเวณนี้น่าจะใช้เป็นโซนรับแขกหรือพักผ่อน สามารถทำเป็นที่อยู่อาศัยได้ เมิ่งหลันคิดว่า บ้านหลังนี้ ดีเป็นอย่างมาก ทุกอย่างช่างดูลงตัวไปหมด ทั้งขนาดและพื้นที่ที่ได้จัดสรรค์ใว้อย่างลงตัวและน่าพอใจ"ฉันชอบบ้านหลังนี้มากเลยค่ะ ราคาเท่าไหร่หรือคะ ฉันขอทราบได้หรือไม่คะ" เมิ่งหลันถามราคา เมื่อพิจารณาบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เธอแอบคิดไว่ในใจว่าเงินในมือของเธอนั้นคงพอที่จะจ่ายมัน"เจ้าของเขาฝากขายให้ที่ 5,500 หยวนครับ ราคานี้ทางเราไม่ได้บวกเพิ่มแต่อย่างไร เป็นราคาที่เจ้าของบ้านตั้งใว
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดเตรียมตัวย้ายบ้าน*****หลังจากที่ทำการซื้อขายบ้านได้แล้วนั้น เมิ่งหลัน ได้ปรึกษากับหลินฮุ่ย ผู้เป็นบิดา เรื่องที่ตนจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ เพื่อที่จะไปเปิดร้านค้า"พ่อคะ พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอกค่ะหนูกับเด็กๆอยู่ได้จริงๆ" เมิ่งหลันบอกผู้เป็นพ่อให้คลายความกังวลลง หลังจากที่เะอพูดเรื่องนี้ท่านก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก"แต่พ่อก็ยังห่วงอยู่ดี บ้านทั้งหลังมีแค่เด็กและผู้หญิงเท่านั้น มันไม่ได้เหมือนกับอยู่ที่ชนบทนะลูก ที่นั่นลูกไม่ได้รู้จักใครเลย" จะไม่ให้เขาห่วงได้ยังไง ที่นั่นมันไใ่ใช่ชนบทแห่งนี้ที่รู้จักกันทุกคนเสียเมื่อไหร่"เอาอย่างนี้ได้ไหมคะ ช่วงที่หนูเข้าไปอยู่แรกๆ พ่อไปอยู่เป็นเพื่อนหนูกับลูกได้หรือเปล่าคะ" เมิ่งหลันยื่นข้อเสนอ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า"แต่ว่าคุณพ่อจะมีปัญหากับน้าอี๋นั่วหรือเปล่าคะ ไหนจะต้องลางานที่ทุ่งนาอีก" เมิ่งหลันไม่อยากสร้างปัญหาให้พ่อของตน ถึงบิดาจะมีตำแหน่งงานเป็นคณะกรรมการของหมู่บ้าน ไม่ต้องลงแรงที่ทุ่งนา แต่ก็ต้องคอยจัดการบริหารงานต่างๆ ในชุมชนอยู่ดี"เรื่องงานไม่ต้องกังวลหรอกลูกพ่อคิดว่าไปเช้าเย็นกลับน่าจะทัน" หลิวฮุ่
เมื่อฉันต้องมาเป็นคุณแม่ลูกแฝดอยากได้ก็เอาเงินมา*****"เมิ่งหลัน เปิดประตูให้ฉันหน่อย ฉันมีธุระจะคุยด้วย" นางอี๋นั่วที่มาถึงก็เคาะประตูเรียกเมิ่งหลันทันที"มีอะไรหรือคะ ถึงมาหาฉันที่บ้านได้" เมิ่งหลันถามทันที โดยที่ไม่เชิญอี๋นั่วเข้าไปในบ้าน"ก็พ่อของเธอน่ะสิ บอกว่าเธอจะย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอ ฉันก็เลยมาถามว่าจริงอย่างที่พ่อของเธอพูดหรือเปล่า" อี๋นั่วลองถามหยั่งเชิงดูก่อน "ใช่แล้วล่ะค่ะ ฉันจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวอำเภอ มีอะไรหรือเปล่าคะ" "ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ฉันแค่จะถามให้แน่ใจเท่านั้นเอง แล้วก็จะมาถามเธอด้วยว่า เธอจะยกบ้านหลังนี้ให้ซิงอีได้ไหม ไหนๆเธอก็ไม่อยู่ที่นี่แล้ว มันก็ไม่มีความจำเป็นที่เธอต้องเก็บเอาไว้ เพราะถึงยังไงเธอก็มีบ้านอยู่ในเมืองแล้ว" อี๋นั่วพูดด้วยความหน้าไม่อายเลยสักนิด "ทำไมฉันต้องยกให้ด้วยล่ะคะ ก็ในเมื่อบ้านหลังนี้มันเป็นสินเดิมของฉัน มันเป็นสมบัติของแม่ที่ยกให้กับฉัน" เมิ่งหลันถามด้วยความงุนงง เธอจะย้ายเข้าไปอยู่ในอำเภอแล้วจำเป็นต้องยกบ้านหลังนี้ให้ซิงอีด้วยหรอ มันคือตรรกะอะไรกัน"ก็ซิงอีเป็นน้องสาวของเธอ ในเมื่อเธอไม่อยู่เธอก็ควรจะยกให้น้อง มันก็เป็นเรื่องที่สมควร
พวกเราคือครอบครัว…สี่ปีต่อมา…หลังจากวันที่เมิ่งหลันคลอดลูกชายฝาแฝด ก็ผ่านมามานานหลายปีแล้ว การเลี้ยงดูลูกของเธอช่างวุ่นวายเป็นอย่างมาก ดีที่เหอตี้ออกจากงานมาช่วยเธอดูแลร้าน ไม่อย่างนั้นเธอเองคงไม่มีเวลาพัก การเลี้ยงลูกถึงสี่คนไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยฟางหลินและเหวินหลงนั้น ดีที่โตพอจนรู้ความแล้ว ตอนนี้อายุก็เข้าปีที่สิบแล้ว หนูน้อยฟางหลินในตอนนี้ความงดงามนั้นเปล่งประกายมากถึงจะยังเด็กอยู่ก็ตาม จนทำให้คุณพ่อนั้นหวงมากเป็นพิเศษ เพราะยิ่งโตหน้าตาก็ยิ่งเหมือนกับคนเป็นแม่ส่วนแฝดน้องเหวินหลงเองก็ใช่ย่อย ความหล่อเหลาก็ไม่ได้แพ้ใคร ในทุกวันที่ไปโรงเรียนมักจะมีสาวน้อยมอบขนมให้อยู่เสมอ จนทุกวันนี้สหายมู่มู่ที่ไปโรงเรียนด้วยกันไม่ต้องเสียเงินซื้อขนมเลยส่วนแฝดชาย หวังจางหมิ่น และหวังเจียวจิ้นนั้น ตอนนี้ก็อายุสี่ขวบแล้ว ซึ่งความซุกซนไม่ต้องพูดถึง ขนาดที่ว่าเมิ่งหลันจ้างพี่เลี้ยงมาเพิ่ม ทั้งสองคนก็ยังหลุดลอดสายตาออกไปซนที่อื่นได้ “จางหมิ่น เจียวจิ้น แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามออกมาเล่นข้างนอกแบบนี้” เมิ่งหลันที่ออกมาเจอลูกๆของเธออยู่ที่ด้านนอกพอดี จึงอดที่จะดุไม่ได้“แม่ครับ พวกเราไม่อยากอยู่ในบ้าน” เ
ออกมาแล้ว…“หลันหลัน คุณไม่ต้องกลัวนะครับ” เหอตี้ผู้เป็นสามีปลอบใจภรรยาอยู่ที่ข้างเตียง วันนี้เป็นวันที่คุณหมอนั้นนัดผ่าคลอดให้กับเมิ่งหลัน เพราะว่าเธอนั้นมีความเสี่ยงจึงต้องใช้วิธีการผ่าคลอดแทนการคลอดธรรมชาติ“เหอตี้คะ ฉันกลัวจังเลยค่ะ” เธอบอกสามีออกไป นี่คือการคลอดครั้งแรกของเธอ เธอจะไม่กลัวได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเมิ่งหลันคนก่อนจะเคยคลอดลูกแต่มันก็ไม่ใช่เธออยู่ดี“ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะครับ หมอที่นี่เก่งอยู่แล้ว คุณนอนพักก่อนดีกว่า” เมื่อเหอตี้เห็นว่าภรรยานั้นมีความเครียดจึงอยากให้เธอได้พักผ่อน“แล้วสองแฝดอยู่ที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันถามหาลูกทั้งสองคน เพราะเธอมารอคลอดตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้ก็ยังไม่ได้เจอหน้าลูกเลย“อยู่กับน้าอี้ฝานครับ สองแฝดไม่มีงอแงเลย พูดจารู้เรื่องมาก แค่บอกว่าแม่กำลังจะมาคลอดน้องพวกเขาก็เข้าใจ” เหอตี้เมื่อเช้านี้ได้กลับไปที่บ้านและพูดเรื่องนี้ให้สองแฝดฟัง ซึ่งทั้งสองก็เข้าใจ และบอกว่าจะรอแม่และน้องอยู่ที่บ้าน“คุณจะรอฉันที่ด้านนอกใช่หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันถามสามีเมื่อมองเวลาแล้วไกล้ที่จะเข้าห้องคลอดเต็มที“ผมจะรอคุณอยู่ข้างนอกห้องคลอดแน่นอน ผมรับรองเลยว่าเมื่อคุณออกมา คุ
งานแต่งงานของพี่ใหญ่เหอซาน…วันนี้เป็นวันที่เมิ่งหลันนั้นต้องมาตรวจครรภ์เป็นครั้งที่สอง และการตรวจก็เป็นไปด้วยดี การเติบโตของทารกในครรภ์นั้นดีมากทีเดียวและอีกเรื่องที่ทำให้หลิวเมิ่งหลันและหวังเหอตี้ ต้องตกตะลึงกันอีกครั้ง นั่นก็คือในท้องของเมิ่งหลันนั้นมีลูกน้อยถึงสองคน นั่นก็หมายความว่าในตอนนี้เมิ่งหลันนั้นกำลังท้องลูกแฝดอีกครั้งนั่นเองแต่การแพทย์ในยุคสมัยนี้ก็ไม่สามารถตรวจได้ว่าเจ้าก้อนแป้งที่กำลังนอนอยู่ในท้องของเมิ่งหลันนั้นเป็นเพศไหน จะเป็นชายชาย หญิงหญิง หรือหญิงชาย ก็ไม่อาจรู้ได้ ถึงแม้เจ้าก้อนแป้งทั้งสองจะแข็งแรงดี แต่เมิ่งหลันก็ยังอดเป็นกังวลไม่ได้ เธอกลัวการคลอดลูก เธอกลัวว่าจะไม่สามารถคลอดลูกออกมาได้อย่างปลอดภัย เหอตี้ที่รับรู้ได้ถึงความกังวลก็ได้แต่ปลอบใจภรรยา ไม่ว่าอย่างไรเขาจะหาหมอที่มีฝีมือที่สุดมาทำคลอดให้ภรรยาให้ได้“เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวนะครับ” เหอตี้เอ่ยขึ้นเมื่อพากันออกมาจากในโรงพยาบาลหลังจากที่ตรวจการตั้งครรภ์เสร็จแล้ว“คุณจะพาฉันไปที่ไหนหรือคะ” เมิ่งหลันเองก็เดาไม่ถูก เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอก็ยังไม่ได้ออกไปที่ไหนแบบจริงจังสักที เพราะเธอทุ่มเทเวลาใ
คู่มือการเลี้ยงลูก…หลังจากที่ทุกคนรู้ข่าวเรื่องการท้องของเมิ่งหลันก็ยินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะบ้านใหญ่หวัง แม่เหอที่รู้ข่าวก็ไปสรรหาของบำรุงต่างๆมาให้เมิ่งหลันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโสมหรือรังนกก็ตาม“ฉันต้องขอบคุณคุณแม่มากเลยนะคะสำหรับของบำรุงพวกนี้” เมิ่งหลันบอกแม่สามี ถึงแม้เธอจะรู้ว่าของพวกนี้ดีมีสรรพคุณมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะกินมันได้ เพราะเมื่อครั้งก่อนที่แม่เหอก็ฝากให้เหอตี้เอามาให้เธอทาน พอเธอทานเข้าไปถึงกับอาเจียนไม่ยอมหยุด “ไม่เป็นไรเลยจ้ะ เธอต้องกินมันให้หมดนะ หลานของฉันจะได้ออกมาแข็งแรง” แม่เหอบอกด้วยรอยยิ้ม “ว่าแต่เจ้าใหญ่ จะแต่งงานเมื่อไหร่ดีล่ะ เหอตี้มีลูกแซงหน้าไปแล้วนะ” แม่เหอเอ่ยถามลูกชายคนโต ที่ตอนนี้สานสัมพันธ์กับคู่หมั้นได้อย่างราบรื่น“แล้วคุณแม่ว่ายังไงล่ะครับ พร้อมที่จะไปสู่ขอสะใภ้ใหญ่ได้หรือยัง” เหอซานหันมาถามแม่ของตนบ้างแม่เหอที่ได้ยินแบบนั้นก็ตาโตทันที นี่เจ้าใหญ่ของเธอกำลังบอกให้ไปขอภรรยาให้เขาใช่หรือไม่“นี่ลูกพูดจริงใช่ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้แม่กับพ่อจะได้ไปพูดเรื่องนี้กับบ้านกงแต่เช้าเลย” “555” เหอซานอดที่จะยิ้มขำแม่ของตนไม่ได้ คงอยากได้สะใภ้มากเลยถ
สองแฝดจะมีน้อง…“ท้อง???”“คุณหมอช่วยพูดอีกครั้งได้หรือเปล่าคะ” เมิ่งหลันที่ต้องการได้ยินอีกครั้ง ว่าอาการที่เธอเป็นนั้นเป็นโรคอะไรกันแน่ เธอไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม“คนไข้ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรนะครับ อาการที่เป็นอยู่ เป็นอาการของคนท้องเท่านั้นครับ” หมอเองได้ตรวจซ้ำถึงสองรอบจากการจับชีพจร ซึ่งผลที่ออกมาก็เหมือนกันทั้งสองครั้งและเขาเองก็มั่นใจเป็นอย่างมากเมิ่งหลันคิดว่ากลับบ้านไปเธออาจจะเรียกเอาชุดทดสอบการตั้งครรค์ออกมาตวจอีกสักครั้ง เพื่อความแน่ใจ ไม่ใช่ว่าเธอไม่ไว้ใจหมอในยุคนี้หรอกนะ แค่เธออยากมีโมเม้นท์ขึ้นสองขีดแบบคนอื่นบ้างเท่านั้นเอง“แล้วไม่ทราบว่าตอนนี้ฉันท้องกี่เดือนแล้วหรือคะ” เมิ่งหลันเองก็แอบงงเหมือนกัน ทั้งที่เธอเองก็กินยาคุม แล้วลูกของเธอนั้นทะลุยาคุมออกมาได้ยังไงกัน หรือยาที่เธอกินจะหมดอายุนะ แต่ก็ไม่น่าใช่“ประมาณ เดือนกว่าได้แล้วครับ ช่วงนี้คุณก็ดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะครับ ของหนักก็ห้ามยกเพราะมันจะเสี่ยงต่อการแท้ง ส่วนในเรื่องของอาหารก็ให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ทั้งเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ และก็อย่าลืมดื่มนมด้วยนะครับ อ้อ…และอีกอย่างเรื่องบนเตียงช่วงนี้ก็ให้งดไปก่อนนะครับจนกว่าจะมีอ
เมิ่งหลันป่วย???วันนี้เป็นวันที่ห้าแล้ว ที่เมิ่งหลันและคนงานช่วยกันบรรจุของเพื่อทำถุงยังชีพ และทุกวันก็จะทำได้ประมาณหนึ่งพันชุดทุกวัน“คุณเมิ่งหลันคะ วันนี้มีคนมาโวยวายที่หน้าร้านอีกแล้วค่ะ” ซูเหวินเข้ามารายงานเมิ่งหลัน เพราะหลายวันมานี้มีคนต้องการมาซื้อข้าวสาร อาหารแห้ง แต่ทางร้านไม่สามารถเปิดขายให้ได้ เพราะต้องนำไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน นั้นจึงสร้างความไม่พอใจกับลูกค้าบางคน“แล้วได้บอกเหมือนที่ฉันสั่งไว้หรือเปล่าจ๊ะ” เมิ่งหลันเองให้ลูกจ้างทุกคนนั้นบอกลูกค้าไปตามความจริง ว่าทางร้านไมาสามารถขายสินค้าให้ได้ ให้ไปหาซื้อที่อื่นก่อน “บอกแล้วค่ะ….” ทั้งสองพูดกันไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงดังโวยวายกันอยู่ที่ด้านนอก“เฮอะ ที่ไม่ยอมขายข้าวให้พวกฉัน เป็นเพราะว่าจะเอาไปขายให้กับทางการใช่หรือเปล่าล่ะ” เสียงลูกค้าที่เป็นสตรีเอ่ยขึ้น“ไม่อยากขายให้พวกเราก็พูดมาตรงๆเถอะ ไม่ต้องอ้างทางการหรอก มันน่าอาย” เธอยังพูดไม่หยุด“ทำมาเป็นบอกว่าเอาไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ฉันเองก็เดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องให้ของพวกนี้กับฉันด้วย” ผู้หญิงทืี่มาด้วยกันเอ่ยขึ้น“ใช่แล้ว ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีเงินมากพอที่จะซ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัย…….“ทำไมคุณถึงได้ทำหน้าอย่างนั้นล่ะคะ” เมิ่งหลันถามเหอตี้ที่พึ่งจะกลับมาจากที่ทำงาน ก็เห็นว่าสีหน้าของสามีนั้นไม่ค่อยจะดีนัก ทั้งที่ปกติแล้วเวลาที่เขากลับมาบ้านนั้นมักจะส่งยิ้มมาให้ก่อนเสมอเหอตี้ที่ได้ยินเมิ่งหลันถามก็ถอนหายใจ “วันนี้พี่ใหญ่มาหาผมที่ทำงานครับ” เขาเว้นหายใจไปช่วงหนึ่ง จึงทำให้เมิ่งหลันสงสัยเข้าไปอีก“พี่ใหญ่มาขอความช่วยเหลือน่ะครับ ตอนนี้ทางตอนเหนือเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรง ฝนตกหนักมาหลายวัน จนตอนนี้ทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ บางพื้นที่ก็มีน้ำป่าลงมาจากเขาทำให้บ้านเรือนเสียหายเป็นอย่างมาก” เหอตี้พูดพร้อมกับจ้องหน้าของภรรยา “แล้วยังไงต่อคะ” เมิ่งหลันอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ที่เหอตี้ไม่ยอมพูดให้เสร็จเสียที“ตอนนี้ประชาชนในแถบนั้นหลายพันคนกำลังเดือดร้อนเรื่องอาหาร และที่อยู่อาศัย พี่ใหญ่เลยอยากจะขอให้คุณช่วยเรื่องอาหารครับ” เหอตี้พูดออกมาได้ในที่สุด ที่เขาไม่กล้าพูดออกมาในทีแรกเพราะกลัวว่าภรรยาจะไม่ยอมช่วยเหลือในเรื่องนี้ ทั้งๆที่เขาก็รู้แหละว่าเมิ่งหลันนั้นเป็นคนจิตใจดี แต่ในเรื่องนี้ที่ต้องช่วยคนจำนวนมากเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน“แค่นี้หรือคะ??” เม
หลักจากวันที่ช่วยจางเย่วในวันนั้นก็ผ่านมาสองสัปดาห์แล้ว จางเย่วเองก็ไม่ได้กลับไปที่หมู่บ้านเดิม แต่มาเช่าบ้านเพื่อเปิดร้านค้าตามคำแนะนำของเมิ่งหลันแทนจางเย่วนั้นเปิดร้านขายของชำ ไม่ได้ขายครบทุกอย่างเหมือนร้านของเมิ่งหลัน เพราะเธอนั้นอยู่ตัวคนเดียว เธอจึงเลือกขายของจำพวก ข้าวสาร แป้ง น้ำตาล อาหารแห้ง“คุณจางคะ ของชุดนี้ฉันเตรียมให้แล้วนะคะ ส่วนครั้งหน้าคุณโทรมาบอกที่ร้านก็ได้ค่ะ ฉันจะให้เด็กไปเอาใบรายการที่ร้านให้เอง คุณจางจะได้ไม่ต้องลำบากมาเอง ไหนจะต้องดูแลร้านอีก” เมิ่งหลันที่ให้ความช่วยเหลือก็พร้อมที่จะช่วยแบบเต็มที่ อะไรที่พอช่วยได้ก็ช่วยทันทีถ้าไม่เดือดร้อนตัวเธอ“จะดีหรือคะ มันจะเป็นการรบกวนเกินไปหรือเปล่า ทีี่พวกคุณช่วยฉันเอาไว้ ฉันเองก็ตอบแทนไม่ไหวแล้วค่ะ” จางเย่วนั้นเกรงใจจริงๆ คนที่นี่ช่วยเธอเอาไว้ตั้งมากมาย ชดใช้ด้วยชีวิตก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนได้หมดหรือเปล่าและการที่เธอนั้นมีความกล้าเรื่องค้าขายก็เพราะผู้หญิงตรงหน้านี้ จางเย่วชื่นชมเมิ่งหลันเป็นอย่างมาก ผู้หญิงที่เก่งไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องการค้า การปกครองคน การดูแลครอบครัว ผู้หญิงคนนี้เก่งมากจริงๆ และเธอเองก็หวังที่จะเป
“จะเป็นไปได้ยังไงครับ ในเมื่อเธอขอกลับบ้านเดิมไปตั้งหลายวันแล้วก็ยังไม่กลับมา ไม่รู้ว่าหนีไปกับชู้แล้วหรือเปล่า แล้วใครบอกให้พวกคุณมาที่นี่กัน แล้ว….” นายหนิวหันไปบอกเจ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่ทันที แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อจางเย่วก็เอ่ยขึ้นทันที“ฉันเอง…” จางเย่วอดทนไม่ไหวต่อคำพูดของคนเป็นสามีจึงได้แสดงตัวออกมานายหนิวที่ได้ยินเสียงก็หันไปดู ก็เจอเข้ากับภรรยาของตนที่เข้าใจว่าตายไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน เขาเองก็ตกใจเป็นอย่างมาก ตาของเขาปูดโปนจนแทบจะถลำออกมา“นี่..นี่ เธอยังไม่ตะ..เธอกลับมาแล้วหรือ” ก่อนที่นายหนิวจะเผลอพูดอะไรออกไป เขาเองก็ดึงสติของตัวเองกลับมาเสียก่อน ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีคนรู้เห็นยังไงก็ไม่มีคนเอาผิดเขาได้“ใช่ฉันกลับมาแล้ว ว่าแต่คุณเถอะไปที่ไหนมาหรือคะ อย่าบอกนะว่าออกไปตามหาฉัน” จางเย่วถามขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเขาคงออกไปตามสืบเรื่องของตน เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ก็ยังไม่มีใครหรือเจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าเจอศพของเธอ“เธอหายไปไหนมาหลายวันล่ะ รู้ไหมว่าทุกคนเป็นห่วงเธอมาก” นายหนิวหยิบยกคนอื่นมาอ้าง ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าเธอเดินทางออกจากบ้านเพื่อไปตามเจ้าหน้าที่มาทำเรื่องหย่าและทวงสินเด