กลิ่นอาหารของบ้านเซี่ยหอมถึงบ้านที่อยู่ห่างกันหลายจั้ง มีบางคนถึงขั้นเดินออกมาดูว่าเป็นกลิ่นอาหารจากบ้านหลังไหน พอตามกลิ่นมาถึงเห็นว่ามาจากบ้านเซี่ยก็แยกย้ายไป
ข่าวลือที่บ้านเซี่ยเลี้ยงสุนัขถูกพูดถึงเป็นวงกว้างในหมู่บ้าน ใคร ๆ ก็รู้ว่าบ้านเซี่ยไม่มีเงิน ทว่าพวกเขากลับเอาภาระมาเลี้ยง
เซี่ยซูเจี๋ยส่ายหน้าให้ท่านยายไห่ซือที่เดินมาถามหลังนางนั่งซักเสื้อ นางมี่ซือเป็นลูกสะใภ้ของท่านยายไห่ซือที่มาตามน้องชายคนรองเมื่อวานนี้ นางจึงไม่แปลกใจที่จะมีคนมาถาม ลำพังแต่ละบ้านก็อยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ แต่บ้านเซี่ยกลับไปเอาภาระมาเพิ่ม
“พี่สาว”
เซี่ยซูเหยาที่เดินตามพี่สาวมานั่งลงข้าง ๆ กัน วันนี้นางขอเซี่ยซูเจี๋ยมาซักผ้าเองเพราะพี่สาวปวดท้อง มันจึงเป็นข้ออ้างที่เซี่ยซูเจี๋ยปฏิเสธไม่ได้
“อาเหยานั่งนิ่ง ๆ นะ! รอรับผ้าก็พอ” เซี่ยซูเจี๋ยหันไปบอกน้องสาว
“เจ้าค่ะ”
ทว่าเซี่ยซูเจี๋ยก็คือเซี่ยซูเจี๋ย นางไม่ต้องการให้น้องสาวของนางออกแรงแม้แต่น้อย เซี่ยซูเจี๋ยหาที่นั่งให้น้องสาวก่อนจะลงมือซักเสื้อ
“อาเจี๋ย ทำไมเจ้าไม่
เหลือเพียงหนึ่งวันบ้านเซี่ยก็จะนำของไปขายที่ตลาดแล้ว วันนี้จึงต้องเตรียมของที่จะนำไปขาย อย่างข้าวไข่ตุ๋นผักเซี่ยซูเหยาก็จะใช้ท่อนไม้ไผ่ที่ถูกตัดทำความสะอาดด้านในเป็นภาชนะอะไรที่ประหยัดได้เซี่ยซูเหยาก็ต้องประหยัดที่สุด เนื่องจากไข่ที่มีในบ้านเหลือไม่มาก เซี่ยซูเหยียนจึงไปซื้อมาเพิ่ม ถึงบอกประหยัดแต่ก็ใช้เงินไม่น้อยเลยเซี่ยซูเหยาบอกวิธีตัดท่อนไม้ไผ่เพื่อจะนำมาเป็นถ้วยข้าวไข่ตุ๋นผัก วันนี้คงต้องเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมและลุกมานึ่งไข่ตุ๋นยามโฉ่ว เพราะกว่าจะแต่งตัวและไปถึงก็ปลายยามอิ๋น แล้วซึ่งวันแรกของการขายเซี่ยซูเหยาจะทำเพียงห้าสิบถ้วยเท่านั้น นางไม่รู้ว่ามันจะขายได้ไหม หากเอาไปน้อยแล้วหมดเร็วมันน่าเสียดาย ทว่าหากเอาไปมากแล้วไม่หมดก็น่าเสียดาย ห้าสิบถ้วยจึงคิดว่ามันเหมาะสมแล้วเซี่ยห้าวไห่ออกไปเช่าแผงตลาดตั้งแต่เช้าและยังไม่กลับมาบ้าน เพราะเขาต้องไปเช่าเกวียนวัวมาจากพ่อค้าเพื่อนำของไปขายท่อนไม้ไผ่ที่ตัดออกมาจะใช้เป็นถ้วยมีมากนับร้อยอัน ระหว่างพี่สาวกำลังทำงานบ้าน พี่ชายขัดไม้ไผ่ เซี่ยซูเหยาจึงเป็นคนล้างด้านใน ต่อให้มันจะไม่โดนดิน ทว่าเซี่ยซูเหยาไม่อยากกังวลช่วงบ่ายทุกคนตกลงกันว่าจะแก
เซี่ยซูเหยารู้สึกตัวขึ้นกลางยามโฉ่วเพราะได้กลิ่นหอมของไข่ที่กำลังตุ๋น นางรีบลุกจากเตียงเตา ทำธุระส่วนตัวให้เสร็จถึงออกมานอกห้อง ทุกคนคงลุกขึ้นมาตั้งแต่ต้นยามโฉ่วแล้ว“พี่สาว” เซี่ยซูเหยาเอ่ยเรียกพี่สาวที่ผสมไข่ตุ๋นอยู่ด้วยความง่วง เพราะที่บ้านไม่ได้มีชามใหญ่และกลัวว่าจะผสมเครื่องปรุงไม่ทั่วถึง เซี่ยซูเจี๋ยเสนอที่จะปรุงไข่ตุ๋นชามต่อชาม ปรุงเสร็จเทใส่ท่อนไม้ไผ่ที่เตรียมเอาไว้ ก่อนจะนำไปนึ่งในหม้อยังดีที่ได้ทดลองปล่อยข้าวไข่ตุ๋นทิ้งไว้หนึ่งชั่วยาม ปรากฏว่ามันยังร้อนอยู่ ขอเพียงไม่โดนอากาศเย็นมากและต่อให้ข้าวไข่ตุ๋นเย็น รสชาติที่ทำก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ทว่าหากรับประทานตอนร้อน ๆ จะอร่อยมากกว่าเซี่ยซูเหยาตั้งราคาไว้ที่ถ้วยละยี่สิบห้าอีแปะ ซื้อสิบถ้วยขึ้นไปลดเหลือเพียงถ้วยละยี่สิบอีแปะเท่านั้น ราคาจริง ๆ ที่นางต้องการขายคือถ้วยละยี่สิบอีแปะ ทว่านางจะได้รับกำไรที่น้อยลงหรือบางทีอาจขาดทุนไปด้วยข้าวไข่ตุ๋นผักสามสิบห้าถ้วย ถ้วยละยี่สิบห้าอีแปะ ซื้อสิบถ้วยขึ้นไปก็เหลือถ้วยละยี่สิบอีแปะ ทว่าข้าวไข่ตุ๋นกุ้งต้องเพิ่มราคาอีกห้าอีแปะต่อถ้วย มันเป็นเนื้อสัตว์จึงมีราคาที่แพงมากกว่า วันนี้นางทำเพียงสิ
วันนี้สี่คนพ่อลูกบ้านเซี่ยกลับจากตลาดต้นยามซื่อ เซี่ยห้าวไห่เป็นคนบังคับเกวียนวัวกลับเหมือนเดิม ทว่าเซี่ยซูเหยียนที่นั่งข้างเซี่ยห้าวไห่ตอนมา กลับเข้าไปนั่งในเกวียนวัวอย่างอ่อนล้า การค้าขายไม่ง่ายเลยจริง ๆระหว่างนั่งเกวียนวัวกลับหมู่บ้าน เซี่ยซูเหยานับเงินที่ค้าขายได้ของวันนี้ วันนี้มีเพียงไม่กี่คนที่ซื้อหลายถ้วย ส่วนมากจะซื้อกันที่ถ้วย สองถ้วย“หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบห้า หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบหก หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบเจ็ด หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบแปด หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบเก้า!” เซี่ยซูเหยียนนับเงินที่ได้มาอย่างตื่นเต้น โดยที่คนอื่นไม่สงสัยในความสามารถของนาง“หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะ! รวมเป็นเงินหนึ่งตำลึงเงินสองร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะ!” คราวนี้เป็นเซี่ยซูเหยียนที่รวมจำนวนเงิน เขาเคยเข้ามาขายเนื้อสัตว์กับผู้เป็นพ่อ การคำนวณเงินจึงถูกสอนให้เขารับรู้“ขายได้มากถึงเพียงนี้!”เซี่ยซูเจี๋ยนั่งเก็บเงินที่น้องสาวนับใส่อีกตะกร้าอุทานอย่างตกใจ หนึ่งพันสองร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะหรือหนึ่งตำลึงเงินสองร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะ เป็นจำนวนเงินที่ทำให้บ้านของพวกนางอิ่มท้องไปได้หลายวัน!ทว่า สำหรับเซี่ยซูเหย
เซี่ยห้าวไห่ส่ายหน้าให้บ้านรองเซี่ยที่เดินจากไปอย่างไม่พอใจ ครั้งนี้ถือว่าเขาเตือนไป หากบ้านรองเซี่ยยังเข้ามายุ่งกับบ้านของเขาอีก เห็นทีต้องได้เรียกผู้อาวุโสรวมจริง ๆ ที่อาสะใภ้ยังเกรงใจเขาอยู่เพราะหากตำแหน่งผู้นำสกุลไม่ใช่ของลูกชายนาง อำนาจของนางที่เคยมีในสกุลก็จะไม่เหลือ“ท่านพ่อเจ้าค่ะ! เงินพวกนี้อย่ายกให้พวกเขานะเจ้าคะ” เซี่ยซูเหยาเอ่ยขึ้นอย่างกังวล นางกลัวว่าเซี่ยห้าวไห่จะลังเล“ไม่ให้ ๆ พ่อไม่พวกเขาหรอก อาเหยาอยากให้พี่ชายรองได้ร่ำเรียนนี่” เซี่ยห้าวไห่กล่าวยิ้ม ๆ เรื่องนี้ลูกสาวคนโตของเขามาปรึกษาแล้ว เหลือเพียงคุยกับเซี่ยซูเหยียนเท่านั้น มันก็คงถึงเวลาจริง ๆ ที่เขาจะทำเพื่อครอบครัวไม่ใช่สกุลเซี่ย“ท่านพ่อรู้?”เซี่ยซูเหยาชะงัก นางลองคุยแค่เซี่ยซูเหยียน เซี่ยซูเจี๋ยยังไม่ได้คุย ทว่านางคิดว่าเซี่ยซูเจี๋ยคงได้ยินตอนที่นางสนทนากับเซี่ยซูเหยียน ส่วนผู้เป็นพ่อนางยังไม่ได้คุย คิดว่ารอให้ที่บ้านมีเงินอีกหน่อย“พ่อรู้แล้ว ไม่อย่างนั้นพ่อจะตกลงค้าขายหรือ” เซี่ยห้าวไห่ยอมรับว่าเขาลำเอียงรักลูกสาวคนเล็กที่มีใบหน้าเหมือนภรรยามากกว่าลูกอีกสองคน ทว่าอีกสองคนเขาก็รักไม่ต่างกัน ตอนที่เซี่ยซูเจี
เงินอีแปะจำนวนมากวางลงตรงหน้าสี่คนพ่อลูกบ้านเซี่ย เงินพวกนี้เป็นเงินที่ขายเนื้อหมูไปจำนวนสามสิบจิน! ชาวบ้านหลายคนไม่มีทางเลือกเพราะบอกลูก บอกหลานชายเอาไว้ว่าวันนี้จะมีเนื้อกิน เลยต้องกัดฟันซื้อกลับไปทว่าใครที่ชำแหละเนื้อหมูช่วยก็จะได้ส่วนแบ่งเพิ่มอีกคนละไม่น้อย ตอนนี้เหลือหัวหมู เครื่องในหมู กระดูกหมู ขาหมูสองขา เนื้อหมูอีกยี่สิบจิน ทั้งสี่คนตกลงกันว่าหลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นเสร็จจะช่วยกันทำความสะอาด และหาวิธีเก็บรักษาเซี่ยซูเหยาจะตุ๋นขาหมูไว้รับประทานพรุ่งนี้หลังกลับจากตลาด นางเห็นในครัวมีถั่วลิสงอยู่ จะทำขาหมูตุ๋นถั่วลิสงบำรุงคนทั้งบ้าน ส่วนเครื่องในหมูนางว่าจะนำไปย่างไม่ก็ทอด ส่วนของอย่างอื่นยังไม่ทันหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ เซี่ยห้าวไห่กับเซี่ยซูเหยียนก็มาจัดการแล่เนื้อให้เหลือชิ้นเล็ก ๆ เวลาจะใช้ทำอันใดก็จะได้จัดการง่าย อีกทั้งจะรมควันเก็บไว้ขาหมูทั้งสองขาถูกเซี่ยซูเหยาเผาขนจนสะอาด จากนั้นจึงนำขาหมูไปตุ๋นในหม้อ หลังจากกลับมาจากตลาดก็คงได้รับประทานพอดีเซี่ยซูเจี๋ยรับหน้าที่นึ่งหัวหมูให้สุก พรุ่งนี้จะเลาะเอาเนื้อออกมาแยกใส่ชามเอาไว้ เซี่ยซูเหยาบอกจะลองเอาไปขายดู อีก
ตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาบ้านเซี่ยไปขายอาหารที่ตลาดทุกวัน บางวันตื่นตั้งแต่ต้นยามโฉ่วเพื่อเตรียมของไปขายทุก ๆ วันนอกจากข้าวไข่ตุ๋นผักกับข้าวไข่ตุ๋นกุ้งแล้วบ้านเซี่ยก็จะมีรายการอาหารเพิ่ม จะสลับรายการอาหารปรับเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่หาได้วันนั้น และภายในห้าวันรายการอาหารเพิ่มเติมจะไม่ซ้ำกันเงินที่ได้จากการขายอาหารจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือต้นทุนของวันจะหักออกเก็บไว้เพื่อใช้วันถัดไป ส่วนที่สองแบ่งใช้ในบ้าน และส่วนสุดท้ายก็คือเงินเก็บ ต้องบอกก่อนว่าเพราะความขยันของบ้านเซี่ย ตอนนี้บ้านเซี่ยมีเงินเก็บถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงินเจ็ดสิบอีแปะ! หรือราว ๆ หนึ่งตำลึงทองเจ็บสิบอีแปะห้าวันแรกที่บ้านเซี่ยขายอาหารรายการอาหารมีเพียงไม่กี่อย่าง อีกทั้งทุก ๆ วันจะเพิ่มปริมาณเข้าไปเพื่อให้เพียงพอต่อลูกค้าปัจจุบันข้าวไข่ตุ๋นผักในแต่วันบ้านเซี่ยจะนำไปขายวันละหนึ่งร้อยห้าสิบถ้วย ข้าวไข่ตุ๋นกุ้งมีจำนวนหนึ่งร้อยสิบถ้วย ส่วนของที่นำไปขายอื่น ๆ จะอยู่ที่ห้าสิบถ้วยหรือขายได้ราว ๆ ห้าร้อยอีแปะถึงหนึ่งตำลึงเงิน!บ้านเซี่ยได้ป่าวประกาศกับลูกค้าที่มาซื้ออาหารว่าหากย้ายไปขายที่ตลาดใหม่ ราคาข้าวไข่ตุ๋นจะเพ
เซี่ยซูเหยาสวมชุดที่เพิ่งซื้อมาใหม่อย่างเร่งรีบ ทุกคนกำลังรอนางแต่งตัวเพื่อไปขายอาหาร อีกอย่างอาหารก็เตรียมใส่เกวียนวัวที่ไปเช่ามาเรียบร้อยแล้ว เกวียนวัวเล่มใหม่เป็นของสหายท่านพ่อเอง พวกเขายังไม่ใช้เร็ว ๆ นี้ เซี่ยห้าวไห่จึงเช่ามาในราคายี่สิบอีแปะต่อวัน“ไม่ต้องรีบ”เสียงของเซี่ยซูเจี๋ยดังขึ้นที่หน้าประตูหลังนางสวมเสื้อเสร็จก่อนน้องสาว ตอนนี้ยังเหลืออีกหนึ่งเค่อจึงจะถึงเวลาที่ออกออกไปขายอาหารตลาดเหวินเซ่อหรือตลาดแห่งใหม่ที่เปิดในตำบลเพิ่งทำการเปิดตลาดเมื่อวานนี้ ทว่าบ้านเซี่ยกลับไม่ได้ไปเมื่อวาน ทั้งบ้านเซี่ยช่วยกันเตรียมของที่จะนำไปขายวันนี้ เพราะเมื่อวานมีเพียงการทำพิธีเปิดตลาดเหวินเซ่อถูกสร้างเป็นอาคารทอดยาว ภายในตัวอาคารมีเพียงหนึ่งร้อยแผงและค่าเช่าที่แพง ทว่าพ่อค้าแม่ค้าในตำบลสามารถเช่าได้เพียงห้าสิบแผง อีกห้าสิบแผงเป็นของพ่อค้า แม่ค้านอกตำบล ที่เหลือจะเป็นแผงนอกอาคารตลาดที่ต้องทำแผงเอง ทว่าก็มีค่าเช่าเหมือนกัน มีทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนวันนี้บ้านเซี่ยทำข้าวไข่ตุ๋นผักและข้าวไข่ตุ๋นกุ้งทั้งหมดสามร้อยถ้วย แต่ละถ้วยจะอยู่ที่สี่สิบอีแปะและห้าสิบอีแปะ หากขายหมดจะได้เงินราว
หมูบ้านหลี่ฮวนกับตัวเมืองใช้เวลาเพียงสองชั่วยามก็เดินทางไปถึงแล้ว หลังจากจัดการดำเนินเรื่องการเข้าสำนักศึกษาเสร็จเซี่ยห้าวไห่ก็กลับทันที โดยที่เขาให้เงินลูกชายไว้ยี่สิบตำลึงเงิน อีกทั้งยังจ่ายค่าข้าวของเครื่องใช้ ห้องพักและชุดไปรวม ๆ ห้าตำลึงเงิน ซึ่งหากเซี่ยซูเหยียนอยากกลับไปที่บ้านก็สามารถกลับได้เดือนละสามวัน เพราะเขาไม่มีพื้นฐานต่างจากเซี่ยหยุนหรงที่ร่ำเรียนมานานหลายปี จึงกลับได้เดือนละห้าวันอีกทั้งเซี่ยห้าวไห่กับเซี่ยซูเหยียนก็ห่วงสองสาวไม่น้อย เซี่ยซูเหยียนจึงไม่ได้น้อยใจบิดาในเรื่องนี้ อีกทั้งยังเป็นเขาเสียเองที่บอกบิดาให้รีบกลับไปย้อนกลับมาที่สองสาวบ้านเซี่ยกำลังช่วยกันชิมอาหาร ว่าได้ตามรสชาติที่ต้องการหรือยัง เนื่องจากไม่มีผู้ช่วยอย่างบิดาและเซี่ยซูเหยียนจึงทำพวกนางเหนื่อยไม่น้อยไก่ผัดพริกเสฉวน ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ปีกไก่เหล้าแดง ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน และสามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยว รายการอาหารนี้เป็นเซี่ยซูเหยาที่เสนอให้ลูกค้าที่มาสั่ง ซึ่งพวกเขาก็ตกลงทันที ส่วนของหวานเซี่ยซูเหยาไม่รับทำนางยังไม่มีเวลาโชคดีที่ไข่ไก่ป่าที่นางเก็บมามันฟักและเลี้ยงจนโตแล้ว ก่อนที่สองพ่อลูกบ้
เช้าวันนี้ในเมืองหลวงแคว้นหนานมีการถกเถียงเรื่องเมื่อหลายปีก่อนของคนสกุลเจิ้ง ว่ากันว่าวันนั้นภรรยาทั้งสามคนของอดีตเสนาบดีเจิ้งที่ล่วงลับไปแล้วคลอดบุตรพร้อมกันหนึ่งฮูหยินใหญ่ภรรยาเอกของเสนาบดีเจิ้งคลอดบุตรชายออกมาเป็นคนที่สอง บุตรชายของนางจึงกลายเป็นคุณชายรองไปโดยปริยาย หากไม่เกิดเรื่องถูกไล่ออกจากสกุลครานั้นคงได้ขึ้นเป็นเสนาบดีเจิ้งคนปัจจุบัน แทนพี่ชายที่เป็นบุตรอนุสองฮูหยินรองที่คลอดบุตรสาวคนเล็กพร้อมเสียชีวิตลงระหว่างคลอดบุตรสาวออกมา จากการสอบถามหมอที่ทำคลอด หมอผู้นั้นกล่าวว่าฮูหยินรองเสียเลือดมาก อีกทั้งเด็กขาดอากาศหายใจจึงไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้สามคืออนุสามที่คลอดบุตรชายคนโตของสกุลเจิ้งก่อนฮูหยินทั้งสอง กล่าวได้ง่ายๆ ก็คือคุณชายใหญ่เจิ้ง หรือประมุขสกุลเจิ้งคนปัจจุบันนั่นเองทว่าเรื่องที่ถกเถียงในวันนี้ก็คือบุตรชายของฮูหยินผู้เฒ่าเจิ้งนั้นเป็นบุตรชายแท้ๆ ของฮูหยินรอง! ส่วนบุตรแท้ๆ ของนางนั้นเป็นบุตรสาวที่คลอดออกมาแล้วเสียชีวิต หมอทำคลอดกล่าวว่าฮูหยินผู้เฒ่าเจิ้งในยามนั้นเสียเลือดมากและไม่มีโอกาสที่จะมีบุตรได้อีก จึงทำการสลับเปลี่ยนตัวเด็กทั้งยังสังหารฮูหยินรองทิ้ง ซึ่งเรื่องนี
ซื่อจื่อหมิงซูเหยียนที่กำลังช่วยสหายสะสางฎีกาต้องรีบกลับตำหนักบูรพาทันทีเมื่อได้ยินว่าน้องสาวมีใบหน้าเศร้าหมองมาจากจวนสกุลเจิ้ง พอๆ กับผู้เป็นสามีอย่างรองแม่ทัพเจิ้งที่ตามพี่ภรรยาไปด้วยตำหนักบูรพาเดิมทีเป็นตำหนักขององค์รัชทายาทที่จะได้รับตำแหน่งฮ่องเต้องค์ถัดไป ทว่าฮ่องเต้หมิงหลงอันกลับไม่ยอมให้องค์รัชทายาทเข้าไปอยู่และสร้างตำหนักใหม่ให้แทน ในระหว่างนี้องค์รัชทายาทก็ต้องอยู่ในตำหนักเดิมของพระองค์ไปก่อนส่วนตำหนักบูรพาถูกยกให้เป็นจวนสกุลเซี่ยที่มีรองแม่ทัพเซี่ยเป็นประมุขสกุล ซึ่งองค์รัชทายาทไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เพราะหากเขายอมรับตำหนักใหม่ยังสามารถเลือกได้ว่าต้องการตำหนักแบบใด และเรื่องนี้เหล่าขุนนางก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน อาจเป็นเพราะแต่ละคนล้วนเป็นขุนนางที่ขึ้นตรงต่อฮ่องเต้หมิงหลงอันเพียงผู้เดียวก็ได้ยิ่งยามนี้จวนสกุลเซี่ยเพิ่งถูกองค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวซือจ่างกงจู่สั่งทุบไป และจะสร้างเป็นสวนดอกไม้เพื่อรำลึกถึงคนที่เสียชีวิตแทน ทำให้สามพี่น้องไม่ได้ย้ายไปพักที่นี่ อีกอย่างความทรงจำต่างๆ คงไม่ดีสำหรับผู้รอดชีวิตในวันนั้นรองแม่ทัพเจิ้งกระโดดลงจากรถม้าด้วยความเร่งรีบ เมื่อสอบถามนางกำนั
เสียงการเคลื่อนไหวที่ข้างนอกห้องนอนทำให้เซี่ยซูเหยารู้สึกตัวตื่นขึ้นบนที่นอน ตั้งแต่แต่งงานมาตลอดหนึ่งสัปดาห์ วันนี้นางตื่นสายมากๆ ได้ยินว่าวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเจิ้งกลับมาจากเยี่ยมบุตรชายที่นอกเมืองหลวง นางผู้เป็นหลานสะใภ้จึงต้องไปยกน้ำชาเพื่อแสดงความเคารพสักหน่อย“องค์หญิง”“ยามใดแล้ว” เสียงแหบพร่าเอ่ยถามคนสนิทที่เข้ามาช่วยพยุงตัวให้ลุกขึ้น ทั้งยังยกอ่างล้างหน้ามาให้ผู้เป็นฮูหยินน้อยสกุลเจิ้งหมาดๆ นางพยักหน้า“ยามซื่อแล้วเพคะ ท่านเขยกล่าวว่าไม่ต้องปลุกท่าน บ่าวจึงรอให้ท่านตื่นเอง”“ยามซื่อ!”สามวันมานี้เหลาอาหารอิ้งเยว่เกิดเรื่องขึ้น นางจึงต้องจัดการปัญหาต่างๆ จะให้สามีจัดการให้ก็ไม่ได้ เขาไม่รู้เรื่องในเหลาอาหารทั้งยังมีเพียงนางที่แก้ปัญหาได้ จึงต้องนอนดึกและตื่นเช้ามาตลอดสามวัน เพียงทว่าเมื่อคืนนางคงจะเหนื่อยจริงๆ จึงหลับลึกมากชนิดที่ว่าคนข้างกายลุกไปก็ยังไม่รู้สึกตัว“เพคะ”“เขาล่ะ” นางหมายถึงสามีของนางที่ไม่เห็นหน้าเมื่อตื่นนอน“ท่านเขยออกไปพบองค์รัชทายาทเพคะ ได้ยินว่าพระองค์ป่วยหนักหลังจากถูกฝ่าบาททิ้งงานไว้ให้หลายวัน” หลิวซิ่นกล่าวยิ้มๆ อย่างขบขัน เมื่อองค์รัชทายาทถูกบิดาและบรรด
วันที่สิบเจ็ด เดือนสอง รัชศกหมิงปีที่ยี่สิบเอ็ด แคว้นหนานมีงานมงคลครั้งใหญ่โดยมีฮ่องเต้หมิงหลงอันเป็นญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง หรือก็คือองค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวซือจ่างกงจู่ ที่สมรสกับรองแม่ทัพเจิ้งรั่วซาน คุณชายรองเจิ้งแห่งสกุลเจิ้งแม้จะมีเสียงกล่าวว่าไม่เหมาะสมบ้าง แต่ใครจะสนกันล่ะ องค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวลี่จ่างกงจู่ผู้เป็นพี่สาวไม่ปราถนาที่จะแต่งงานเร็วๆ นี้ ทั้งได้ยินว่านางจะออกบวชชีที่อารามนอกเมือง หากรอพี่สาวแต่งงาน องค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวซือจ่างกงจู่ผู้เป็นน้องสาวก็คงไม่ได้แต่งงานแล้วชีวิตนี้ฮ่องเต้หมิงหลงอันมีราชโองการให้องค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวซือจ่างกงจู่แต่งให้รองแม่ทัพเจิ้งรั่วซาน โดยที่ไม่ต้องลดบรรดาศักดิ์เชื้อพระวงศ์หญิงอันดับหนึ่ง ยังเป็นองค์หญิงเจิ้นกั๋วเช่นเดิม ไม่ต้องกล่าวก็รู้ว่าเป็นคนโปรดเพียงใด ขนาดองค์หญิงรอง องค์หญิงสี่ที่แต่งไปกับเชื้อพระวงศ์แคว้นอื่นยังต้องลดบรรดาศักดิ์ลงเลยเสียงสนทนาเบาๆ ดังขึ้นที่หน้าห้องแต่งตัวของผู้เป็นเจ้าสาว ทำให้เซี่ยซูเหยาที่แต่งตัวอยู่อดที่จะมองดูไม่ได้ เมื่อได้ยินว่าคนสนิทของนางเดินทางมาถึงแล้ว“องค์หญิง”“ฟางไฉ่!”ฟางไฉ
เสียงหัวเราะท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบสร้างความสุขให้แก่นางกำนัลและองครักษ์ในตำหนักบูรพาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งอากาศยังเย็นสบาย“ได้ยินมาว่าพี่หญิงถูกชินอ๋องแคว้นหลิงตามเกี้ยวหรือขอรับ” ซื่อจื่อหมิงซูเหยียนที่นั่งตรงข้ามกล่าวถามองค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวลี่จ่างกงจู่ชะงักมือที่ยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อย หวนนึกถึงคนผู้หนึ่งที่ตามเกี้ยวมาตลอดห้าปีอย่างขบขัน“อืม”“พี่หญิงยังไม่ใจอ่อนให้เขาอีกหรือเจ้าคะ” เซี่ยซูเหยาผู้นั่งข้างๆ พี่สาวเอ่ยถามบ้าง“ใจอ่อนอันใด นางมาปรึกษาข้าว่าอยากบวชชีอยู่เลย”แค่กๆหลายคนถึงกับน้ำพุ่งออกจากปากเมื่อได้ยินคุณหนูเจ็ดเย่กล่าว ทั้งยังหันมององค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวลี่จ่างกงจู่ที่นั่งจิบน้ำชาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวเป็นตาเดียว“ฮ่าๆ เหตุใดสีหน้าพวกเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น” นางเพียงอยากบวชชีก็เท่านั้นเองเซี่ยซูเหยามองพี่สาวอย่างอึ้งๆ หลายปีที่ผ่านมาชินอ๋องผู้นั้นยังพิชิตใจพี่หญิงของนางไม่ได้อีกหรือ นางคิดว่าเขาจะตามเกี้ยวพี่สาวจนยอมตกลงแล้วเสียอีก“แล้วชินอ๋องแคว้นหลิงเล่า”“ชินอ๋องผู้นนั้นหรือ พี่ไล่เขากลับแคว้นหลิงแล้ว เชื้อพระวงศ์สองแคว้นควรเกี่ยวดอง
ต้นไม้สั่นไหวไปตามสายลมที่พัดมาเอื่อย ๆ บนเนินเขาเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้อยู่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมาก ทั้งยังเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน ทั่วทั้งเนินเขาไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ เพราะเป็นพื้นที่ขององค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวซือจ่างกงจู่ที่ได้รับพระราชทานมาในยามที่ได้รับตำแหน่งองค์หญิงเจิ้นกั๋วม้าสองตัวถูกบังคับตามกันขึ้นไปยังเนินเขาที่มีเหล่าองครักษ์รออยู่ตีนเขา เสียงหัวเราะของสองพี่น้องช่างทำให้ฟางไฉ่และผู้ที่ติดตามมาตั้งแต่เมืองเฟิงยิ้มกว้าง หลายปีที่ผ่านมาองค์หญิงของพวกเขาร่าเริงเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คนก็จริงทว่าโดดเดี่ยวนักเมื่ออยู่เพียงลำพังเด็กหนุ่มเด็กสาวที่เคยเรียกว่าคุณชาย คุณหนู ยามนี้กลายเป็นองค์หญิงและซื่อจื่อกันหมดแล้ว ยิ่งแต่ละคนเติบโตการมีบรรดาศักดิ์ยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นองค์หญิงเจิ้นกั๋วหมิงเมี่ยวลี่จ่างกงจู่ผู้เป็นพี่สาวคนโต ยามนี้มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือนั่นก็คือการเป็นศิษย์ของหมอเทวดาหญิง ทั้งยังมีชื่อเรียกว่าองค์หญิงเทพธิดาจากการช่วยเหลือชาวบ้านที่ยากจน กลับมาหาน้องสาวเพียงปีละครั้งเท่านั้นซื่อจื่อหมิงซูเหยียนพี่ชายคนรองที่อีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะได้รับบรรดาศักดิ์อ๋องและยามนี้เ
ท้องฟ้าเริ่มมืด รถม้าของจวนขุนนางต่างทยอยจอดที่หน้าประตูวังเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ยิ่งงานเลี้ยงครั้งนี้อนุญาตให้นำบุตรอนุเข้าร่วมได้ ผู้คนจึงเยอะมากเป็นพิเศษ หากเป็นที่ถูกใจของเชื้อพระวงศ์อย่างน้อยก็อาจได้เป็นสนมเซี่ยซูเหยาก้าวลงรถม้าเมื่อถึงเวลาที่ควรเข้าไปด้านใน อาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นสีแดงที่หมายถึงมงคล กลับปักหลายหงส์ที่ไม่ควรจะสวมใส่ เสด็จลุงเป็นผู้ส่งอาภรณ์นี้ให้นางเพื่องานนี้โดยเฉพาะ แม้ตัวนางจะไม่เห็นด้วยเนื่องจากหงส์เป็นสัญลักษณ์ของฮองเฮาที่เคียงคู่มังกร ทว่าก็ถูกลี่กงกงเอ่ยขอร้อง มิเช่นนั้นจะถูกเสด็จลุงโทษนางจึงยอมเมินเหล่าคุณหนูสกุลใหญ่ที่มองมาอย่างอยากรู้อยากเห็น ก้าวเท้าตามลี่กงกงที่นั่งเฝ้านางแต่งตัวเพื่อไปหาเสด็จลุง อันที่จริงนางควรจะเข้าไปในงานเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่เสด็จลุงของนางกล่าวว่าให้ไปหาก่อนเสียงซุบซิบที่พอเห็นว่านางเหลือบมองก็เงียบลง เซี่ยซูเหยาถอนหายใจ หมายมั่นว่าหลังจากจบงานเลี้ยงนี้นางจะไม่ยอมใส่ชุดหงส์ที่เสด็จลุงส่งมาให้แน่“หลานรักมาแล้วหรือ”เซี่ยซูเหยามองฮ่องเต้หมิงหลงอันที่ให้นางกำนัลสวมชุดให้อย่างเบื่อหน่าย หลายปีมานี้นางสนิทกับเสด็จลุงและเสด็
วันที่สิบสาม เดือนสอง รัชศกหมิงปีที่สิบห้า สกุลเย่เป็นหนึ่งในกบฎเมื่อหลายปีก่อน ฮ่องเต้หมิงหลงอันมีราชโองการประหารเจ็ดชั่วโคตรโทษฐานกบฏ ละเว้นคุณหนูหกเย่ คุณหนูเจ็ดเย่ ที่สร้างชื่อเสียงให้แคว้นในการแข่งขันที่ผ่านมา ทว่าถูกกักตัวภายในคุก ส่วนคุณชายสี่เย่ไม่ได้รับการละเว้น บุรุษสกุลเย่ไม่สามารถสอบขุนนางได้อีกตลอดชีวิต รวมถึงสตรีที่ไม่สามารถเข้าวังเป็นพระสนมได้เย่ฮองเฮาคบชู้สู่ชายสวมหมวกเขียวให้ฝ่าบาทจนมีองค์ชายเจ็ด ปลดออกจากตำแหน่งฮองเฮา พระราชทานผ้าแพรขาว รวมถึงพระราชทานยาพิษให้แก่องค์ชายน้อยให้เป็นเยี่ยงอย่างของพระสนม ว่าหากคบชู้จะถูกลงโทษอย่างไร องค์หญิงใหญ่ถูกกักบริเวณภายในตำหนักจนกว่าจะมีการสืบสวนว่าเกี่ยวข้องหรือไม่บ้านรองสกุลเซี่ยถูกราชโองการประหารโทษฐานสร้างความเสื่อมเสียให้แก่แคว้นหนานในขณะที่มีแคว้นพันธมิตรอยู่ในแคว้น ทั้งยังลอบทำร้ายองครักษ์ของฮ่องเต้หมิงหลงอันที่เป็นบิดาขององค์หญิงเจิ้นกั๋วทั้งสองจนถึงแก่ความตายวันที่สิบห้า เดือนสอง รัชศกหมิงปีที่สิบห้ามีราชโองการประกาศรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับสกุลเย่ ขุนนางที่เกี่ยวข้องล้วนต้องโทษประหาร บุรุษในสกุลถูกส่งไปเป็นทาสนอกเมืองหล
เสียงกระทบกันของโลหะบ่งบอกว่ามีคนเปิดประตูคุก ฝีเท้าหลายคู่เดินตามทางที่ทอดยาวไปยังห้องขังใต้ดิน คบเพลิงถูกจุดตามกรงขังเป็นระยะๆ เพื่อให้แสงสว่างแก่ทางเดิน ห้องขังที่เต็มไปด้วยน้ำขังถูกสนิมกัดเซาะชวนให้อาเจียนกลิ่นอับชื้นตีขึ้นคละคลุ้งไปทั่วจมูก เซี่ยซูเหยารีบใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูกเอาไว้ รีบก้าวเท้าตามองครักษ์ที่ถูกส่งมาเปิดห้องขังในยามวิกาล ด้านหลังมีคนติดตามมาอีกหลายคน วันนี้นางมายังคุกคุมขังนักโทษที่บังอาจก่อเรื่องในวันงาน‘ปล่อยข้านะ!’‘หยุนหรง! เพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้าคนเดียว!’‘ท่านพ่อ!’‘ข้ากลัว ฮืออ’‘แม่เจ้าก็เข้าคุกไปแล้ว! ยังต้องพาข้าเข้าคุกอีก’‘หุบปาก! ท่านเป็นคนฆ่ามันเองไม่ใช่เหรอ’‘ฮือๆ'เสียงทะเลาะกันที่คุ้นหูทำให้เซี่ยซูเหยาเหยียดยิ้ม หลายวันมานี้คงจะอยู่กันอย่างทรมานสินะ ถึงได้ด่ากันมากขนาดนี้ หลังจัดงานศพบิดาเสร็จนางก็เพิ่งมีเวลามาที่นี่“องค์หญิง ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”องครักษ์ที่ฮ่องเต้หมิงหลงอันสั่งให้นำหลานสาวมายังคุกหลวงกล่าวกับเด็กสาวด้วยความเคารพ หากไม่ใช่บุคคลสำคัญหรือมีอำนาจมากพอ มีหรือที่จะสามารถเดินเข้าออกคุกหลวงได้อย่างสบายแบบนี้นัยน์ตาเล็กหรี่มองเซี่ยหยุนหรง