ร่างบางบนเตียงขยับตัวไปมาก่อนจะลืมตาขึ้น หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ นี่มันไม่ใช่ห้องของเธอนี่ ที่นี่คือที่ไหนกัน
โจวลี่อินทำงานเป็นพยาบาล ดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด จนตนเองมีอาการป่วยจึงได้หยุดงานรักษาตัวอยู่ที่ห้อง ก่อนหน้านี้เธอจำได้ว่ากินยาแล้วก็นอนพักผ่อน ทำไมจู่ๆ ถึงได้โผล่มาที่นี่ได้
หญิงสาวลุกขึ้นนั่งบนเตียงรู้สึกปวดที่ศีรษะจนต้องยกมือขึ้นไปคล้ำดูถึงได้สัมผัสกับรอยนูนเหมือนโดนอะไรมากระแทก ขณะที่หญิงสาวจะลุกขึ้นก็ต้องทิ้งตัวลงนั่งเหมือนเดิมเมื่อรู้สึกปวดหัวจนต้องยกมือขึ้นมากุม แล้วความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองของโจวลี่อิน
หญิงสาวรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าตนเองจะทะลุมิติมาโผล่ที่ยุค 70 มาเข้าร่างหญิงสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกับเธอ แถมยังมีแม่สามีใจร้าย
ที่ผู้หญิงคนนี้ได้แต่งงานกับหลี่เหว่ยก็เพราะว่าวางแผนจับชายหนุ่มทำสามีเพราะเห็นว่าเป็นทหาร หญิงสาวจึงอยากเป็นคุณนายทหารมีเงินใช้สบายไม่ต้องไปทำงาน แต่ที่ไหนได้ก็ต้องกลับมาเจอแม่สามีร้ายกาจไม่เคยให้เงินที่สามีส่งมาให้เธอสักหยวนเดียว
"ว้าย...ผะ...ผีหลอก" เยว่ซื่อเข้ามาในห้องเห็นโจวลี่อินนั่งอยู่บนเตียงก็ร้องออกมาเสียงดังด้วยความตกใจไม่คิดว่าหญิงสาวที่ตายไปแล้วจะลุกขึ้นมานั่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่านังตัวขี้เกียจนี่หมดลมหายใจไปแล้วไม่ใช่หรอ ทำไมจู่ๆ ถึงลุกขึ้นมานั่งได้
"ผีที่ไหนกัน นี่ฉันเองค่ะแม่" โจวลี่อินเอ่ยบอกพร้อมกับลุกขึ้นเดินไปหาเยว่ซื่อก่อนจะยื่นมือไปจับแขนเรียว ทำเอาเยว่ซื่อถึงกับสะดุ้งดึงแขนออกจากการเกาะกุมของโจวลี่อิน
"ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เธอตายไปแล้วหรือไง" เยว่ซื่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่น ตอนแรกเธอกลัวมากที่ทำอีกฝ่ายหมดลมหายใจ กลัวว่าจะต้องติดคุก แต่พอเห็นอีกฝ่ายไม่เป็นอะไรก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
"ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่ปวดหัวเท่านั้นเอง" โจวลี่อินเอ่ยบอกพร้อมกับยกมือขึ้นไปคลำที่ศีรษะแสดงให้เห็นว่าตนเองนั้นมีอาการปวดหัว
"ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แล้วอย่าลืมออกไปทำงานบ้านล่ะ" เมื่อตั้งสติได้เยว่ซื่อก็เอ่ยบอกเสียงแข็งก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
ถ้าหากว่าเธอไม่ทะลุมิติมาเข้าร่างนี้ เยว่ซื่อก็ต้องโดนจับข้อหาฆ่าคนตาย เป็นเวรกรรมอะไรของเธอนะที่ต้องเข้ามาอยู่ในร่างนี้ สามีที่เธอได้มาอย่างไม่เป็นธรรมก็ไม่คิดจะสนใจเธอเลยสักนิดเดียว
แต่ในเมื่อมาอยู่ในร่างนี้แล้วเธอก็จะต้องใช้ชีวิตต่อไป ดูแลลูกสาวที่น่าสงสารให้กินอิ่มนอนหลับ แล้วเก็บเงินให้ได้เยอะๆ จะได้แยกครอบครัวออกไปอยู่ที่อื่น จะได้ไม่ต้องโดนแม่สามีกดขี่ข่มเหงอีกต่อไป
โจวลี่อินเปิดประตูเดินออกไปนอกห้องกวาดสายตามองจนทั่วก็เห็นเจ้าก้อนแป้งนั่งหลบอยู่ข้างโต๊ะด้วยท่าทางน่าสงสารเป็นอย่างมาก
"อิงอิง ลูกเจ็บตรงไหนบ้าง" โจวลี่อินเดินเข้าไปใกล้หลี่อิงอิงพร้อมกับเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรแต่คนตัวเล็กกับขยับร่างหนีด้วยความกลัว
แม่จะเข้ามาตีเธออีกแล้วใช่ไหม ทำไมแม่ถึงได้ใจร้ายขนาดนี้ หลี่อิงอิงคิดในใจก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าไปในห้องนอน
โจวลี่อินทำได้แต่เดินตามลูกสาวเข้าไปในห้อง เห็นร่างเล็กคุดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม หลี่อิงอิงโดนทำร้ายมาหลายครั้งทำให้เกิดอาการกลัวก็ไม่แปลก
ชีวิตของหลี่อิงอิงช่างน่าสงสารเป็นอย่างมากแม่ก็ไม่รักย่าก็ไม่เอ็นดู เอาแต่ลำเอียงรักหลานสองคนที่เกิดจากหนิงเหมย
"อิงอิง แม่ขอโทษนะที่ทำลูกเจ็บ ต่อไปนี้แม่จะไม่ตีลูกอีกแล้ว" โจวลี่อินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลี่อิงอิงที่ได้ฟังก็เกิดอาการใจอ่อนดึงผ้าห่มที่ปิดหน้าลงก่อนจะเหลือบตาไปดูแม่ของตนเอง
แม่พูดจริงใช่ไหมว่าต่อไปนี้จะไม่ตีอิงอิงอีกแล้ว เธอกลัวมากตอนแม่โมโหแล้วตีเธอ แล้วจะเชื่อใจแม่ได้ไหม หลี่อิงอิงคิดในใจอย่างสับสน
"เดี๋ยวแม่จะทายาให้ แล้วทำอาหารให้กินนะเด็กดี" โจวลี่อินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก่อนจะเดินออกไปข้างนอกเพื่อหยิบยามาทาให้กับลูกสาว
โจวลี่อินยื่นมือไปจับร่างเล็กทำเอาหลี่อิงอิงสะดุ้งด้วยความกลัว แต่พอเห็นว่าแม่ไม่ได้โมโหหรือมีท่าทีจะตีเธอ เด็กน้อยก็ยอมให้แม่ทายาให้ตามรอยแดงที่โดนตี
"ลูกอยากกินอะไร" โจวลี่อิงเอ่ยถามขึ้นเมื่อทายาบนตัวของร่างเล็กเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"อิงอิงอยากกินข้าวผัดค่ะ" เด็กหญิงเอ่ยบอกแม่ด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ ก่อนหน้านี้เธอโดนตีเพราะบอกแม่ว่าหิวข้าว หวังว่าแม่จะไม่ตีเธอหรอกนะ
"ได้ แม่จะไปทำให้ อิงอิงเป็นเด็กดีรอแม่อยู่ในห้องนะคะ" โจวลี่อินได้ยินที่ลูกสาวเอ่ยบอกก็ลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้อง ร่างบางเดินไปที่ครัวพอจะเปิดตู้กับข้าวก็เห็นว่ามันโดนคล้องกุญแจเอาไว้
ต้องเป็นฝีมือของแม่สามีแน่ๆ เลยที่ล็อกตู้กับข้าวเอาไว้ ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน เงินที่ซื้อของกินก็เป็นเงินของสามีเธอส่งมาเหมือนกัน แล้วทำไมเธอถึงจะไม่มีสิทธิ์กินของที่อยู่ในตู้ล่ะ เยว่ซื่อช่างหน้าไม่อายจริงๆ คงจะหวงเอาไว้ให้สะใภ้ใหญ่กับลูกชายคนโตแล้วก็หลานคนโปรดสินะ คิดเหรอว่าคนอย่างโจวลี่อินจะยอม
ฝากกดเข้าชั้นและคอมเม้นต์เป็นกำลังใจให้นักเขียนด้วยนะคะ
โจวลี่อินยืนนิ่งคิดอยู่นานเพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรให้ลูกสาวกิน ตอนนี้เธอก็ไม่มีเงินที่จะไปซื้ออาหารเพราะก่อนหน้านี้เธอนำเงินเดือนที่ได้จากทำงานไปซื้อเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวจนไม่เหลือเงินติดตัวสักหยวนเดียวถ้าหากว่าเธอทะลุมาแล้วมีมิติเหมือนนิยายที่เคยอ่านก็ดีน่ะสิ ทว่าเพียงแค่คิดถึงมิติเท่านั้นภาพเบื้องหน้าของหญิงสาวก็เปลี่ยนไปจากห้องครัวที่ทรุดโทรมได้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ไร้ผู้คน ในห้างสรรพสินค้าเต็มไปด้วยอาหารสดอาหารแห้งและยารักษาโรค ทำให้โจวลี่อินดีใจเป็นอย่างมาก หญิงสาวจึงรีบหยิบข้าวกับเนื้อและของที่จะใช้สำหรับทำข้าวผัดออกมาเมื่อกวาดตามองไปรอบห้องก็ยังไม่มีคนออกมาจากห้องหญิงสาวจึงไม่เป็นกังวลว่าจะมีใครมาเห็น จึงรีบหุงข้าวจุดไฟทำข้าวผัดให้กับลูกสาวข้าวผัดส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งห้องหญิงสาวตักใส่จานก่อนจะนำไปให้ลูกสาวในห้องหลี่อิงอิงที่นอนอยู่พอได้กลิ่นหอมของข้าวผัดก็ลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับกลืนน้ำลายด้วยความหิว แม่ทำข้าวผัดมาให้เธอจริงๆ ด้วย ตอนแรกเธอก็พูดไปอย่างนั้นว่าอยากกินข้าวผัดเพราะไม่คิดว่าแม่จะทำให้เธอกิน เพราะทุกครั้งแม่ก็ไม่สนใจว่าเธอจะได้กินข้าวหรือไม่"อิงอิงแม
ภายในห้องน้ำขนาดไม่ใหญ่มาก ร่างบางของโจวลี่อินกำลังถูสบู่ขัดเหงื่อไคลออกจากร่างกายแต่แล้วก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำเอาหญิงสาวหยุดชะงักมือขัดตัว ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยความหงุดหงิดที่โดนรบกวนระหว่างอาบน้ำ เพราะตอนอาบน้ำเป็นช่วงเวลาที่เธอผ่อนคลายเป็นที่สุดปังๆๆ"ใครกัน""เมื่อไรจะเสร็จสักที ฉันก็อยากอาบน้ำเหมือนกันนะ" หนิงเหมยที่เพิ่งตื่นเดินออกมาจากห้องนอน จะไปเข้าห้องน้ำพอเห็นว่าประตูปิดอยู่ก็ยกมือขึ้นเคาะประตูอย่างแรงราวกับไม่กลัวว่ามันจะพัง ยิ่งได้ยินเสียงว่าคนข้างในคือโจวลี่อินก็พูดออกมาอย่างไม่เกรงใจ หนิงเหมยเป็นสะใภ้ใหญ่ของบ้านจึงรู้สึกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าโจวลี่อินที่เป็นสะใภ้เล็ก อีกอย่างโจวลี่อินก็ได้แต่งเข้ามาในสกุลเพราะใช้วิธีต่ำช้าจับน้องสามีของเธอ จึงทำให้หนิงเหมยยิ่งดูแคลนหญิงสาวเป็นอย่างมาก"ตอนนี้ฉันยังอาบน้ำไม่เสร็จ มาทีหลังก็ต้องรอสิ ไม่ใช่มาเคาะเร่งอย่างคนไม่มีมารยาทอย่างนี้" โจวลี่อินเอ่ยต่อว่าออกมาเสียงดังก่อนจะอาบน้ำต่อไม่สนใจหนิงเหมยอีกต่อไปผ่านไปซักพักโจวลี่อินอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เปิดประตูออกมา เห็นหนิงเหมยยืนอยู่หน้าห้องน้ำด้วยสีหน้าบึ้งตึง หญิงสาวไ
หลังจากที่ทำอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่นานหลี่กุ้ยสามีของเยว่ซื่อก็กลับมาก่อน ชายวัยกลางคนรูปร่างไม่สูงมากนัก ผิดกับลูกชายทั้งสองคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ หลี่กุ้ยเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่ทุกคนกำลังนั่งกันอยู่ เยว่ซื่อรีบลุกขึ้นไปหาสามีด้วยรอยยิ้ม"ทำงานเหนื่อยไหมคะสามี" โจวลี่อินเห็นแล้วอยากจะหัวเราะลั่น ช่างทำตัวเป็นผู้หญิงมารยาซะจริงๆ เลือกปฏิบัติกับคนอย่างเห็นได้ชัด กับคนที่ไม่ชอบเยว่ซื่อเอาแต่ขึ้นเสียงใส่ด้วยใบหน้าบึ้งตึงราวกับนางมารร้าย แต่กลับสามีของตนเองนั้นแม่สามีของเธอก็แสดงท่าทางราวกับผู้หญิงนิสัยแสนดี ช่างเหมือนกับสะใภ้ใหญ่เสียจริงๆ เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งสองคนถึงเข้ากันได้ดี"วันนี้ก็เหนื่อยนิดหน่อย แล้วนี่อาหยวนกับหลานยังๆ ไม่กลับมากันหรือ" หลี่กุ้ยเอ่ยบอกก่อนจะถามหาลูกชายคนโตกับหลานทั้งสองคน"น่าจะใกล้กลับมาแล้ว สามีไปอาบน้ำเตรียมตัวมากินข้าวเถอะ" เยว่ซื่อเอ่ยขึ้น หลี่กุ้ยนั่นก็เหมือนกับเยว่ซื่อที่รักหลานลำเอียง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรทั้งสองคนถึงได้ไม่ชอบหลี่อิงอิง อาจจะเป็นเพราะไม่ชอบแม่ของเด็กก็เลยพาลให้เกลียดหลานคนเล็กไปด้วย บางวันหลี่กุ้ยจะมีขนมติดไม้ติดมือมาฝา
เมื่อถึงเวลาของอาหารเย็นทุกคนจึงนั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะกินข้าว วันนี้บนโต๊ะอาหารมีหมั่นโถวกับน้ำแกงกระดูกหมู กลิ่นของน้ำแกงหอมไปทั้งห้อง ทำเอาหลายคนพากันกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหิว ทุกคนลงมือทานอาหารโดยการหยิบหมั่นโถวมาคนละลูกก่อนจะกัดกินกับน้ำแกง"กินเยอะๆ นะอาหลินอาชิง ย่าตั้งใจซื้อกระดูกหมูมาให้หลานๆ เลยนะ" เยว่ซื่อเอ่ยบอกพร้อมกับตักกระดูกหมูใส่ถ้วยให้หลี่หลินกับหลี่ชิง หลี่อิงอิงได้แต่มองตามด้วยดวงตาละห้อย ทำไมคุณย่าถึงไม่ตักกระดูกหมูให้เธอบ้าง เธอก็อยากให้คุณย่าเอาใจเหมือนกันนะ"หลินหลินชอบกินกระดูกหมู คุณย่าใจดีที่สุดเลยค่ะ" หลี่หลินเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะหยิบกระดูกหมูขึ้นมากิน คุณย่าใจดีกับเธอและพี่ชายของเธอมาก ก็อย่างที่แม่เคยบอกว่าถ้าอยากให้คุณย่ารักมากๆ ต้องรู้จักทำตัวน่ารักพูดชื่นชมคุณย่าให้มาก แล้วพวกเธอกับพี่จะได้แต่ของดีๆ ไม่เหมือนกับอิงอิงที่ไม่มีใครรัก แม่บอกว่าอิงอิงมีแม่เป็นผู้หญิงไม่ดี แถมพ่อก็ไม่รัก ทางที่ดีอย่าไปเล่นกับอิงอิงจะดีกว่า"อิงอิง เดี๋ยวแม่ตักกระดูกหมูให้นะ" โจวลี่อินเอ่ยบอกกับลูกสาวพร้อมกับยื่นมือจะไปตักกระดูกหมูในถ้วยแต่แล้วก็โดนหนิงเหมยตัดหน้าโดยการตั
โจวลี่อินพาลูกสาวเข้ามาในห้อง ก่อนจะเข้านอนก็เอ่ยบอกให้หลี่อิงอิงไปล้างหน้าแปรงฟัน เด็กน้อยก็ว่าง่ายเตรียมแปรงสีฟันแล้วเดินออกไปเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากหลี่อิงอิงแปรงฟันเสร็จก็เดินเข้ามาในห้อง โจวลี่อินจึงออกไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะกลับเข้าห้องมาเห็นลูกสาวกำลังนอนอยู่บนเตียง ก่อนจะแอบมองมาที่เธอบ่อยๆ ทำเอาโจวลี่อินรู้สึกแปลกใจ"อิงอิงป็นอะไรไปหรือ""อิงอิงอยากให้แม่เล่านิทานให้ฟังค่ะ" ก่อนหน้านี้หลี่อิงอิงเคยขอให้แม่เล่านิทานให้ฟัง โจวลี่อินก็ตะคอกเสียงใส่ไม่ยอมเล่าให้ฟังแถมยังหยิกเธอเสียจนเนื้อเขียว หลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยขอให้แม่เล่าให้ฟังอีกเลยเพราะกลัวว่าจะโดนทำร้ายอีก แต่ว่าตอนนี้แม่ของเธอใจดีแล้ว ขอให้เล่านิทานให้ฟังคงจะไม่เป็นไร"เอาไว้แม่ซื้อหนังสือนิทานมาแล้วจะเล่าให้ฟังนะจ๊ะ" โจวลี่อินเล่านิทานเป็นเสียที่ไหนกันละ เอาไว้วันหน้าเธอจะไปซื้อหนังสือนิทานมาให้ลูกสาวก็แล้วกัน"ได้ค่ะ" หลี่อิงอิงรับคำอย่างว่าง่าย ถึงแม้เด็กน้อยจะอายุเพียงแค่สามขวบครึ่งแต่ก็เป็นเด็กที่รู้ความเป็นอย่างมาก ช่างเป็นเด็กที่น่ารักเสียจริงๆ ทำไมคนบ้านนี้ถึงจิตใจมืดบอด รังแกได้แม้กระทั่งหลานของตนเองได้ลงคอ ถึ
ช่วงเช้าของวันใหม่แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องทำให้เกิดความสว่างขึ้นมาเล็กน้อย โจวลี่อินลุกขึ้นก่อนจะเตรียมผ้าไปอาบน้ำ ร่างบางยื่นมือไปเปิดประตูแล้วเดินตรงไปที่ห้องน้ำ โจวลี่อินต้องรีบตื่นก่อนใครเพราะกลัวว่าตื่นสายแล้วจะต้องมาแย่งเข้าห้องน้ำกับคนอื่นหญิงสาวใช้เวลาอาบน้ำไม่นานก็เปิดประตูออกมา ได้ยินเสียงกุกกักอยู่ทางห้องครัว คงจะเป็นเยว่ซื่อที่ตื่นลุกขึ้นมาทำอาหารโจวลี่อินเดินเข้าไปในครัวเพราะอยากจะทำอาหารให้กับลูกสาว พอเข้าไปก็เห็นแม่สามีกำลังต้มโจ๊กอยู่ หญิงสาวจึงเดินเข้าไปที่ตู้กับข้าว หวังจะหยิบไข่มาทำข้าวผัดให้กับหลี่อิงอิง แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงตวาดของเยว่ซื่อดังลั่นห้องครัว"นั่นแกจะทำอะไร" เยว่ซื่อเห็นสะใภ้คนเล็กเข้ามาในห้องครัวแล้วแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ พอเห็นว่าอีกฝ่ายเดินไปที่ตู้แถมยังจะเปิดตู้ที่เก็บพวกอาหารเอาไว้ก็ทำให้เกิดความโมโหขึ้นมาทันที"ฉันจะเอาไข่มาทำข้าวผัดให้กับเด็กๆ ค่ะ" โจวลี่อินเอ่ยบอกอย่างใจเย็น เธอไม่ใช่คนที่โกรธผู้ใหญ่แล้วจะไปลงกับเด็ก ถึงแม้จะไม่ชอบหนิงเหมยกับเยว่ซื่อแค่ไหนแต่ก็จะทำข้าวผัดเผื่อหลานๆ ทั้งสองคนด้วย"ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันทำให้
เมื่อมาถึงโรงงานโจวลี่อินก็เดินเข้าไปที่แผนกเย็บรองเท้า ภายในห้องมีจักรตั้งอยู่หลายโต๊ะ ตอนนี้มีพนักงานนั่งอยู่ประจำตำแหน่งไม่กี่คนเพราะยังไม่ถึงเวลาเข้างาน โจวลี่อินเดินไปนั่งที่โต๊ะของตนเอง ไม่นานก็มีหญิงสาวรูปร่างอวบเดินเข้ามาหาเธอที่โต๊ะ เท่าที่จำได้ผู้หญิงคนนี้มีชื่อว่าจางซิน จางซินเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยโผงผาง โจวลี่คิดคนเก่าแกล้งทำดีด้วยเพราะอยากคบหญิงสาวเอาไว้เป็นเพื่อน เพราะจางซินคอยทำหน้าที่เป็นลูกน้องของโจวลี่อินมาตลอด ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรกับใครจางซินก็พร้อมที่จะออกหน้าให้กับโจวลี่อินเสมอ"ลี่อินทำไมวันนี้ถึงได้มาทำงานเช้าขนาดนี้ล่ะ" จางซินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีวันไหนเลยที่โจวลี่อินจะมาเช้า ถ้าหากไม่มาสายก็มาตอนได้เวลาเข้างานแล้วทำเอาหัวหน้าเรียกไปตักเตือนอยู่หลายครั้งจนเกือบจะโดนไล่ออกจากงาน"ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากลองมาทำงานเช้าดูบ้างก็เท่านั้นเอง" โจวลี่อินตอบพร้อมกับหยิบรองเท้าเตรียมจะเอามาเย็บแต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงของหนิงเหมยดังขึ้น"ถ้าหากว่ามาสายอีกครั้งเดียวก็คงได้โดนไล่ออกน่ะสิ ถึงต้องรีบมาเช้าขนาดนี้" หลายคนที่อยู่ในห้องต่างพากันหั
ช่วงเย็นโจวลี่อินกลับมาบ้าน หญิงสาวเปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ก็เห็นเด็กน้อยกำลังนั่งเล่นอยู่บนโต๊ะ พอหันมาเห็นเธอเท่านั้นแหละก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที"แม่กลับมาแล้ว" หลี่อิงอิงกอดโจวลี่อินเอาไว้แน่น รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่แม่กลับมา"หนูได้กินข้าวกลางวันไหมจ๊ะ" โจวลี่อินเอ่ยถามลูกสาวขึ้น"กินค่ะ อิงอิงกินโจ๊ก" หลี่อิงอิงกินโจ๊กที่เหลือเมื่อเข้านี้เป็นอาหารกลางวัน โจวลี่อินรู้สึกโล่งใจที่เด็กน้อยได้กินข้าว เป็นเพราะความประมาทของเธอเองที่ไม่ได้เอานมกับขนมในมิติออกมาไว้ให้ลูกกิน"อิงอิงเด็กดี แม่มีไก่ทอดมาให้ลูกด้วยนะ" โจวลี่อินเอ่ยบอกพร้อมกับหยิบห่อข้าวกับไก่ทอดในกระเป๋าออกมา เดิมเธอไม่รู้ว่าสามารถนำอาหารกลางวันกลับมากินที่บ้านได้ ยังดีที่ได้รู้จากเพื่อนร่วมงาน พรุ่งนี้เธอคงจะเอาอาหารกลับมากินกับลูก"จริงเหรอคะ" หลี่อิงอิงได้ยินที่แม่บอกก็เอ่ยถามออกมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นแต่พี่หลินกับพี่ชิงได้กิน ไม่คิดมาก่อนเลยว่าตนเองจะมีโอกาสได้กินบ้าง แม่ช่างดีกับเธอจริงๆ"จริงสิ แม่ไม่โกหกหรอกจ้ะ รีบมากินเร็ว" โจวลี่อินเอ่ยบอกพร้อมกับเดินเอาห่อข้าวไปวางที่โต๊ะแล้วแกะห่อข้าวออกเผยให้เ
โจวลี่อินเดินเลือกซื้อขนมไปฝากหลี่อิงอิงเรียบร้อยแล้วก็ออกจากตลาดมืดไปยืนรอรถประจำทาง ไม่นานรถประจำทางก็เคลื่อนมาจอดตรงหน้า หญิงสาวจึงเดินขึ้นไปหาที่นั่ง วันนี้บนรถผู้คนไม่ถึงกับเยอะมาก ยังมีที่นั่งว่างอยู่ ร่างบางจึงเดินเข้าไปนั่ง รถแล่นเข้าสู่ท้องถนนไม่นานก็มาถึงบ้าน หญิงสาวลงจากรถก่อนจะเดินเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ ระหว่างทางเดินกลับห้องก็เห็นเด็กน้อยกับหญิงวัยกลางคนยืนอยู่"เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่เหรอหนู ป้าไม่เคยเห็นหนูมาก่อนเลย" ป้าหวังเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยเห็นหญิงสาวตรงหน้ามาก่อน แล้วอีกอย่างเธอก็ได้ข่าวว่าเพิ่งมีคนมาเช่าบ้าน โจวลี่อินยิ้มตอบก่อนจะเอ่ยบอกว่าตนเองนั้นเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ มือบางหยิบขนมส่งให้กับเด็กน้อยที่ป้าหวังจูงมืออยู่ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวเข้าบ้านทันทีที่โจวลี่อินเปิดประตูเข้าไปในบ้าน หลี่อิงอิงที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับบิดาก็รีบวิ่งเข้ามาหาคนเป็นแม่ด้วยความดีใจ โจวลี่อินยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะหยิบขนมออกมาให้ลูกสาว หลี่อิงอิงดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ขนม เด็กน้อยจึงรีบวิ่งเอาไปอวดพ่อทันที หลี่เหว่ยเอ่ยบอกไม่ให้ลูกสาวกินขนมเยอะจนเกินไปเพราะกลัวว่าจะอิ่ม
ช่วงเช้าหลังจากกินอาหารกันเรียบร้อยแล้ว หลี่อิงอิงที่ยังสนใจหนังสือนิทานอยู่ก็เอามาเปิดดูภาพในห้องนั่งเล่นด้วยความเพลิดเพลิน โจวลี่อินที่มีเรื่องอยากจะคุยกับสามีก็เลยเดินเข้าไปในห้องนอน"ฉันมีเรื่องจะพูดกับคุณค่ะ" หญิงสาวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลี่เหว่ยจึงหันมามอง"มีเรื่องอะไร" "ฉันว่าจะหาของไปขายที่ตลาดมืดค่ะ" โจวลี่อินเอ่ยขึ้น เธอมีของในมิติที่ใช้เท่าไรก็ไม่มีวันหมด ทางเดียวที่จะหาเงินได้ตอนนี้ก็คือเอาของในมิติออกมาขายในตลาดมืด"ไม่ได้ ผมไม่อยากให้คุณต้องไปเสี่ยง" ชายหนุ่มเอ่ยห้ามออกมาทันที ซื้อขายในตลาดมืดถ้าหากว่าถูกจับได้จะต้องถูกลงโทษหนักเป็นแน่ เขาไม่อยากให้ภรรยาต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องพวกนี้"แต่มันเป็นทางเดียวที่เราจะหาเงินได้นะคะ ฉันเองก็ไม่มีทางเลือกเหมือนกัน ถ้าหากว่าเราไม่ทำแบบนี้ ต่อไปเราก็จะไม่มีเงินใช้นะคะ" โจวลี่อินหยิบยกเหตุผลมาพูด ถึงตอนนี้จะยังมีเงินใช้อยู่แต่ต่อไปล่ะ เธอต้องคิดถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึงด้วย"ถ้าหากว่าเลือกไม่ได้ ผมจะเป็นคนไปขายของในตลาดมืดเอง" ชายหนุ่มเอ่ยบอก ถ้าหากว่าถูกจับได้ เขาจะเป็นคนรับโทษไว้เอง"ไม่ได้ค่ะ คุณขาได้รับบาดเจ็บอยู่นะคะ
หลังจากหาหมอเสร็จก็รอรับยา หลังจากนั้นโจวลี่อินก็บอกว่าอยากจะซื้อหนังสือนิทานให้กับหลี่อิงอิง ทั้งสามคนจึงเดินทางไปที่ร้านขายหนังสือโจวลี่อินเลือกหนังสือนิทานที่มีภาพประกอบมาสองเล่มก่อนจะจ่ายเงินไปสองหยวน หลี่อิงอิงดีใจเป็นอย่างมากที่ได้หนังสือนิทานหลังจากซื้อของเสร็จแล้วก็พากันขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน กว่าจะมาถึงบ้านก็บ่ายแล้ว โจวลี่อินจึงปล่อยให้สองพ่อลูกอยู่ด้วยกันในห้องนั่งเล่นส่วนตนเองจะเข้าครัวทำอาหารหลังจากทำอาหารเสร็จหญิงสาวก็เข้าไปในมิติก่อนจะเลือกหยิบยารักษาขาของหลี่เหว่ยออกมาแล้วเอายาที่ได้จากโรงพยาบาลใส่ไว้ในมิติแทนจากนั้นหญิงสาวก็เดินไปที่ห้องนอนก่อนจะเอ่ยบอกให้สามีกับลูกสาวมากินข้าว เพราะนี่ก็บ่ายมากแล้วคงจะหิวกันแย่ทั้งสามคนใช้เวลากินข้าวไม่นาน โจวลี่อินก็เก็บถ้วยไปล้างก่อนจะไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด"ทำอะไรกันอยู่คะ" โจวลี่อินเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับเอ่ยถามพ่อลูกสองคน หญิงสาวเห็นเด็กน้อยกำลังเปิดหนังสือนิทานที่ซื้อมาวันนี้ดูอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีคนเป็นพ่อนั่งอยู่ข้างๆ"แม่มาแล้ว แม่คะอ่านหนังสือนิทานให้อิงอิงฟังหน่อยค่ะ อิงอิงอ่านหนังสือไม่ออก" เด็กน้อยเห็นคนเป็นแม่เดินเข
โจวลี่อินออกจากห้องไปจุดไฟต้มน้ำร้อน พอเดือดแล้วก็เทใส่กะละมังแล้วเติมน้ำเย็นลงไปก่อนจะใช้มือวัดความร้อนว่ากำลังพอดีไหม พอเห็นว่าอุ่นพอดีก็ยกกะละมังเข้าไปในห้องนอนเพื่อที่จะให้หลี่เหว่ยใช้แช่เท้า แล้วอีกอย่างเธอก็อยากจะดูด้วยว่าเท้าของชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บมากแค่ไหน"คุณช่วยลุกขึ้นนั่งหน่อยค่ะ" โจวลี่อิยเอ่ยบอกพร้อมกับวางกะละมังไว้ข้างเตียง ยุคปัจจุบันเธอเป็นพยาบาลที่ต้องดูแลคนป่วยมามากมาย โจวลี่อินรักในอาชีพนี้เป็นอย่างมาก เธอเต็มใจที่จะดูแลคนป่วยอย่างไม่นึกรังเกียจ"เธอจะทำอะไร" ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งตามที่หญิงสาวบอกพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย"ยื่นขามาตรงนี้หน่อยค่ะ ฉันจะเอาเท้าคุณแช่น้ำอุ่น" หญิงสาวเอ่ยบอกพร้อมกับเอาขาของขายหนุ่มลงมาแช่ให้กะละมัง โจวลี่อินตรวจดูการบาดเจ็บของขา ที่เขาเดินขากะเผลกน่าจะเกี่ยวกับเส้นเอ็น แต่ดูแล้วอาการก็ไม่ได้หนักมากถึงกับไม่มีทางรักษาหายมือบางนวดเท้าของชายหนุ่มไปมาอย่างไม่รังเกียจ ทำเอาหลี่เหว่ยรู้สึกแปลกใจที่หญิงสาวยอมทำเรื่องแบบนี้ให้ตนเอง ตอนแรกเขาคิดว่าหญิงสาวจะทิ้งเขาไปเสียอีกเมื่อรู้ว่าเขากลายเป็นคนพิการแล้ว"คุณมีใบส่งตัวมาจากโรงพยาบาลเดิมไหมคะ"
หลี่เหว่ยพาภรรยากับลูกสาวเดินเข้าไปในอพาร์ทเม้นท์ก่อนจะติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเช่าห้อง ห้องมีหลายระดับให้เลือก ถ้าหากว่าต้องการแค่ห้องและห้องน้ำใช้ร่วมกันก็จ่ายเพียงห้าหยวนต่อเดือน แต่หากมีห้องน้ำในตัวและห้องครัวราคาก็จะแพงขึ้นเป็นสิบหยวน เพื่อความสบายของลูกสาวชายหนุ่มตัดสินในเลือกที่มีห้องน้ำในตัว หลังจากเซ็นสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เข้าอยู่ทันทีถึงแม้ว่าห้องจะไม่กว้างขวางนักแต่ก็พออยู่ได้สำหรับสามคนพ่อแม่ลูก"เรามีบ้านใหม่แล้ว" หลี่อิงอิงดูเหมือนจะเป็นคนที่ดีใจที่สุด เด็กน้อยวิ่งไปทั่วบ้านด้วยความตื่นเต้น"อิงอิง อย่าวิ่งเร็วแบบนั้นสิ ระวังจะล้มนะ" โจวลี่อินเอ่ยเตือนลูกสาวด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะเปิดกระเป๋าแล้วนำเสื้อผ้าออกมาแขวนในตู้"คุณรีบเปลี่ยนชุดเถอะค่ะเดี๋ยวจะไม่สบาย" หญิงสาวเอ่ยบอกชายหนุ่มเสียงหวานก่อนจะหยิบชุดมายื่นให้คนร่างหนา"เธอเองก็เปียกไปทั้งตัว รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเถอะ" หลี่เหว่ยรับชุดมาจากหญิงสาวพร้อมกับเอ่ยบอก"เดี๋ยวฉันเปลี่ยนชุดให้ลูกก่อนก็แล้วกันนะคะ" หญิงสาวบอกก่อนจะหยิบชุดขนาดเล็กออกมาแล้วเดินไปหาหลี่อิงอิงที่กำลังวิ่งเล่นไปทั่วบ้าน"อิงอิงจ๊ะ รีบมาเป
ภายในวันนั้นหลี่เหว่ยก็ได้ไปเชิญเลี่ยงลี่ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนมาเป็นพยานในการแยกบ้านของของชายหนุ่ม"เชิญครับผู้นำเลี่ยง" หลี่เหว่ยเอ่ยเชิญชายวัยกลางคนเข้าไปในบ้าน บ้านข้างๆ ต่างออกมาดูอย่างให้ความสนใจที่เห็นผู้นำเลี่ยงมา จะต้องมีเรื่องอะไรสำคัญเป็นแน่"นายแน่ใจนะว่าต้องการจะแยกบ้านจริงๆ" หลี่หยวนเอ่ยถามน้องชาย"ใช่ครับพี่" หลี่เหว่ยตอบออกไปด้วยความมั่นใจ เขาคิดดีแล้วที่จะแยกบ้านออกไปอยู่ต่างหาก"แยกบ้านน่ะได้ แต่แกต้องไปแต่ตัวเท่านั้น ห้ามเอาของอะไรในบ้านไปสักอย่างเดียว" หลี่กุ้ยบิดาของชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น โจวลี่อินได้ฟังก็อดไม่ได้ที่จะโมโหแทนสามี"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ นอกจากเสื้อผ้าพวกเราจะไม่เอาอะไรไปสักชิ้นเดียว แต่ก็ห้ามทางนี้ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเราอีก""คิดว่าฉันอยากจะยุ่งเกี่ยวกับพวกแกนักหรือไง กลัวแต่พวกแกน่ะสิจะอ้อนวอนขอกลับมาอยู่ที่เดิม ขอบอกไว้เลยนะว่าฉันไม่ต้อนรับ" เยว่ซื่อเอ่ยบอกด้วยความโกรธ"ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผู้นำเลี่ยงร่างสัญญาขึ้นมาเลยว่า สองครอบครัวนี้จะไม่มาสร้างความวุ่นวายให้กัน ถ้าหากฝ่ายใดไปสร้างความวุ่นวายจะต้องถูกดำเนินคดี" โจวลี่อินเอ่ยบอกออกมาเสียงดัง ซึ่
ช่วงเช้าของวันใหม่ โจวลี่อินที่คิดว่าเมื่อคืนนี้จะนอนไม่ค่อยหลับกลับหลับสนิทเสียจนแทบจะตื่นสาย ร่างบางลุกขึ้นนั่งขยับตัวจะลงจากเตียงทำเอาชายหนุ่มที่นอนอยู่อีกฝั่งรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา"เช้าแล้วเหรอ" หลี่เหว่ยลุกขึ้นมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย นี่ก็เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขารู้สึกหลับสนิทขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะไม่ต้องกังวลกับงานก็เป็นไปได้"คุณจะนอนพักผ่อนต่อก็ได้นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารเช้าเอาไว้รอ""ไม่ต้องหรอก ถึงออกไป แม่ก็ไม่ยอมให้เธอหยิบจับของตามใจ อย่าเข้าไปยุ่งเลยจะดีกว่า" ชายหนุ่มเห็นฤทธิ์ของแม่ตนเองแล้วก็เลยไม่อยากให้ภรรยาต้องไปข้องเกี่ยว"ฉันขอพูดกับคุณตามตรงนะคะ ที่ฉันยอมแม่มาตลอดก็เพราะเห็นแก่คุณและอิงอิง แต่ตอนนี้แม่ไม่ได้เห็นคุณเป็นลูกและเห็นอิงอิงเป็นหลาน ฉันก็จะไม่ไว้หน้าแม่ของคุณเหมือนกัน" โจวลี่อินเอ่ยบอกความในใจของตนเองออกมา ก่อนหน้านี้เธอยอมมามากพอแล้ว ต่อไปถ้าหากเยว่ซื่อยังหาเรื่องไม่หยุด เธอก็จะไม่ทนอีกต่อไป ด่ามาก็ด่ากลับแค่นั้นเอง"เอาที่คุณทำแล้วสบายใจเถอะ" หลี่เหว่ยเอ่ยขึ้น เขาเองก็รู้สึกผิดมากที่ทำให้ลูกต้องลำบาก อีกอย่างภรรยาก็เป็นอีกคนที่ต้องอดทนอดกลั
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็น คนโตต่างกินข้าวด้วยความเงียบ จะมีก็แต่หลี่หลินกับหลี่ชิงที่พูดคุยกันตามภาษาเด็ก กระทั่งอิ่มแล้วทุกคนจึงแยกย้ายกันไปเข้าห้องหลังจากล็อกประตูห้องแล้ว โจวลี่อินก็เดินไปหยิบนมกับขนมมาให้ลูกสาวกับสามี"คุณกับลูกคงจะกินข้าวไม่อิ่ม กินนมกับขนมนี่สิคะ จะได้ไม่หิวตอนดึก""ผมอิ่มแล้ว คุณกับลูกกินเถอะ คุณก็น่าจะกินข้าวไม่อิ่มเหมือนกัน" ชายหนุ่มมองขนมที่มือของภรรยาก่อนจะเอ่ยบอก รู้สึกแปลกใจที่โจวลี่อินรู้จักเป็นห่วงเขา ไม่ใช่ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเห็นแก่ตัวหรือไง เกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวกันแน่ ถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้"คุณเป็นผู้ชายกินแค่นั้นจะไปอิ่มได้อย่างไร กินนมกับขนมนี่เถอะค่ะ ฉันอิ่มแล้วจริงๆ" หญิงสาวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับยัดนมกับขนมใส่มือหนาแล้วเอาขนมกับนมอีกกล่องยื่นให้หลี่อิงอิงหลี่เหว่ยแกะขนมมาใส่ปากก่อนจะดูดนม ความจริงแล้วเขาก็กินข้าวไม่อิ่มจริงๆ นั่นแหละ พอได้กินขนมกับนมที่ภรรยาให้มาก็ทำให้รู้สึกอิ่มขึ้น"ก่อนหน้านี้คุณกับลูกไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เลยใช่ไหม" หลี่เหว่ยเอ่ยถามออกไป ทั้งที่เขานั้นพอจะรู้แล้วว่าภรรยากับลูกคงไม่เคยได้กินอาหารดีๆ เป็นแน่ ขนาดเขาที
โจวลี่อินพาหลี่เหว่ยเข้าไปในห้องนอน ขณะนั้นเด็กน้อยกำลังนั่งเล่นอยู่เพียงลำพัง พอเห็นว่าคนเป็นแม่พาใครเข้ามาก็รีบกระโดนลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งไปหาคนร่างสูงทันที"พ่อกลับมาหาอิงอิงแล้ว" หลี่อิงอิงกอดคนเป็นพ่อเอาไว้แน่นด้วยความดีใจ ชายหนุ่มก้มตัวลงไปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาด้วยความรัก เขาที่ไม่ได้เห็นลูกสาวมานาน ไม่คิดเลยว่าอิงอิงของเขาจะตัวสูงและรู้ความขนาดนี้"ลูกสาวคนสวยของพ่อ" ชายหนุ่มเอ่ยจบก็ยื่นใบหน้าเข้าไปหอมแก้มนุ่มฟอดใหญ่ทำเอาหลี่อิงอิงเขินอายคนเป็นพ่อ"พ่อจะกลับมาอยู่กับอิงอิงแล้วใช่ไหมคะ" เด็กน้อยเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา ถ้าหากว่าพ่อกลับมาอยู่กับเธอตลอดไปก็คงจะดี"ใช่แล้วครับ ต่อไปพ่อจะอยู่กับอิงอิงตลอดไปเลย" ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับยกมือขึ้นไปลูบผมของลูกสาวด้วยความเอ็นดู ลูกคงจะคิดถึงเขามากถึงอยากให้เขาอยู่ด้วย"ดีจังเลยค่ะ อิงอิงจะมีพ่อเหมือนพี่หลินกับพี่ชิงแล้ว เพราะตอนอิงอิงไม่มีพ่อไม่ดีเลย คุณย่าก็ไม่ชอบอิงอิง ชอบตีอิงอิงกับแม่ด้วย" เด็กน้อยเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ แต่คนได้ฟังถึงกับขมวดคิ้วทันที ที่ลูกของเขาพูดออกมาหมายความว่าอย่างไร ทำไมแม่จะต้องตีลูกสาวของเขาด้วย"ที่ลูกพูดห