“พวกเจ้าระวัง!”ทันใดนั้นเองหวงหวั่นเอ๋อร์กระโดดลงมาจากหลังคาเวลานี้เอง หลี่ชิ่งชูธงในมือขึ้นขอเพียงเขาลดธงในมือลง มือธนูสามพันกว่านายก็พร้อมที่จะยิงธนู“ยิง!”ขณะเดียวกันที่หลี่ชิ่งลดธงในมือลง โจวอวี่ออกคำสั่งครืด!เสียงเหนี่ยวไกปืนนับพันกระบอกดังขึ้นพร้อมกัน ตามด้วย...“ปั้ง ปั้ง ปั้ง ปั้ง!”ทหารรักษาการณ์เมืองหลวงสามพันกว่านายล้มลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งสิ้นใจ ท่ามกลางพวกเขามากมายมีหลายคนไม่ทันได้ร้องโอดอวยส่วนคนที่โชคดีไม่ถูกยิงจุดสำคัญ ล้วนล้มลงกับพื้น ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดชั่วขณะหนึ่ง เสียงกรีดร้องดังมาจากเลือดที่ไหลนองไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่ตกตะลึง แม้กระทั่งทหารรักษาการณ์ที่เจอเลือดทุกวันยังตกตะลึง“พวกเขา เหล็กในมือของพวกเขา คล้ายกับเหล็กที่ใต้เท้าเฉินพกไว้ติดตัว”เสียงร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้น ทำลายความเงียบสีหน้าตกตะลึงของทหารรักษาการณ์แปลเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวทหารรักษาการณ์เมืองหลวงส่วนมากล้วนได้ยินคำเล่าลือนี้มาก่อน เฉินฝานมีอาวุธในมือชนิดหนึ่งซึ่งน่ากลัวมาก อาวุธในมือนั้นราวกับสัตว์ประหลาดพ่นไฟ เมื่อสัตว์ประหลาดพ่นไฟ เมื่อนั้นก็จะมีคนตายและ
“ทุกคนมีกันหมด!”เมื่อโจวอวี่เอ่ยปาก ทหารที่ถือปืนกลขนาดเล็กไว้ในมือเหล่านั้นก็ยืนตัวตรงฉับพลันการกระทำของเหล่าทหารเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากราษฎรเป็นพัก ๆ “กองทัพเล็ก ๆ นี้แต่งกายพิกล อาวุธก็แปลกประหลาด คำขวัญกับท่าทางก็แปลกเช่นกัน”“แปลกก็ส่วนแปลก แต่ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก” “มีชีวิตชีวาหรือ? ข้าว่ามันน่ากลัวนะ หากข้าพบเจอในยามปกติจะต้องหลบไปให้ไกลทันทีอย่างแน่นอน” “ข้าขอถามพวกเจ้า!” เสียงก้องกังวานของโจวอวี่กลบพวกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่สับสนปนเป เขาถามทหารเหล่านั้นว่า “หลังจากเริ่มต่อสู้ กฎที่เคร่งครัดที่สุดของใต้เท้าเฉินคืออันใด?”“ขณะจู่โจม หากผู้ใดพลั้งมือทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ก็เก็บกระสุนในปืนไว้ให้ตนเองขอรับ!”โจวอวี่พยักหน้า “เช่นนั้นพวกเจ้าควรทำเช่นไร?”“รับรองว่าจะไม่พลั้งมือทำร้าย!”“รับรองว่าจะไม่พลั้งมือทำร้าย!”“รับรองว่าจะไม่พลั้งมือทำร้าย!”“บุกโจมตี!”เมื่อโจวอวี่ออกคำสั่ง ทหารถือปืนนับพันนายก็ยกปืนเข้าจู่โจมทันทีไม่นาน กองทัพลาดตระเวนของหลี่ชิ่งก็ร่วงลงไปเป็นกองใหญ่ทหารมากมายของกองทัพลาดตระเวรถึงขนาดไม่ทันได้ยกดาบขึ้นมาในตอนที่ร่วงลงไป“ฟางถง เร
“ช้าก่อน!”“ประหารไม่ได้!”“ประหารเสนาบดีเสิ่นไม่ได้!”เสียงเร่งรีบดังขึ้นติดต่อกันสามเสียงมาจากทางด้านหน้า โดยเสียงสุดท้ายยังเป็นเสียงของสตรีอีกด้วยฉินเย่ว์เหมยขมวดคิ้ว ความผิดของพ่อลูกตระกูลเสิ่นมีหลักฐานแน่ชัด เป็นเรื่องที่แน่นอนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เหตุใดจึงประหารไม่ได้?ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางเป็นฮ่องเต้ของแคว้นหนึ่ง นางออกคำสั่งประหารไปแล้ว ใครยังสามารถล้มล้างพระราชโองการของนางได้อีก! รถม้าหรูหราเทียมด้วยม้าแปดตัวคันหนึ่งแล่นมาจากทางด้านหน้าอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางยังชนชาวบ้านที่หลบไม่ทันจนกระเด็นออกไปมากมาย รถม้ามาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยม ยังไม่ทันจอดสนิท ผ้าม่านของรถม้าก็ถูกคนเปิดออกจากด้านในสตรีที่สวมอาภรณ์อันวิจิตรรีบร้อนกระโดดลงจากรถม้า ในอ้อมแขนของนางยังอุ้มทารกเอาไว้หนึ่งคนไม่นานก็มีคนจำสตรีผู้นั้นได้ในขณะที่สตรีนางนั้นเพิ่งจะกระโดดลงจากรถม้า เฉินฝานกับฉินเย่ว์เหมยก็จำสตรีนางนั้นได้เช่นกัน“ฮองเฮา? นางมาทำไม?”เสิ่นไต้มั่นก้าวฉับ ๆ วิ่งมาอยู่ตรงหน้าฉินเย่ว์เหมย ก่อนจะคุกเข่าดังตุบ“ยินดีด้วยเพคะฝ่าบาท ขอแสดงความยินดีด้วยเพคะฝ่าบาท ฝ่าบาททรงมีโอรสผู้สืบ
ฉินเย่ว์เหมยนึกเสียใจไม่หยุด ในใจของเฉินฝานเองก็รู้สึกเสียดายมากเช่นกันหากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป ต่อไปอยากสังหารพ่อลูกตระกูลเสิ่นก็จะยากยิ่งขึ้น ตระกูลเสิ่นเป็นตระกูลที่สร้างคุณูปการในตอนที่สถาปนาแคว้นต้าชิ่ง ตระกูลเสิ่นทำการค้ามายาวนานถึงเพียงนั้น อิทธิพลภายในได้แทรกซึมไปยังแวดวงต่าง ๆ อย่างสลับซับซ้อนแม้ว่าวันนี้จะปลดเสิ่นหมิงหยวนกับเสิ่นหยวนเลี่ยงเป็นสามัญชน ทว่าตราบใดที่พวกเขายังไม่ตาย ไม่ช้าก็เร็วตระกูลเสิ่นก็จะมีวันหวนกลับมามีอำนาจอีกครั้ง นอกจากนี้เสิ่นไต้มั่นยังให้กำเนิดองค์ชายอีกด้วย องค์ชายพระองค์นี้ประสูติจากฮองเฮา อีกทั้งเป็นองค์ชายพระองค์แรกหลังจากที่ฉินเย่ว์เหมยขึ้นครองบัลลังก์ ตามกฎแล้ว บุตรชายของเสิ่นไต้มั่นจะต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทอย่างแน่นอนพวกเสิ่นหมิงหยวนถึงขนาดที่ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องอันใดเลย ขอเพียงรักษาชีวิตของตนเองไว้ให้ดี ผ่านไปอีกไม่กี่สิบปี ถึงขนาดที่อาจจะไม่ต้องใช้เวลาไม่กี่สิบปี เมื่อรัชทายาทพระองค์นี้ขึ้นครองราชย์ ตระกูลเสิ่นก็จะสามารถมีอำนาจเหนือราชสำนักอีกครั้งเฉินฝานมองทารกในอ้อมแขนของเสิ่นไต้มั่นด้วยสีหน้าซับซ้อนพูดตามความเป็นจริงแ
ฉินเย่ว์เหมยสะบัดมือ“เพียะ!”ฝ่ามือตบไปที่ใบหน้าของเสิ่นไต้มั่นอย่างรุนแรง ดวงหน้าขาวเนียนงดงามนั้นปรากฏรอยฝ่ามือในพริบตารอยฝ่ามือนั้นมองเห็นได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังแดงก่ำ เห็นได้ว่าฉินเย่ว์เหมยลงแรงมากเพียงใด“อ๊าย!”เสิ่นไต้มั่นกรีดร้องออกมา นางเพิ่งคลอดบุตร ร่างกายยังอ่อนแอมาก ฝ่ามือนี้ของฉินเย่ว์เหมยตบจนดวงตาของนางมีดาวระยิบระยับ ขนาดคุกเข่าก็ยังทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงไปในอ้อมแขนของหมัวมัวที่อยู่ข้างกายโดยพลันเสิ่นไต้มั่นเอามือกุมแก้ม ถามฉินเย่ว์เหมยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความงุนงง “ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์ถึงทำเช่นนี้เพคะ?”ฉินเย่ว์เหมยชี้ไปที่เสิ่นไต้มั่นแล้วก่นด่าเสียงดังว่า “เจ้ามันคนแพศยาไม่รู้จักยางอาย ลอบคบชู้แล้วยังมีหน้ามาเสแสร้งทำตัวเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรมที่นี่อีก และยังมีหน้าอุ้มเด็กมาอีกหรือ?”ถ้อยคำของฉินเย่ว์เหมยราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ทำให้ทุกคนตกตะลึงกันหมด“อะไรนะ? อะไรนะ? พวกเจ้าได้ยินที่ฝ่าบาทตรัสชัดเจนหรือยัง?”“ได้ยินชัดเจนแล้ว ฝ่าบาทตรัสว่าฮองเฮาคบชู้ และยังตรัสอีกว่าฮองเฮามีหน้าอุ้มองค์ชายน้อยมาได้อย่างไร”“สวรรค์ เช่นนั้นไม่ใช่ว่า...องค์ชายน้อยไ
“ผู้บัญชาการหง เป็นข้าที่โยนความผิด หรือว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าบ้าตัณหากันแน่?”การซักถามติดต่อกันของเสิ่นหมิงหยางทำให้หงอิงไม่อาจโต้กลับได้เลยบัดนี้ฉินเย่ว์เหมยมีเฉินฝาน มีพ่อลูกตระกูลเหอ มีการสนับสนุนจากกองทัพลาดตระเวน ไม่ใช่หุ่นเชิดที่เสิ่นหมิงหยวนสามารถควบคุมได้ตามใจชอบมานานแล้ว ตั้งแต่วันที่เฉินฝานดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีเบื้องซ้าย ฉินเย่ว์เหมยก็ขับไล่ทหารรักษาการณ์เมืองหลวงในวังออกไปตอนนี้ภายในวังมีเพียงทหารรักษาพระองค์ของหงอิงเท่านั้นคำพูดสั้น ๆ สองประโยคของเสิ่นหมิงหยวนก็ลากหงอิงลงน้ำแล้ว หากฉินเย่ว์เหมยอยากประหารเสิ่นไต้มั่น เช่นนั้นหงอิงก็ต้องตายด้วยเช่นกัน“ฝ่าบาท ขอทรงโปรดตรวจสอบให้ละเอียดด้วยเพคะ หากเป็นทหารรักษาพระองค์ของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะตายเพื่อชดใช้ความผิดเดี๋ยวนี้เพคะ!” หงอิงคุกเข่าลงทันทีแล้วเอ่ยออกมา ความหมายของหงอิงชัดเจนมาก นางอยากให้ฉินเย่ว์เหมยไม่ต้องสนใจนาง นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง หากผู้ใต้บังคับบัญชาของนางเป็นคนทำจริง ๆ ฉินเย่ว์เหมยสามารถละทิ้งนางได้ทันที “ฝ่าบาท โอกาสยากจะได้มา หากพลาดไปก็จะไม่มีมาอีกแล้วนะเพคะ!” หงอินอ้อนวอนฉินเย่ว์เหมย หา
“อย่านะ!”เสียงของเฉินฝานช้าไปเสียแล้ว ความงดงามที่ดำขลับดกหนาบนศีรษะของฉินเย่ว์เหมยสยายลงมาจากยอดศีรษะราวกับน้ำตกสีดำ ริมฝีปากแดง ดวงหน้างดงาม นัยน์ตาดุจดวงดารา จมูกสวย ดูเย็นชาทระนงตน ฉินเย่ว์เหมยที่ยืนเอามือไพล่หลังดูสวยและสง่างาม “ว้าว...”“นะ นี่...”“ฝ่าบาท ทรง ทรงเป็นสะ สตรีหรือเนี่ย?!” “ฮ่องเต้ของแคว้นต้าชิ่งเราเป็นสตรี!”ไม่เพียงแต่ราษฎรรอบด้านที่ตกใจ แม้แต่ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนเบิกตาโต ตกตะลึงอยู่กับที่“มิน่า มิน่า มิน่าล่ะ!”เสิ่นหมิงหยวนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ปากพูดพร่ำไม่หยุด สีหน้าบนใบหน้าเปลี่ยนเป็นหลากหลายราวกับกล้องสลับลายก็ไม่ปาน ตกใจ ตื่นเต้น ไม่เข้าใจ เข้าใจ และประหลาดใจแกมยินดีมิน่าล่ะ ตั้งแต่ที่ตกจากหลังม้า เห็นได้ชัดว่าฉินหย่งคังที่เหลือเท้าอีกแค่ข้างเดียวยังไม่ได้ยืนอยู่บนเส้นทางสู่ปรโลก จู่ ๆ กลับฟื้นกลับมา และขึ้นครองบัลลังก์โดยสมบูรณ์ไม่มีการบุบสลายมิน่าล่ะ ฉินหย่งคังที่ให้กำเนิดองค์หญิงหลายพระองค์แล้ว จู่ ๆ กลับชมชอบผู้ชาย และไม่ยอมเข้าวังหลังอีกมิน่าล่ะ ฉินหย่งคังที่เคยกลัวร้อนจู่ ๆ ถึงได้กลัวความหนาว ต่อให้อยู่
โอวหยางน่าหลันหันไปมองเฉินฝาน สายตาเริ่มเปลี่ยนเป็นซับซ้อน เวลานี้นางทั้งนับถือฉินเย่ว์เหมยทั้งรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อยดูจากการแสดงออกของเฉินฝาน เขาจะต้องรู้แต่แรกแล้วว่าฉินเย่ว์เหมยเป็นสตรีนอกจากจักรพรรดินีแคว้นเหมี่ยนแล้ว โอวหยางน่าหลันคิดมาตลอดว่านางเป็นคนที่มีฐานะและรูปโฉมโดดเด่นที่สุดในหมู่ภรรยามากมายของเฉินฝาน บัดนี้...โอวหยางน่าหลันเงยหน้ามองฉินเย่ว์เหมยอีกครั้ง ฉินเย่ว์เหมยยังคงยืนอยู่ในท่วงท่าเดิม เผชิญหน้ากับสายตาและคำพูดต่าง ๆ นานาจากรอบข้างโดยไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อยยืนตระหง่านไม่ไหวติง!สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านจากบนใบหน้าของนาง นำพาเส้นผมที่สยายลงบนใบหน้าขึ้นมา ปลายผมปลิวไสวเล็กน้อยโอวหยางน่าหลันอดตัวสั่นไม่ได้ นางที่เย่อหยิ่งจองหองวางตัวเหนือกว่าผู้อื่นมาโดยตลอด ก้มศีรษะให้สตรีเป็นครั้งแรกเนื่องจากเวลานี้ ฉินเย่ว์เหมยที่นางเห็นดูเหมือนกับเทพเจ้า ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับผู้ใด เผชิญหน้ากับสายตาแบบไหน สายตาของฉินเย่ว์เหมยก็ดูเยือกเย็นกระจ่างใส มีเพียงยามที่สบตากับเฉินฝานเท่านั้นถึงมีการเปลี่ยนแปลงแม้ว่าฉินเย่ว์เหมยจะปกปิดไว้ดีมาก แต่ในฐานะที่โอวหยางน่าหลันเป็นสตรีจะ
มีชายสองคนปรากฎตัวขึ้นกะทันหันโชคดีที่เฉินฝานผ่านการฝึกอย่างหนักในยุคปัจจุบัน หลังจากเดินทางทะลุมิติมาเขาก็ยังคงฝึกฝนด้วยตนเอง แม้จะถูกวางยา ก็ไม่ถูกใครจับได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้นเรือนหลังนี้อยู่ไม่ห่างจากเรือนของหลิงอวี้เฉินฝานหนีเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ได้สำเร็จเพิ่งเข้าไปในเรือนของหลิงอวี้ ชายทั้งสองคนก็ชะงักฝีเท้าเพราะชิงหนิงเดินมาเมื่อวานชิงหนิงแสดงความสามารถของนางให้เห็นแล้ว ชิงซีไม่กล้าให้ชายทั้งสองคนบุ่มบ่ามเข้าไป“ใต้เท้า เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านเจ้าคะ?”ชิงหนิงที่อยู่ไกลๆ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติของเฉินฝาน“ใต้เท้า เหตุใดหน้าท่านถึงแดงก่ำเช่นนี้? เป็นไข้หรือเจ้าคะ?”“อย่างแตะต้องข้า!”เฉินฝานปัดมือของชิงหนิงที่จะพยุงเขาทิ้งตอนนี้ไม่อาจให้สตรีคนใดแตะต้องตัวเขาได้ ความรู้สึกที่อัดแน่นในร่างกาย อยู่ในจุดที่ใกล้จะสูญเสียการควบคุมแล้ว“ใต้เท้า?”ชิงหนิงเบิกตากว้าง มองเฉินฝานด้วยความงุนงงเฉินฝานไม่มีแรงอธิบายให้ชิงหนิงฟัง เขาเพียงพูดไม่หยุด “ข้าร้อน! น้ำ ข้าต้องการน้ำเย็น น้ำเย็นจำนวนมาก!”“เจ้าค่ะๆ! ข้าจะรีบไปเตรียมให้เดี๋ยวนี้!”ตอนเฉินฝานบอกว่าร้อน ชิงหนิงเข้
“ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ ข้าขอบอกไว้เลยว่า หากวันนี้ใต้เท้าก้าวออกไปจากเรือนหลังนี้ ข้าจะส่งพวกเจ้าทุกคนไปหุบเขาพยัคฆ์”เดิมทีเมื่อแม่ชีได้ยินคำพูดของเฉินฝาน ก็ไม่ได้แนบชิดกลับเฉินฝานขนาดนั้นแล้ว แต่ทว่า เมื่อชิงซีพูดขึ้นเช่นนี้ แววตาของพวกนางเริ่มเปี่ยมไปด้วยความหวาดผวา กลับมาแนบชิบเขาอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว พวกนางเริ่มถอดเสื้อผ้าของเฉินฝาน แห่กันเข้าไปยั่วยวนเฉินฝานด้วยท่าทีเก้กังเฉินฝานบีบรัดจนแทบระเบิดแล้ว มือทั้งสองข้างของเขาจับเตียงแน่น ไม่ให้ตนมีท่าทีใดๆเวลานี้ แม้แต่นิ้วมือเพียงนิ้วเดียวของตนเอง เขาก็ไม่อาจควบคุมได้แล้วเขาไม่ใช่คนหัวโบราณ ตบแต่งภรรยาได้หลายคน ทว่าเขาไม่อาจทำอะไรแม่ชีได้จริงๆ มนุษย์ไม่อาจทำลายหลักการพื้นฐานของตนได้เขาลืมตาที่ตอนนี้พร่ามัวไปหมด มองไปทางชิงฮวนที่อยู่บนตัวเขา “ชิงฮวน ข้าขอถามเจ้า เจ้าไม่กลัวจริงๆ หรือ?”ชิงฮวนที่ก้มหน้าจูบและเลียเฉินฝาน ตัวสั่นเทาเล็กน้อย“ก่อนหน้านี้ใต้เท้าคนนั้นก็พูดกับพี่เซียงเช่นนี้ สุดท้ายใต้เท้าคนนั้นก็หลับนอนกับหญิงอื่น ส่วนพี่เซียงก็ไปหุบเขาพยัคฆ์”“ท่านรู้หรือไม่? เดิมทีหุบเขาพยัคฆ์ไม่ได้มีชื่อว่าหุบเขาพยัคฆ์ หลา
เขารู้สึกมีแรงกระตุ้นอย่างไม่คาดคิดเฉินฝานรู้สึกตัวทันทีว่ายิ่งเขาอยากควบคุมตนเองมากเพียงใดก็ยิ่งควบคุมสติไม่อยู่เพียงนั้นเขากระชับเสื้อผ้าขึ้นลุกขึ้นยืน อาจเป็นเพราะในเรือนร้อนเกินไป เขาจึงอยากออกไปสูดอากาศด้านนอกไฉนเลยจะรู้ว่า เพิ่งจะลุกขึ้นยืนไม่นาน เท้าเดินโซซัดโซเซขาอ่อนแรงทั้งสองข้าง“ใต้เท้า ท่านเป็นอันใดไปเจ้าคะ?”ชิงฮวนรีบรุดหน้าไปพยุงเฉินฝาน“เจ้าหลบไป!” เฉินฝานผลักชิงฮวนออกอย่างสุดแรง“ใต้เท้า ไม่สบายงั้นรึ? ชิงฮวนเจ้ารีบพยุงใต้เท้าไปพักที่เตียง”ด้วยคำสั่งของชิงซี ชิงฮวนไม่เพียงแต่ไม่ออกไป แถมยังพยุงอย่างแนบชิดมากกว่าเดิม“เร็วเข้า พวกเจ้าก็รีบมาช่วยกันพยุงใต้เท้าไปที่เตียง”เมื่อได้ยินเสียงของชิงซี ก็มีแม่ชีน้อยอีกสามคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับชิงฮวนเดินออกมาเฉินฝานชำเลืองมองเล็กน้อย รีบหลับตาลงทันทีแม่ชีน้อยสองสามคนนั้น คิดไม่ถึงว่าจะสวมชุดที่บางเฉียบเช่นนี้พวกนางแนบชิดร่างกายเขาเย้ายวนด้วยท่าทางเก้ ๆกัง ๆเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มีเพียงบุรุษเท่านั้นจึงเข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้นเฉินฝานผลักแม่ชีน้อยสี่คนที่ล้อมเขาออกอย่างสุดกำลัง “ชิงฮวน เจ้าช่างกล้ายิ่งน
ของตกแต่งภายในเรือนประณีตและภายนอกเรือนมีลักษณะที่เรียบง่ายสวยงาม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงผ้าคลุมบนโต๊ะและเก้าอี้ สีสว่างเปล่งประกาย ด้านบนมีลายปักที่ประณีตเตียงที่อยู่ไม่ไกล มีผ้าห่มที่นุ่มสบายและม่านมุ้งที่ลอยละล่องบนโต๊ะมีผลไม้นานาชนิด ถึงขั้นมีผลไม้บางชนิด เป็นผลไม้ที่ไม่สามารถปลูกในเมืองหรงตูได้มีกาน้ำชาที่ประณีตวางไว้ด้านข้างผลไม้ ใบชาในกาน้ำชา ดูแล้วคงจะราคาแพงเช่นกันหากไม่ใช่ว่าชิงซีส่งเสียงออกมาทันเวลา เฉินฝานคงคิดว่าตนเองออกมาจากสำนักชีชิงเมี่ยวแล้ว“ที่แห่งนี้เป็นที่พักที่สำนักชีชิงเมี่ยวจัดไว้ให้ผู้ศรัทธาคนสำคัญ เจ้าอาวาสกล่าวว่าท่านอัครเสนาบดีเป็นผู้ศรัทธาคนสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสำนักชีชิงเมี่ยวมา จะให้ใต้เท้าลำบากไม่ได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”จู่ ๆ ชิงซีก็พูดเสียงดัง “มีแขกคนสำคัญมา ยังไม่ออกมาประเคนชาอีกรึ?”พูดจบไม่นาน ก็มีสตรีนางหนึ่งเดินมาจากห้องข้าง ๆไม่สิ หากจะกล่าวให้ถูกต้อง ไม่ใช่สตรีนางหนึ่ง แต่เป็นเด็กสาวคนหนึ่งเสียมากกว่าเด็กสาวสุดสวมชุดแม่ชีสีอ่อน ความเยาว์วัยและความนุ่มเด้งบนใบหน้ายังคงมีอยู่ ดูแล้วคงจะไม่เกินอายุสิบสามสิบสี่ปีอายุไล่เลี่ย
เถียนเสี่ยวอวี่ก็พยักหน้าเช่นกัน “ถูกต้องแล้ว ปกติแล้วประตูบานนั้นจะไม่เปิดออก และยังล็อกกลอนไว้ด้วย จู่ ๆก็บังเอิญ...” เถียนเสี่ยวอวี่หยุดพูดทันที สีหน้าค่อย ๆ มืดมนลง“หรือว่าคนจงใจเปิดออกงั้นรึ? มีคนที่ไม่อยากเจ้าอาวาสพูดต่อ ดูแล้ว อาของคงจิ้งจะต้องทำเรื่องหายนะอย่างใหญ่หลวงเป็นแน่”“เสี่ยวอวี่!” เฉินฝานหยุดชะงักฝีเท้าทันที สีหน้าเคร่งเครียด “สวี่ซื่อเจี๋ยเป็นผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู เป็นขุนนางขั้นหกระดับสูงในราชสำนัก เรื่องนี้จะคาดเดาส่งเดชไม่ได้”“ใต้เท้า ข้า...”“พอเถอะ ช่างเรื่องนี้ก่อน”เฉินฝานพูดตัดบทเถียนเสี่ยวอวี่อย่างไม่เกรงใจหลิงอวี้ไม่ให้เถียนเสี่ยวอวี่รู้เรื่องของสวี่ซื่อเจี๋ย ก็เพื่อที่จะปกป้องนางเรื่องบางเรื่อง ไม่รู้จึงปลอดภัยที่สุดเฉินฝานอยากรักษาความพยายามที่หวังดีของหลิงอวี้ให้คงอยู่ต่อไปไม่ว่าสวี่ซื่อเจี๋ยจะทำเรื่องอันใด จะเกี่ยวข้องกับเถียนเสี่ยวอวี่หรือไม่ เฉินฝานก็ไม่ยอมให้นางเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ดี“ชิงหนิง พานางกลับเรือนไปพักผ่อนเถอะ”“เจ้าค่ะ!”ชิงหนิงรีบหิ้วตัวเถียนเสี่ยวอวี่ที่ไม่ยอมกลับจากไปทันที นางคิดเหมือนกับเฉินฝานคือ ไม่อยากให้เถียนเสี่
“มีเรื่องอันใดซื่อไท่พูดออกมาตรง ๆ เถิด แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรม ไม่จำเป็นต้องขอร้อง”ได้ยินเฉินฝานพูดเช่นนี้ หลิงอวี้ยืนตัวแข็งทื่อน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจากตาของนางคำพูดของเฉินฝาน นางไม่เคยได้ยินผู้ใดพูดเช่นนี้มานานแล้วใช่แล้ว เดิมทีก็ควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว แก้ปัญหาทุกเรื่องเพื่อราษฎรเพื่อขุนนางอย่างถูกทำนองคลองธรรมทว่า ขุนนางส่วนใหญ่ของต้าชิ่งลืมคำพูดนี้ไปนานแล้ว หลายปีผ่านมานี้เสิ่นหมิงหยวนขุนนางกังฉินกุมอำนาจ ขุนนางต้าชิ่งส่วนใหญ่คิดเพียงว่าจะใช้อำนาจรังแกประชาชนอย่างไรเท่านั้น“ใต้เท้า ท่านโปรดจัดการผู้ว่าการมณฑลสวี่ซื่อเจี๋ยด้วยตนเองนะเจ้าค่ะ เขาเป็นคนที่...”“แค่ก ๆ ๆ ๆ”เฉินฝานไออย่างรุนแรงทันที จู่ ๆ ประตูฝั่งตะวันตกของพระตำหนักก็ถูกลมพัดจนเปิดออก ลมพัดโชยควันธูปมาปะทะหน้าเฉินฝานและหลิงอวี้ขนาดเฉินฝานยังทนไม่ไหว นับประสาอันใดกับหลิงอวี้ที่ป่วยหนัก“แค่ก...”หลังจากที่ไอออกมาอย่างรุนแรง หลิงอวี้ก็รู้ตัวว่าอ่อนแอลงอย่างมาก“แม่นางหวง เจ้ายังมียาอายุวัฒนะอีกหรือไม่” เฉินฝานตะโกนไปด้านนอกตำหนักด้วยน้ำเสียงรีบร้อน เขารู้อยู่แล้วห
เฉินฝานโบกมือ “เอาล่ะ คารวะเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าทั้งหมดจงกลับไปเถอะ”กลุ่มคนโหวกเหวกโวยวาย เฉินฝานไม่ชอบเสียงดังหากไม่ใช่เพราะเถียนเสี่ยวอวี่ เขาคงจะไม่ให้คนเหล่านี้รู้ว่าเขามาที่แห่งนี้มีผู้พิทักษ์สองสามคนติดตามเฉินฝานมาโดยตลอด พวกเขาคือทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับคำสั่งจากฉินเย่ว์เหมยให้มาปกป้องเฉินฝานอย่างลับ ๆก่อนรุ่งสาง เขาเรียกผู้พิทักษ์คนหนึ่งออกมา ให้เขาไปป่าวประกาศเส้นทางของตนเองในเมืองหรงตูเฉินฝานคะเนไว้ว่าขุนนางกลุ่มนั้นคงจะมาอย่างรวดเร็ว ไม่คิดว่าจะมาเร็วปานนี้“ใต้เท้า พักที่สำนักชีคงไม่สะดวกนัก ท่านตามข้าน้อยกลับไปพักในเมืองหรงตูจะดีกว่าขอรับ”จางหย่งเชาและขุนนางเมืองหรงตูคนอื่น สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่ยินยอม ในกลุ่มขุนนางเหล่านี้นอกจากจางหย่งเชาที่มาจากเมืองหลวงแล้ว คนอื่นล้วนไม่เคยออกจากเมืองหรงตูไม่ใช่เรื่องง่ายที่ท่านอัครเสนาบดีมาเยือน พวกเขาพยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อจะโผล่หน้ามาให้เฉินฝานเห็น เพื่อเพิ่มโอกาสเลื่อนตำแหน่งของตนเองแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี“ถูกต้องแล้ว ใต้เท้าจางพูดถูก ท่านอัครเสนาบดีท่านกลับเมืองหรงตูไปกับพวกเราเถอะ”“ปกติท่านทำ
จางหย่งเชาเจ้าเมืองหรงตูพุ่งตัววิ่งด้วยความเร็วดั่งวิ่งแข่งร้อยเมตรมาเฉินฝาน ด้านหลังเขามีขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มหนึ่งตามมาด้วยขุนนางเมืองหรงตูกลุ่มนี้เป็นขุนนางที่เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่หลังจากที่เฉินฝานไปเมืองหลวงแล้ว เฉินฝานรู้จักเพียงจางหย่งเชา เขารู้จักจางหย่งเชาเพราะก่อนที่ออกจากเมืองหลวงมาไม่นาน ฉินเย่ว์เหมยรับสั่งให้เขามาทำภารกิจที่เมืองหรงตูจึงเคยเห็นเขาคนที่ตามหลังจางหย่งเชามาติด ๆคือ ผู้ว่าการมณฑลเมืองหรงตู สวี่ซื่อเจี๋ย เพียงครู่เดียวคงจิ้งก็สามารถมองเห็นอาตนเองได้ นางรีบรุดหน้าเข้าไปหาทันที“ท่านอา!”เห็นคงจิ้งวิ่งมาเช่นนี้ สวี่ซื่อเจี๋ยเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก นางตาบอดหรือกระไร? ต่อให้นางไม่รู้จักเฉินฝาน เช่นนั้นนางไม่เห็นจางหย่งเชารึ?เขาร้อนรนใจดั่งไฟสุมอกดึงคงจิ้งลงมาด้านข้าง ในขณะเดียวกันก็ตวาดลั่นไปด้วย “มาทางนี้!”คงจิ้งสีหน้างงงันทันที ผ่านไปครู่เดียวก็วิ่งออกมาอีกแล้ว“ท่านอา คนผู้นั้น!” คงจิ้งยกมือชี้นิ้วออกไป “ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด บอกว่าตนเองเป็นสามัญชนมาก่อความวุ่นวายที่สำนักชีชิงเมี่ยว ทำร้ายร่างกายเหล่าแม่ชีในสำนัก หลานก็ถูกทำร้ายเช่นกัน ท่านดูสิ...
“ใต้เท้า ท่านสบายดีหรือไม่?” หลูเฉิงกวงถูมือด้วยความตื่นเต้นอยู่นาน จึงพูดประโยคนี้ออกมาอย่างทุลักทุเล“ข้าสบายดี!” เมื่อเจอคนสนิท เฉินฝานก็ยินดีมากเช่นกันหลิงอวี้พากลุ่มแม่ชีสำนักชีชิงเมี่ยวมาคุกเข่าต่อหน้าเหล่าขุนนางเมืองหรงตูเฉินฝานเดิมอ้อมมา คนด้านข้างจึงยังไม่มีผู้ใดเห็นเขา“พี่หญิงใหญ่ ท่านดูสิ” ชิงผิงตาดี เพียงครู่เดียวก็สังเกตเห็นได้ว่าหลูเฉิงกวงวิ่งมาด้านหน้าเฉินฝานคงจิ้งมองตาม นางขมวดคิ้ว “นั้นคือนายกองหลูเฉิงกวงไม่ใช่รึ?”“คิดว่าใช่นะเจ้าคะ พี่หญิงใหญ่ นายกองเคารพนอบน้อมให้ชายผู้นั้นตลอด ชายผู้นั้นคงจะไม่ใช่สามัญชนแล้วกระมัง?”เมื่อฟังคำพูดของชิงผิงแล้ว ใจของคงจิ้งตึงเครียดทันทีชายผู้นี้ที่เถียนเสี่ยวอวี่พามา เป็นเสนาบดีใหญ่จริงหรือ?ทางเฉินฝาน“ใต้เท้า ข้าจะรายงานท่านเจ้าเมืองจางให้ทราบว่าท่านอยู่ที่นี้” หลูเฉิงกวงกำลังจะไปแจ้งข่าวเจ้าเมืองหรงตูด้วยความยินดี“ตอนนี้ยังไม่ต้อง!” เฉินฝานโบกมือ เขารีบก้าวเท้าฉับเดินไปทางมุมซ้ายของพระอุโบสถมีคนที่เขาอยากเจออย่างมากอยู่ที่นั่น“พี่ฝาน”เป็นต้ายาและสามีของนางโจวถง“ท่านพี่ เร็วเข้าสิ รีบมาคารวะใต้เท้า” ต้ายาท