กงซูหว่านกลับหันหน้าเข้าสถาบันวิจัย ตั้งแต่เช้าจรดค่ำล้วนไม่ออกมาหลี่หลงหลินครุ่นคิด ไปหาหนิงชิงโหวอีกครั้ง พูดยิ้มๆ “หนิงเซิง! วันนี้ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ ใช่หรือไม่ว่าสมควรฉลองสักหน่อย?”หนิงชิงโหวรู้ชัดในทันใด ยิ้มกว้างพูดว่า “องค์ชาย วันนี้ถึงตาท่านเลี้ยงแล้ว!”หลี่หลงหลินและหนิงชิงโหวโอบบ่ากัน “ไปๆ! คืนนี้เจ้าจะต้องเรียกนางคณิกาฝูเซียงมาให้ได้! ข้าเตรียมบทกวีไว้มอบให้นางแล้ว!”หนิงชิงโหวพูดยิ้มๆ “บทกวีขององค์ชายจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ นางคณิกาฝูเซียงจะต้องใจสั่นหวั่นไหว ดวงตาดุจสายน้ำคู่นั้นล้วนต้องหลั่งน้ำตาออกมา!”หลี่หลงหลินและหนิงชิงโหวสหายชั่วคู่นี้ออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปยังสำนักการสังคีตก่อนนี้หลี่หลงหลิน แม้มีฐานะขององค์ชาย แต่แท้จริงแล้วไม่ร่ำเรียนไร้ความสามารถ ไม่ได้รับความสำคัญจากเหล่านางคณิกามากนักอย่างไรเสียสำหรับเหล่านางคณิกาแล้ว สำคัญที่สุดก็คือชื่อเสียง!เพราะเหตุใดคือชื่อเสียงน่ะหรือ?เพราะลูกค้าที่เหล่านางคณิกาต้องเผชิญหน้าก็คือบัณฑิตบัณฑิตมีชื่อเสียง เหล่านางคณิกาย่อมพลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย!สำหรับการเพิ่มชื่อเสียง วิธีที่ดีที่สุดคืออะไร?แน่
“หนิงเซิง!”“ข้ามีธุระด่วน ขอไปก่อนแล้ว!”หลี่หลงหลินรีบสะบัดแขนหยกของนางคณิกาออก ผุดลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปแล้วเพิ่งถึงภายในลาน หลี่หลงหลินก็กลับไปอีกครั้ง หยิบแป้งชาดหนึ่งตลับจากฝูเซียงไปอีกด้วยนางคณิกาทั้งหมดล้วนตกตะลึงเหม่อลอย มองเงาด้านหลังหลี่หลงหลินที่กำลังรีบร้อนจากไป “องค์ชายเก้านี่เป็นอะไรไปแล้ว? เหตุใดตกตะลึงรับมือไม่ทันเพียงนี้? ราวกับเห็นผีก็มิปาน?”หนิงชิงโหวเดาบางอย่างได้ ยิ้มขมปร่า “สิงโตเหอตง น่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก!”นางคณิกาฝูเซียงถอนหายใจ น้ำตาคลอหน่วย “ทั้งๆ ที่องค์ชายพูดว่าจะมอบบทกวีให้ข้า! ปรากฏว่ามิได้มอบบทกวีก็ช่างเถอะ! ยังหยิบแป้งชาดตลับไม้กฤษณาของข้าไปด้วย แพงมากนะ...”หนิงชิงโหวหยิงตั๋วเงินออกมา ยัดไว้ที่หน้าทรวงอกนางคณิกาฝูเซียง พูดยิ้มๆ “ก็แค่แป้งชาดหนึ่งตลับเท่านั้นมิใช่หรือ? ข้าคืนให้เจ้าแทนองค์ชายแล้วกัน! ส่วนเรื่องกวีน่ะหรือ ให้ข้าคิดดู...”บทกวีของหนิงเซิงไร้เทียมทานไม่เป็นสองรองใคร บัดนี้ยังได้เป็นจอหงวนอีกด้วย เขายินดีแต่งกวีให้ ย่อมเป็นเรื่องดีมากนางคณิกาฝูเซียงหยุดสะอื้นแย้มยิ้มในทันใดภายในสำนักการสังคีตกลับมามีเสียงหัวเราะอีกครั้ง....
ซูเฟิ่งหลิงชะงัก สมองคิดตามไม่ทันอยู่บ้างข้ายังไม่บันดาลโทสะ เหตุใดท่านกระทืบเท้าก่อนเล่า?ซูเฟิ่งหลิงแค่นเสียงเย็นทีหนึ่ง “เหลวไหล! ท่านไปสำนักการสังคีตใช่หรือไม่!”หลี่หลงหลินยิ้มเย็นพูดว่า “เจ้าเห็นใครไปสำนักการสังคีตแล้วไม่ค้างแรมด้วยหรือ?”ซูเฟิ่งหลิงชะงักเป็นหลักการนี้จริงเสียด้วยไปสำนักการสังคีตไม่ค้างแรม นั่นมิเท่ากับเสียเงินเปล่าหรอกหรือ?มิหนำซ้ำยังถูกคนอื่นหัวเราะ พูดว่าเจ้าไม่ได้เรื่อง!“หรือว่าเขามิได้ไปสำนักการสังคีต?”ซูเฟิ่งหลิงนึกฉงนภายในใจ ขยับขึ้นมาดมตัวหลี่หลงหลิน โกรธขึ้งขึ้นมาในทันใดสวบ!ซูเฟิ่งหลิงยกทวนเงินในมือ ปลายคมกริบชี้คอหลี่หลงหลิน พูดอย่างมีโทสะ “ทั้งตัวล้วนคือกลิ่นชาด! ยังพูดว่าท่านไม่ได้ไปสำนักการสังคีตอีกกระนั้น? คิดว่าข้าเป็นเด็กสาวขวบรึ?”หลี่หลงหลินถอนหายใจ หยิบตลับชาดจากวงแขน ท่าทีโศกเศร้า “ตลับไม้กฤษณาของชั้นเลิศ! เดิมทีวางแผนมอบให้เจ้าเป็นของขวัญ คิดไม่ถึงเจ้าจะเข้าใจข้าผิดเช่นนี้!”“ข้าผิดหวังเหลือเกิน!”ซูเฟิ่งหลิงเหม่อลอย มองหลี่หลงหลินอย่างเก้อกระดาก “ท่านวางแผนมอบแป้งชาดให้ข้าเป็นของขวัญ?”หลี่หลงหลินพยักหน้าสีหน้าซูเฟิ่
ครู่ต่อมาร่างกายหลี่หลงหลินกลายเป็นแข็งทื่อ ไม่รู้สมควรรับมือเยี่ยงไรข้าแกล้งหลับต่อ?หรือหมุนตัวกลับไปกอดนาง ทำเรื่องให้นางเขินอายสักหน่อย?สมองของหลี่หลงหลินต่อสู้กันหนักลงท้ายเขายังเลือกหมุนตัวกลับมา ตกตะลึงพบว่าซูเฟิ่งหลิงหลับไปแล้วต่อสู้มาตลอดทั้งวัน ยังตั้งใจอาบน้ำแช่กลีบดอกไม้เป็นพิเศษ ทำร่างกายให้หอมฉุย ฝืนพาตนเองมาหาหลี่หลงหลินนางเหนื่อยมากเกินไป ถึงเตียงได้ก็หลับ...แสงจันทร์ส่องผ่านบานหน้าต่าง ตกลงบนใบหน้ายามหลับของซูเฟิ่งหลิง แพรขนตายาวสั่นเบาๆ งดงามดุจนางเซียนในภาพวาด!หลี่หลงหลินมิอาจหักใจปลุกนาง ยิ้มน้อยๆ หมุนตัวเตรียมนอนหลับต่อพึ่บ!หลี่หลงหลินเพิ่งหลับตา กำลังจะเข้าสู่ห้วงฝัน จู่ๆ ก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวซูเฟิ่งหลิงแย่งผ้าห่มไปจนหมดแล้ว!หลี่หลงหลินยื่นมือออกไปดึงผ้าห่ม กลับถูกนางถีบลงเตียงแล้ว!“บัดซบ...”หลี่หลงหลินโมโหมาก ลุกขึ้นมอง พบว่าซูเฟิ่งหลิงนอนกางแขนขา ยึดครองเตียงไปแล้ว“ได้ๆ ล่วงเกินไม่ได้ หลบก็ไม่ได้กระนั้นรึ?”หลี่หลงหลินเอือมระอา สวมเสื้อผ้าออกจากห้องเช้าวันต่อมา“นอนหลับสบายเหลือเกิน!”ซูเฟิ่งหลิงยืดเอวอย่างเกียจคร้าน เดินออกจ
เขาวางแผนเข้าไปนอนหลับชดเชยภายในห้องหัวหน้าสำนักศึกษาปรากฏว่าเพิ่งเข้าประตูก็มีขันทีมาถ่ายทอดพระราชโองการแล้ว “องค์ชายเก้า ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านและหมอเทวดาซุนเข้าวังในทันที!”หลี่หลงหลินขมวดคิ้ว “เข้าวังอีกแล้ว? เสด็จพ่อร้อนใจเพราะเรื่องผงปรุงรสไก่หนึ่งไหเพียงนี้เชียวหรือ?”ส่งขันทีถ่ายทอดพระราชโองการกลับไป หลี่หลงหลินมาที่ห้องซุนชิงไต้ ลากนางออกจากความฝัน “พี่สะใภ้สาม ฝ่าบาทให้พวกเราเข้าวัง! อาจเกิดเรื่องขึ้นแล้ว!”ซุนชิงไต้ยังแทะน่องไก่ในความฝัน น้ำลายไหลเยิ้ม นั่งบนรถม้าอย่างสะลึมสะลือ นี่ถึงมีสติขึ้นมา “หา องค์ชายเก้า! ท่านจะพาหม่อมฉันไปที่ใด?”หลี่หลงหลินพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าพูดหลายรอบแล้ว เข้าวังเข้าเฝ้าฝ่าบาท”ซุนชิงไต้พองแก้ม “เข้าวังอีกแล้วหรือ น่ารำคาญยิ่งนัก! รู้ตั้งแต่แรกว่าน่ารำคาญเพียงนี้ ก็ไม่รักษาอาการประชวรให้ฝ่าบาทแล้ว! พูดไปแล้ว ข้ายังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนะ...”หลี่หลงหลินเตรียมน่องไก่ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ยัดใส่มือนางมัดผมหางม้าสองข้างตามหลักโลลิ คลี่ยิ้มกว้าง “คิกๆ ขอเพียงมีน่องไก่ ไปที่ใดก็ได้!”รถม้าแล่นเข้าวังหลี่หลงหลินถือไหผงปรุงรสไก่ไว้ในมือ พาซุ
ฮ่องเต้หวู่เหม่อลอย ตรัสงึมงำ “วิถีแห่งฟ้าก็เป็นเช่นนี้? ตกลงเราทำผิดอันใด สวรรค์จึงลงโทษเราเช่นนี้!”ตู้เหวินยวนขยับขึ้นมาหนึ่งก้าว ประกบมือพูดว่า “ฝ่าบาท ระยะนี้ภายนอกเมืองหลวงเองก็พบว่ามีบางครอบครัวติดโรคร้าย! กระหม่อมสงสัยว่าอาจเป็นโรคเดียวกันกับไข้มาลาเรียที่หมอเทวดาซุนพูดถึงพ่ะย่ะค่ะ!”ฮ่องเต้หวู่ตกตะลึงหน้าถอดสี “อะไรนะ? หรือว่าโรคไข้มาลาเรียพิษจั้งนี้แพร่มาถึงเมืองหลวงแล้วกระนั้น?”เพราะเหตุนี้ฮ่องเต้หวู่จึงหวั่นวิตกทิศใต้ของต้าเซี่ย ปกติแล้วอากาศร้อน พบไข้จั้งชี่ได้บ่อยๆทว่าเพราะการเดินทางไม่สะดวก ไข้จั้งชี่แพร่เชื้อเพียงในบริเวณนั้น มิได้แพร่ออกมาอย่างง่ายดายแม้เป็นเช่นนี้ กลับมีคนตายเพราะไข้จั้งชี่ทุกปี จำนวนชวนให้คนตกตะลึง เห็นถึงความร้ายแรงได้!ราษฎร์ในเมืองหลวงแออัด มีสามัญชนหลายล้ายคน!หากไข้มาลาเรียแพร่มาถึงเมืองหลวง นั่นก็ยุ่งยากแล้ว!ฮ่องเต้หวู่รีบตรัส “หมอเทวดาซุน! ไข้มาลาเรียนี้ เจ้ามีวิธีรับมือหรือไม่?”ซุนชิงไต้ขมวดคิ้วแน่น “หม่อมฉันกลับรู้วิธีไม่น้อย! แต่ล้วนเคยลองมาก่อนแล้ว ผลลัพธ์ไม่แน่นอน...”ภายในห้องทรงพระอักษรเงียบกริบ เหล่าขุนนางล้วนก้มหน้า ส
? ? ?หลี่หลงหลินอึ้งงันอยู่กับที่แล้วนี่มันอะไรกันเล่า?ใครป่วย ก็ส่งไปขังในคุก?นี่คือหลักการอะไรกัน?ภายในคุกน้ำสกปรกโสโครก สภาพแวดล้อมไม่ถูกสุขอนามัยอย่างร้ายกาจคนป่วยถูกส่งเข้าไปขัง นั่นเท่ากับตัดสินโทษตาย!แต่ว่านี่ก็นับเป็นการกักกันอย่างหนึ่งบางทีวิธีรับมือโรคระบาดในยุคสมัยโบราณก็เรียบง่ายหยาบโลนเช่นนี้!ฮ่องเต้หวู่ขมวดคิ้วอยู่นานกลับไม่คลายออก ถอนพระทัย “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถ่ายทอดพระราชโองการ!”ตู้เหวินยวนเห็นฮ่องเต้หวู่ยอมรับความเห็นของตนแล้ว ดีใจขึ้นมาในทันใด พูดต่อ “ไข้มาลาเรียเริ่มจากแดนเหนือ! กระหม่อมกำลังสงสัย ไข้มาลาเรียที่ถูกพบในเมืองหลวงนี้แพร่มาจากเหล่าผู้ลี้ภัย!”“กระหม่อมขอให้ฝ่าบาทถ่ายทอดพระราชโองการขับไล่ผู้ลี้ภัยด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”หลี่หลงหลินงุนงงแล้วตู้เหวินยวนนี่มิใช่กำลังล้อเล่นกระมัง?ต่อให้ไข้มาลาเรียแพร่จากแดนเหนือต่อให้บนตัวของผู้ลี้ภัยเป็นพาหะนำโรคจริงเจ้าไม่เข้ากระบวนการกักกันควบคุม ตรงข้ามกันต้องการขับไล่ผู้ลี้ภัยนี่มิใช่กำลังทำให้ไข้มาลาเรียแพร่ระบาดหรือ?เมื่อนั้นไม่เพียงเมืองหลวง ทุกหนแห่งไปจนถึงทั่วทั้งแคว้นต้าเซี่ย ผู้
“เสด็จแม่...ประชวร?”ฮ่องเต้หวู่ได้ยิน สีพระพักตร์เปลี่ยนไปอย่างสุดระงับ ตรัสถาม “ช่วงเช้ายังดีๆ อยู่เลย! เหตุใดจู่ๆ ก็ทรงประชวรได้เล่า? หมอว่ากระไร?”ขันทีก้มหน้า “หมอบอกว่าคือ...ไข้มาลาเรียพ่ะย่ะค่ะ!”ไข้มาลาเรีย!ฮ่องเต้หวู่เพียงรู้สึกโลกหมุนติ้ว เบื้องหน้ามืดสนิทคิดไม่ถึงเลยจริงๆไข้มาลาเรียแพร่เข้าเมืองหลวงว่องไวเพียงนี้ แพร่เข้าวังหลวงแล้วคนแรกที่ติดเชื้อถึงขั้นเป็นไทเฮา!ไข้มาลาเรียโรคระบาดนี้ร้ายกาจมากนักต่อให้เป็นคนหนุ่มสาวร่างกายแข็งแรงก็ทนไม่ไหวนับประสาอะไรกับไทเฮาพระชนม์พรรษาเกินเจ็บสิบแล้วเล่า?ฝีเท้าฮ่องเต้หวู่โซเซ ขาสองข้างอ่อนลง ล้มหน้าคะมำลงไปโชคดีเว่ยซวินอยู่ด้านข้าง รีบประคองฮ่องเต้หวู่ไว้ ตะโกนเสียงดัง “รีบตามหมอหลวง! ฝ่าบาท...ฝ่าบาทหมดสติ...”หลี่หลงหลินสบถด่า “ว้าวุ่นอะไร! หมอเทวดาซุนอยู่ที่นี่ ตามหมอหลวงอะไรกัน!”ซุนชิงไต้ขยับขึ้นไปในทันใด จับพระวรกายของฮ่องเต้หวู่ไว้ “ฝ่าบาทเพียงร้อนพระทัยเกินไป หมดสติไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร!”ครู่ต่อมาฮ่องเต้หวู่ค่อยๆ ฟื้นขึ้น ประโยคแรกหลังลืมตาคือ “เร็ว! เราจะเข้าเฝ้าเสด็จแม่!”เดิมทีเว่ยซวินยังอยากใ
ในที่สุดจางอี้ก็เข้าใจว่าเหตุใดหลี่หลงหลินจึงจับผิดสำนักปราชญ์ไม่ปล่อย จับบัณฑิตขังคุกทีละคนสำนักปราชญ์อาจมีอำนาจทางวาจา แต่กลับไร้ซึ่งกำลังทหารคนธรรมดาไร้ความผิด แต่หากมีทรัพย์สมบัติล้ำค่าติดตัว ก็อาจนำภัยมาสู่ตนนี่ไม่ใช่เนื้อชิ้นโตแล้วจะเป็นอะไร?หลี่หลงหลินยิ้ม “เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้? ไป! ตามข้าไปพบฉินฮั่นหยางกันอีกครั้ง!”เมื่อพูดจบแล้วหลี่หลงหลินจึงพาซูเฟิ่งหลิงและจางอี้ไปยังห้องขังของฉินฮั่นหยางอีกครั้ง“รัชทายาท!”“ท่านช่างใจร้ายนัก!”ฉินฮั่นหยางจ้องหลี่หลงหลินเขม็ง ดวงตาลุกโชนราวกับเปลวไฟความเจ้าเล่ห์ขององค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างน่ากลัวจนทำให้ผู้คนโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุดหลี่หลงหลินโบกมือ “ข้าขี้เกียจพูดมาก! ราคาเดียว หนึ่งล้านตำลึง ขาดแม้แต่ตำลึงเดียวก็ไม่ได้!”ฉินฮั่นหยางส่ายหน้า “ไม่มีทาง!”หลี่หลงหลินแสยะยิ้ม “ดี! ข้าชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่ยอมเดิน เลือกที่จะเดินบนสะพานไม้ซุง! อย่ามาโทษว่าข้าไร้ความปรานีก็แล้วกัน! ไป!”เมื่อสิ้นเสียงหลี่หลงหลินไม่รอให้ฉินฮั่นหยางได้ตอบโต้ใดๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป“???”ฉินฮั่นหยางมองตามหลังหลี่หลงหลินด้วย
“ขออภัยด้วย!”“ศิษย์ขอไปก่อน หากออกไปได้ ข้าจะหาทางช่วยอาจารย์ออกมาให้ได้ขอรับ!”เหล่าบัณฑิตรีบเขียนจดหมายให้คนทางบ้านส่งเงินมาให้ เมื่อจะจากไปยังไม่ลืมคำนับคารวะต่อหน้าบัณฑิตเช่นฉินฮั่นหยางฉินฮั่นหยางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพวกเจ้าช่างทรยศนัก!ทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ?พวกเจ้ารู้จักคำว่าเคารพครูบาอาจารย์หรือไม่? จิตใจของพวกเจ้าเหี่ยวเฉาเสียจนสิ้นดีแล้วหรือ?ตำราที่พวกเจ้าอ่านมา หรือว่าลงกระเพาะสุนัขไปแล้วงั้นรึ?สิ่งที่ฉินฮั่นหยางไม่อาจรับได้ยิ่งกว่าคือแม้แต่อาจารย์วัยชราหลายคนก็ทนไม่ไหว ต่างหยิบเงินหนึ่งพันตำลึงออกมาแล้วออกจากคุกไป“ช่าง...”“ไร้เหตุผลสิ้นดี!”“สำนักปราชญ์เลี้ยงคนเหล่านี้ไว้เสียข้าวสุกจริงๆ!”“ยามสุขร่วมเสพ ยามทุกข์ร่วมต้านทานไม่ได้!”เหล่าบัณฑิตโดยมีฉินฮั่นหยางเป็นผู้นำ มองไปยังบัณฑิตและอาจารย์ที่จากไปด้วยความอิจฉาความจริงแล้ว พวกเขาก็อยากจากไปเช่นกันคุกเป็นสถานที่เช่นไร ใครที่เคยอยู่ย่อมรู้ซึ้งมันไม่ใช่ที่ที่มนุษย์จะอาศัยอยู่ได้อีกอย่าง ฉินฮั่นหยางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมานาน ย่อมไม่อาจทนทุกข์เช่นนี้ได้ปัญหาคือเงินหนึ่งล้านตำลึงมันมากมายเกินไป
จางอี้มีสีหน้างุนงงเงินไถ่ชีวิตราษฎรเพียงหนึ่งอีแปะบัณฑิตต่ำที่สุดหนึ่งร้อยตำลึงสูงที่สุดหนึ่งล้านตำลึงความแตกต่างนี้ช่างราวกับฟ้าและเหวโดยแท้นี่เห็นได้ชัดว่าหลี่หลงหลินต้องการลงมือกับสำนักปราชญ์!ฉินฮั่นหยางโมโหตัวสั่น จับจ้องหลี่หลงหลิน “ผู้สูงศักดิ์ราคาแพง? คนจนราคาถูก? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”หลี่หลงหลินยิ้มเย็น พูดเย้ยหยัน “เรายังอยากถามเจ้า เกิดและเติบโตโดยพ่อแม่เฉกเดียวกัน ถือสิทธิ์อะไรพวกเจ้าบัณฑิตสูงส่งกว่าหนึ่งขั้น? นี่ถือสิทธิ์อะไร?”ฉินฮั่นหยางชะงักไป ไม่พูดอีกหลี่หลงหลินคร้านจะพูดไร้สาระ หันหน้าหาจางอี้ ออกคำสั่ง “ทำตามที่เราบอก!”จางอี้พยักหน้า มาที่ด้านหน้าคุก ถ่ายทอดคำพูดเมื่อครู่ของหลี่หลงหลินหนึ่งรอบเหล่าราษฎรฮือฮา ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกเหลือจะเชื่อหนึ่งอีแปะ ก็สามารถแลกกับอิสระได้แล้วหรือ?จริงหรือนี่?ทว่า เหล่าราษฎรกลับกังวลประการแรกคือตนเองออกมารับชมความครึกครื้น บนตัวไม่มีเงินแม้อีแปะเดียวประการที่สองคือรัชทายาทมิได้หลอกคนเพียงครั้งเดียวหากเขาหลอกตนจะทำเช่นไร?เจิ้งถูฮู่กลับดีใจมาก ยื่นเงินหนึ่งก้อนออกไป “นี่คือเงินหนึ่งตำลึง
จางอี้เตรียมการไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ทางหนึ่งสั่งผู้อยู่ใต้อาณัติ ใช้ปลอกดาบเคาะตีที่กรงเหล็ก ตะคอกนักโทษภายในคุก ทางหนึ่งคุ้มกันหลี่หลงหลิน ก้าวเท้าฉับไวเข้าไปยังส่วนลึกที่สุด ชี้ประตูห้องขังแห่งหนึ่ง “องค์ชาย ฉินฮั่นหยางอยู่ข้างในนี้พ่ะย่ะค่ะ”ฉินฮั่นหยางอยู่ห้องขังเดี่ยวไม่ใช่เพราะเขาเป็นบัณฑิตทรงคุณวุฒิ มีสิทธิพิเศษอะไรแต่เพราะมีตัวอย่างของซ่งชิงหลวน หากฉินฮั่นหยางอยู่ที่คุกด้านนอก ตายไปอย่างคลุมเครือ จางอี้ก็ยากจะหาข้อแก้ตัว รองผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรนี้เขาก็ไม่ต้องทำแล้วเพราะเหตุนี้ฉินฮั่นหยางไม่เพียงขังอยู่ในห้องขังเดี่ยว ประตูยังมีองครักษ์เสื้อแพรเฝ้าอีกสองคน รับรองไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหลี่หลงหลินผลักเปิดประตูเข้าห้องขัง ได้เห็นฉินฮั่นหยางกำลังนั่งขัดสมาธิ“ฮึๆ รัชทายาท เจ้ามาหาข้าว่องไวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”“อะไรกัน?”“เจ้ามาเชิญข้าออกไปหรือ?”“บอกเจ้า ข้าอยู่ที่นี่สบายมากนัก! เว้นเสียแต่เจ้าคุกเข่าบนพื้น โขกศีรษะสามครั้ง ขอร้องให้ข้าออกไป! หาไม่แล้ว ชาตินี้ข้าก็จะอยู่ที่นี่!”เสียงฉินฮั่นหยางแหบพร่า ใบหน้าประดับยิ้มเย็นหลายวันมานี้ เขาด่าอย่างหยาบคาย เสียงแห
หลี่หลงหลินลูบจมูก สบมองหนิงชิงโหวอย่างพูดไม่ออก “สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้านี้คิดมากเกินไปแล้ว ข้ามิใช่เทพเซียนเสียหน่อย เพียงแค่ตัวอักษรของจดหมายนิรนามก็สามารถหาตัวเขาได้แล้วกระนั้น?”หนิงชิงโหวยิ้มแห้ง “องค์ชาย ท่านยังไม่รู้ คนบนโลกล้วนพูดว่าท่านฉลาดปราดเปรื่องเหนือกว่ามนุษย์ เป็นปีศาจ...”หลี่หลงหลินยิ้มขมปร่าตนเองให้เสด็จพ่อยกเว้นเก็บภาษีราษฎรสามปี พวกเขายังพูดว่าตนเป็นปีศาจอีกนะคนดี เป็นได้ยากยิ่ง!“ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”หลี่หลงหลินใคร่ครวญ พูดกับหนิงชิงโหว “เจ้าไปบอกให้ซูเฟิ่งหลิงเตรียมรถม้า ไปที่คุกใหญ่กับข้า”หนิงชิงโหวค้อมตัว “น้อมรับคำสั่ง”ครู่ต่อมารถม้าคันหนึ่งแล่นออกจากภูเขาทิศประจิม มุ่งหน้าไปสู่คุกใหญ่กรมอาญาบัดนี้คุกใหญ่กรมอาญามีคนเนืองแน่น ภายในถูกยัดไว้แน่นเอียด เสียงโอดครวญดังระงมผู้คุมเรือนจำต้องควบคุมนักโทษมากถึงเพียงนี้ ยุ่งแทบตายตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหนื่อยเสียจนพูดไม่ออกหากไม่ใช่เพราะจางอี้พาองครักษ์เสื้อแพรมาคุมเชิง พวกเขากล้าโมโหแต่ไม่กล้าพูดอันใด ป่านนี้คงหนีหายไม่ทำแล้วเห็นหลี่หลงหลินและซูเฟิ่งหลิงลงจากรถม้า จางอี้รีบเข้าไปต้อนรับ โค้งคำนั
มีนับล้านคน!ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าหลี่หลงหลินเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ สามารถใช้กำลังเพียงฝ่ายเดียวเป็นศัตรูกับสำนักปราชญ์ได้?น่าขันจริงเชียว!หลี่เทียนฉี่รีบหยิบหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยออกมา ถือไว้ด้วยสองมือ “นี่คือหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับล่าสุด เชิญท่านผ่านตา!”สีหน้าเสิ่นชิงโจวเปลี่ยนไป รีบรับไปอ่านอย่างละเอียดของสิ่งอื่นเขาสามารถไม่ใส่ใจได้เว้นแต่เพียงหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยเจ้าสิ่งใหม่นี้ ทำให้เสิ่นชิงโจวไม่มั่นใจ กระวนกระวายว้าวุ่น“นี่...ก็ไม่มีอันใดพิเศษนี่”เสิ่นชิงโจวอ่านหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยอย่างละเอียดหนึ่งรอบ สีหน้าแปลกใจเดิมทีคิดว่าหลี่หลงหลินจะเขียนเรื่องวันพิธีสักการะฟ้าดินออกมาเพื่อฉวยโอกาสปรักปรำสำนักปราชญ์สรุปว่าไม่เป็นเช่นนั้นหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับนี้ เทียบกันแล้วธรรมดามาก คล้ายรีบทำออกมา ไม่เขียนถึงพิธีสักการะฟ้าดินเลยแม้แต่น้อยหลี่เทียนฉี่รีบสืบเท้าขึ้นไป ชี้ตำแหน่งใจกลางหน้าหนังสือพิมพ์ “ท่านอาจารย์ ท่านดูที่นี่...”เสิ่นชิงโจวจ้องมอง ในที่สุดก็พบประกาศเกี่ยวกับจดหมายนิรนาม ทันใดนั้นสีหน้าแข็งทื่อดุจเหล็ก “รัชทายาท นี่
สิบห้าค่ำเดือนอ้าย ก่อนวันเทศกาลโคมไฟ หลี่หลงหลินจะต้องจัดการสำนักปราชญ์พูดให้ถูกก็คือเหลืออีกเพียงสิบสี่วันเวลานั้นสั้นนัก ไม่อาจพลาดไปได้แม้เสี้ยวนาทีรุ่งเช้าวันต่อมาหลี่หลงหลินและกงซูหว่านมายังภูเขาทิศประจิม ให้เหล่าช่างฝีมือพิมพ์หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่เริ่มงานวันที่สองเดือนอ้าย เหล่าช่างฝีมือย่อมไม่พอใจทว่าหลี่หลงหลินลงมืออย่างใจกว้าง รับปากเพิ่มค่าทำงานล่วงเวลาให้เหล่าช่างฝีมือเหล่าช่างฝีมือยิ้มกว้างอย่างดีใจ ไม่บ่นอีกสองวันต่อมาหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยฉบับใหม่ก็ออกมาเหล่าเด็กขายหนังสือพิมพ์บุกฝ่าหิมะ ขายตามตรอกเล็กซอยน้อย การค้าขายดีมากการขายหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยกลายเป็นความคุ้นชินของราษฎรภายในเมืองหลวงแล้วยังมีคนฉลาดบางส่วน สบช่องทางการค้า ลอบรับซื้อหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยโดยเฉพาะฉบับแรกรวมถึงภาคผนวกฉบับใหม่ล่าสุด ไม่เพียงพิเศษ ยังผลิตเป็นจำนวนน้อย สามารถขายได้ในราคาสูงบนตลาดมืด“หา?”“นี่คืออันใด?”“รัชทายาทต้องการให้พวกเราเขียนจดหมายร้องเรียนนิรนามฟ้องร้องสำนักปราชญ์?”“นี่แปลกมาก!”เหล่าราษฎรเห็นโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ ดวง
“หลายปีมานี้สำนักปราชญ์ผูกขาดการสอบขุนนาง คนถูกสับเปลี่ยนข้อสอบเหมือนหนิงเซิงมีมากมายนับไม่ถ้วน”“เพียงน่าเสียดายสำนักปราชญ์ยิ่งใหญ่ ร่วมมือกับทางการทุจริต ต่อให้ภายในมือพวกเขามีหลักฐาน แต่ก็ไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้!”“สามารถใช้หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยประกาศออกไปได้ ให้คนเหล่านี้ล่วงรู้ว่าพวกเขาสามารถเขียนจดหมายถึงข้าโดยไม่เปิดเผยชื่อ เพื่อให้ข้าร้องทุกข์แทนพวกเขาได้!”กงซูหว่านชะงักไป ใบหน้าเผยแววดีใจยังสามารถทำเช่นนี้ได้?อานุภาพของหนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยมากกว่าที่ตนเองคิดไว้อย่างแท้จริง“แต่...”กงซูหว่านยังลังเลเล็กน้อย “องค์ชาย น่ากลัวว่าไม่ได้! วิธีที่ท่านพูด แม้ว่ามีเหตุผลที่แน่นอน แต่พลังอำนาจของสำนักปราชญ์กลับยิ่งใหญ่ ไม่แน่ว่าคนเหล่านี้จะกล้าเขียนจดหมายร้องเรียนและมอบหลักฐานให้พวกเรา...”ลั่วอวี้จู๋คิดไปไกลยิ่งกว่านั้น “หากเปิดให้มีการร้องเรียน น่ากลัวว่าหายนะที่ตามมาจะไม่มีที่สิ้นสุด! หากมีคนตั้งใจก่อกวน สร้างหลักฐานเท็จ กล่าวหาคนดี นั่นจะทำเช่นไร?”ในยุคสมัยโบราณ เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ปรักปรำคนดี โทษการกล่าวหาเท็จรุนแรงมากนักหากมั่นใจแล้วว่ากล่าวหาเท็
“แต่...”กงซูหว่านหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ทำใจให้สงบลง “ท่านวางแผนโจมตีสำนักปราชญ์ น่ากลัวว่าไม่ง่ายถึงเพียงนั้น! ประวัติศาสตร์นับพันปี ฮ่องเต้ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ ขั้วอำนาจเปลี่ยนผัน ธงใหญ่บนกำแพงเมืองเปลี่ยนไปอย่างไม่หยุดหย่อน แต่มีเพียงสำนักปราชญ์ไม่เคยล้มลง”“รากฐานของสำนักปราชญ์หยั่งลึกเกินกว่าที่ท่านคิดไว้มากนัก!”“ท่านฆ่าบัณฑิตทรงคุณวุฒินั้นง่าย ก็แค่หนึ่งชีวิตเท่านั้น ขอเพียงยอมรับเสียงก่นด่าก็พอ!”“แต่ หากท่านต้องการตัดรากถอนโคนสำนักปราชญ์ นั่นยากมากเหลือเกิน”สำนักโม่ถูกสำนักปราชญ์ทำลายกงซูหว่านเป็นคนรุ่นหลังของสำนักโม่ โกรธแค้นสำนักปราชญ์ลึกถึงกระดูก ใคร่ครวญอยู่ทุกขณะจิต จะใช้วิธีการใดทำลายสำนักปราชญ์สรุปคือไม่ได้อะไรสำนักปราชญ์แข็งแกร่งเกินไปต่อให้เป็นสำนักโม่ ก็มีโอกาสเพียงน้อยนิดต่อให้หลี่หลงหลินเป็นรัชทายาท ต้องการใช้กำลังเพียงคนเดียวล้มสำนักปราชญ์ ตัดรากถอนโคนให้สิ้นซากนี่จะเป็นไปได้จริงหรือ?หลี่หลงหลินหัวเราะเบาๆ “พี่สะใภ้รอง ไม่ว่าเรื่องใดล้วนขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นของคน ไม่ลองดู จะรู้ได้เยี่ยงไร? ยิ่งไปกว่านั้น หนังสือพิมพ์วิชาการต้าเซี่ยในมือข้ายั