“พิจารณาลงจากตำแหน่ง!”ถังไฉหย่งกดเสียงต่ำเคร่งขรึม ทำราวกับได้ตัดสินใจในเรื่องที่ยากที่สุดไปแล้ว ผู้อำนวยการฝั่งรองประธานแอบยกนิ้วโป้งให้คนกล้าออกตัว‘มารดามันเถอะ! ฉี่จะราดอยู่แล้ว เมื่อไหร่จะจบสักที’ผู้อำนวยการอาวุโสน้ำท่วมปาก มองไปที่ฉินเฟยหลงด้วยความกระวนกระวาย แต่จะช่วยเอ่ยแก้ต่างก็หาเหตุผลดี ๆ ไม่ได้สำหรับไป๋เหม่ยถิงงิ้วที่แสดงกันอยู่ น่าดูไม่น้อย มีหน่วยกล้าตายผู้ภักดีเป็นคนออกหน้า ลิ่วล้อขาหมาตามหลังไม่ห่าง มีตั๊กแตนรอจับจักจั่น และบอสผู้เมตตาคอยไกล่เกลี่ยอ้อ...เกือบลืมหนอนบ่อนไส้ที่โดนตัดสินโทษตายไม่รู้ตัว“ถ้าจะให้ฉันลงจากตำแหน่ง ใครจะขึ้นมาแทน? ขึ้นมาแล้วมีวิธีแก้ปัญหาของเคสต์เนอร์?”ฉินเฟยหลงโยนคำถามเรื่อย ๆ ราวสายน้ำไหล เพียงสองข้อผู้อำนวยการทุกคนแสดงสีหน้าแทบดูไม่ได้“อาไม่แน่ใจว่าวิธีที่จะเสนอนี้ได้ผลไหม แต่อามีที่ดินผืนหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับโครงการส่วนตัว แม้จะสู้ที่กลางเมืองตรงนั้นไม่ได้ แต่ขยับมาไม่ไกลแถมกำลังจะมีการสร้างเส้นทางพิเศษเดี๋ยวอาจะให้ผู้ช่วยส่งเอกสารให้ทุกคนพิจารณาดู ถ้าใช้ได้จะได้เสนอเป็นทางเลือกให้เคสต์เนอร์”ฉินเล่อฉีแสดงความรู้สึกผิดทางสีหน้า
ห้องทำงานของฉินเฟยหลงพรึ่บ!ร่างกายบอบบางถูกดึงรั้งเข้าด้านในทันทีที่ประตูเปิดออกเพียงเล็กน้อยปัง! คลิก!ประตูถูกปิดลงกลอนจากด้านในรวดเดียว หญิงสาวไม่ทันส่งเสียงถามไถ่ตัวคนก็ถูกอุ้มกระเตงขึ้น เอกสารและกระเป๋าร่วงลงกองที่พื้นเพื่อกันไม่ให้ตัวเองหล่น เรียวขาจึงเกี่ยวรัดช่วงเอวสอบเพรียวแข็งแกร่งด้วยมวลกล้ามเนื้อ“เฮียหลง!” อุทานด้วยความแตกตื่นเขินอายเพราะทิศทางเดินของคนที่ไม่พูดไม่จาคือประตูเชื่อมไปยังเพนต์เฮาส์ อีกทั้งกลางตัวที่กำลังตื่นตัวขยับขยายเพราะการเสียดสีก็บอกได้เป็นอย่างดี“เรามาฉลองกันเถอะ เฮียเป็นอิสระแล้ว” เสียงแหบพร่าขยี้หางเสียงพอเซ็กซี่กระซิบแผ่วตามด้วยการขบเม้มก้านหูนุ่มนิ่มไป๋เหม่ยถิงที่เริ่มตั้งสติได้ลดสายตาลงมองความเร่าร้อนที่ดิ้นเร่าในดวงตาหงส์ หางตาชี้ขึ้นมีสีแดงจากแรงอารมณ์ที่ข่มกลั้นจุมพิตร้อนแรงบดขยี้ลงบนกลีบปากบางของคนตัวสูง สองมือประคองคางสากระคายจากไรหนวดที่เริ่มผุดตอขึ้น จับเบี่ยงใบหนาคมให้รับสัมผัสหนักหน่วงชายหนุ่มตอบสนองจุมพิตกลับด้วยความร้อนแรงไม่แพ้กัน ริมฝีปากกับลิ้นร้อนบุกเข้าไปกวาดชิมความหอมหวาน ช่วงชิงเป็นฝ่ายนำจังหวะรักตามใจตนใบหน้าแนบสัมผัสด
ปัง!“อาหลง!!! ลื้อทำอะไร แกยังเห็นปู่อยู่ในสายตาไหม?”“โอะ โอ๊ย!”ผู้เฒ่าฉินหายจากอาการตะลึง ก็โกรธจัดลุกขึ้นมาชี้หน้าหลานชายด้วยความโกรธจัด หัวใจปวดแปลบหายใจยากลำบากจนต้องยกขึ้นมากุมอก“นายท่าน! ระงับอารมณ์ด้วยครับ อย่าโกรธ หายใจลึก ๆ”หลานที่ท่านแสนจะภาคภูมิใจมาวันนี้กลับประกาศตัดขาดตัวเองออกจากตระกูล“ไม่ได้! ปู่ไม่ยอม!”“ผมไม่ได้มาขอความยินยอมนะครับ”ฉินเฟยหลงมองปู่ตัวเองอย่างเต็มตาครั้งแรกตั้งแต่ลงมาแถลงข่าว ดวงตาเรียบนิ่งที่เคยเรียบนิ่งบัดนี้แข็งกร้าวดุดัน“คุณฉินเฟยหลงหมายถึงต้องการตัดขาดออกจากตระกูลเหรอครับ ช่วยอธิบายความหมายที่ชัดเจนให้หน่อยครับ”นักข่าวที่เหี่ยวเฉาเพราะเหมือนถูกหลอกให้ดมกลิ่นเลือด ว่ายน้ำมาตามหาเหยื่อกลับโดนตบจนเป็นผักเหี่ยว ฟื้นตัวด้วยข่าวใหม่“จากนี้กิจการงานทุกอย่างที่เป็นของตระกูลฉิน ไม่เกี่ยวข้องกับผม ไม่ว่าพวกเขาจะเจริญขึ้นหรือแย่ลงไม่เกี่ยวกัน ไม่ต้องนับญาติไม่ต้องไปมาหาสู่ ตายก็ไม่ร่วมฝังในสุสาน”นักข่าวและคนที่ฟังความสูดหายใจอย่างตระหนกตายไปไม่เผาผี!นี่มันแทบจะเหมือนจากไปด้วยความคับแค้นเกิดอะไรกับตระกูลนี้กันแน่!ทุกคนต่างความคิดอยากสืบเสาะเบื้
เย็นวันนั้น บ้านตระกูลไป๋รอบตัวบ้านปราศจากความสงบเงียบเหมือนทุกวัน ตอนนี้มีผู้คนแปลกหน้าเดินง่วนไปทั่วสวนไม้ดอกไม้ประดับได้รับการแต่งเล็มใหม่ มีการนำกระถางดอกไม้สดมาวางแซมเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบสวนให้ดูสดชื่นขึ้นอีก 3 วันจะถึงงานวันเกิดของผู้เฒ่าไป๋ ซึ่งปีนี้จะจัดเป็นงานเลี้ยงเชิญคนนอกเข้ามาร่วมงาน จึงต้องจ้างบริษัทออกแบบและตกแต่งสถานที่จัดงาน“เลขากู้ครับ พื้นที่จะทำเป็นเวทีตอนนี้คนงานจัดการเรียบร้อยแล้วครับ” พ่อบ้านเผยเดินมาแจ้งกับเลขากู้ที่กำลังยืนคุยกับคนจากบริษัทรับจัดงานเลี้ยง“ต้นไม้ใหญ่คนงานริดกิ่งใหม่ ส่วนต้นที่เป็นพุ่มก็ได้รับการตัดแต่งแล้วครับ นำดอกไม้สดไปแซมตามจุดครบแล้ว”พ่อบ้านฝูเดินตามมาทีหลังก็แจ้งตามติด ๆกู้ชิงอวิ๋นขีดฆ่ารายการที่ต้องจัดการในลิสต์ ขณะที่กำลังจะถามอะไรเพิ่มก็เห็นสิ่งผิดปกติเข้าเสียก่อน“คนงานตรงนั้นหยุด! ผมบอกทางคุณแล้วไงว่าห้ามเข้าไปในคฤหาสน์ จะเข้าห้องน้ำหรืออะไรให้คนของคุณไปใช้เรือนด้านหลัง!!!”ชายหนุ่มหันมาเล่นงานคนที่เขากำลังสนทนาด้วยเสียงเหี้ยม สองพ่อบ้านมองแววตาขอความช่วยเหลือของหญิงสาวด้วยความนิ่งเฉยตอนนี้เจ้านายกำลังคุยเรื่องคอขาดบาดตาย จึ
เช้าวันถัดมานักข่าวจากสำนักข่าวต่างถูกเชิญมางานแถลงข่าวอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่มีแม้เสียงลมบูรพาแว่วมาแต่พวกหูผีจมูกมดแบบนักข่าว มีลางสังหรณ์ว่าวันนี้จะมีเรื่องราวใหญ่โตไม่แพ้เมื่อวานเกิดขึ้นกับบริษัทเซี่ยอวิ๋นอีกแน่ คนแบบฉินเฟยหลงเคลื่อนไหวทั้งทีงานนี้ข่าวใหญ่ระดับประเทศแน่!“พี่รอง อาหลงจะแถลงข่าวเรื่องอะไรกันครับ เมื่อวานก็ประกาศตัวออกจากตระกูลไปแล้ว หรือเกิดเปลี่ยนใจ! จะกลับมาทาวงทุกอย่างคืน?”ฉินเล่อสือหน้าตาอิดโรยยืนอยู่ข้างพี่ชาย บนตัวยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ยืนมองลานหน้าบริษัทด้วยสีหน้างงงัน“เราคงรู้เมื่อเวลามาถึง อย่ากังวลไปเลยเรื่องออกจากตระกูล ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว”เมื่อวานเขากับเจ้าสามใช้เวลาเกลี่ยกล่อมพ่ออยู่ในโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมง แม้จะโดนตำหนิเรื่องขึ้นมานั่งตำแหน่งประธานแทนหลานชายแต่พอเขาบอกว่า ‘พักนี้อาหลงคิดการไม่รอบคอบ อาจจะเหน็ดเหนื่อยมาหลายปีให้เขาพักสักระยะ พออารมณ์เย็นลงเราค่อยกลับไปคุยกับหลานก็ยังไม่สายครับพ่อ’พ่อก็อิดออดพยักหน้าตกลงได้ในที่สุดส่วนการคัดชื่อออกจากผังตระกูลดูเหมือนเขาไม่ต้องทำอะไร หลานชายคนนั้นก็ยื่นเรื่องไปก่อนแล้ว มีเจ้าหน้าที่ที
เย็นวันถัดมางานประมูลการกุศล โรงแรมชางไห่แกรนด์ฮิลล์เจ้าภาพจัดงานในปีนี้เป็นตระกูลหม่า ปกติงานการกุศลนี้มีการจัดขึ้นทุกปีโดยหมุนเวียนเจ้าภาพเป็นตระกูลใหญ่ทั้ง 4 ตระกูลในเซี่ยงไฮ้ ได้แก่หม่า ฉิน เลี่ยว เจียงแต่ตระกูลฉินไม่เคยเป็นเจ้าภาพ ฉินเฟยหลงไม่สนใจต้องการเอาหน้าเอาตาพวกงานประเภทนี้นัก ปกติงานเลี้ยงถ้าไม่ใช่คู่ค้าสำคัญเขาก็ไม่เข้าร่วมงานจะแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกจะเป็นการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในห้องจัดเลี้ยงให้ได้พบปะพูดคุยสนทนากัน ก่อนงานประมูลจะเริ่มใน 1 ชั่วโมง“นายท่านใหญ่หม่า คุณนายใหญ่หม่า ปีนี้รายการของประมูลน่าตื่นเต้นกว่าทุกปีเลยนะคะ” คุณนายที่สนิทสนมกันเดินเข้ามาทักทายกึ่งแซวเรื่องยาหม่าลี่“โอ๊ย! อย่าพูดไปเลยค่ะสู้ของที่นำมาโชว์ปีนี้ไม่ได้หรอก” นอกจากของที่ส่งเข้ามาร่วมการประมูล ยังมีของสะสมของตระกูลต่าง ๆ นำมาตั้งโชว์ในสถานที่จัดงาน การรักษาความปลอดภัยไม่ต้องพูดถึงของโชว์มีมูลค่าสูงกว่าของที่นำมาประมูลมากนัก เพราะของประมูลเป็นการให้เปล่า เงินประมูลนำไปทำสาธารณกุศลทั้งหมด แต่ของโชว์บางชิ้นเป็นสมบัติก้นกรุของตระกูลดังนำมาอวดบารมี“ว่าแต่ปีนี้ผู้นำตระกูลฉินเข้าร่
นายท่านหม่าเดินนำทางไป๋เหม่ยถิงที่ควงแขนฉินเฟยหลงตรงดิ่งจากประตูห้องจัดเลี้ยงเดินฝ่าฝูงชนไปสุดทาง จนถึงด้านในสุดที่มีโต๊ะรับรองสำหรับแขกพิเศษของงานอยู่เพียง 4 โต๊ะคุณนายหม่าแยกตัวออกไปรับรองและพูดคุยกับแขกคนอื่นในงาน“ประธานไป๋! คุณมาแล้ว”ชายแก่ท่าทางขึงขังมองเห็นไป๋เหม่ยถิงเป็นคนแรก รีบกระโดดลุกพรวดพราดร้องเรียกอย่างคุ้นเคยกันนายท่านหม่าส่งคนแล้วก็ขอตัวไปรับรองแขกท่านอื่นต่อ“ผู้อำนวยการฟาน สบายดีไหมคะ?”ท่าทางทักทายไม่รู้ไม่ชี้เรียกเสียงบดฟันของฟานโป๋เหวิน เขาใช้มืออวบ ๆ ไล่ชี้ไปที่ตาแพนด้ากับผมบางบนศรีษะ ถลึงตาค้อนใส่หญิงสาวคู่ค้ารุ่นหลาน“สวัสดีค่ะ ผู้อำนวยการฟาน” จ้าวลี่จูที่เดินตามหลังมาเงียบ ๆ โผล่หน้าทักทายด้วยอีกคน“โอ้...ออกงานคู่เลยรึวันนี้เลขาจ้าว” ผู้อำนวยการฟานทักทายจ้าวลี่จูอย่างคุ้นเคย ก่อนหันมองชายหนุ่มอีกคน“แล้วนี่ประธานฉินทำไมมาด้วยกันได้” เขามองคนที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันสามคนอย่างสงสัย“อะแฮ่ม…ผมมาเป็นคู่ควงให้คู่หมั้นครับ” ฉินเฟยหลงกระแอมประกาศสถานะด้วยอาการยืดอกอย่างภาคภูมิผู้อำนวยการฟานเบิกตาโต มองหน้ากับมือที่ประสานกันบนแขนของฉินเฟยหลงสลับกันไปมา“ไอ้โคแก่
หลังพวกไป๋เหม่ยถิงมานั่งสนทนากันอยู่ตรงโต๊ะ VIP ไม่นาน สองผู้เฒ่าของบ้านเธอก็เดินทางมาถึง “ไอ้เฒ่าแกสองคนสุมหัวคิดชั่วอะไรกัน” เสียงแหบชราแสนคุ้นหูของสหาย จู่ ๆ ดังขึ้นทำให้ผู้เฒ่าฉีและผู้เฒ่าโจวลนลานจนเกือบตกเก้าอี้ ‘บ้าเอ๊ย! หนีไม่ทันแล้ว!!!’ “ฮ่า ฮ่า เหล่าติง เหล่าไป๋มานั่งก่อน ๆ เอ้านี่ชาร้อน ๆ” ท่าทางร้อนตัวกุลีกุจอหยิบจับเอาใจแบบนี้ พิรุธเต็มไปหมด ผู้เฒ่าติงยิ้มแสยะใส่ตาสหาย “เอ็ง 2 คนไปทำอันใดผิดต่อข้ามา สารภาพปราณี ปากหุบดีจะโดนโทษหนัก” ฝ่ามือหนักตบบนบ่าของสหายคนละข้างจนไหล่ทรุด “ถิงเออร์ เจอท่านปู่ทั้งสองหรือยัง” เหมือนจะคิดสิ่งใดได้ ผู้เฒ่าติงหันไปมองหาศิษย์รักที่นั่งเรียบร้อยอยู่อีกฟากโต๊ะ แถมคำเรียกขานยกระดับความสัมพันธ์เป็นปู่เป็นหลาน ผู้เฒ่าทั้งสองแทบจะสำลักออกมาเป็นเลือด! จบเห่แล้ว... เป็นผู้เฒ่ายังโดนโจรชั่วปอกลอกแทบหมดตัว นี่...ท่านปู่มิต้องจ่ายหนักกว่าเดิม? “ถิงเออร์หมั้นหมายแล้ว เอ็ง 2 คน เจอว่าที่หลานเขยรึยัง” ความหมายคือของขวัญพบหน้าหลายเขยอีกชิ้น จงควักออกมา... “เหล่าไป๋แกจะไม่พูดอะไรหน่อยเรอะ!!!” สองผู้เฒ่าปวดใจแทบตาย ต้องหันไปดึงเพื่อนอีกคนที่เหลือม
ตอนนี้ความกระสันต์สูงเสียดฟ้าจนอยากจะพุ่งตัวตนเข้าฝากฝังในช่องทางรักหวานฉ่ำแล้วปลดปล่อยตัวตนไปกับความปรารถนาอันลิงโลดนี้“ภรรยา…ช้าหน่อยครับ เดี๋ยวสามีทนไม่ไหวน้องจะเจ็บ” เสียงกระซิบแหบพร้าทุ้มก้องอยู่ริมหูเล็ก คนฟังรู้สึกว่ามันเซ็กซี่ทั้งยังอ้อยอิ่งราวกับตั้งใจออดอ่อยใส่กันแทนที่จะช้าลง ดวงตาดอกท้อของคนตัวเล็กกลับร้อนผ่าว ฝ่ามือขาวกดลงกลางหน้าอกกว้างให้ชายหนุ่มเอนตัวลงเท้าแขนกับโต๊ะกรุกระจก สะโพกอวบตั้งใจบดขยี้ให้ส่วนอวบนูนของวัยสาวถูไถกับส่วนหัวมังกรแดงก่ำที่โผล่พ้นขอบกางเกงในผ้าไหมขึ้นมา“ซี๊ด...อาห์”ได้ยินเสียงสูดปากพร้อมครางกระเส่าของคนตัวโตยิ่งทำให้หญิงสาวฮึกเหิมลำตัวเล็กเอนลงต่ำใช้ใบหน้าซุกลงดอมดมผิวเนื้อเรียบตึง จูบบ้างเลียบ้าง มือก็ลูบวนกดไปทั่วผิวเนื้อท่อนบนมือหนึ่ง อีกมือกลัวจะว่างจึงใช้ท้องนิ้วสะกิดยอดอกสีน้ำตาลอ่อนจนมันหดเกร็งฝ่ามือหยาบกร้านของคนด้านล่างยกขึ้นนวดคลึงภูเขาหิมะที่มียอดอิงเถาปัดผ่านกล้ามท้อง หญิงชายทั้งสองต่างนวดคลึงฟอนเฟ้นเรือนร่างเกือบเปลือยของกันและกันน้ำหนักมือเคล้นแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ที่เดือดพล่าน ผิวเนื้อสะโพกปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วเรียวยา
หลังบอกกล่าวกราบไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว ยกน้ำชาให้กับผู้ใหญ่เริ่มจากพ่อ ปู่และอาจารย์ ฉินเฟยหลงก็อุ้มเจ้าสาวขึ้นรถท่ามกลางความเงียบ... พรืด... และเสียงสูดน้ำมูกของเกาอี้ “ฮึก...คุณหนูออกเรือนแล้ว” ไป๋จื้อหยางที่น้ำตาคลอมองขบวนรถขับออกไปจากบ้านตระกูลไป๋เก็บอารมณ์กลับแทบไม่ทัน มองสภาพบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยักษ์กำลังยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาหัวไหล่สั่น ผ้าเช็ดหน้ามีคราบปริศนาเกาะหนึบ วงล้อมจึงแตกกระเจิงไปคนละทาง ทั้งผู้เฒ่าไป๋ ผู้เฒ่าติง ไป๋จื้อหยาง แม้แต่จ้าวลี่จูยังถอยเท้าเงียบ ๆ ส่วนเพื่อนอย่างหยางฝูเหว่ยเดินหนีไปนานแล้วตั้งแต่บอดี้การ์ดหนุ่มน้ำตาคลอ “เอ่อ...แต่อีกไม่กี่วันประธานก็กลับมาแล้วนะคะ” จ้าวลี่จูพูดความจริงที่ทุกคนลืมนึกไป ใช่... แต่งงานแล้วอย่างไร... อีกไม่กี่วันก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพียงแค่มีคนตามมาอยู่ด้วยอีกคน มีตะเกียบกับถ้วยข้าวเพิ่มมาอีกชุด เกาอี้เองที่ถูกอารมณ์อ่อนไหวพาไปก็หยุดร้องอ้าปากค้าง ฟืดดดดด... “นั่นสิ! เราก็ยังทำหน้าที่เดิม” คิดได้แล้วสั่งน้ำมูกที่เหลือเดินจากไปอย่างร่าเริง ไป๋จื้อหยางกับคนงานในบ้านถูกเบรกอารมณ์ก็แยกย้ายกันไป ทางด้านขบวนรั
3 วันต่อมา ลู่เจียจิ่วเป็นย่านเศรษฐกิจการเงินของเซี่ยงไฮ้ ทุกพื้นที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ บริษัทข้ามชาติ ตึกสูงเสียดฟ้า บ่งบอกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดโดยปกติเวลาของผู้คนที่ทำงานในย่านนี้เป็นเงินเป็นทอง มีแต่ความเร่งรีบ วันนี้กลับต่างออกไปเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าการทำเงินเกิดขึ้นที่ตึกเฮยอวิ๋นทีมมหรสพ กลองและปี่พาทย์ในชุดถังจวงสีแดงตั้งขบวนหน้าตึก ดนตรีถูกบรรเลงอย่างคึกคักตลอดระยะที่เริ่มมีการยกหีบสิ่งของออกมาจากประตูใหญ่ของตึก ขึ้นไปยังรถบรรทุกสีขาวปิดทึบที่ผูกซิ่วฉิวหน้ารถ พนักงานออฟิศของบริษัทต่าง ๆ ยินยอมเข้างานสายแต่ไม่กล้าเดินเบียดแทรกแถวเข้าไปในตัวอาคาร ได้แต่ยืนรักษาระยะอยู่ด้านนอก“นายครับได้เวลาแล้ว” ฉินเฟยหลงเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวด้วยชุดพิธีการสีแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับตลอดเวลาเจ้าบ่าวเดินนำขบวนไปขึ้นรถด้านนอก“เตรียมเคลื่อนขบวนไปรับเจ้าสาวได้!” ผู้นำพิธีการตะโกนเตือนเมื่อได้เวลาสมควร รถดนตรีที่มีเสาไม้ติดป้าย ‘ซวงสี่’ จึงกระหึ่มอีกระลอกขบวนรถหรูที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดง 9 คัน เริ่มเคลื่อนตามออกไปติด ๆ คันนำหน้าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนผูกซิ่วฉิวผ
รถของตระกูลไป๋ต้องเบรกกะทันหันเมื่อเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถ จู่ ๆ รถที่จอดอยู่หลายคันก็พร้อมใจกันถอยหลังจนมาล้อมกรอบรอบตัวรถของพวกเขาเป็นวงกลมปัง ปัง ปัง!สถานการณ์ยิ่งไม่ปกติเมื่อมีชายในชุดสูทนับรวมได้ 8 คน ลงมาจากที่นั่งข้างคนขับของรถที่ล้อมรถตระกูลไป๋อยู่กรี๊ด...“หลบเร็ว ตีกันแล้ว แจ้งตำรวจ!”“หนีเร็วเข้า อย่าไปยุ่ง”ไป๋จื้อหยางกอดลูกสาวแน่น“สืออิงติดต่อบอดี้การ์ดมาที่นี่ด่วน!”บอดี้การ์ดตระกูลไป๋ รวมถึงหยางฝูเหว่ยและเกาอี้ไม่ได้ตามมาเพราะเป็นเวลากลางวันและสถานที่อยู่ใจกลางเมือง ไป๋จื้อหยางจึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเล่นสกปรกไป๋เหม่ยถิงมองออร่าสีเขียวจากบุรุษบางคนที่ลงจากรถ ลองพิจารณาใบหน้าหลังแว่นกันแดดดี ๆ เหมือนจะเคยผ่านตามาบ้าง จึงนั่งนิ่งอยู่กับที่ใบหน้าเฉยเมย‘เฮียหลงกำลังจะทำอะไร?’“ถิงเออร์ลูกนั่งรอในรถ พอจะออกไปเจรจาดูสักหน่อยว่าผู้มาต้องการอะไร”ไม่ทันที่เธอจะห้ามคุณพ่อก็จับประตูรถเตรียมก้าวออกไป ประจวบเหมาะกับคนด้านนอกเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพรึ่บ! ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!ท้ายรถที่ล้อมกรอบทั้งหมดเปิดออก มีเสียงพลุขนาดเล็กแตกกระจายพร้อมสายรุ้งและกระดาษสีปลิวว่อน กุหลาบหลากสีถู
3 วันต่อมาตึกเซี่ยอวิ๋น 8 โมงเช้า“ฮ้าว...เหล่าจงนายมาสักที ข้าจะได้กลับไปนอนยาว ๆ” พนักงานรักษาความปลอดภัยของตึกกะกลางคืนทักเพื่อนที่มาเปลี่ยนกะแล้วเตรียมจะกลับเข้าไปตึกเซี่ยอวิ๋น“!!!”ตอนเปิดตาที่ปิดปากหาวยาว เขาตกใจจนขวัญเกือบกระเจิงเพราะบอดี้การ์ดในชุดฝึกสีดำราว 20 กว่าคนมายืนออกันเงียบ ๆ ตรงลานกว้าง แถมไฟของตึกก็ยังไม่เปิดจึงเห็นเป็นเงาตะคุ่ม“ตกใจหมดนึกว่าโจรปล้นตึก! พวกพี่ลงมาทำอะไรกันครับ” บอดี้การ์ดก็เป็นรุ่นพี่ที่ร่วมฝึกซ้อมกันทุกวัน ผลัดกันเปลี่ยนมาเฝ้าตึกกับออกไปทำภารกิจด้านนอกถ้าสังเกตดีต ๆ จะเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดมีถุงใส่ของติดมือมาด้วย พอคนออกจากลิฟต์เที่ยวสุดท้ายครบก็กระจายกำลังกันเดินออกไปด้านนอกตึก‘ชุนเหลียน’ กลอนคู่มงคลแผ่นยาวสีแดง ที่เขียนด้วยมือจากปรมาจารย์ด้านการคัดอักษร ถูกติดตรงประตูทางเข้าตึกก่อนเป็นที่แรก ตามด้วยตัวอักษร ‘ฝู’ ที่แปลว่าความสุขติดกลับหัวตรงประตูกระจกสองด้านด้านนอกผ้าแดงและโคมกระดาษถูกนำไปห้อยประดับตามต้นไม้ตรงสวนหย่อมก่อนเข้าตัวตึกจนดูสดใสมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นซิ่วฉิวฮวามีชายยาวถูกนำไปแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าตึกด้านหน้า ด้านในมีทีมบอดี้การ
บ้านตระกูลไป๋ วันต่อมาอีก 1 อาทิตย์ ก็จะเป็นวันยกน้ำชาของทายาทตระกูลไป๋ ห้องนอนของไป๋เหม่ยถิงจะถูกปรับปรุงใหม่ สร้างตู้เก็บเสื้อผ้าเพิ่มเติมสำหรับฉินเฟยหลงห้องก็เปลี่ยนสีการตกแต่งใหม่ เป็นสีไม้กับครีม พรมเป็นสีน้ำตาลอ่อน เฟอร์นิเจอร์ใหม่ถูกสั่งเข้ามา วันนี้จะมีช่างกับทีมตกแต่งภายในเข้ามาทำในส่วนของบิวท์อิน“ประธานคะ มานั่งทำอะไรตรงนี้คะ แล้วดูแบบห้องที่ตกแต่งใหม่หรือยังคะ” จ้าวลี่จูเดินเข้าบ้านมาเห็นประธานสาวนั่งเท้าคางไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงโซฟารับแขก“ไม่ต้องดูหรอก ทำตามแบบไปนั่นล่ะ ฉันนั่งสะสมพลังอยู่น่ะไม่ต้องให้ใครมารบกวนนะ”ไป๋เหม่ยถิงโบกมือเอื่อย ๆ ตาปรือทำท่าจะปิด ไหนเลยสะสมพลังงานอะไร ทำท่าจะหลับอยู่เดี๋ยวนี้ที่เธอบอกว่าสะสมพลังนั้นพูดจริงแม้ลี่จูจะมองอย่างไม่เชื่อถือแล้วถอนหายใจ เลขาสาวไม่อยากต่อบทสนทนารีบไปดูช่างตกแต่งภายในต่อว่าที่เจ้าสาวปิดตาเอนหลังเข้ามุมพิงตัวกับแขนโซฟา รับรู้ถึงกระแสลมอุ่นจากหยกจักรพรรดิที่ค่อย ๆ ไหลผ่านจากต้นคอลงสู่ท้องน้อย เข้าสู่แสงสีขาวนวลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวใบหน้าเรียบเฉยเปิดรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดนี้“คุณหนูครับ เจ้านายส่งช
นักข่าวสำนักหนึ่งตะโกนลั่น คนอื่นได้ยินก็รีบหันขวับไปทางต้นเสียงที่ฉินเฟยหลงเดินโอบเอวไป๋เหม่ยถิงแหวกฝูงนักข่าวพร้อมเหล่าบอดี้การ์ดตระกูลฉินกันที่ออกให้“นั่น!...นายท่านฉินกับคู่หมั้น?!”“ประธานไป๋!?”นักข่าวจากเซี่ยงไฮ้เดลี่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้มาใหม่เป็นอย่างดี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นที่มาจากปักกิ่งด้วยเช่นกัน“นายท่านฉินมาเป็นกำลังใจให้คู่หมั้นเหรอคะ พวกคุณมั่นใจมากแค่ไหนว่าจะชนะคดี”“ประธานไป๋พูดถึงคดีจ้างวานฆ่าหน่อยครับ”“นี่...ทำไมดูอย่างกับคนละคนที่ไปบ้านตระกูลหลินเลยล่ะเธอ”นักข่าวก็ดี คนทั่วไปก็ดีตอนนี้ส่งเสียงระงมกันอยู่ทางเข้าศาล จนเจ้าหน้าที่ต้องมาระงับเหตุ“สัมภาษณ์รอไว้หลังจากพิจารณาคดีวันนี้นะครับ” หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้เดินประกบด้านข้างเจ้านายทั้งสองเป็นฝ่ายแจ้งนักข่าวพอได้รับการยืนยันจากปากกลุ่มเจ้าของคดีนักข่าวจึงค่อยสงบลงเพราะรู้ว่าวันนี้ไม่ได้มือเปล่ากลับไปภายในห้องพิจารณาคดี ที่เปิดให้เป็นการพิจารณาแบบสาธารณะมีคนเข้ามาชมได้ ไป๋เหม่ยถิงเดินแยกออกไปทางด้านหลังอัยการ เธอไม่แม้แต่ชำเลืองหางตามองหลินเหวินหลาน“เปิดศาล พิจารณาคดีเลขที่... นำตัวจำเลยเข้ามา”เจ้าหน้าที่เดินประกบ
หลังพูดคุยกันจนเข้าใจ ไป๋เหม่ยถิงกับฉินเฟยหลงก็เดินจูงมือกลับมาด้านในห้องโถงท่าทางชื่นมื่น อาจารย์กับพ่อของเจ้าตัวคนหนึ่งมองเบะปากด้วยความหมั่นไส้ อีกคนอยากจะปรี่เข้าไปสับมือหนา ๆ ทิ้ง“ตอนออกไปหน้าสลดเป็นหมาป่วย กลับมาหน้าตาคึกคักยิ่งอย่างกับหมาโดนยา ไม่ต้องถามผลแล้ว ให้ไอ้หนุ่มฉินมันส่งเกี้ยวมาพรุ่งนี้เลย?” ผู้เฒ่าติงอดไม่ไหวแขวะลูกศิษย์ที่ดูจะพร้อมออกเรือนเหลือเกิน“ได้เหรอคะอาจารย์ อย่างนั้นเฮียหลงจัดการเลยค่ะ”“ครับ ขอบคุณครับคุณปู่ คุณพ่อ อาจารย์”ไป๋เหม่ยถิงแสร้งตกใจจนตาโต หันไปขยิบตายิ้มแย้มกับคู่หมั้น แล้วหันไปแสยะยิ้มใส่จนท่านผู้เฒ่าติงเลือดลมขึ้น สุดท้ายได้แต่ทำตาโปนถลึงให้เหมือนทุกทีท่านผู้เฒ่าไป๋มองท่าทางแบบเมียร้องผัวรับของหลานสาวปากกระตุก คงได้แต่ปลงเท่านั้น‘ขนาดยังไม่ทันแต่ง ก็ตามใจกันขนาดนี้’“คุณปู่ คุณพ่อครับ อาจารย์ครับ ผมอยากขออนุญาตพาน้องไปจดทะเบียนสมรสกันก่อน เรื่องแต่งงานคงรอดูว่าถิงถิงจะมีน้องไหม ถ้าลูกยังไม่มาน้องขอเวลาผม 2 ปี แต่ถ้ามีก็จัดงานตามฤกษ์ใกล้ครับ”“วิธีนี้ก็ถือว่าไม่แย่ ถ้าจดทะเบียนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อให้ยังไม่จัดงานแต่งงาน ภายหลั
“การแต่งงานมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนรักกัน...ไม่ใช่เลย หากเรายังอยู่ในสังคมยังต้องคบค้าสมาคม ติดต่อการงานกับผู้อื่นหากถิงเออร์ท้องขึ้นมาก่อนแต่งงาน จะมั่นใจได้ไหมว่าจะไม่ทำให้หลานสาวปู่จมน้ำลายชาวบ้าน เหลนที่จะเกิดมาจะไม่ถูกคนนินทาว่ากล่าวลับหลังงานแต่งงานที่ควรจะได้จัดเมื่อทุกอย่างพรักพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องมาเร่งรีบเร่งรัดการจะเป็นหัวหน้าครอบครัว จะคำนึงถึงความต้องการของตัวเป็นหลักไม่ได้ ต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนในครอบครัวให้รอบด้านด้วย”ผู้เฒ่าไป๋สอนสั่งด้วยความอ่อนโยน ไม่ได้กล่าวโทษหรือย้ำเตือนการกระทำไม่ยั้งคิดของคนหนุ่มสาว“ไอ้หนุ่มฉิน ความรู้สึกต้องการครอบครองอันแรงกล้าไม่ใช่สิ่งผิด แต่วิธีการที่ได้มามันไม่สง่างาม แน่ใจรึว่าไม่เสียใจภายหลัง”แม้แต่ผู้เฒ่าติงยังอดเอ่ยออกมาประโยคสองประโยคมิได้จักรพรรดิฉินที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยสอนสั่ง มีแต่เขาที่ต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการคว้ามาก็ใช้วิธีการที่รวดเร็วแข็งกร้าวยามนี้ได้รับการชี้แนะเหมือนลูกหลานที่กระทำผิด ทั้งละอายแก่ใจทั้งดีใจระคนกัน เหมือนได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่สำคัญพอทบทวนแ