อีกไม่นานการประมูลจะเริ่มรายการสิ่งของที่นำขึ้นประมูลถูกจัดทำเป็นใบแนะนำขนาด 4 หน้ากระดาษ มีรายนามผู้บริจาคอยู่ถัดมาจากรายชื่อสิ่งของหนึ่งในนั้นมี ‘กู่เฟิ่งไป๋’ เป็นผู้บริจาคซึ่งตอนนี้ทุกคนในงานรู้แล้วว่าคือร้านของไป๋เหม่ยถิง‘ยังไม่มากันอีกงั้นเหรอ’ไป๋เหม่ยถิงลากสายตาช้า ๆ เหมือนมองการตกแต่งทั่วไป ปกปิดเรื่องที่เธอจับตามองที่นั่งของตระกูลฉิน“เดี๋ยวก็มาครับ คนของเราที่ติดตามพวกเขาบอกว่าใกล้จะถึงกันแล้ว” ฉินเฟยหลงเอนตัวมากระซิบเพราะเดาความต้องการของเธอได้“ขอแค่มาก็พอค่ะ แต่ไม่คิดเลยนะคะว่าพอขึ้นเป็นประธานบริษัท อารองของเฮียถึงกับลืมมารยาทไปด้วย” หึ...ฉินเฟยหลงหัวเราะในลำคอเพียงเท่านั้นอารองคงอยากประกาศตัวเป็นนายท่านฉินคนใหม่ ต่อให้เขามาสายเจ้าภาพยังจำต้องไว้หน้าพิธีกรที่จะดำเนินการประมูลเป็นดาราดาวรุ่งของวงการบันเทิง เธอขึ้นมายืนบนเวทีเตรียมกล่าวเปิดงานตามสคริปต์แอ๊ด...เสียงเปิดประตูห้องจัดงานหนาหนักได้ยินชัดเจน มีชายหญิง 4 คนเดินเขามาอย่างไม่รีบร้อน ทุกคนที่นั่งพูดคุยกับคนด้านข้างระหว่างรอจึงได้หันความสนใจไปทางนั้นเป็นจุดเดียว“ขอโทษด้วยนะครับที่เพิ่งเข้ามาเวลานี้ หวังว่าพว
“จะไปต่อว่าเธอให้ได้อะไร ก็แค่เด็กคนหนึ่ง คนที่ทำผิดก็รุ่นพ่อแม่” บางคนเริ่มสงสารเมื่อเห็นท่าทางเปราะบางของหญิงสาวรุ่นลูกพอมีหลายเสียงสนับสนุนคนที่ซุบซิบนินทาก็เงียบเสียงลง หลินเหวินหลานจึงพอตั้งสติให้ใจเย็นลงได้บ้าง ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างออก“คุณหนู ที่คุณบอกว่าเอาตัวเองให้รอดก่อนหน้านี้ เพราะคุณรู้อยู่ก่อนว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น?”เสียงสั่น ๆ ตั้งคำถามเชิงกล่าวหาไปทางไป๋เหม่ยถิง สีหน้าแววตาเจ็บปวดสุดแสน ราวกับโดนผู้อื่นรังแก“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร?” ไป๋เหม่ยถิงตอบกลับเรียบ ๆ“แต่สร้อยชุดนี้ เป็นมรดกตกทอดของตระกูลหลินจริง ฉันมีหลักฐานพิสูจน์... สร้อยนี่อยู่ในภาพถ่ายของคุณยายที่บ้านตระกูลหลิน ถ้าพลิกตัวสร้อยขึ้นมาจะมีตัวอักษรภาษาอังกฤษ L I N สลักไว้”หลินเหวินหลานพยายามเบี่ยงหัวข้อนินทาให้พ้นตัว แต่หารู้ไม่ว่าคิดผิดที่ยังคงตามเรื่องนี้ต่อ“จริงสิ! เรื่องความผิดของตระกูลหลินสายรองยังไม่ตัดสิน แต่มรดกของตระกูลที่หายไปนี่อาจจะเป็นจริง”“พลิกสร้อยขึ้นดูก็รู้แล้วใช่ไหม แบบนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นกันจะจะไปเลย”ชาวสังคมมุงเริ่มกระตือรือร้นกินแตงอีกครั้ง สายตาจดจ่ออยู่ที่คอของไป๋เหม่ย
ปัง ปัง ปัง!!!ฝ่ายไล่ล่าเปิดฉากยิงก่อน เพราะย่ามใจคิดว่าพวกไป๋เหม่ยถิงจนมุมแล้ว อีกทั้งจุดนี้ยังเป็นจุดนัดหมายกับทีมที่ดักซุ่ม“เรียกพวกที่ดักรอออกมาช่วยกันถล่มพวกมันให้ราบ!”ชายที่เป็นหัวหน้าตะโกนสั่งเสียงดังด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงมาตรฐาน ทั้งยังเป็นการข่มขวัญไปในตัวว่ายังมีพวกที่เหลืออีกปัง! ปัง!...“มีเท่าไหร่เรียกออกมาให้หมด” ไป๋เหม่ยถิงพึมพำ ดวงตาแดงจัดส่อแววกระหายเลือด อดรีนาลีนทั่วร่างหลั่งเพราะความตื่นเต้น“อย่าติดเล่น ระวังอย่าให้บาดเจ็บ” ฉินเฟยหลงเอ่ยเตือนเสียงนิ่ง เป็นการเบรกอารมณ์ไปในตัวเธอจะได้ไม่ประมาท“รู้ค่ะ” ไป๋เหม่ยถิงพยายามคุมอารมณ์ให้กลับมานิ่งสงบหยางฝูเหว่ยที่อยู่รถการ์ดคันแรกกับเกาอี้ขยับมานั่งประกบไป๋เหม่ยถิง ในมือผู้ดูแลหนุ่มถือไรเฟิลติดปลายเก็บเสียง ส่วนบอดี้การ์ดเกาถือปืนกลมือเหมือนฉินเฟยหลงปัง! เพล้ง!ฉินเฟยหลงยกแว่นตาอินฟาเรดขึ้นมาสวม โจวหมิงเจี่ยหยิบส่งให้คนอื่น ๆ เช่นกัน หลังจากหยางฝูเหว่ยยิงไฟถนนดับจนทัศนวิสัยมืดสนิทไป๋เหม่ยถิงไม่สวม เพราะดวงตาของเธอเห็นออร่าสีแดงเข้มชัดเจนมากในความมืด“ถล่มมันเข้าไป”ปัง ปัง ปัง ปัง!!!!อ๊ากกกกกกก…พวกฉินเฟยหลงที่ถูก
บ้านตระกูลไป๋ฉินเฟยหลงมาส่งไป๋เหม่ยถิงก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ตอนเข้าไปส่งในบ้านท่านผู้เฒ่าทั้งสอง และพ่อไป๋จื้อหยาง พ่อบ้านทั้งสอง แม่นม รวมทั้งจ้าวลี่จูกำลังนั่งกระวนกระวายรออยู่ในห้องนั่งเล่น“ถิงเออร์ มาให้พ่อกับปู่ดูหน่อยลูก บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”ไป๋จื้อหยางรีบลุกเดินออกมารับลูกสาวตรงทางเข้าห้องโถงจับหมุนซ้ายขวาดูจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีอะไรน่าห่วงไป๋เหม่ยถิงก็ยืนนิ่งดูเป็นเด็กดีให้คุณพ่อได้ดูจนพอใจ“ทำไมถึงยังไม่พักกันอีกล่ะค่ะ” หญิงสาวเดินมานั่งบนเก้าอี้ข้างจ้าวลี่จู“ประธานไม่เป็นไรแน่นะคะ”จ้าวลี่จูรีบหันมาสำรวจสีหน้ากับส่วนอื่น ๆ ด้วยคิ้วแทบจะผูกโบว์ พอเห็นว่าไม่เป็นไรจริง ๆ ก็หายใจออกดังเฮือก แต่ก็กลับมาทำหน้าปวดใจพอเห็นชุดที่โดนตัด“เอาน่า ของนอกกาย” พอพูดจบจ้าวลี่จูยิ่งทำหน้าอยากจะร้องไห้ ไป๋เหม่ยถิงหลุดขำกับสีหน้าเลขา‘ของนอกกายราคาหลายแสนหยวน’ทุกคนถูกจ้าวลี่จูทำให้รู้สึกผ่อนคลาย สีหน้าแววตาจึงสดใสขึ้น“นายน่ะตามขึ้นมาบนห้องทำงาน ถิงเออร์ไปเปลี่ยนชุดแล้วค่อยตามพวกพ่อเข้าไปนะลูก”“ประธานคะ รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่เถอะค่ะ” ได้ยินที่พ่อของประธานพูด จ้าวลี่จูรีบดีดตัวดึงแขนป
แม้จะเรียกว่าจัดงาน แต่ตระกูลที่ผู้เฒ่าไป๋เชิญมาร่วมงานมีไม่มากนัก เริ่มจาก 4 ตระกูลใหญ่ 8 ตระกูลรอง และตระกูลที่มีสัมพันธ์อันดีทางการค้าของไป๋จื้อหยางแต่ที่ขาดไม่ได้คือลูกศิษย์ของผู้เฒ่าไป๋ ที่มาจากปักกิ่งและต่างมณฑล งานนี้เรียกได้ว่ามีแต่คนชิดเชื้อบรรยากาศในงานจึงมีแต่ความชื่นมื่น“อาจารย์ ขอให้สุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาพวกเราตลอดไปครับ” ตัวแทนศิษย์ของท่านผู้เฒ่าลุกขึ้นมาอวยพร“ดี ดี! อาจารย์ยังอยู่ได้อีกนาน ยังมีแรงถือไม้เรียวนะบอกไว้ก่อน” ผู้เฒ่าไป๋สัพยอกศิษย์วัยกลางคนด้วยรอยยิ้มขำ“อาจารย์...ไว้หน้ากันบ้างเถอะครับ เรื่องมันตั้งแต่สมัยไหนแล้ว!” ลูกศิษย์ก็ปล่อยเรือตามน้ำ ไม่ได้ขัดท่านผู้เฒ่าจริงจังเดินคุยทักทายแขกกับลูกศิษย์ ผู้เฒ่าไป๋ก็กลับมานั่งที่โต๊ะประธาน โต๊ะกลมขนาดใหญ่นี้มีชายชรานั่งอยู่ด้วยกัน 10 คนฉินเฟยหลงนั่งอยู่โต๊ะที่สองซึ่งอยู่ทางขวามือของโต๊ะประธาน ที่นั่งข้างชายหนุ่มยังคงว่าง เขายังพอมีการสนทนากับบุคคลในโต๊ะที่เป็นผู้นำตระกูลใหญ่เป็นครั้งคราว‘ถิงถิง คงจะใกล้ได้เวลาแสดงแล้ว’ซ่า...“ขอโทษครับ ขอโทษครับ!!!”ด้วยมัวแต่คิดถึงคู่หมั้นสาว เขาจึงไม่ทันระวั
ไป๋เหม่ยถิงยกเท้าที่ถีบประตูเข้ามาลงอย่างเชื่องช้า สายตาเย็นชาราวคมมีดกวาดไล่มองคนในห้องสองขาค่อย ๆ ก้าวเดินต่างจากท่าทางราวพายุพัดโหมตอนถีบประตู ฉินเฟยหลงรีบเดินก้าวยาวเพียง 2 ก้าวก็ถึงตัวคน ทำหน้าราวกับโดนรังแกฟ้องร้องคล่องปาก“ถิงถิง เฮียโดนข่มขู่จากหญิงแก่หน้าด้านกับลูกสาวไร้ยางอาย” เสียงออดอ่อยกุมมือคู่หมั้นขึ้นมาถูไถใบหน้าลงไปหยางฝูเหว่ยที่ยืนมองเจ้านายด่าผู้อื่นจนแทบร้องหาบรรพบุรุษ แล้วไปออดอ้อนว่าที่นายหญิงมุมปากกระตุกยิก‘เพิ่งจะด่าคนไฟแล่บไม่กี่วินาทีก่อน เปลี่ยนหน้าไวยิ่ง’“แก…” คุณนายหลินทนสุภาพต่อไม่ไหวไป๋เหม่ยถิงใบหน้าสงบนิ่งเดินเนิบนาบไปทางสองแม่ลูก เธอหยุดยืนมองไล่สายตาหลินเหวินหลานตั้งแต่หัวจรดเท้าพลั่ก! เพียะ!มองจนพอใจก็ใช้มือผลักตัวคนแม่ออกจนกระเด็นถอยไปหลายก้าว หลังมือซ้ายที่สวมแหวนหมั้นตวัดใบหน้าดอกสาลี่ต้องฝนจนมุมปากช้ำได้เลือดจากหัวแหวน“กรี๊ดดดดดด! แกทำอะไรลูกสาวฉัน” หญิงกลางคนรีบโผไปประคองลูกสาวที่โดนตบหน้าหันจนล้มกองกับพื้นห้อง“จับโยนออกไปนอกบ้าน!” เธอไม่มีคำพูดให้หญิงไร้ค่าไร้ราคาสองคนนี่“ทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ” หยางฝูเหว่ยทวนเพื่อความแน่ใจ“คุณหนู ๆ เด
ครอบครัวปลิงดูดเลือดหรือตัวทากเนี่ย!”จ้าวลี่จูเลขาผู้ทำงานหนักตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมถึงกับรับไม่ได้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาแจ้งข่าวเองก็ทำหน้าปุเลี่ยน พวกเขาเองก็คิดไม่ถึง ถ้าเป็นลูกหลานเจ้าของสมบัตินั่งกินนอนกินก็ไม่เป็นอะไรแต่นี่กินสมบัติของผู้อื่น พอเงินหมดก็นำสมบัติไปขายต่อ“พวกรายการของที่นำไปขายหรือบริจาค หลังปิดคดีคงต้องรอคำสั่งศาลก่อนนะครับ หากคดีถูกตัดสินว่ามีความผิดของพวกนั้นจึงจะได้คืน ตอนนี้เรากำลังดำเนินการอายัดของคืนให้ได้มากที่สุด”นายตำรวจมีสีหน้าลำบากใจ คิดว่าของบางชิ้นที่เปลี่ยนมือไปเจ้าของใหม่คงไม่ยอมคืนโดยง่าย“คุณตำรวจ ส่งรายชื่อของที่ยังเอาคืนไม่ได้กับเจ้าของใหม่มาให้ฉันช่วยก็ได้ค่ะ เผื่อจะตกลงกันได้”“ถ้าเจรจาขอซื้อคืนอาจจะพอเป็นไปได้นะ” ฉินเฟยหลงคิดว่าพอมีทางออก ถ้าให้ตำรวจยึดคืนมาเลยมันได้แน่นอน แต่ก็จะเป็นการล่วงเกินผู้อื่นถึงไม่หามิตรเพิ่ม แต่อย่าสร้างศัตรูให้ถิงถิงโดยไม่จำเป็นดีกว่า“คุณไป๋ตามผมไปให้ปากคำที่โรงพักเพิ่มเติมได้เลยครับ ตอนนี้เรากำลังสอบปากคำผู้ต้องหาคดีจ้างวานฆ่า”“ตกลงค่ะ ฉันขอหยิบของสักครู่นะคะ”ฉินเฟยหลงพาไป๋เหม่ยถิงขับรถตามรถตำรวจไป ที่สถา
ไป๋เหม่ยถิงชมดูเลขาสาวที่ทำความลำบากให้ผู้อื่นได้ลื่นไหล พอใจที่สอนสั่งได้ ช่วงขาเรียวเดินมาหยุดมองหลินเหวินหลานนิ่ง ๆ“คะ คุณ...ไล่ฉันออกไปแล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหน? แล้วหนี้สินขนาดนั้นจะชดใช้ยังไง ฉันไม่ใช่คนเอาออกไปขายสักหน่อย”หลินเหวินหลานถูกจู่โจมรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว หรือไม่เคยคาดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองตั้งแต่จำความได้ก็มีสถานะคุณหนูใหญ่ พรั่งพร้อมด้วยเงินทอง การศึกษาจากสถาบันที่ดีที่สุด“อย่าบอกนะว่าไม่คิดจะทำงานทำการ ทุกวันนี้เกาะพ่อแม่กิน หรือจะพูดให้ถูกผลาญสมบัติตระกูลฉันกิน? แล้วอนาคตจะใช้ชีวิตยังไง?”ประโยคหลังไป๋เหม่ยถิงถามออกเพราะอยากรู้จริง ๆ ว่าในสมองนี่บรรจุอะไรไว้ หรือมีแต่น้ำ“นายน้อย! ฉันค่ะฉันตอบได้! ดูจากข้อมูลสถิติการใช้ชีวิต ออกงานสังคม บริจาคของเพื่อการกุศล รับน้ำชาตามงานเลี้ยง นี่มัน...เตรียมตัวแต่งงานไปเกาะสามีกินค่ะ!”พรูดดดดดด....คนงานตระกูลไป๋ที่ออกมานั่งบ้างยืนบ้างพักดื่มน้ำ ถึงกับพ่นน้ำเพราะคำตอบของจ้าวลี่จู“ไม่ใช่มั้งคุณหนูจ้าว มันจะมีคนคิดแบบนี้ได้ยังไง? เฮ้ย! ดูจากสีหน้า คิดแบบนี้จริง ๆ เหรอวะ!!?” คนงานตกใจร้องเสียงหลง มองหลินเหวินหลานเห
ตอนนี้ความกระสันต์สูงเสียดฟ้าจนอยากจะพุ่งตัวตนเข้าฝากฝังในช่องทางรักหวานฉ่ำแล้วปลดปล่อยตัวตนไปกับความปรารถนาอันลิงโลดนี้“ภรรยา…ช้าหน่อยครับ เดี๋ยวสามีทนไม่ไหวน้องจะเจ็บ” เสียงกระซิบแหบพร้าทุ้มก้องอยู่ริมหูเล็ก คนฟังรู้สึกว่ามันเซ็กซี่ทั้งยังอ้อยอิ่งราวกับตั้งใจออดอ่อยใส่กันแทนที่จะช้าลง ดวงตาดอกท้อของคนตัวเล็กกลับร้อนผ่าว ฝ่ามือขาวกดลงกลางหน้าอกกว้างให้ชายหนุ่มเอนตัวลงเท้าแขนกับโต๊ะกรุกระจก สะโพกอวบตั้งใจบดขยี้ให้ส่วนอวบนูนของวัยสาวถูไถกับส่วนหัวมังกรแดงก่ำที่โผล่พ้นขอบกางเกงในผ้าไหมขึ้นมา“ซี๊ด...อาห์”ได้ยินเสียงสูดปากพร้อมครางกระเส่าของคนตัวโตยิ่งทำให้หญิงสาวฮึกเหิมลำตัวเล็กเอนลงต่ำใช้ใบหน้าซุกลงดอมดมผิวเนื้อเรียบตึง จูบบ้างเลียบ้าง มือก็ลูบวนกดไปทั่วผิวเนื้อท่อนบนมือหนึ่ง อีกมือกลัวจะว่างจึงใช้ท้องนิ้วสะกิดยอดอกสีน้ำตาลอ่อนจนมันหดเกร็งฝ่ามือหยาบกร้านของคนด้านล่างยกขึ้นนวดคลึงภูเขาหิมะที่มียอดอิงเถาปัดผ่านกล้ามท้อง หญิงชายทั้งสองต่างนวดคลึงฟอนเฟ้นเรือนร่างเกือบเปลือยของกันและกันน้ำหนักมือเคล้นแรงขึ้นตามแรงอารมณ์ที่เดือดพล่าน ผิวเนื้อสะโพกปลิ้นออกมาตามง่ามนิ้วเรียวยา
หลังบอกกล่าวกราบไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว ยกน้ำชาให้กับผู้ใหญ่เริ่มจากพ่อ ปู่และอาจารย์ ฉินเฟยหลงก็อุ้มเจ้าสาวขึ้นรถท่ามกลางความเงียบ... พรืด... และเสียงสูดน้ำมูกของเกาอี้ “ฮึก...คุณหนูออกเรือนแล้ว” ไป๋จื้อหยางที่น้ำตาคลอมองขบวนรถขับออกไปจากบ้านตระกูลไป๋เก็บอารมณ์กลับแทบไม่ทัน มองสภาพบอดี้การ์ดร่างใหญ่ยักษ์กำลังยกผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตาหัวไหล่สั่น ผ้าเช็ดหน้ามีคราบปริศนาเกาะหนึบ วงล้อมจึงแตกกระเจิงไปคนละทาง ทั้งผู้เฒ่าไป๋ ผู้เฒ่าติง ไป๋จื้อหยาง แม้แต่จ้าวลี่จูยังถอยเท้าเงียบ ๆ ส่วนเพื่อนอย่างหยางฝูเหว่ยเดินหนีไปนานแล้วตั้งแต่บอดี้การ์ดหนุ่มน้ำตาคลอ “เอ่อ...แต่อีกไม่กี่วันประธานก็กลับมาแล้วนะคะ” จ้าวลี่จูพูดความจริงที่ทุกคนลืมนึกไป ใช่... แต่งงานแล้วอย่างไร... อีกไม่กี่วันก็กลับมาอยู่ด้วยกัน เพียงแค่มีคนตามมาอยู่ด้วยอีกคน มีตะเกียบกับถ้วยข้าวเพิ่มมาอีกชุด เกาอี้เองที่ถูกอารมณ์อ่อนไหวพาไปก็หยุดร้องอ้าปากค้าง ฟืดดดดด... “นั่นสิ! เราก็ยังทำหน้าที่เดิม” คิดได้แล้วสั่งน้ำมูกที่เหลือเดินจากไปอย่างร่าเริง ไป๋จื้อหยางกับคนงานในบ้านถูกเบรกอารมณ์ก็แยกย้ายกันไป ทางด้านขบวนรั
3 วันต่อมา ลู่เจียจิ่วเป็นย่านเศรษฐกิจการเงินของเซี่ยงไฮ้ ทุกพื้นที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ บริษัทข้ามชาติ ตึกสูงเสียดฟ้า บ่งบอกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดโดยปกติเวลาของผู้คนที่ทำงานในย่านนี้เป็นเงินเป็นทอง มีแต่ความเร่งรีบ วันนี้กลับต่างออกไปเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าการทำเงินเกิดขึ้นที่ตึกเฮยอวิ๋นทีมมหรสพ กลองและปี่พาทย์ในชุดถังจวงสีแดงตั้งขบวนหน้าตึก ดนตรีถูกบรรเลงอย่างคึกคักตลอดระยะที่เริ่มมีการยกหีบสิ่งของออกมาจากประตูใหญ่ของตึก ขึ้นไปยังรถบรรทุกสีขาวปิดทึบที่ผูกซิ่วฉิวหน้ารถ พนักงานออฟิศของบริษัทต่าง ๆ ยินยอมเข้างานสายแต่ไม่กล้าเดินเบียดแทรกแถวเข้าไปในตัวอาคาร ได้แต่ยืนรักษาระยะอยู่ด้านนอก“นายครับได้เวลาแล้ว” ฉินเฟยหลงเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัวด้วยชุดพิธีการสีแดง ใบหน้ามีรอยยิ้มน้อย ๆ ประดับตลอดเวลาเจ้าบ่าวเดินนำขบวนไปขึ้นรถด้านนอก“เตรียมเคลื่อนขบวนไปรับเจ้าสาวได้!” ผู้นำพิธีการตะโกนเตือนเมื่อได้เวลาสมควร รถดนตรีที่มีเสาไม้ติดป้าย ‘ซวงสี่’ จึงกระหึ่มอีกระลอกขบวนรถหรูที่ถูกเปลี่ยนเป็นสีแดง 9 คัน เริ่มเคลื่อนตามออกไปติด ๆ คันนำหน้าเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนผูกซิ่วฉิวผ
รถของตระกูลไป๋ต้องเบรกกะทันหันเมื่อเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถ จู่ ๆ รถที่จอดอยู่หลายคันก็พร้อมใจกันถอยหลังจนมาล้อมกรอบรอบตัวรถของพวกเขาเป็นวงกลมปัง ปัง ปัง!สถานการณ์ยิ่งไม่ปกติเมื่อมีชายในชุดสูทนับรวมได้ 8 คน ลงมาจากที่นั่งข้างคนขับของรถที่ล้อมรถตระกูลไป๋อยู่กรี๊ด...“หลบเร็ว ตีกันแล้ว แจ้งตำรวจ!”“หนีเร็วเข้า อย่าไปยุ่ง”ไป๋จื้อหยางกอดลูกสาวแน่น“สืออิงติดต่อบอดี้การ์ดมาที่นี่ด่วน!”บอดี้การ์ดตระกูลไป๋ รวมถึงหยางฝูเหว่ยและเกาอี้ไม่ได้ตามมาเพราะเป็นเวลากลางวันและสถานที่อยู่ใจกลางเมือง ไป๋จื้อหยางจึงคิดว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเล่นสกปรกไป๋เหม่ยถิงมองออร่าสีเขียวจากบุรุษบางคนที่ลงจากรถ ลองพิจารณาใบหน้าหลังแว่นกันแดดดี ๆ เหมือนจะเคยผ่านตามาบ้าง จึงนั่งนิ่งอยู่กับที่ใบหน้าเฉยเมย‘เฮียหลงกำลังจะทำอะไร?’“ถิงเออร์ลูกนั่งรอในรถ พอจะออกไปเจรจาดูสักหน่อยว่าผู้มาต้องการอะไร”ไม่ทันที่เธอจะห้ามคุณพ่อก็จับประตูรถเตรียมก้าวออกไป ประจวบเหมาะกับคนด้านนอกเริ่มเคลื่อนไหวพร้อมกันพรึ่บ! ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง!ท้ายรถที่ล้อมกรอบทั้งหมดเปิดออก มีเสียงพลุขนาดเล็กแตกกระจายพร้อมสายรุ้งและกระดาษสีปลิวว่อน กุหลาบหลากสีถู
3 วันต่อมาตึกเซี่ยอวิ๋น 8 โมงเช้า“ฮ้าว...เหล่าจงนายมาสักที ข้าจะได้กลับไปนอนยาว ๆ” พนักงานรักษาความปลอดภัยของตึกกะกลางคืนทักเพื่อนที่มาเปลี่ยนกะแล้วเตรียมจะกลับเข้าไปตึกเซี่ยอวิ๋น“!!!”ตอนเปิดตาที่ปิดปากหาวยาว เขาตกใจจนขวัญเกือบกระเจิงเพราะบอดี้การ์ดในชุดฝึกสีดำราว 20 กว่าคนมายืนออกันเงียบ ๆ ตรงลานกว้าง แถมไฟของตึกก็ยังไม่เปิดจึงเห็นเป็นเงาตะคุ่ม“ตกใจหมดนึกว่าโจรปล้นตึก! พวกพี่ลงมาทำอะไรกันครับ” บอดี้การ์ดก็เป็นรุ่นพี่ที่ร่วมฝึกซ้อมกันทุกวัน ผลัดกันเปลี่ยนมาเฝ้าตึกกับออกไปทำภารกิจด้านนอกถ้าสังเกตดีต ๆ จะเห็นว่าเหล่าบอดี้การ์ดมีถุงใส่ของติดมือมาด้วย พอคนออกจากลิฟต์เที่ยวสุดท้ายครบก็กระจายกำลังกันเดินออกไปด้านนอกตึก‘ชุนเหลียน’ กลอนคู่มงคลแผ่นยาวสีแดง ที่เขียนด้วยมือจากปรมาจารย์ด้านการคัดอักษร ถูกติดตรงประตูทางเข้าตึกก่อนเป็นที่แรก ตามด้วยตัวอักษร ‘ฝู’ ที่แปลว่าความสุขติดกลับหัวตรงประตูกระจกสองด้านด้านนอกผ้าแดงและโคมกระดาษถูกนำไปห้อยประดับตามต้นไม้ตรงสวนหย่อมก่อนเข้าตัวตึกจนดูสดใสมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นซิ่วฉิวฮวามีชายยาวถูกนำไปแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าตึกด้านหน้า ด้านในมีทีมบอดี้การ
บ้านตระกูลไป๋ วันต่อมาอีก 1 อาทิตย์ ก็จะเป็นวันยกน้ำชาของทายาทตระกูลไป๋ ห้องนอนของไป๋เหม่ยถิงจะถูกปรับปรุงใหม่ สร้างตู้เก็บเสื้อผ้าเพิ่มเติมสำหรับฉินเฟยหลงห้องก็เปลี่ยนสีการตกแต่งใหม่ เป็นสีไม้กับครีม พรมเป็นสีน้ำตาลอ่อน เฟอร์นิเจอร์ใหม่ถูกสั่งเข้ามา วันนี้จะมีช่างกับทีมตกแต่งภายในเข้ามาทำในส่วนของบิวท์อิน“ประธานคะ มานั่งทำอะไรตรงนี้คะ แล้วดูแบบห้องที่ตกแต่งใหม่หรือยังคะ” จ้าวลี่จูเดินเข้าบ้านมาเห็นประธานสาวนั่งเท้าคางไร้ชีวิตชีวาอยู่ตรงโซฟารับแขก“ไม่ต้องดูหรอก ทำตามแบบไปนั่นล่ะ ฉันนั่งสะสมพลังอยู่น่ะไม่ต้องให้ใครมารบกวนนะ”ไป๋เหม่ยถิงโบกมือเอื่อย ๆ ตาปรือทำท่าจะปิด ไหนเลยสะสมพลังงานอะไร ทำท่าจะหลับอยู่เดี๋ยวนี้ที่เธอบอกว่าสะสมพลังนั้นพูดจริงแม้ลี่จูจะมองอย่างไม่เชื่อถือแล้วถอนหายใจ เลขาสาวไม่อยากต่อบทสนทนารีบไปดูช่างตกแต่งภายในต่อว่าที่เจ้าสาวปิดตาเอนหลังเข้ามุมพิงตัวกับแขนโซฟา รับรู้ถึงกระแสลมอุ่นจากหยกจักรพรรดิที่ค่อย ๆ ไหลผ่านจากต้นคอลงสู่ท้องน้อย เข้าสู่แสงสีขาวนวลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวใบหน้าเรียบเฉยเปิดรอยยิ้มอ่อนโยน เมื่อรับรู้ความรู้สึกทั้งหมดนี้“คุณหนูครับ เจ้านายส่งช
นักข่าวสำนักหนึ่งตะโกนลั่น คนอื่นได้ยินก็รีบหันขวับไปทางต้นเสียงที่ฉินเฟยหลงเดินโอบเอวไป๋เหม่ยถิงแหวกฝูงนักข่าวพร้อมเหล่าบอดี้การ์ดตระกูลฉินกันที่ออกให้“นั่น!...นายท่านฉินกับคู่หมั้น?!”“ประธานไป๋!?”นักข่าวจากเซี่ยงไฮ้เดลี่คุ้นหน้าคุ้นตาผู้มาใหม่เป็นอย่างดี รวมทั้งสำนักข่าวอื่นที่มาจากปักกิ่งด้วยเช่นกัน“นายท่านฉินมาเป็นกำลังใจให้คู่หมั้นเหรอคะ พวกคุณมั่นใจมากแค่ไหนว่าจะชนะคดี”“ประธานไป๋พูดถึงคดีจ้างวานฆ่าหน่อยครับ”“นี่...ทำไมดูอย่างกับคนละคนที่ไปบ้านตระกูลหลินเลยล่ะเธอ”นักข่าวก็ดี คนทั่วไปก็ดีตอนนี้ส่งเสียงระงมกันอยู่ทางเข้าศาล จนเจ้าหน้าที่ต้องมาระงับเหตุ“สัมภาษณ์รอไว้หลังจากพิจารณาคดีวันนี้นะครับ” หยางฝูเหว่ยกับเกาอี้เดินประกบด้านข้างเจ้านายทั้งสองเป็นฝ่ายแจ้งนักข่าวพอได้รับการยืนยันจากปากกลุ่มเจ้าของคดีนักข่าวจึงค่อยสงบลงเพราะรู้ว่าวันนี้ไม่ได้มือเปล่ากลับไปภายในห้องพิจารณาคดี ที่เปิดให้เป็นการพิจารณาแบบสาธารณะมีคนเข้ามาชมได้ ไป๋เหม่ยถิงเดินแยกออกไปทางด้านหลังอัยการ เธอไม่แม้แต่ชำเลืองหางตามองหลินเหวินหลาน“เปิดศาล พิจารณาคดีเลขที่... นำตัวจำเลยเข้ามา”เจ้าหน้าที่เดินประกบ
หลังพูดคุยกันจนเข้าใจ ไป๋เหม่ยถิงกับฉินเฟยหลงก็เดินจูงมือกลับมาด้านในห้องโถงท่าทางชื่นมื่น อาจารย์กับพ่อของเจ้าตัวคนหนึ่งมองเบะปากด้วยความหมั่นไส้ อีกคนอยากจะปรี่เข้าไปสับมือหนา ๆ ทิ้ง“ตอนออกไปหน้าสลดเป็นหมาป่วย กลับมาหน้าตาคึกคักยิ่งอย่างกับหมาโดนยา ไม่ต้องถามผลแล้ว ให้ไอ้หนุ่มฉินมันส่งเกี้ยวมาพรุ่งนี้เลย?” ผู้เฒ่าติงอดไม่ไหวแขวะลูกศิษย์ที่ดูจะพร้อมออกเรือนเหลือเกิน“ได้เหรอคะอาจารย์ อย่างนั้นเฮียหลงจัดการเลยค่ะ”“ครับ ขอบคุณครับคุณปู่ คุณพ่อ อาจารย์”ไป๋เหม่ยถิงแสร้งตกใจจนตาโต หันไปขยิบตายิ้มแย้มกับคู่หมั้น แล้วหันไปแสยะยิ้มใส่จนท่านผู้เฒ่าติงเลือดลมขึ้น สุดท้ายได้แต่ทำตาโปนถลึงให้เหมือนทุกทีท่านผู้เฒ่าไป๋มองท่าทางแบบเมียร้องผัวรับของหลานสาวปากกระตุก คงได้แต่ปลงเท่านั้น‘ขนาดยังไม่ทันแต่ง ก็ตามใจกันขนาดนี้’“คุณปู่ คุณพ่อครับ อาจารย์ครับ ผมอยากขออนุญาตพาน้องไปจดทะเบียนสมรสกันก่อน เรื่องแต่งงานคงรอดูว่าถิงถิงจะมีน้องไหม ถ้าลูกยังไม่มาน้องขอเวลาผม 2 ปี แต่ถ้ามีก็จัดงานตามฤกษ์ใกล้ครับ”“วิธีนี้ก็ถือว่าไม่แย่ ถ้าจดทะเบียนได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ต่อให้ยังไม่จัดงานแต่งงาน ภายหลั
“การแต่งงานมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคนรักกัน...ไม่ใช่เลย หากเรายังอยู่ในสังคมยังต้องคบค้าสมาคม ติดต่อการงานกับผู้อื่นหากถิงเออร์ท้องขึ้นมาก่อนแต่งงาน จะมั่นใจได้ไหมว่าจะไม่ทำให้หลานสาวปู่จมน้ำลายชาวบ้าน เหลนที่จะเกิดมาจะไม่ถูกคนนินทาว่ากล่าวลับหลังงานแต่งงานที่ควรจะได้จัดเมื่อทุกอย่างพรักพร้อมสมบูรณ์ที่สุด ก็ต้องมาเร่งรีบเร่งรัดการจะเป็นหัวหน้าครอบครัว จะคำนึงถึงความต้องการของตัวเป็นหลักไม่ได้ ต้องคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับคนในครอบครัวให้รอบด้านด้วย”ผู้เฒ่าไป๋สอนสั่งด้วยความอ่อนโยน ไม่ได้กล่าวโทษหรือย้ำเตือนการกระทำไม่ยั้งคิดของคนหนุ่มสาว“ไอ้หนุ่มฉิน ความรู้สึกต้องการครอบครองอันแรงกล้าไม่ใช่สิ่งผิด แต่วิธีการที่ได้มามันไม่สง่างาม แน่ใจรึว่าไม่เสียใจภายหลัง”แม้แต่ผู้เฒ่าติงยังอดเอ่ยออกมาประโยคสองประโยคมิได้จักรพรรดิฉินที่ไม่มีญาติผู้ใหญ่คอยสอนสั่ง มีแต่เขาที่ต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ทุกสิ่งอย่างที่ต้องการคว้ามาก็ใช้วิธีการที่รวดเร็วแข็งกร้าวยามนี้ได้รับการชี้แนะเหมือนลูกหลานที่กระทำผิด ทั้งละอายแก่ใจทั้งดีใจระคนกัน เหมือนได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่สำคัญพอทบทวนแ