Share

บทที่ 230

Author: ไห่ตงชิง
“เป็นเจ้า!?”

ตอนที่หลี่เฉินเห็นโหวอวี้ซู โหวอวี้ซูก็เห็นหลี่เฉินเช่นกัน

หลังจากประหลาดใจไปชั่วขณะหนึ่ง โหวอวี้ซูก็หัวเราะเบาๆ เขาประสานมือกล่าวกับหลี่เฉินว่า “คุณชาย พวกเราพบกันอีกแล้วนะ”

“ฝ่าบาท คนผู้นี้ได้กราบคารวะเป็นศิษย์ของท่านจิ้งจือเมื่อไม่นานมานี้ ในฐานะศิษย์ปิดสำนัก ท่านจิ้งจือก็ให้ความดูแลเป็นอย่างดี”

“ส่วนท่านจิ้งจือก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับต้วนจิ่นเจียง ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับการแนะนำจากท่านจิ้งจือ และไปมาหาสู่กับต้วนจิ่นเจียงอยู่พักหนึ่ง”

สำหรับซานเป่าแล้ว เป็นเรื่องยากมากที่ในเมืองหลวงแห่งนี้จะมีคนปกปิดเรื่องราวจากเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญเลย

อาจกล่าวได้ว่า บุคคลสำคัญและเรื่องราวทุกสิ่งที่พวกเขาเกี่ยวข้องด้วย ล้วนอยู่ในหัวของซานเป่าทั้งหมด

ระดับของโหวอวี้ซูผู้นี้ไม่ได้สูงมาก แต่ที่เขาถูกซานเป่าจำได้ ก็เพราะว่าต้วนจิ่นเจียง

นอกจากนี้ท่านจิ้งจือก็มีชื่อเสียงอย่างมากในหมู่ปราชญ์ขงจื๊อในใต้หล้า ดังนั้นจึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่หน่วยบูรพาคอยจับตามอง

เนื่องจากโหวอวี้ซูผู้นี้มีความสัมพันธ์กับสองท่านนั้นในเวลาเดียวกัน จึงเป็นเรื่องธ
Locked Chapter
Continue Reading on GoodNovel
Scan code to download App

Related chapters

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 231

    โหวอวี้ซูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกกังวลขึ้นมา“แม่นางชุ่ยจู ข้านำมาด้วย ก็อยากจะนำไปมอบให้คุณหนูของเจ้าด้วย...”ชุ่ยจูเอียงคอแล้วพูดอย่างสงสัยว่า “ท่านก็สามารถให้ข้าได้เหมือนกันนี่”ความหมายนั้นเรียบง่ายมาก สามารถมอบสิ่งของให้ได้ แต่ไม่สามารถเห็นตัวคนได้โหวอวี้ซูแทบจะกระอักเลือดออกมา“สิ่งนี้ล้ำค่ามาก...”ชุ่ยจูได้ยินดังนั้น ก็ส่งเสียงหึอย่างไม่พอใจและบอกว่า “มีของล้ำค่าอันใดบ้างที่คุณหนูของข้าไม่เคยเห็น ถ้าเจ้าบอกว่าของนั้นล้ำค่ามาก จนไม่กล้ามอบให้ข้า เช่นนั้นก็ช่างเถอะ เจ้าก็นำกลับไปด้วยซะ”พูดจบ ชุ่ยจูก็กำลังจะปิดประตูแต่จังหวะที่หันหัวมา ก็เห็นหลี่เฉินเข้าพอดีทันใดนั้นชุ่ยจูก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาเมื่อครู่นางไม่เห็นหลี่เฉินจริงๆ ดังนั้นจึงไม่ได้ทักทายหรือแสดงความเคารพ นี่เป็นอาชญากรรมครั้งใหญ่สาวใช้คนนั้นจ้องหลี่เฉินตาค้าง ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ หลี่เฉินจึงกล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้าอยากพบคุณหนูของเจ้า”ชุ่ยจูรู้สึกตื่นเต้น นางรีบเปิดประตูให้กว้างขึ้นและวิ่งออกมาจากถนนเส้นเล็กๆ เพื่อมาโค้งคำนับให้หลี่เฉิน แต่หลี่เฉินกลับยกมือขึ้นแล้วพูดว่า “ไม่ต้องสุภาพ แค่พาข้าเข้าไ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 232

    คำพูดของหลี่เฉิน ทำให้ซูจิ่นพ่าหน้าแดงเล็กน้อย นางกล่าวอย่างโมโหว่า “ฝ่าบาททรงหยิ่งผยองเกินไปแล้ว!”หลี่เฉินหัวเราะเสียงดัง “อย่างไรก็ตาม มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยอยู่แล้ว โหวอวี้ซูผู้นั้นเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่ไม่สลักสำคัญอันใด ในเมื่อเจ้าไม่สนเขา ไม่รับของขวัญจากเขา เช่นนั้นทำไมต้องไปสร้างปัญหาเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่มีเหตุผลด้วยล่ะ? ในคลังส่วนตัวของข้ามีฉินที่ชื่อลี่ว์ฉี่อยู่ตัวหนึ่ง ข้าจะมอบมันให้เจ้าแทนคำขอโทษดีไหม?”ซูจิ่นพ่าตาเป็นประกายมันเป็นท่าทางของคนตระหนี่เห็นเพชรพลอย หรือคนรักชาเห็นหลงจิ่งที่ดีที่สุดเห็นได้ชัดว่าแรงดึงดูดของลี่ว์ฉี่เหนือกว่า หลายเท่าเพียงแต่ท่าทางนี้ได้หายไปในชั่วพริบตา“ไม่เอาหรอก ข้าจะไม่รับสิ่งตอบแทนโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไร”เมื่อเห็นน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวของซูจิ่นพ่า หลี่เฉินก็พยักหน้า “ตกลง หากเจ้าไม่ต้องการก็ช่างเถอะ”“ซานเป่า”ซานเป่าที่ยืนอยู่ไกลๆ เมื่อได้ยินเสียงเรียก เขาก็รีบวิ่งเข้ามา“บ่าวอยู่”“ลี่ว์ฉี่นั่นจิ่นพ่าไม่ต้องการ แต่สิ่งที่ข้ามอบออกไปแล้วย่อมไม่มีเหตุผลต้องนำกลับคืน ดังนั้นส่งคนไปเผามันซะ” หลี่เฉินพูดเสียงเรียบ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 233

    ซูจิ่นพ่าเบิกตากว้างนางไม่ใช่คนเดียวที่ตะลึงกับฉากนี้แม้แต่ชุ่ยจูที่รับใช้อยู่ข้างๆ ก็ยังยืนอึ้งเหมือนคนโง่นางเคยเห็นคุณหนูของนางถูกหยอกล้อเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“มองหาความตายหรืออย่างไร?”เสียงที่น่ากลัวดังมาจากด้านข้างของชุ่ยจูนางเห็นซานเป่ากำลังยืนหันหลังให้กับองค์รัชทายาทและซูจิ่นพ่า เขาก้มหน้าลงกระซิบพูดกับชุ่ยจูชุ่ยจูรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยในจวนแม่ทัพใหญ่ นอกจากนายท่านผู้เฒ่าที่น่าเกรงขามเสียจนทำให้ผู้คนตกใจ แม้แต่นายน้อยก็ไม่ดุตัวเองแต่ขันทีเฒ่ามืดมนผู้นี้กลับมาดุนาง...เมื่อหันหลังให้สองท่านนั้น ชุ่ยจูก็พูดอย่างไม่มีความสุขว่า “เจ้าเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า!”ซานเป่าแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมโหด “กวางกงแห่งหน่วยบูรพา”ห้าคำนี้ ทำให้ชุ่ยจูตกใจจนหน้าถอดสีถึงแม้ว่านางจะเติบโตมาในจวนแม่ทัพใหญ่ และไม่สนใจโลกภายนอกมากแค่ไหน แต่ชุ่ยจูก็รู้ว่าหน่วยบูรพาเป็นสถานที่ที่น่ากลัวเพียงใด ส่วนกวางกง...แค่ตะโกนบนถนนก็ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ได้แล้ว“เจ้า!!!”โดยไม่รู้เลยว่าสาวใช้คนสนิทของตัวเองนั้นใกล้จะร้องไห้เต็มที ซูจิ่นพ่าในตอนนี้รู้สึกอายจนโมโหแทบตาย นางชักมือกลับมาร

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 234

    ซูเจิ้นถิงไม่สนใจความคิดที่อ่อนไหวของซูจิ่นพ่า แต่ส่งสัญญาณทางสายตาให้ซูผิงเป่ยเฝ้าอยู่ที่นี่ จากนั้นก็หันหัวเดินจากไปมองตามแผ่นหลังของซูเจิ้นถิง ซูจิ่นพ่าก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธ และกล่าวกับซูผิงเป่ยว่า “ใต้หล้านี้มีบิดาเช่นนี้ได้อย่างไร? ราวกับว่าเขาต้องการจะผลักข้าไปหาผู้อื่น!”ซูผิงเป่ยได้ยินดังนั้น เขาก็กลืนคำพูดที่ว่า ‘เจ้ารีบไปดูแลองค์รัชทายาทได้แล้ว ประเดี๋ยวพี่จะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูให้เอง’ ลงไป เขาไอค่อกแค่กและกล่าวว่า “ท่านพ่อเพียงหวังดีต่อเจ้า”“หวังดีต่อข้าอย่างไร? การรีบร้อนให้ข้าแต่งงานออกไปก็เพราะหวังดีต่อข้างั้นหรือ? เขาทำเพื่อตระกูลซูต่างหาก!”ซูผิงเป่ยขมวดคิ้วพูด “แล้วเจ้าไม่ใช่คนตระกูลซูหรอกหรือ? ทำเพื่อตระกูลซูก็เหมือนทำเพื่อเจ้า?”“จะเหมือนกันได้อย่างไร?”ซูจิ่นพ่ากล่าวด้วยความโกรธ “สิ่งที่พวกท่านเรียกว่าดี คือมรดกสืบทอดของตระกูล ความรุ่งโรจน์ และอำนาจ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาของข้า!”ซูผิงเป่ยแสดงสีหน้าเคร่งขรึม แม้กระทั่งเจือความดูถูกเล็กน้อย เขากล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าที่ฉลาดก็ควรจะเข้าใจเหตุผลถูกต้องไหม ตั้งแต่เล็กจนโต อาหารการกิน เสื

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 235

    “ไม่เกี่ยวกับเจ้า!”เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่เฉินซึ่งเป็นตัวต้นเหตุ ซูจิ่นพ่ามองอย่างไรก็รู้สึกไม่รื่นหูรื่นตานางนั่งหน้าฉินด้วยความโมโห สองมือวางบนตัก และหันหน้าหนีจากหลี่เฉินท่าทางแง่งอนของสาวน้อย ทำให้หลี่เฉินหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไรก็ตาม เขาไม่สนใจท่าทางไม่มีความสุขของซูจิ่นพ่า และโบกมือเรียกซูผิงเป่ยที่เฝ้าหน้าประตูอย่างซื่อสัตย์อยู่ไกลๆ ซูผิงเป่ยวิ่งเหยาะๆ ไปตามถนนเส้นเล็ก และใบหน้ามีรอยยิ้มประจบประแจงเสียจนซูจิ่นพ่ายิ่งมองยิ่งโมโห นางรู้สึกว่าพี่ชายตัวเองนั้น แทบจะเหมือนกับขันทีซานเป่าเข้าไปทุกที“ฝ่าบาท พระองค์ไม่บรรทมต่ออีกหน่อยหรือ”เมื่อซูผิงเป่ยมาถึงตรงหน้าหลี่เฉิน ก็ถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล“ไม่นอนแล้วล่ะ”หลี่เฉินบิดเอวอย่างเกียจคร้าน แต่ยังคงนอนอยู่บนเก้าอี้และไม่มีทีท่าว่าจะลุก เขากล่าวว่า “ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดมากมาย ทำให้นอนไม่หลับ แค่งีบสักพักก็พอ มิฉะนั้นน้องสาวของเจ้าจะยิ่งขุ่นเคืองมากขึ้น”ซูจิ่นพ่ากล่าวเสียงเย็นชา “พวกเจ้าอยากพูดอะไรก็พูดไปสิ จะลากข้ามาเอี่ยวด้วยทำไม เจ้าอยากนอนก็นอน อยากเอนก็เอน ใครจะกล้าว่าอะไรเจ้า”“จิ่นพ่า! เหตุใดถึงกล่าวกับฝ่าบาทเ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 236

    การแสดงออกของหลี่เฉินค่อยๆ จริงจังขึ้น เขาพยักหน้าให้ซูผิงเป่ยแล้วกล่าวว่า “หากข้าต้องการจะชนะ ก็ย่อมมีคนอยากให้ข้าพ่ายแพ้ ดังนั้นความยากที่แท้จริงของสงครามในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่สนามรบ แต่เป็นคลื่นกระแสน้ำที่มองไม่เห็นในราชสำนัก”“ด้วยสถานะและภูมิหลังของเจ้า คงจะลดทอนความยากลำบากนี้ลงได้บ้าง ”“แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเจ้าออกเดินทาง แรงกดดันและความยากลำบากจากทุกด้านก็จะถาโถมมาที่เจ้า”“ข้าอยากจะช่วยเจ้า แต่ความจริงก็คือกรมเหล่านั้นในราชสำนัก ส่วนใหญ่ล้วนเชื่อฟังสำนักราชเลขา ดังนั้นข้าจะบอกเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ทุกอย่างเจ้าจะต้องพึ่งพาตัวเองเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ข้ากับบิดาของเจ้าก็ไม่อาจช่วยเจ้าได้มากนัก”“ตอนนี้เจ้าเหมือนกับเป้าธนูที่ข้าผลักออกไป ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญหน้ากับโจรสลัดตงอิ๋ง แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับทวนเปิดเผย เกาทัณฑ์ลับของราชสำนักอีก”“ดังนั้นเจ้าต้องไม่คิดว่านี่คือโอกาสทองที่ข้ามอบให้เจ้า เพราะถ้าสงครามครั้งนี้ล้มเหลว การสูญเสียของเจ้านั้นเพียงเล็กน้อย แต่ชื่อเสียงทั้งหมดของตระกูลซูก็จะล่มสลาย”คำพูดของหลี่เฉิน ทำให้สีหน้าของซูผิงเป่ยตึงเครียดแม้ว่าก่อนหน้านี้ซูเจิ้นถิงจะบ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 237

    “ได้ๆ เจ้าคือซูผิงเป่ย อ๋องโหวแม่ทัพไม่ใช่ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์จากสวรรค์หรอกหรือ ยิ่งไม่ต้องพูดว่า เจ้าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่สุดในบรรดาเมล็ดพันธุ์ทั้งปวง”ซูจิ่นพ่าร้องเหอะ ยกชายกระโปรงขึ้นมาแล้วเดินออกไปจากลานของตัวเอง นางเดินไปพลางบ่นไปพลางว่า “ข้าพูดแบบหนึ่ง ตัวเจ้าคิดอีกแบบหนึ่ง แล้วจะยังมีประโยชน์อะไรล่ะ? เจ้าต้องมีคนข้างนอกให้กลัวจริงๆ บารมีไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างขึ้นมาได้ โดยอาศัยแค่คำพูด”ตอนนี้เองภายในห้องหนังสือ หลี่เฉินกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เจ้าบ้านของซูเจิ้นถิง ส่วนซูเจิ้นถิงก็นั่งอยู่บนเก้าอี้แขก เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านรักถนอมบุตรชายของท่านจริงๆ เพียงแต่ว่าการไม่บอกความจริงกับเขา ไม่ให้เขาได้เตรียมตัวใดๆ จนถึงตอนที่ทุกอย่างวุ่นวายขึ้นมา เขาจะไม่ลำบากหรอกหรือ”ซูเจิ้นถิงยิ้มอย่างขมขื่น “แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของฝ่าบาทได้ เพียงแต่ข้าได้วางแผนจัดการบางอย่างให้กับเขาแล้ว แม้ว่าสำนักราชเลขาจะใช้มือเดียวคลุมฟ้า แต่หลายปีที่ผ่านมา ตระกูลซูก็มีเส้นสายมากมายเช่นกัน”หลี่เฉินโบกมือแล้วกล่าวว่า “อย่าเพิ่งเคลื่อนไหว เส้นสายที่ท่านมี หากใช้ออกไปแล้วก็เท่ากับหม

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 238

    การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำให้หลี่เฉินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็โกรธจัดขึ้นมา“ฆ่าตัวตาย!? มันเป็นการฆ่าตัวตายหรือการฆาตกรรม!?”ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ แก่นแท้ของสถานการณ์ทั้งหมดไม่ใช่จ้าวเสวียนจีหรือแม้แต่หลี่เฉิน แต่เป็นต้วนจิ่นเจียงต้วนจิ่นเจียงสามารถเสี่ยงชีวิตและทรยศจ้าวเสวียนจี ก็เพื่อรักษาชีวิตของต้วนจั่งเหมียน บุตรชายเพียงคนเดียวของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้วนจั่งเหมียนมีความสำคัญต่อเขามากเพียงใดแต่ตอนนี้ต้วนจั่งเหมียนกลับเสียชีวิตคราวนี้สถานการณ์ที่แต่เดิมชัดเจน กลับกลายเป็นยุ่งอีนุงตุงนังขึ้นมา และการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้ทำลายสถานการณ์โดยรวมที่หลี่เฉินจัดเตรียมมาอย่างอุตสาหะเช่นนี้แล้วจะไม่ให้หลี่เฉินโกรธได้อย่างไรเห็นได้ชัดว่าซานเป่าก็รู้ว่าการตายของต้วนจั่งเหมียนนั้นจะก่อให้เกิดความวุ่นวายมากเพียงใด เขาจึงก้มหน้าลง ไม่กล้าเงยหน้ามองสีหน้าหลี่เฉิน “ข่าวนี้เพิ่งออกมาจากเรือนจำ เดิมทีต้วนจั่งเหมียนก็ได้รับการปกป้องจากองครักษ์เสื้อแพรเป็นอย่างดี อาหารการกินก็ดูแลเป็นอย่างดี นอกจากอิสรภาพแล้ว การใช้ชีวิตของเขาก็ดีพอๆ กับตอนที่อยู่ข้างนอก และตลอดเวลาที่ผ่านม

Latest chapter

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 922

    ในอดีต อู๋ชิงชาง เคยมีอิทธิพลสูงสุดในหมู่แม่ทัพแห่งต้าฉิน ทุกคนต่างคาดหวังว่าเขาจะกลายเป็น เทพแห่งสงครามคนที่สอง แต่ในเวลาที่ไม่มีใครคาดคิด เขากลับ หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยต้าสิงฮ่องเต้เพียงประกาศพระราชโองการสั้นๆ ว่ามีภารกิจอื่น จากนั้นก็ปลดเขาออกจากทุกตำแหน่งและริบอำนาจทางทหารทั้งหมด หลังจากนั้น ไม่มีผู้ใดเคยได้ยินข่าวของเขาอีกเลยจนกระทั่ง อู๋ปานซาน น้องชายของเขาได้รับแต่งตั้งเป็น แม่ทัพพิทักษ์ด่านเย่ว์หยา ผู้คนจึงหวนรำลึกถึงอดีตของน้องชายของเขาอีกครั้งทว่าจวบจนปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าอู๋ชิงชางหายไปที่ใดหลี่เฉินมองชายร่างกำยำที่อยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ "เดิมทีเจ้าน่าจะมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ที่สุด แต่กลับต้องใช้ชีวิตอย่างเงียบงันในศาลบูรพกษัตริย์นานถึงยี่สิบปี?"อู๋ชิงชางหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงปลอดโปร่ง "สายฟ้าและสายฝน ล้วนเป็นพระเมตตา ออกศึกฆ่าศัตรูเพื่อสร้างชื่อ ย่อมเป็นเรื่องที่เร้าใจ แต่หากฮ่องเต้ทรงบัญชาให้ข้ากวาดลานศาลบูรพกษัตริย์ไปชั่วชีวิต ก็ถือเป็นภารกิจของข้าเช่นกัน""เหตุผลล่ะ?"หลี่เฉินถามต่อ "เสด็จพ่อไม่มีทางให้เจ้ากวาดศาลบูรพกษัตริย์โดยไม่มีเหตุผลแ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 921

    หลี่เฉินถึงกับตกตะลึงเขาไม่คาดคิดว่าชายตรงหน้าจะกล่าวถึง ต้าสิงฮ่องเต้ ว่าเป็นจักรพรรดิผู้เปี่ยมอัจฉริยภาพเมื่อครุ่นคิดดูแล้ว เสด็จพ่อของเขาครองราชย์มาหลายปี แต่กลับไม่มีผลงานใดโดดเด่นนักคลังหลวงก็ยังคงขัดสนด้านการบริหารบ้านเมืองก็ไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม ส่วนทางด้านการทหาร ขนาดค่าจ้างทหารยังแทบจะหาไม่ได้ แค่สามารถรักษาสถานะปัจจุบันของจักรวรรดิไว้ได้ ก็นับว่าดีแล้ว เช่นนี้แล้ว ไฉนจึงจัดอยู่ในอันดับสามของจักรพรรดิผู้เปี่ยมอัจฉริยภาพได้?ชายผู้นั้นดูเหมือนจะรู้ว่าหลี่เฉินต้องเกิดความฉงน เขาจึงกล่าวว่า "สิ่งที่ผู้คนเห็น มักเป็นเพียงสิ่งที่มีคนอยากให้เห็น สำหรับราชวงศ์นี้ มีหลายเรื่องที่ฝ่าบาทไม่ประสงค์ให้คนภายนอกรับรู้ ดังนั้น คนที่เข้าใจความจริงจึงมีน้อยยิ่งนัก"คำพูดนี้เหมือนพูดไปเปล่าๆหลี่เฉินไม่ได้ใส่ใจคำกล่าวนั้นแม้แต่น้อยในสายตาของเขา ต้าสิงฮ่องเต้แม้จะมีวิธีการที่น่าสะพรึงบ้าง แต่หากพูดถึงการบริหารบ้านเมืองแล้วพระองค์ก็ไม่ได้ทำให้ต้าฉินรุ่งเรืองขึ้นแม้แต่น้อยชายผู้นั้นสังเกตเห็นสีหน้าของหลี่เฉินที่ดูไม่แยแส จึงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ความจริงแล้ว เมื่อฝ่าบา

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 920

    "ผู้คนต่างสรรเสริญ จักรพรรดิอู่จง ว่าเป็นผู้สร้างเกียรติภูไม่อันยิ่งใหญ่ให้ต้าฉินนับแต่สมัยไท่จู่พวกเขายังสรรเสริญ จักรพรรดิเหวินจง ว่าเป็นผู้สร้างยุคทองแห่งวัฒนธรรมอันรุ่งเรืองยาวนานถึงสามสิบปีแต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ระหว่างอู่จงกับเหวินจง ยังมีจักรพรรดิ จิ่งเหรินจง ซึ่งในปีแรกที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ต้องเผชิญกับคลังหลวงที่ว่างเปล่าเพราะสงครามยาวนาน และราษฎรที่ยากจนถึงขีดสุดประเทศที่เต็มไปด้วยทหาร ผู้คนชินชากับการรบพุ่ง และราชสำนักที่ก้าวไปสู่เส้นทางแห่งสงครามจนเกินพอดี""จิ่งเหรินจง ครองราชย์ได้สิบห้าปี ตลอดเวลานี้ พระองค์ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูชีวิตราษฎร และสะสางปัญหาที่ อู่จงฮ่องเต้ ทิ้งไว้ให้ แต่ยังทำให้คลังหลวงมีเงินสะสมกว่า สามหมื่นล้านตำลึงเงิน ก่อนส่งราชบัลลังก์ต่อให้เหวินจงฮ่องเต้ ด้วยรากฐานที่มั่นคงเช่นนี้ การสร้างยุคทองทางวัฒนธรรมของเหวินจงจึงไม่ใช่เรื่องยาก""กล่าวได้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของความสำเร็จแห่งยุค ต้องยกให้แก่ จิ่งเหรินจง"หลี่เฉินฟังจบก็เห็นพ้องต้องกันแท้จริงแล้ว ฮ่องเต้ที่ได้รับการยกย่องจากคนรุ่นหลัง หลายพระองค์ไม่ได้สร้างความสำเร็จด้วยพระองค์เองทั้งหมดตั

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 919

    ภายในศาลบูรพกษัตริย์ พื้นที่กว้างขวางโอ่อ่าทอดยาวขึ้นสู่เพดานสูงลิ่ว ด้านหน้ามุขหลักคือกำแพงทั้งผืนที่เรียงรายด้วยพระบรมสาทิสลักษณ์ของเหล่าฮ่องเต้แห่งต้าฉินในอดีตตรงกลางส่วนบนสุด โดดเด่นที่สุด คือภาพวาดและป้ายวิญญาณของปฐมจักรพรรดิต้าฉิน—ไท่จู่ถัดลงมา คือฮ่องเต้รุ่นต่อมา เช่น ไท่จง ซื่อจง เกาจง ไล่เรียงลงมาเป็นลำดับตามสายโลหิตแล้ว คนเหล่านี้ก็คือบรรพชนของร่างกายที่หลี่เฉินสวมอยู่ในตอนนี้สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ ภายในศาลบูรพกษัตริย์ กลับยังมีชายวัยกลางคนสวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม ปลายผมเริ่มแซมขาว แต่ร่างกายยังดูแข็งแกร่งกำยำ กำลังปัดกวาดพื้นอยู่เมื่อสายตาหลี่เฉินสบกับเขา อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมองมาทางเขาเช่นกันทั้งสองไม่รู้จักกันมาก่อนแต่การที่พบกันในสถานที่แห่งนี้ ย่อมทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกฉงนสนเท่ห์ในตัวตนของอีกฝ่าย“ท่านเป็นใคร?” หลี่เฉินเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนชายคนนั้นวางไม้กวาดลง ก่อนตอบเรียบๆ “เพียงราษฎรแห่งต้าฉินเท่านั้น”หลี่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา “ต้าฉินมีราษฎรเป็นล้านๆ คน แต่ผู้ที่เข้ามาที่นี่ได้ มีเพียงหยิบมือเดียว”“ก็จริง”ชายคนนั้นพยักหน้า ก่อนแ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 918

    เหล่าแม่ทัพทำงานให้ราชสำนักจนสุดกำลัง แต่สุดท้ายกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือ ครอบครัวของพวกเขาถูกจับเป็นตัวประกัน เช่นนี้แล้วใครเล่าจะยอมรับได้?ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งแม่ทัพผู้พิทักษ์ด่านเย่ว์หยานั้นมีหน้าที่และอำนาจสำคัญยิ่ง หากข่าวเรื่องนี้รั่วไหลออกไป และตกไปอยู่ในมือของผู้ที่มีเจตนาร้าย ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือปั่นป่วนเบื้องหลัง ย่อมอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงดังนั้น เรื่องนี้จึงถูกจัดเป็นหนึ่งในความลับที่สำคัญที่สุดของจักรวรรดิต้าฉิน ซึ่งมีเหตุผลอันสมควรทว่า ความลับเช่นนี้ ไฉนต้าสิงฮ่องเต้จึงบอกกับซูเจิ้นถิงไปตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน?พระองค์ทรงคาดการณ์แล้วว่าสถานการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นแน่นอน หรือว่าตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน พระองค์ก็ได้ล่วงรู้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่างของจ้าวเสวียนจีแล้ว?ข่าวที่มาถึงอย่างกะทันหัน ทำให้ความคิดของหลี่เฉินสับสนในทันทีเขารู้สึกอย่างประหลาด ตั้งแต่ตนเองรับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการ ปัญหามากมายที่เกิดขึ้น ล้วนดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การเตรียมการของเสด็จพ่อผู้ที่นอนอ่อนแรงอยู่บนพระแท่นบรรทมอำนาจของหน่วยบูรพา พันธไมตรีทางการเมืองของตระกูลซู แม้กระทั่งความลับท

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 917

    คำพูดของซูเจิ้นถิงทำให้หลี่เฉินรู้สึกเบาใจขึ้นไม่น้อยไม่ว่าจะเป็นนิสัยหรือสถานะของซูเจิ้นถิง หากเขาสามารถยืนยันได้อย่างมั่นใจว่าด่านเย่ว์หยาจะไม่ก่อกบฏ เช่นนั้น เรื่องนี้ก็มีความน่าเชื่อถืออยู่มากหลี่เฉินขบคิดเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า "แม่ทัพซู ด่านเย่ว์หยาไม่อาจเกิดเรื่องได้ และยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ให้กองทัพเหลียวบุกเข้ามาได้"ซูเจิ้นถิงยิ้มขื่น กล่าวว่า "หลักการคือเช่นนั้น แต่ด่านเย่ว์หยาเป็นระบบปิดมาโดยตลอด อย่าว่าแต่ราชสำนักเลย แม้แต่หนิงอ๋องที่พยายามทุกวิถีทางมาตลอดหลายปีเพื่อเจาะเข้าไปในด่านเย่ว์หยาก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากจ้าวเสวียนจีได้วางหมากเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เราอยากจะพลิกสถานการณ์ให้ได้ในเวลาอันสั้นก็เป็นเรื่องยากเยี่ยงขึ้นสวรรค์""ภายในด่านเย่ว์หยา มีทหารพร้อมรบหกหมื่นนาย ทั้งหมดล้วนเป็นทหารผ่านศึกและทหารชั้นยอด นอกจากนี้ยังมีทหารสำรองอีกไม่น้อยกว่าสิบหมื่นคน พวกเขาทำงานปกติในยามสงบ แต่ก็ฝึกซ้อมอยู่เสมอ หากแนวป้องกันของด่านเย่ว์หยาตกอยู่ในภาวะวิกฤติ คนเหล่านี้สามารถสวมเกราะ หยิบอาวุธ และเข้าร่วมรบได้ในทันที""นอกจากนี้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวป้องกันด่านเย่ว์หยา

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 916

    คำกล่าวของสวีฉังชิงในตอนนี้ ทำให้สวีจวินโหลวรู้แจ้งประหนึ่งเปิดประตูสู่ปัญญาเขารู้สึกราวกับตนได้เปิดมุมมองใหม่ในการทำงาน อีกทั้งยังได้เปิดประตูสู่หัวใจของผู้คน"ท่านลุง หลานได้รับคำสอนแล้ว"สวีจวินโหลวถอยหลังหนึ่งก้าว ค้อมกายคารวะ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ "ก่อนหน้านี้ หลานเคยคิดว่าตนสอบผ่านเป็นทั่นฮวาในการสอบจอหงวน จึงมักมีความเย่อหยิ่งอยู่บ้าง และไม่ค่อยเห็นค่าของเหล่าขันทีและข้ารับใช้ในตำหนักบูรพา""แต่บัดนี้ หลานเข้าใจแล้ว ไม่ว่าผู้นั้นจะมีฐานะหรือที่มาสูงต่ำเพียงใด หากสามารถเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ก็ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพียงเช่นนี้ การทำงานจึงจะราบรื่น และสามารถบรรลุเป้าหมายได้ง่ายขึ้น ความเย่อหยิ่งของบัณฑิต แท้จริงแล้วไร้ซึ่งประโยชน์โดยสิ้นเชิง"เมื่อเห็นว่าสวีจวินโหลวเข้าใจในสิ่งที่ตนต้องการสื่อ สวีฉังชิงก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนักเขาตบไหล่ของสวีจวินโหลวอย่างหนักแน่น พร้อมกล่าวว่า "ไปเถิด วันนี้ลุงหลานเราดื่มกันให้เต็มที่สักหน่อย!"ณ พระที่นั่งสีเจิ้ง หลี่เฉินกำลังจิบชาร่วมกับซูเจิ้นถิง"องค์รัชทายาททรงวางแผนอย่างรอบคอบ คิดว่าใต้เท้าสวีคงเข้าใจได้" ซูเจิ้นถิงรับฟังเ

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 915

    เมื่อขันทีจากไป สีหน้าหม่นหมองของสวีฉังชิง ก็จางหายไปโดยสิ้นเชิง ในใจของเขาตอนนี้มีเพียง ความรู้สึกขอบคุณและความตื่นเต้นเขารู้สึกขอบคุณองค์รัชทายาทที่ทรงพระเมตตา และรู้สึกตื่นเต้นที่ตระกูลสวีกำลังมีโอกาสรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้งการได้รับตำแหน่งภรรยาขุนนางขั้นห้า ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าองค์รัชทายาทยังให้ความสำคัญกับตระกูลของเขาเมื่อนึกถึงอนาคตที่อาจมีกลุ่มขุนนางที่นำโดยตระกูลสวีเกิดขึ้นในราชสำนัก สวีฉังชิงก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั้งร่างเขาโบกมืออย่างตื่นเต้นและกล่าวเสียงดัง “พวกเจ้าทุกคน! วันนี้เบี้ยเลี้ยงของพวกเจ้าจะเพิ่มขึ้นอีกสองเดือน! และให้โรงครัวเตรียมอาหารอย่างดี ทุกคนในจวนสามารถกินดื่มได้เต็มที่!”เมื่อได้ยินเช่นนี้ ข้ารับใช้ในจวนต่างส่งเสียงออกมาด้วยความดีใจสวีฉังชิงหัวเราะเสียงดัง แต่เมื่อเขาหันกลับมาก็เห็น สวีจวินโหลวทำท่าทางเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ลังเล“เป็นอะไรไป?” สวีฉังชิงเอ่ยถามสวีจวินโหลวอึกอักไปชั่วครู่ก่อนจะกล่าว “ท่านลุง...ขันทีที่มาส่งพระราชโองการนั้น ในตำหนักบูรพายังมีตำแหน่งต่ำกว่าข้าเสียอีก ถือว่าเป็นคนใต้บังคับบัญชาข้า ข้าควรจะปฏิบัติต่อเขาอย่าง

  • รัชทายาทจอมเจ้าเล่ห์   บทที่ 914

    ราชโองการหนึ่งฉบับ เนื้อหาไม่ยาวนักแต่ในคำไม่กี่ประโยคนั้น กลับเป็นสัญลักษณ์ของ พระมหากรุณาธิคุณและความไว้วางพระทัยอย่างใหญ่หลวงต่อตระกูลสวีในราชวงศ์นี้ภรรยาขุนนางชั้นห้า ได้รับการแต่งตั้งเพียงน้อยนิด ต้าสิงฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้เฉพาะเชื้อพระวงศ์และขุนนางใกล้ชิดไม่กี่คนเท่านั้นในช่วงแรกที่ขึ้นครองราชย์ จากนั้นก็ไม่มีการแต่งตั้งอีกเลยแต่ภายใต้การปกครองขององค์รัชทายาทหลี่เฉิน มารดาของจ้าวหรุ่ยเป็นคนแรก นางหลิวแห่งตระกูลสวีเป็นคนที่สองนี่เป็นสัญญาณว่า สถานะของสองลุงหลานแห่งตระกูลสวีในตำหนักบูรพานั้นมั่นคงอย่างยิ่งสวีฉังชิงถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความตื้นตันต่างจากสวีจวินโหลวที่ยังเยาว์วัย คิดเพียงแต่ความปลาบปลื้ม เขากลับคิดไปไกลกว่านั้นเขาตระหนักได้ทันทีว่า นี่คือรางวัลและการปลอบโยนจากองค์รัชทายาทองค์รัชทายาทกำลังบอกเขาผ่านสวีจวินโหลวว่า ตำหนักบูรพายังคงไว้วางใจเขา ความพยายามของเขาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา องค์รัชทายาทล้วนมองเห็นด้วยความซาบซึ้งใจอย่างสุดซึ้ง เขาคุกเข่ากราบลงกับพื้น ศีรษะกระแทกกับพื้นอย่างแรง สวีฉังชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "กระหม่อม ขอบพระทัยในพระมห

Scan code to read on App
DMCA.com Protection Status