ก่อนที่หลินฉิงอันจะเริ่มสอนน้องชายทั้งสองเพาะถั่วงอก หลินฉางหยูตระหนักว่าพวกเขาต้องการภาชนะจำนวนมากสำหรับเพาะถั่วงอก เขาจึงตัดสินใจที่จะไปขอซื้อถังไม้เก่าๆ จากชาวบ้านในหมู่บ้านต้าไห่
ในเช้าวันหนึ่ง หลินฉางหยูได้นำเกวียนลาไปยังบ้านแต่ละหลังในหมู่บ้าน เพื่อสอบถามว่าใครมีถังไม้เก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้วบ้าง
เมื่อชาวบ้านเห็นหลินฉางหยูมาพร้อมกับเกวียนลา พวกเขาต่างก็ออกมาทักทายด้วยความสงสัย
“ฉางหยู เจ้ามาที่บ้านข้าแต่เช้า มีธุระอันใดหรือ?” ชาวบ้านคนหนึ่งถาม
“ข้ามาขอซื้อถังไม้เก่าๆ จากพวกท่าน หากท่านใดมีถังไม้ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ข้าขอซื้อต่อในราคาเล็กน้อย” หลินฉางหยูตอบด้วยความเกรงใจ
ชาวบ้านต่างพากันแปลกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเขาไม่เข้าใจว่าหลินฉางหยูจะนำถังไม้เก่าๆ ไปทำอะไร เพราะถังเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ผุพังและไม่สามารถใช้งานได้แล้ว
“ฉางหยู เจ้าจะนำถังเก่าๆ เหล่านี้ไปทำอะไรกัน? ถัง
ขณะที่ทุกคนกำลังช่วยกันเก็บฟืน หลินฉางหยูก็เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับควันจากการเผาถ่าน เขาเกรงว่าควันเหล่านั้นจะลอยไปรบกวนชาวบ้านในหมู่บ้าน“อันเออร์ พ่อกังวลเรื่องควันจากการเผาถ่าน หากเราเผาถ่านที่บ้าน ควันเหล่านั้นอาจจะรบกวนชาวบ้านคนอื่นๆ ได้” หลินฉางหยูกล่าวด้วยสีหน้ากังวลหลินฉิงอันเข้าใจถึงความกังวลของท่านพ่อนาง นางจึงเสนอความคิดที่จะเผาถ่านบนเขาแทน เพื่อหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้อื่น“ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าคิดว่าเราควรจะเผาถ่านบนเขาแทนที่จะนำฟืนลงไปที่บ้าน บริเวณนี้ห่างไกลจากบ้านเรือนผู้คน ควันจากการเผาถ่านจะไม่รบกวนใคร” หลินฉิงอันเสนอหลินฉางหยูพิจารณาดูแล้วเห็นว่าความคิดของลูกสาวนั้นถูกต้องและเหมาะสมที่สุด บริเวณที่พวกเขาอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน และมีลมพัดอยู่เสมอ ควันจากการเผาถ่านจะจางหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว“เจ้าพูดถูกแล้ว อันเออร์ การเผาถ่านบนเขาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้” ห
ก่อนที่แสงเงินแสงทองจะทอประกายจับขอบฟ้า ครอบครัวหลินก็ตื่นขึ้นมาด้วยภารกิจสำคัญ นั่นคือการเก็บถั่วงอกที่หลินฉิงอันได้เพาะปลูกไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อนำไปส่งให้กับเถ้าแก่หลิวที่โรงเตี๊ยมไห่ถัง พร้อมกับปลาสดๆ อีกสองร้อยตัวหลินฉิงอันนำทุกคนไปยังบริเวณที่วางถังเพาะถั่วงอก ถั่วงอกขาวอวบอ้วนเบียดเสียดกันแน่นถัง ดูน่ารับประทานยิ่งนัก หลินฉิงอันอธิบายวิธีการเก็บถั่วงอกอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ถั่วงอกช้ำหรือเสียหาย“เราต้องค่อยๆ เด็ดถั่วงอกขึ้นมาทีละกำ ระวังอย่าให้รากขาด และต้องเลือกเฉพาะถั่วงอกที่สมบูรณ์เท่านั้น” หลินฉิงอันกล่าวทุกคนช่วยกันเก็บถั่วงอกอย่างตั้งใจ หลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางแม้จะยังเด็ก แต่ก็พยายามทำตามคำแนะนำของพี่สาวอย่างเต็มที่ พวกเขาค่อยๆ เด็ดถั่วงอกใส่ตะกร้าไม้สานอย่างเบามือหลังจากเก็บถั่วงอกเสร็จ หลินฉิงอันก็นำถั่วงอกไปล้างทำความสะอาดอีกครั้ง และผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ก่อนที่จะบรรจุลงในตะกร้าที่รองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อรักษาความสดของถั่วง
เมื่อรุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน ครอบครัวหลินก็ตื่นขึ้นมาด้วยความหวังและความตื่นเต้น วันนี้เป็นวันที่พวกเขาจะขึ้นเขาไปตรวจสอบเตาเผาถ่านที่พวกเขาได้สร้างไว้เมื่อสามวันก่อน พวกเขาหวังว่าการเผาถ่านครั้งแรกนี้จะเป็นไปด้วยดี และพวกเขาจะได้ถ่านที่มีคุณภาพดีไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงหลินอ้ายตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ เพื่อเตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคนในครอบครัว นางทำข้าวต้มร้อนๆ และผักดองรสชาติดี เพื่อให้ทุกคนได้รับประทานก่อนที่จะออกเดินทางหลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ทุกคนก็ช่วยกันเตรียมของสำหรับการขึ้นเขา หลินฉางหยูตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ขวาน จอบ เสียม และเชือก ส่วนหลินฉิงอันตรวจสอบผ้าเช็ดหน้าและถุงมือ เพื่อป้องกันความเย็นหลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางกระตือรือร้นเป็นพิเศษ พวกเขาอยากจะขึ้นเขาไปดูเตาเผาถ่านและช่วยพ่อแม่ทำงาน พวกเขาช่วยกันเก็บกิ่งไม้เล็กๆ และใบไม้แห้งใส่ตะกร้า เพื่อใช้สำหรับก่อไฟเมื่อทุกอย่างพร้อม หลินฉางหยูก็นำครอบครัวออกเดินทางขึ้นเขาอีกครั
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินฉางหยูและหลินอ้ายก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลินฉิงอันจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะการส่งลูกชายไปเรียนหนังสือต้องใช้เงินทองจำนวนมาก ซึ่งพวกเขาไม่เคยมีมาก่อน แต่สำหรับหลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยาง เมื่อได้ยินพี่สาวพูดถึงเรื่องการเรียนหนังสือ ดวงตาของพวกเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ความปรารถนาที่ซ่อนไว้ในใจมานานแสนนานกำลังจะกลายเป็นจริงความจริงแล้ว หลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางมีความใฝ่ฝันที่จะได้เรียนหนังสือมานานแล้ว หลังจากที่พวกเขาได้เห็นจูไห่เฟิง ลูกพี่ลูกน้องของพวกเขาได้เข้าไปเรียนหนังสือในอำเภอตั้งแต่ยังเด็ก พวกเขาก็ยิ่งอยากที่จะได้เรียนรู้และศึกษาเช่นกัน พวกเขาอยากที่จะสอบเข้ารับราชการเป็นขุนนาง เพื่อที่จะได้มีตำแหน่งและอำนาจ ซึ่งจะสามารถดูแลและสนับสนุนครอบครัวของพวกเขาให้มีความสุขสบายมากยิ่งขึ้น“จริงหรือขอรับพี่ใหญ่! พวกเราจะได้ไปเรียนหนังสือจริงๆ หรือขอรับ!” หลินฉิงเฉิงถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“จริงสิ ฉิงเฉิง ฉิงหยาง พี่ใหญ่พูดจ
หลินฉิงอันและหลินฉางหยูมองหน้ากันด้วยความกังวล พวกเขารู้ว่าพวกเขาต้องช่วยเหลือชายหนุ่มคนนี้“เราต้องพาเขากลับบ้าน” หลินฉิงอันกล่าว“แต่เขาบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ เราจะพาเขากลับบ้านได้อย่างไร?” หลินฉางหยูถามด้วยความกังวลหลินฉิงอันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจ“เราจะช่วยกันประคองเขากลับไปที่บ้านของเราก่อน แล้วค่อยคิดหาทางช่วยเหลือเขาต่อไป” หลินฉิงอันกล่าวหลินฉางหยูพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาจึงช่วยกันประคองชายหนุ่มกลับไปยังบ้านของพวกเขาอย่างช้าๆ หลังจากที่หลินฉิงอันและหลินฉางหยูช่วยกันประคองชายหนุ่มที่บาดเจ็บมาได้ระยะหนึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางกลับมาถึงบ้านเล็กๆ ของตนจนได้ แสงตะวันเริ่มอ่อนแสงลง บรรยากาศรอบๆ เริ่มมืดครึ้มเมื่อหลินอ้ายเห็นสองพ่อลูกประคองชายหนุ่มที่อยู่ในสภาพอิดโรยและมีเลือดเปรอะเปื้อนมา นางก็ตกใจเป็นอย่างมาก นางรีบเข้ามาช่วยเหลือและสอบถามถึงเหตุกา
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินฉางหยูและหลินฉิงอันก็เดินทางไปยังโรงหมออีกครั้งตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับท่านหมอ พวกเขาอยากจะทราบอาการของชายหนุ่มและดูว่าเขาฟื้นคืนสติหรือยังเมื่อมาถึงโรงหมอ พวกเขาก็ตรงไปยังห้องพักของผู้ป่วย ชายหนุ่มยังคงนอนอยู่บนเตียง แต่สีหน้าของเขาดูสดใสขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อยเมื่อเห็นสองพ่อลูกเข้ามาในห้อง ผู้ช่วยหมอก็เข้ามาทักทายและบอกว่าชายหนุ่มเพิ่งจะฟื้นคืนสติได้ไม่นาน“เมื่อครู่เขาก็เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน พวกท่านมาได้ถูกเวลาพอดี” ผู้ช่วยหมอกล่าวหลินฉางหยูและหลินฉิงอันเดินเข้าไปใกล้เตียง ชายหนุ่มมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่อ่อนแรง แต่ก็มีแววขอบคุณอยู่ในนั้น“ท่าน… ท่านเป็นคนช่วยข้าไว้หรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้งหลินฉางหยูพยักหน้าและยิ้มให้ชายหนุ่ม“ใช่แล้ว พวกเราเป็นคนพบท่านในป่า” หลินฉางหยูกล่าว
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มทอประกายบนท้องฟ้า หลินฉางหยูและหลินฉิงอันก็ตื่นขึ้นมาด้วยภารกิจที่ต้องทำ พวกเขาต้องดูแลเหิงจิ้งกั๋วและเตรียมตัวเดินทางไปส่งปลาและถั่วงอกที่โรงเตี๊ยมไห่ถังแม้จะเป็นเวลากลางยามอิ๋น (ประมาณ 03:00-05:00 น.) ซึ่งถือว่าเช้าตรู่มาก แต่สองพ่อลูกก็ต้องรีบปลุกเหิงจิ้งกั๋วขึ้นมา เพื่อทำแผลและเปลี่ยนผ้าพันแผลตามคำแนะนำของท่านหมอหลินฉิงอันเข้าไปในห้องพักของเหิงจิ้งกั๋วอย่างเงียบ ๆ นางเห็นว่าเขายังคงหลับสนิทอยู่ จึงค่อยๆ ปลุกเขาอย่างอ่อนโยน“คุณชายเหิง… คุณชายเหิง ได้เวลาทำแผลแล้วเจ้าค่ะ” หลินฉิงอันกระซิบเบาๆเหิงจิ้งกั๋วค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นหลินฉิงอัน เขาก็พยักหน้าและพยายามลุกขึ้นนั่ง หลินฉิงอันจึงเข้าไปช่วยพยุงเขาอย่างระมัดระวัง หลินฉางหยูเตรียมน้ำอุ่นและผ้าสะอาดไว้พร้อมแล้ว เขาร่วมมือกับหลินฉิงอันทำความสะอาดบาดแผลของเหิงจิ้งกั๋วอย่างเบามือ และเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่“บาดแผลดูดีขึ
หลังจากที่หลินฉางหยูและหลินฉิงอันออกเดินทางขึ้นเขาไปแล้ว เหิงจิ้งกั๋วก็ได้รับประทานข้าวต้มที่หลินอ้ายเตรียมไว้ให้จนหมดชาม เขารู้สึกว่าร่างกายมีเรี่ยวแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังคงอ่อนเพลียอยู่มากหลังจากที่หลินอ้ายเก็บชามข้าวต้มไปแล้ว หลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางก็เข้ามาในห้องพักของเหิงจิ้งกั๋ว พวกเขานั่งลงบนเก้าอี้เล็กๆ สองตัวที่อยู่ข้างเตียง และจ้องมองเหิงจิ้งกั๋วด้วยสายตาใคร่รู้และสำรวจเหิงจิ้งกั๋วรู้สึกได้ถึงสายตาของเด็กทั้งสอง เขายิ้มเล็กน้อยและมองตอบเด็กแฝดทั้งสองจ้องมองเหิงจิ้งกั๋วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหันมาพยักหน้าให้กันอย่างเห็นพ้องต้องกัน“ท่านหน้าตาดีกว่าทุกคนในหมู่บ้านของเราอีกนะขอรับ” หลินฉิงเฉิงเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา“ใช่แล้ว แม้แต่ท่านพ่อที่พวกเราคิดว่าหน้าตาดีแล้ว เมื่อเทียบกับท่านก็ยังห่างกันมาก” หลินฉิงหยางเสริมเหิงจิ้งกั๋วถึงกับหัวเราะเบาๆ กับคำพูดที่ตรงไปตร
หลังจากที่หลินฉางหยู หลินอ้าย และหลินฉิงอัน ออกเดินทางจากอำเภอไห่ตง พวกเขาใช้เวลาเดินทางอีกพักใหญ่ก็มาถึงหมู่บ้านฉิงไห่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอ บรรยากาศของหมู่บ้านดูเงียบสงบ แตกต่างจากความคึกคักของตลาดในอำเภอเมื่อเกวียนลาของครอบครัวหลินเคลื่อนตัวเข้าไปในหมู่บ้าน พวกเขาก็สังเกตเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านเหล่านั้นหันมามองพวกเขาด้วยสายตาที่แปลกประหลาด บางคนมองด้วยความสงสัย บางคนมองด้วยความประหลาดใจ และบางคนมองด้วยความเห็นใจหลินฉิงอันสังเกตเห็นสายตาของชาวบ้านเหล่านั้น นางรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดพวกเขาจึงมองมาที่ครอบครัวของนางเช่นนั้น นางจึงหันไปถามหลินอ้ายผู้เป็นแม่“ท่านแม่เจ้าคะ เหตุใดชาวบ้านเหล่านั้นจึงมองพวกเราเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?” หลินฉิงอันถามด้วยความสงสัยหลินอ้ายเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของนางที่ฉิงไห่ นางพยายามมองหาความคุ้นเคยจากชาวบ้านเหล่านั้น แต่ก
หลินฉางหยูลุกขึ้นขอบคุณผู้ใหญ่บ้านหลี่ ก่อนส่งเขาออกจากบ้านไปพร้อมรอยยิ้ม ตอนนี้ถึงแม้ที่บ้านจะใช้เงินมากในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่หลินฉางหยูก็จำได้ว่าลูกสาวของเขาบอกว่ามันคือการลงทุนที่คุ้มค่า เขาจึงยอมให้ภรรยานำเงินออกมาใช้จ่ายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นหลังเวลาอาหารเที่ยงครึ่งชั่วยาม ผู้ใหญ่บ้านก็พาชาวบ้านสิบคนพร้อมเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับปรับหน้าดินและตัดไม้ทำรั้วให้บ้านหลิน หลินฉางหยูขอบคุณผู้ใหญ่บ้านก่อนที่เขาจะจากไปแล้วปล่อยให้ชาวบ้านรับฟังงานที่หลินฉางหยูจะให้พวกเขาทำ“ข้าต้องรบกวนพวกท่านแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มขอรับ กลุ่มหนึ่งติดตามข้าและโจวซานขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่มาไว้สำหรับทำรั้วรอบที่ดิน โดยให้รั้วเชื่อมต่อกับที่บ้านของข้าขอรับ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งให้ปรับหน้าดินรอไปก่อน หลังจากได้ไม้ไผ่มากพอแล้ว พวกท่านค่อยรวมกลุ่มกันทำรั้วก่อนแล้วค่อยปรับที่ดินทีหลัง”ชาวบ้านรับคำสั่งของหลินฉางหยู พวกเขาแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มแล้วแยกย้ายกันไปทำงานทันที งานปรับหน้าดินมีเฉียนซื่อคอยควบคุมแทนหลิน
หลังจากที่หลินฉางหยู หลินอ้าย และหลินฉิงอัน ได้ปรึกษาหารือกันเรื่องการปรับพื้นที่ดินและสร้างรั้ว พวกเขาตัดสินใจว่าจะจ้างชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วยทำงาน เนื่องจากที่ดินมีขนาดใหญ่ การทำเองทั้งหมดคงต้องใช้เวลานานเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น หลินฉางหยูจึงเรียกโจวซานและเฉียนซื่อมาพบ“โจวซาน เฉียนซื่อ พวกเจ้าว่างหรือไม่? ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วยงานเล็กน้อย” หลินฉางหยูกล่าว“พวกเราว่างขอรับ นายท่าน มีอะไรให้พวกเราช่วยหรือขอรับ?” โจวซานและเฉียนซื่อตอบพร้อมกัน“ข้าต้องการให้พวกเจ้าขึ้นเขาไปกับข้าและฉิงเออร์ เพื่อนำต้นกล้าผลไม้ที่เราพบเมื่อวานลงมา” หลินฉางหยูกล่าวโจวซานและเฉียนซื่อรับคำอย่างยินดี พวกเขาต้องการที่จะช่วยเหลือครอบครัวหลินอย่างเต็มที่ เมื่อได้รับคำสั่งจากหลินฉางหยู โจวซานและเฉียนซื่อก็รีบไปเตรียมตัวสำหรับการขึ้นเขา พวกเขาไปตรวจสอบรถเข็นที่ใช้สำหรับขนของ และนำตะกร้าใส่ปลาที่เพิ่งล้างเสร็จออกมาต
เมื่อมาถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านหลี่ พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ผู้ใหญ่บ้านหลี่เชิญพวกเขาเข้าไปในบ้านและพูดคุยกัน“มีธุระอะไรหรือ ฉางหยู ฉิงอัน?” ผู้ใหญ่บ้านหลี่ถาม“ข้าต้องการจะขอคำปรึกษาท่านเรื่องที่ดินว่างในหมู่บ้าน ข้าสนใจที่จะซื้อที่ดินเพิ่มสักหน่อยขอรับ” หลินฉางหยูกล่าว“อ้อ เรื่องที่ดินหรือ? ได้สิ ข้าพอจะรู้ว่ามีที่ดินว่างอยู่บ้าง” ผู้ใหญ่บ้านหลี่ตอบผู้ใหญ่บ้านหลี่ได้นำแผนที่ของหมู่บ้านออกมาและชี้ให้หลินฉางหยูและหลินฉิงอันดูที่ดินว่างต่างๆ ที่อยู่ในหมู่บ้าน“ที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของบ้านหวัง เขาเพิ่งย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้ เขาอาจจะสนใจขายที่ดินผืนนี้” ผู้ใหญ่บ้านหลี่กล่าวพร้อมชี้ไปยังที่ดินผืนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับไร่นาเดิมของบ้านจู“ส่วนที่ดินตรงนี้เป็นที่ดินของหมู่บ้าน ยังไม่มีใครจับจอง ถ้าเจ้าสนใจก็สามารถขอซื้อจากหมู่บ้านไ
หลินฉิงอันเดินสำรวจต้นผลไม้แต่ละต้นอย่างใกล้ชิด นางสังเกตเห็นว่าผลไม้เหล่านั้นมีลักษณะที่เหมาะสมกับการนำไปแช่อิ่ม“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าผลไม้เหล่านี้เหมาะกับการนำไปแช่อิ่มมากเจ้าค่ะ” หลินฉิงอันกล่าวเมื่อหลินฉิงอันบอกว่าผลไม้เหล่านั้นเหมาะกับการนำไปแช่อิ่ม หลินฉางหยูก็ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เขาไม่เข้าใจว่า “แช่อิ่ม” คืออะไร เขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน“แช่อิ่ม? มันคืออะไรหรือ อันเออร์?” หลินฉางหยูถามด้วยความสงสัยเขาพยายามนึกว่าเคยได้ยินคำนี้จากที่ไหนหรือไม่ แต่ก็ไม่สามารถนึกออกได้หลินฉิงอันเห็นสีหน้างุนงงของบิดา ก็รู้ได้ทันทีว่าบิดาไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “แช่อิ่ม” นางนึกขึ้นได้ว่านางมาจากยุคสมัยที่แตกต่างจากที่นี่ และวิธีการถนอมอาหารบางอย่างอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักในยุคนี้นางจึงคิดหาทางอธิบายให้บิดาเข้าใจ โดยแสร้งบอกว่านางได้ยินคนอื่นพูดถึงวิธีการนี้ม
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีขอรับ คุณชายน้อยทั้งสองตั้งใจเรียนมาก และบ่าวคนอื่นๆ ก็ดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี” เฉินหลงรายงานหลินฉางหยูพยักหน้าด้วยความพอใจที่ได้ยินเช่นนั้น จากนั้นเฉินหลงจึงขอตัวออกไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมสำหรับทำอาหาร เนื่องจากตอนนี้มีคนอยู่ในจวนมากขึ้น เขาต้องการซื้ออาหารให้เพียงพอสำหรับทุกคนหลินอ้ายที่ได้ฟังรายงานของเฉินหลงก็รู้สึกสบายใจที่ลูกชายทั้งสองสบายดี แต่นางก็ยังคงมีความห่วงใยอยู่ในใจ นางจึงมอบเงินเพิ่มเติมให้เฉินหลงอีกห้าตำลึง“เฉินหลง นี่เป็นเงินอีกห้าตำลึง ข้าอยากให้เจ้าเอาไว้ซื้อวัตถุดิบดีๆ ทำอาหารให้ฉิงเฉิงกับฉิงหยาง พวกเขากำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ต้องได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์” หลินอ้ายกล่าวพร้อมยื่นถุงเงินให้เฉินหลงเฉินหลงรับถุงเงินมาด้วยความเคารพและกล่าวขอบคุณ“ขอบคุณนายหญิงมากขอรับ ข้าจะดูแลคุณชายน้อยทั้งสองเป็นอย่างดี” เฉินหลงกล่าว
ก่อนที่หลินฉางหยูจะพาหลินอ้ายและหลินฉิงอันเดินทางกลับหมู่บ้านต้าไห่ หลินอ้ายได้พูดคุยกับหลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางอีกครั้ง นางกำชับให้ลูกชายทั้งสองดูแลตัวเองให้ดี เชื่อฟังบ่าวที่จวน และตั้งใจเรียนหนังสือ“ฉิงเฉิง ฉิงหยาง เจ้าทั้งสองดูแลตัวเองด้วยนะ เชื่อฟังเฉินหลงและบ่าวคนอื่นๆ ตั้งใจเรียนหนังสือ และอย่าดื้อรั้น” หลินอ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเด็กชายทั้งสองรับปากผู้เป็นแม่ พวกเขารู้ว่าแม่เป็นห่วงพวกเขามาก และพวกเขาจะไม่ทำให้แม่ผิดหวัง“ขอรับ ท่านแม่ พวกเราจะดูแลตัวเองให้ดี” เด็กชายทั้งสองตอบพร้อมกันหลังจากนั้น หลินฉางหยูจึงพาหลินอ้ายและหลินฉิงอันขึ้นเกวียนลาเพื่อเดินทางกลับหมู่บ้านต้าไห่ ทิ้งให้หลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอำเภอหลังจากที่หลินฉางหยู หลินอ้าย และหลินฉิงอันกลับไปแล้ว หลินฉิงเฉิงและหลินฉิงหยางไม่ได้สั่งการอะไรกับเฉินหลงเพิ่มเติม พวกเขาเพียงแค่ขอบคุณเฉินหลงและบ่าวคนอื่นๆ
หลังจากที่จัดการเรื่องบ้านและทาสเรียบร้อยแล้ว หลินฉางหยูได้พาหลินอ้ายไปยังตลาดในอำเภอเพื่อซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารเตรียมไว้ให้บ่าวที่ต้องดูแลจวนใหม่ พวกเขาซื้อข้าวสาร ผักสด เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงรส และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับหลายวันหลินอ้ายเลือกซื้อของอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นของคุณภาพดีและราคาเหมาะสม นางคิดถึงบ่าวทั้งสี่คนที่ต้องดูแลจวนในอำเภอ และอยากให้พวกเขาได้รับประทานอาหารที่ดีเมื่อซื้อของเสร็จเรียบร้อย หลินอ้ายจึงเรียกเฉินหลงซึ่งเป็นหัวหน้าบ่าวที่จวนใหม่มาพบ นางได้มอบเงินให้เฉินหลงจำนวนห้าตำลึง เพื่อให้เขาใช้จ่ายซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ในระหว่างที่พวกเขาไม่อยู่“เฉินหลง นี่เป็นเงินจำนวนห้าตำลึง เจ้าเก็บรักษาไว้ให้ดี และใช้จ่ายอย่างประหยัด ซื้ออาหารและสิ่งของที่จำเป็นสำหรับทุกคนในจวน” หลินอ้ายกล่าวพร้อมยื่นถุงเงินให้เฉินหลงเฉินหลงรับถุงเงินมาด้วยความเคารพและกล่าวขอบคุณ“ขอบคุณ
หลินฉางหยูเห็นท่าทีของทาสทั้งหมดแล้วก็หันหน้าไปหาหลินอ้ายด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ เขาพอใจมากที่ได้คนมีความสามารถหลากหลาย พวกเขาไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร แต่เป็นเพียงชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ พวกเขาไม่คิดจะข่มเหงทาสพวกนี้สักนิด ขอเพียงพวกเขาตั้งใจทำงานให้ครอบครัวหลินก็เพียงพอแล้วเด็กชายทั้งสองได้แต่มองทาสทั้งแปดอย่างอยากรู้อยากเห็น ส่วนหลินฉิงอันที่เคยผ่านโลกมาตั้งแต่ภพก่อนไม่ได้รู้สึกอันใดมากนัก นางเพียงรอดูว่าคนเหล่านี้เหมาะที่จะใช้งานหรือไม่เท่านั้น เพราะนางยังมีวิธีการช่วยครอบครัวหาเงินได้อีกมาก ถ้าพวกเขาเชื่อใจได้และซื่อสัตย์จริง ๆ นางก็จะมอบงานที่ดีให้กับพวกเขาในอนาคตเองไม่นานนักผู้ดูแลก็นำสัญญาขายตัวและเงินทอน 15 ตำลึง มามอบให้หลินฉางหยู ระหว่างที่หลินฉางหยูพาทุกคนเดินออกจากโรงค้าทาส เขากระซิบกับภรรยาเสียงเบา“ฮูหยิน เจ้าว่าเราควรซื้อสิ่งใดให้พวกเขาก่อนดี”“ท่านพี่อย่ากังวลเลยเจ้าค่ะ เราไปหาซื้อที่นอนกับเสื้อผ้าให้พวกเขาเสียก่อน ไหนจะพวกวัตถุดิบทำ