“นายหญิง นี่คือเงินค่าปลาและถั่วงอกที่ขายได้ในวันนี้ขอรับ” โจวซานและเฉียนซื่อกล่าวพร้อมกับยื่นเงินให้หลินอ้าย
หลินอ้ายรับเงินมาและกล่าวขอบคุณบ่าวทั้งสอง
“ขอบคุณมากนะ พวกเจ้าเหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถิด” หลินอ้ายกล่าว
แต่โจวซานและเฉียนซื่อไม่ได้คิดที่จะพักผ่อน พวกเขามีภารกิจสำคัญอีกอย่างที่ต้องทำ นั่นคือการปลูกต้นกล้าผลไม้ที่นำลงมาจากเขา
หลังจากมอบเงินให้หลินอ้ายแล้ว โจวซานและเฉียนซื่อก็รีบไปที่แปลงที่ดินใหม่เพื่อเริ่มงานปลูกต้นกล้า พวกเขาไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย เพราะต้องการที่จะทำงานให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ซุนฮวาและเจิ้งหงก็ออกมาช่วยงานปลูกต้นกล้าด้วยเช่นกัน พวกนางช่วยจัดเตรียมดินและรดน้ำต้นกล้าที่ปลูกเสร็จแล้ว
ระหว่างที่หลินฉางหยูและหลินฉิงอันไม่อยู่ บ่าวไพร่ทั้งสี่คนไม่ได้เกียจคร้านแม้แต่น้อย พวกเขาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ต้นกล้าผลไม้ที่นำลงมาจากภูเขาถูกนำลงแปลงปลูกในที่ดินผืนใหม่ไปจำนวนมากแล้ว
<เช้าวันต่อมา หลังอาหารเช้าไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านหลี่ก็เดินทางมาที่บ้านของหลินฉางหยู พร้อมกับโฉนดบ้านและที่ดินในมือ เขาได้นำโฉนดมามอบให้กับหลินเจี้ยนด้วยตนเอง“นี่คือโฉนดบ้านและที่ดินในชื่อของท่านหลินเจี้ยน” ผู้ใหญ่บ้านหลี่กล่าวพร้อมกับยื่นโฉนดให้หลินเจี้ยนหลินเจี้ยนรับโฉนดมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขามองดูโฉนดด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ หลังจากนั้น ทุกคนก็ช่วยกันขนย้ายสิ่งของต่างๆ ไปยังบ้านใหม่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก บ่าวทั้งสี่ โจวซาน เฉียนซื่อ ซุนฮวา และเจิ้งหง ช่วยกันทำความสะอาดบ้านใหม่ก่อนที่จะช่วยขนของเข้าไปเก็บให้เรียบร้อยหลินฉางหยูและหลินเจี้ยนเดินสำรวจรอบๆ บ้านใหม่ด้วยกัน พวกเขาดูความเรียบร้อยของบ้านและตรวจสอบสภาพของแปลงผักหลังบ้าน หลินเจี้ยนหันไปขอบคุณหลินฉางหยูจากใจจริง“ขอบคุณน้องเขยมาก ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณเจ้ากับอ้ายเออร์อย่างไรดี” หลินเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งหลินฉางหยูตบไหล่หลินเจี้ยนเ
เมื่อมาถึงสวนผลไม้บนเขา หลินฉางหยูและหลินฉิงอันได้เริ่มชี้แนะวิธีการเก็บผลไม้ที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน พวกเขาอธิบายถึงลักษณะของผลไม้ที่เหมาะสมสำหรับการนำไปแช่อิ่ม“ลูกพลับที่ใช้ได้ต้องมีสีเหลืองอมส้ม เปลือกไม่แตก และไม่ช้ำ”หลินฉางหยูอธิบายพร้อมกับชี้ให้ดูผลพลับบนต้น“ส่วนมะขาม ต้องเลือกฝักที่แก่จัด เปลือกสีน้ำตาลเข้ม และแห้งสนิท” หลินฉิงอันเสริม“สำหรับพุทรา ต้องเลือกลูกที่ผิวเรียบ สีเขียวอมเหลือง และแน่น ส่วนมะดัน ต้องเลือกลูกที่ยังดิบอยู่ มีสีเขียวสด และเนื้อแน่น”พวกเขายังได้สอนวิธีการเก็บผลไม้โดยไม่ให้ต้นไม้และผลไม้ได้รับความเสียหาย เช่น การใช้มีดตัดขั้วผลไม้แทนการเด็ด หรือการใช้ตะกร้าที่บุผ้าเพื่อป้องกันผลไม้ช้ำ ถึงแม้วันนี้ชาวบ้านจะไม่ได้มีตะกร้าบุผ้ามา แต่คราวหน้าพวกเขาคงจัดทำกันขึ้นมาเองอย่างแน่นอนเมื่อชาวบ้านได้ฟังคำอธิบายของหลินฉางหยูและหลินฉิงอันแล้ว พ
เช้าวันต่อมา หลังอาหารเช้า หลินฉางหยูเดินทางไปพบช่างไม้ที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน เพื่อปรึกษาเรื่องการทำชั้นวางผลไม้ตามที่หลินฉิงอันต้องการ เขาต้องการสั่งทำชั้นวางจำนวนสิบอัน เนื่องจากปริมาณผลไม้ที่เก็บมานั้นมีจำนวนมาก เขาเกรงว่าพื้นที่ในห้องเก็บของจะไม่เพียงพอเมื่อไปถึงบ้านช่างไม้ หลินฉางหยูได้อธิบายรายละเอียดของชั้นวางที่ต้องการให้ช่างไม้ฟังอย่างละเอียด รวมถึงขนาดและจำนวนชั้นของแต่ละอัน ช่างไม้ได้ฟังรายละเอียดทั้งหมดแล้วก็แจ้งราคาให้หลินฉางหยูทราบ ราคาสำหรับชั้นวางพร้อมถาดวางทั้งสามสิบอัน (ชั้นวาง 10 อัน แต่ละอันมี 3 ชั้น) คือชุดละ 500 อีแปะ เนื่องจากช่างไม้ต้องไปจ้างคนสานถาดเพิ่มเติมหลินฉางหยูได้วางเงินมัดจำจำนวน 1 ตำลึงให้กับช่างไม้ และตกลงกันว่าจะให้ช่างไม้นำชั้นวางมาส่งที่บ้านเมื่อทำเสร็จ ซึ่งช่างไม้แจ้งว่าจะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด 3 วัน และอย่างช้าที่สุด 4 วันต่อหนึ่งชุดหลินฉางหยูพยักหน้าตกลงและขอบคุณช่างไม้ ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านเพื่อแจ้งข่าวให้หลินฉิงอันทราบ
กว่าที่การทดลองทำผลไม้แช่อิ่มครั้งแรกจะเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงผ่านไปเกือบจะเที่ยงวันแล้ว หลินอ้ายที่เข้าไปเตรียมอาหารกลางวันเอาไว้ให้ทุกคนให้บ่าวไปเรียกพวกเขามากินข้าวเสียก่อน วันนี้บ้านแม่เฒ่าซูมาเป็นแขกช่วยทำงานไม่น้อยหลินเจี้ยนกับลูกชายหลังกลับจากส่งปลาและถั่วงอกแล้วก็ยังมาช่วยหลินฉางหยูขึ้นเขาไปนำต้นพันธุ์ผลไม้ลงมาพร้อมกับโจวซานและเฉียนซื่อ บ่ายนี้พวกเขายังต้องลงต้นพันธุ์ช่วยกันต่ออีกเป็นเพราะวันนี้มีคนจำนวนมากมาช่วยงาน หลินอ้ายจึงให้บ่าวเตรียมอาหารเอาไว้ที่ลานหน้าบ้านแล้วนั่งกินร่วมกัน ส่วนผลไม้แช่อิ่มนั้นพวกเขาจะรอชิมหลังกินมื้อเที่ยงเสร็จ ระหว่างกินอาหารร่วมกัน แม่เฒ่าซูก็ถามถึงเรื่องการค้าขายผลไม้แช่อิ่มว่าหลานสาวนางจะนำไปขายอย่างไร“ท่านยายเจ้าคะ ข้าอยากซื้อร้านในอำเภอเพื่อขายผลไม้แช่อิ่มจำนวนมากเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่คิดอย่างไร ก่อนหน้านี้เราก็ใช้เงินไปไม่น้อยแล้ว”“อืม… พ่อเห็นด้วยกับเจ้านะลูก ถึงแม้จะต้องเส
จูฉิงอันเป็นเด็กกำพร้าที่ได้รับการเลี้ยงดูจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เธอจำความได้ หลังจากอายุครบเกณฑ์ที่ต้องออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตอนอายุ 18 เธอก็หางานทำและเรียนไปด้วยจนกระทั่งจบปริญญาตรีด้านการตลาด ทุกปีจูฉิงอันจะนำเงินเก็บส่วนหนึ่งส่งกลับไปยังสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อเลี้ยงดูน้อง ๆ เหมือนกับรุ่นพี่คนอื่น ๆ ที่ออกไปจากที่นี่เช่นเดียวกับเธอหลังจากเรียนจบและทำงานพาร์ทไทม์ต่อมาอีก 3 ปี จูฉิงอันก็มีโอกาสได้เข้าทำงานในบริษัทนำเข้าและส่งออกผลไม้รายใหญ่ของประเทศจากความสามารถของเธอเอง ทำให้จูฉิงอันสามารถซื้อคอนโดและรถยนต์ส่วนตัวได้จากเงินเดือนที่ได้รับในบริษัทใหญ่บริษัทนี้ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี นับว่าเธอตัดสินใจไม่ผิดที่ยอมทำงานประจำกับบริษัทนี้หลังจากที่เปรียบเทียบรายได้จากการทำงานพาร์ทไทม์หลายงานมานานหลายปี2 ปี ต่อมา ตำแหน่งของจูฉิงอันก็ได้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการตลาดตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เธอต้องรับผิดชอบงานมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนหลายเท่านัก ยิ่งเธอขยันทำงานมากเท่าไหร่ เงินรายได้ของเธอก็ยิ่งได้รับจากการทำงานมากขึ้นเท่านั้น หัวหน้าแผนกยังไว้วางใจให้เธอเข้าร่วมงานสัมนาและการประชุมต่
กว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและกู้ภัยจะมาถึงที่เกิดเหตุ เวลาก็ผ่านไปกว่า 30 นาที เนื่องจากสายฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเดินทางล่าช้ากว่าปกติ เจ้าของรถสามคันที่รอเจ้าหน้าที่อยู่ก่อนหน้านี้รีบถือร่มลงจากรถไปเล่าเหตุการณ์ให้ตำรวจฟังตามความจริงว่ารถที่เกิดอุบัติเหตุน่าจะไม่ชินเส้นทางและมาด้วยความเร็วเมื่อตำรวจฟังคำให้การของพลเมืองดีทั้งสามคนเสร็จ ตำรวจก็ปล่อยให้พวกเขาออกจากที่เกิดเหตุหลังขอเบอร์โทรของพวกเขาเอาไว้เผื่อจะขอคำให้การเพิ่มเติม ไม่นานนักเจ้าหน้าที่กู้ภัยก็นำร่างของจูฉิงอันออกจากรถได้ เจ้าหน้าที่หลายคนตรวจสอบภายในรถจนพบว่าโทรศัพท์ของผู้ตายยังคงใช้งานได้ เพียงแต่หน้าจอแตกร้าวเท่านั้น เขาจึงหาเบอร์โทรล่าสุดเพื่อแจ้งให้ญาติทราบว่าเธอเสียชีวิตแล้ว[ สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าคุณเป็นญาติเจ้าของโทรศัพท์หรือเปล่าครับ ][ ไม่ใช่ครับ ผมเป็นหัวหน้าของเธอครับ ไม่ทราบใครโทรมาครับ ][ ผมเป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยเมืองเหลียงเฮ่อครับ เจ้าของโทรศัพท์ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้วครับ รบกวนคุณช่วยติดต่อญาติเพื่อมารับศพด้วยนะครับ ][ อะไรนะครับ!!! ][ ผมบอกว่าเธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้วครับ รบกวนคุณติ
หลังจากน้องชายคนโตออกจากห้องไป จูฉิงอันได้ยินเสียงคุยของแม่และน้องชายคนรองกำลังกังวลเรื่องอาการป่วยของนาง“ท่านแม่ เราจะทำยังไงกันดีเล่าขอรับ ฮึก.. ท่านพ่อยังไม่กลับจากล่าสัตว์ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เราจะหาเงินที่ไหนช่วยพี่ใหญ่ขอรับ ฮือ..”“โธ่ ลูกรัก อาหยางอย่าร้องไห้ลูก เดี๋ยวแม่จะเอาผ้าชุบน้ำอุ่นคอยเช็ดตัวให้พี่สาวเจ้าก่อน เมื่อครู่อาเฉิงบอกแล้วว่าพี่สาวเจ้ารู้สึกตัวแล้ว หากนางได้กินข้าวต้มร้อน ๆ กับเช็ดตัวลดไข้สักหน่อยอาการน่าจะดีขึ้น เจ้าไปช่วยอาเฉิงป้อนข้าวพี่ใหญ่ก่อนเถอะ แม่จะไปเตรียมน้ำร้อน”“ฮึก.. ขอรับท่านแม่”จูฉิงหยางปาดน้ำตาที่ไหลรินออกก่อนจะเดินไปหาพี่ชายในห้องครัว หลินอ้ายมองตามหลังลูกชายคนรองทั้งน้ำตา ใช่ว่านางจะไม่ห่วงลูกสาว เพียงแต่นางไม่สามารถทำสิ่งใดรุนแรงกับแม่สามีได้ เพราะสามีของนางเป็นคนกตัญญูมากเกินไปจนเขาไม่กล้าว่ากล่าวครอบครัวตัวเอง ทั้งที่นางกับลูกถูกรังแกมาตลอด เขากลับทำเพียงปลอบโยนพวกนางและทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น โดยที่พวกนางไม่เคยได้แตะต้องเงินที่สามีหามาเลยแม้แต่น้อย อาหารการกินก็เป็นพวกนางช่วยกันหาของป่าบนเขาไปแลกกับชาวบ้านมาตลอด เขายังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
แม่เฒ่าจูได้แต่กระฟัดกระเฟียดที่จูฉางหยูขัดคำสั่งนาง ครั้นจะให้นางวิ่งไปที่บ้านท่านหมอก็ดูจะไม่เหมาะสมนัก นางกลัวว่าหากผู้ใหญ่บ้านรู้เข้าจะมาลงโทษนางอีก ก่อนหน้านี้เขาปล่อยผ่านเพราะเรื่องราวยังไม่ร้ายแรง แต่ตอนนี้นางไม่แน่ใจว่าเขาจะปล่อยผ่านอีกหรือไม่จึงไม่กล้าเสี่ยง ด้วยความโมโห แม่เฒ่าจูไม่อยู่นินทาชาวบ้านต่อ นางใช้ไม้เท้าพาตัวเองกลับไปบ้านตระกูลจูเพื่อรอจัดการเจ้าพวกบ้านรองที่บังอาจขัดคำสั่งนางหลินอ้ายกับลูกชายไปถึงบ้านท่านหมอก็ร้องเรียกท่านเสียงดังด้วยกลัวว่าท่านหมอชราจะไม่ได้ยินพวกนาง ไม่นานนักหมอกวงก็เดินออกมาเปิดประตูรั้วให้พวกเขา ก่อนจะถามนางว่าเหตุใดจึงดูเร่งร้อนเพียงนี้“ฮึก.. ท่านหมอช่วยลูกสาวข้าด้วยเจ้าค่ะ นางป่วยมาหลายวันแล้วจนอาการทรุดลง สามีข้ากำลังพานางมาที่นี่เจ้าค่ะ”“อ้าว ถึงว่าสิ ข้าไม่เห็นนังหนูฉิงอันนำสมุนไพรมาฝากข้านานแล้ว พวกเจ้าเข้ามาก่อน ข้าจะไปดูว่ามียาอะไรเหลืออยู่บ้าง”หมอกวงพูดจบก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป หลินอ้ายกับลูกชายได้แต่รอว่าเมื่อไหร่จูฉางหยูจะพาจูฉิงอันมาถึง หลังจากกังวลอยู่ไม่นาน นางก็เห็นสามีวิ่งมาเกือบถึงบ้านท่านหมอแล้ว“ท่านพี่ รีบพาลูกเข้า
กว่าที่การทดลองทำผลไม้แช่อิ่มครั้งแรกจะเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงผ่านไปเกือบจะเที่ยงวันแล้ว หลินอ้ายที่เข้าไปเตรียมอาหารกลางวันเอาไว้ให้ทุกคนให้บ่าวไปเรียกพวกเขามากินข้าวเสียก่อน วันนี้บ้านแม่เฒ่าซูมาเป็นแขกช่วยทำงานไม่น้อยหลินเจี้ยนกับลูกชายหลังกลับจากส่งปลาและถั่วงอกแล้วก็ยังมาช่วยหลินฉางหยูขึ้นเขาไปนำต้นพันธุ์ผลไม้ลงมาพร้อมกับโจวซานและเฉียนซื่อ บ่ายนี้พวกเขายังต้องลงต้นพันธุ์ช่วยกันต่ออีกเป็นเพราะวันนี้มีคนจำนวนมากมาช่วยงาน หลินอ้ายจึงให้บ่าวเตรียมอาหารเอาไว้ที่ลานหน้าบ้านแล้วนั่งกินร่วมกัน ส่วนผลไม้แช่อิ่มนั้นพวกเขาจะรอชิมหลังกินมื้อเที่ยงเสร็จ ระหว่างกินอาหารร่วมกัน แม่เฒ่าซูก็ถามถึงเรื่องการค้าขายผลไม้แช่อิ่มว่าหลานสาวนางจะนำไปขายอย่างไร“ท่านยายเจ้าคะ ข้าอยากซื้อร้านในอำเภอเพื่อขายผลไม้แช่อิ่มจำนวนมากเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่คิดอย่างไร ก่อนหน้านี้เราก็ใช้เงินไปไม่น้อยแล้ว”“อืม… พ่อเห็นด้วยกับเจ้านะลูก ถึงแม้จะต้องเส
เช้าวันต่อมา หลังอาหารเช้า หลินฉางหยูเดินทางไปพบช่างไม้ที่มีชื่อเสียงในหมู่บ้าน เพื่อปรึกษาเรื่องการทำชั้นวางผลไม้ตามที่หลินฉิงอันต้องการ เขาต้องการสั่งทำชั้นวางจำนวนสิบอัน เนื่องจากปริมาณผลไม้ที่เก็บมานั้นมีจำนวนมาก เขาเกรงว่าพื้นที่ในห้องเก็บของจะไม่เพียงพอเมื่อไปถึงบ้านช่างไม้ หลินฉางหยูได้อธิบายรายละเอียดของชั้นวางที่ต้องการให้ช่างไม้ฟังอย่างละเอียด รวมถึงขนาดและจำนวนชั้นของแต่ละอัน ช่างไม้ได้ฟังรายละเอียดทั้งหมดแล้วก็แจ้งราคาให้หลินฉางหยูทราบ ราคาสำหรับชั้นวางพร้อมถาดวางทั้งสามสิบอัน (ชั้นวาง 10 อัน แต่ละอันมี 3 ชั้น) คือชุดละ 500 อีแปะ เนื่องจากช่างไม้ต้องไปจ้างคนสานถาดเพิ่มเติมหลินฉางหยูได้วางเงินมัดจำจำนวน 1 ตำลึงให้กับช่างไม้ และตกลงกันว่าจะให้ช่างไม้นำชั้นวางมาส่งที่บ้านเมื่อทำเสร็จ ซึ่งช่างไม้แจ้งว่าจะใช้เวลาอย่างเร็วที่สุด 3 วัน และอย่างช้าที่สุด 4 วันต่อหนึ่งชุดหลินฉางหยูพยักหน้าตกลงและขอบคุณช่างไม้ ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้านเพื่อแจ้งข่าวให้หลินฉิงอันทราบ
เมื่อมาถึงสวนผลไม้บนเขา หลินฉางหยูและหลินฉิงอันได้เริ่มชี้แนะวิธีการเก็บผลไม้ที่ถูกต้องให้กับชาวบ้าน พวกเขาอธิบายถึงลักษณะของผลไม้ที่เหมาะสมสำหรับการนำไปแช่อิ่ม“ลูกพลับที่ใช้ได้ต้องมีสีเหลืองอมส้ม เปลือกไม่แตก และไม่ช้ำ”หลินฉางหยูอธิบายพร้อมกับชี้ให้ดูผลพลับบนต้น“ส่วนมะขาม ต้องเลือกฝักที่แก่จัด เปลือกสีน้ำตาลเข้ม และแห้งสนิท” หลินฉิงอันเสริม“สำหรับพุทรา ต้องเลือกลูกที่ผิวเรียบ สีเขียวอมเหลือง และแน่น ส่วนมะดัน ต้องเลือกลูกที่ยังดิบอยู่ มีสีเขียวสด และเนื้อแน่น”พวกเขายังได้สอนวิธีการเก็บผลไม้โดยไม่ให้ต้นไม้และผลไม้ได้รับความเสียหาย เช่น การใช้มีดตัดขั้วผลไม้แทนการเด็ด หรือการใช้ตะกร้าที่บุผ้าเพื่อป้องกันผลไม้ช้ำ ถึงแม้วันนี้ชาวบ้านจะไม่ได้มีตะกร้าบุผ้ามา แต่คราวหน้าพวกเขาคงจัดทำกันขึ้นมาเองอย่างแน่นอนเมื่อชาวบ้านได้ฟังคำอธิบายของหลินฉางหยูและหลินฉิงอันแล้ว พ
เช้าวันต่อมา หลังอาหารเช้าไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านหลี่ก็เดินทางมาที่บ้านของหลินฉางหยู พร้อมกับโฉนดบ้านและที่ดินในมือ เขาได้นำโฉนดมามอบให้กับหลินเจี้ยนด้วยตนเอง“นี่คือโฉนดบ้านและที่ดินในชื่อของท่านหลินเจี้ยน” ผู้ใหญ่บ้านหลี่กล่าวพร้อมกับยื่นโฉนดให้หลินเจี้ยนหลินเจี้ยนรับโฉนดมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขามองดูโฉนดด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ หลังจากนั้น ทุกคนก็ช่วยกันขนย้ายสิ่งของต่างๆ ไปยังบ้านใหม่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก บ่าวทั้งสี่ โจวซาน เฉียนซื่อ ซุนฮวา และเจิ้งหง ช่วยกันทำความสะอาดบ้านใหม่ก่อนที่จะช่วยขนของเข้าไปเก็บให้เรียบร้อยหลินฉางหยูและหลินเจี้ยนเดินสำรวจรอบๆ บ้านใหม่ด้วยกัน พวกเขาดูความเรียบร้อยของบ้านและตรวจสอบสภาพของแปลงผักหลังบ้าน หลินเจี้ยนหันไปขอบคุณหลินฉางหยูจากใจจริง“ขอบคุณน้องเขยมาก ข้าไม่รู้จะกล่าวขอบคุณเจ้ากับอ้ายเออร์อย่างไรดี” หลินเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งหลินฉางหยูตบไหล่หลินเจี้ยนเ
“นายหญิง นี่คือเงินค่าปลาและถั่วงอกที่ขายได้ในวันนี้ขอรับ” โจวซานและเฉียนซื่อกล่าวพร้อมกับยื่นเงินให้หลินอ้ายหลินอ้ายรับเงินมาและกล่าวขอบคุณบ่าวทั้งสอง“ขอบคุณมากนะ พวกเจ้าเหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถิด” หลินอ้ายกล่าวแต่โจวซานและเฉียนซื่อไม่ได้คิดที่จะพักผ่อน พวกเขามีภารกิจสำคัญอีกอย่างที่ต้องทำ นั่นคือการปลูกต้นกล้าผลไม้ที่นำลงมาจากเขาหลังจากมอบเงินให้หลินอ้ายแล้ว โจวซานและเฉียนซื่อก็รีบไปที่แปลงที่ดินใหม่เพื่อเริ่มงานปลูกต้นกล้า พวกเขาไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย เพราะต้องการที่จะทำงานให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ซุนฮวาและเจิ้งหงก็ออกมาช่วยงานปลูกต้นกล้าด้วยเช่นกัน พวกนางช่วยจัดเตรียมดินและรดน้ำต้นกล้าที่ปลูกเสร็จแล้วระหว่างที่หลินฉางหยูและหลินฉิงอันไม่อยู่ บ่าวไพร่ทั้งสี่คนไม่ได้เกียจคร้านแม้แต่น้อย พวกเขาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ต้นกล้าผลไม้ที่นำลงมาจากภูเขาถูกนำลงแปลงปลูกในที่ดินผืนใหม่ไปจำนวนมากแล้ว
ก่อนที่แสงแรกของวันจะสาดส่อง ท้องฟ้ายังคงมืดมิด บรรดาบ่าวไพร่ในบ้านตระกูลหลินต่างก็ตื่นขึ้นมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง เสียงไก่ขันปลุกให้ทุกคนตื่นจากนิทราโจวซานและเฉียนซื่อซึ่งมีหน้าที่ต้องนำปลาและถั่วงอกไปส่งที่โรงเตี๊ยมไห่ถังในวันนี้ พวกเขารีบตื่นกันตั้งแต่ยามอิ๋น (03:00-05:00 น.) และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ทะมัดทะแมง เพื่อไปจับปลาในบ่อขึ้นใส่ตะกร้าบนเกวียนลาและถอนถั่วงอกใส่ตะกร้าเหมือนเช่นทุกครั้งซุนฮวาและเจิ้งหงก็ตื่นขึ้นมาเช่นกัน พวกนางเริ่มเตรียมหุงหาอาหารเช้าสำหรับทุกคนในบ้าน และทำความสะอาดบริเวณบ้าน ถึงแม้ว่าหลินฉางหยูและหลินฉิงอันจะไม่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าที่โรงเตี๊ยมด้วยตนเองแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่เช่นเคย พวกเขาต้องการที่จะช่วยเหลือโจวซานและเฉียนซื่อในการเตรียมปลาและถั่วงอกหลินฉางหยูตรวจสอบปลาที่อยู่ในตะกร้าอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปลาทุกตัวยังคงสดใหม่ ส่วนหลินฉิงอันก็ช่วยคัดเลือกถั่วงอกที่งอกงามเต็มที่และบรรจุลงในตะกร้าอย่างระมัดระวัง หลินอ้ายเองก
เนื่องจากครอบครัวของหลินเจี้ยนมีทรัพย์สินติดตัวไม่มากนัก การเก็บข้าวของจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว พวกเขามีเพียงเสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัว และของใช้จำเป็นเล็กน้อยเท่านั้น ทุกคนช่วยกันเก็บข้าวของเหล่านั้นลงหีบและห่อผ้าอย่างเรียบร้อย ไม่นานนัก ข้าวของทั้งหมดก็ถูกขนขึ้นเกวียนลาจนหมดสิ้น ของฝากที่หลินฉางหยูและหลินอ้ายซื้อมาจากตลาดในอำเภอจึงยังไม่ได้ถูกนำลงจากเกวียน เนื่องจากพวกเขาตั้งใจจะนำไปมอบให้ที่หมู่บ้านต้าไห่ทีหลังเมื่อทุกอย่างพร้อม หลินฉางหยูก็ขึ้นไปนั่งบนที่นั่งคนขับเกวียน โดยมีหลินอ้าย หลินฉิงอัน หลินซู หลินเจี้ยน หลินหุย หลินหยง และหลินเสี่ยวนั่งอยู่บนเกวียนด้านหลัง เกวียนลาค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้านฉิงไห่ มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านต้าไห่ ระหว่างการเดินทาง หลินอ้ายสังเกตเห็นว่าทุกคนในครอบครัวของนางดูเหน็ดเหนื่อยและหิวโหย นางจึงนำขนมและผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดออกมาแบ่งปันให้ทุกคนได้รับประทานรองท้อง“ท่านแม่ พี่ใหญ่ ทุกคนลองทานขนมและผลไม้เหล่านี้ก่อนเถิด อีกไม่นานเราก็จะถึงต้าไห่แล้ว” หลินอ้ายกล่าวพร้อม
หลังจากที่หลินฉางหยู หลินอ้าย และหลินฉิงอัน ออกเดินทางจากอำเภอไห่ตง พวกเขาใช้เวลาเดินทางอีกพักใหญ่ก็มาถึงหมู่บ้านฉิงไห่ ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอำเภอ บรรยากาศของหมู่บ้านดูเงียบสงบ แตกต่างจากความคึกคักของตลาดในอำเภอเมื่อเกวียนลาของครอบครัวหลินเคลื่อนตัวเข้าไปในหมู่บ้าน พวกเขาก็สังเกตเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านเหล่านั้นหันมามองพวกเขาด้วยสายตาที่แปลกประหลาด บางคนมองด้วยความสงสัย บางคนมองด้วยความประหลาดใจ และบางคนมองด้วยความเห็นใจหลินฉิงอันสังเกตเห็นสายตาของชาวบ้านเหล่านั้น นางรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดพวกเขาจึงมองมาที่ครอบครัวของนางเช่นนั้น นางจึงหันไปถามหลินอ้ายผู้เป็นแม่“ท่านแม่เจ้าคะ เหตุใดชาวบ้านเหล่านั้นจึงมองพวกเราเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?” หลินฉิงอันถามด้วยความสงสัยหลินอ้ายเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของนางที่ฉิงไห่ นางพยายามมองหาความคุ้นเคยจากชาวบ้านเหล่านั้น แต่ก
หลินฉางหยูลุกขึ้นขอบคุณผู้ใหญ่บ้านหลี่ ก่อนส่งเขาออกจากบ้านไปพร้อมรอยยิ้ม ตอนนี้ถึงแม้ที่บ้านจะใช้เงินมากในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่หลินฉางหยูก็จำได้ว่าลูกสาวของเขาบอกว่ามันคือการลงทุนที่คุ้มค่า เขาจึงยอมให้ภรรยานำเงินออกมาใช้จ่ายเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นหลังเวลาอาหารเที่ยงครึ่งชั่วยาม ผู้ใหญ่บ้านก็พาชาวบ้านสิบคนพร้อมเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับปรับหน้าดินและตัดไม้ทำรั้วให้บ้านหลิน หลินฉางหยูขอบคุณผู้ใหญ่บ้านก่อนที่เขาจะจากไปแล้วปล่อยให้ชาวบ้านรับฟังงานที่หลินฉางหยูจะให้พวกเขาทำ“ข้าต้องรบกวนพวกท่านแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มขอรับ กลุ่มหนึ่งติดตามข้าและโจวซานขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่มาไว้สำหรับทำรั้วรอบที่ดิน โดยให้รั้วเชื่อมต่อกับที่บ้านของข้าขอรับ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งให้ปรับหน้าดินรอไปก่อน หลังจากได้ไม้ไผ่มากพอแล้ว พวกท่านค่อยรวมกลุ่มกันทำรั้วก่อนแล้วค่อยปรับที่ดินทีหลัง”ชาวบ้านรับคำสั่งของหลินฉางหยู พวกเขาแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มแล้วแยกย้ายกันไปทำงานทันที งานปรับหน้าดินมีเฉียนซื่อคอยควบคุมแทนหลิน