หากนางเอ่ยปากออกไปว่าฝ่าบาททรงกริ้วก็เพราะนางลงชื่อในหนังสือคำร้องทุกข์ของราษฎร มิเท่ากับเป็นการกล่าวว่าฝ่าบาททรงใจแคบ ไร้เหตุผล คอยก่อความวุ่นวายหรอกหรือ เช่นนี้บารมีของโอรสสวรรค์จะอยู่ตรงไหนกัน นางมิใช่คนโง่เขลาเซี่ยซางไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำผิด เขาไม่ยอมรับว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงจ้องเล่นงานเขาอยู่ร่ำไป เจียงเฟิ่งหัวจึงเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงประเด็นหลัก แต่กลับเอ่ยคำพูดนี้ขึ้นมาแทนเขารู้สึกเพียงว่าเจียงเฟิ่งหัวงดงามเจิดจรัสเช่นนี้ ทำให้จิตใจของเขาใฝ่หามุมปากของฮ่องเต้ยกยิ้มขึ้นมาอย่างกะทันหัน ช่างเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกัน เป็นลูกสะใภ้ที่มีไหวพริบดีเสียจริงในเวลานี้ ฮ่องเต้ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพระชายาเหิงอ๋องคือบุตรสาวของราชครูเจียง เจียงหวย บิดาของนางนั้นเป็นผู้รอบรู้จริง ๆ เจียงเฟิ่งหัวไม่ได้กล่าวถึงความผิดของเซี่ยซางแม้แต่น้อย แต่ค่อย ๆ กล่าวขึ้นว่า “ท่านอ๋องยังเยาว์วัย หุนหันพลันแล่น เลือดร้อน มีความกระตือรือร้นอย่างเต็มที่ แต่เขาก็วู่วามเกินไป วิธีที่เขาแบ่งเบาภาระให้ฝ่าบาทก็ผิดพลาด”“หากเป็นหม่อมฉัน หม่อมฉันจะกราบทูลรายละเอียดให้เสด็จพ่อทรงทราบก่อน เสด็จพ่อทรงเปี่ยมด้วย
เจียงเฟิ่งหัวออกจากห้องทรงพระอักษร แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเรื่องที่สุสานหลวงถูกโจรกรรม นางจำได้ว่าในชาติที่แล้วสุสานหลวงก็ถูกโจรกรรมจริง ๆ ท่านพ่อเคยเอ่ยถึงเรื่องนี้คร่าว ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น ราชวงศ์ปกปิดเรื่องนี้เป็นอย่างดีแม้ว่านางจะเป็นพระชายาเหิงอ๋อง แต่ก็แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับเซี่ยซางเลย และยังไม่ได้รับความรักจากเซี่ยซาง นางจึงรู้เรื่องราวของเขาน้อยมากนางจำได้ว่าหลังจากที่เซี่ยซางได้เป็นรัชทายาทแล้ว เขาก็ตามหาของสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลา คาดว่าน่าจะเป็นของของราชวงศ์ที่ถูกขโมยไปจากสุสานหลวงเป็นแน่ เป็นสิ่งของอะไรที่หายไป ภายหลังใช้เวลาหลายปีก็ยังหาไม่พบฮ่องเต้ทรงปิดบัง ของสำคัญนั้นคืออะไรกันแน่?เจียงเฟิ่งหัวจมอยู่กับความคิดของตัวเองตลอดเวลา กระทั่งอู๋ซินมายืนอยู่ข้าง ๆ นางโดยที่นางไม่ทันสังเกตอู๋ซินดูตื่นเต้นเล็กน้อย “อู๋ซินคารวะพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”เจียงเฟิ่งหัวมองพิจารณาเขา เขาเรียกตัวเองว่าอู๋ซิน ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นขันทีน้อยในตอนนั้น หลังจากเติบโตขึ้นมาก็ดูหล่อเหลาไม่น้อย นางเอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้าเฉาให้เจ้ามาส่งข้าไปที่ตำหนักคุนหนิง”“พ่ะย่ะค่ะ” อู๋ซินรู้สึ
เจียงเฟิ่งหัวก้าวเท้าอย่างช้า ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้ง ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชาติที่แล้วค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในใจทีละน้อย ดวงตาของนางราวกับมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอเวลานี้ ตำหนักเฉินซีมีคนของเฉิงฮองเฮามาดูแล ดังนั้นเรือนพักอาศัยและเครื่องเรือนของที่นี่จึงยังดูใหม่มาก บริเวณโดยรอบสะอาดสะอ้าน นอกจากความสะอาดแล้ว ที่เหลือก็มีเพียงความเงียบเหงาและหนาวเย็น หนาวเย็นเสียจนทำให้กระดูกของนางสั่นสะท้าน รู้สึกหนาวเหน็บในใจนางผลักประตูเรือนที่เคยอาศัยอยู่เข้าไป จากนั้นกอดแขนตัวเองเอาไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัว อยากจะก้าวเดินหนีไป เพราะชีวิตของนางในที่นี้ กลับกลายเป็นความว่างเปล่าอันยาวนาน“พระชายา ห้องบรรทมนี้กว้างขวาง ท่านสามารถพักผ่อนที่นี่ก่อนได้เพคะ” สี่หมัวมัวกล่าวภาพใบหน้าพึงพอใจของซูถิงหว่านแวบเข้ามาในหัวของนาง ‘พระชายา หม่อมฉันจัดห้องบรรทมที่กว้างขวางไว้ให้ท่านแล้ว เข้าวังมาแล้ว หม่อมฉันก็ต้องให้ท่านอยู่อย่างสุขสบาย ท่านพอใจหรือไม่?’เซี่ยซางมอบตำหนักบูรพาให้กับซูถิงหว่าน แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมเป็นนางที่จัดการ นางจะกล้าไม่พอใจได้อย่างไรที่นี่อยู่ไกลจากห้องบรรทมของเซี่ยซางมากที่สุด ดังนั้นพ
อีกด้านหนึ่ง สี่หมัวมัวกลับไปที่ตำหนักคุนหนิงแล้วก็เอ่ยปากชมเจียงเฟิ่งหัวไม่หยุด ยังนำนางไปเปรียบเทียบกับซูถิงหว่าน ชมว่าฮองเฮาทรงมีวิสัยทัศน์ที่ดีฮองเฮาตรัสว่า “นางเป็นลูกสะใภ้ที่ข้าเลือกเองกับมือ ข้าก็มองเห็นข้อนี้ แต่การที่นางได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้ แสดงว่านางก็ยังพอมีความเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง ถ้านางทุ่มเทใจให้กับซางเอ๋อร์ ข้าจะยกย่องนางก็คงไม่เสียหายอะไร”หากไม่เป็นเช่นนั้น การละทิ้งนางก็ไม่เป็นไร ขึ้นอยู่กับว่านางมีค่าพอที่จะอยู่เคียงข้างซางเอ๋อร์หรือไม่ถึงอย่างไรก็มิใช่บุตรสาวแท้ ๆ ของตน ตราบใดที่เจียงเฟิ่งหัวรักษาภาพลักษณ์ได้ดี ต่อให้นางแสร้งปฏิบัติต่อนางเหมือนเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ก็ไม่เป็นไร“ซางเอ๋อร์ฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ข้าก็วางใจได้เสมอ เพียงแต่ในใจเขายังคงคิดถึงซูถิงหว่านอยู่ตลอด และยังไม่ได้ร่วมหอกับเจียงเฟิ่งหัว”สายตาของฮองเฮาเต็มไปด้วยความกังวล “ซูกุ้ยเฟยต้องการให้สตรีคนหนึ่งมาควบคุมบุตรชายของข้า ข้าจะไม่มีวันยอมให้นางสมหวัง ในเมื่อเจียงเฟิ่งหัวเข้าวังมาแล้ว ก็ให้นางทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด”สี่หมัวมัวกลอกตา “ไม่มีพระชายารองซูอยู่ ก็เป็นโอกาสให้ท่านอ๋
แล้วก็ไม่รู้ว่าเจียงเฟิ่งหัวทำอย่างไร เฉิงฮองเฮาเสด็จเข้าไปในตำหนักเฉินซีแล้วก็ไม่ได้เสด็จออกมาอีกเลย ประตูตำหนักปิดอยู่ตลอด ดูลึกลับน่าสงสัยยามราตรีมาเยือน นอกตำหนักเฉินซี จู่ ๆ ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญปรากฏตัวขึ้น เซี่ยอวี้ได้รับคำแนะนำจากใครบางคนให้แอบเข้ามา เนื่องจากเป็นตำหนักที่ว่างเปล่าไม่มีขันทีเฝ้าอยู่ เขาจึงเข้ามาได้อย่างสะดวกเซี่ยอวี้ไม่ชอบเซี่ยซางมาโดยตลอด เมื่อได้ยินว่าพระชายาที่เซี่ยซางแต่งงานด้วยนั้นงดงามราวกับบุปผา แต่เขากลับหลงใหลพระชายารอง เขาจึงด่าทอ “ช่างโง่เขลาเสียจริง มีสตรีที่งดงามเช่นนี้แต่ไม่สนใจ ว่าแต่พระชายาเหิงอ๋องจะงดงามสักเพียงใด ข้าจะต้องไปดูให้เห็นกับตา”ตำหนักเฉินซีทั้งตำหนักอยู่ในความมืดมิด มีเพียงห้องบรรทมห้องเดียวเท่านั้นที่มีแสงสว่าง นางกำนัลเฝ้าอยู่ด้านนอกครู่หนึ่งก็จากไปเซี่ยอวี้ค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ห้องบรรทม ผ่านทางหน้าต่าง เขาได้ยินเสียงครางอันน่าหลงใหลดังออกมาจากข้างในเซี่ยอวี้ยิ่งรู้สึกทนไม่ไหว อย่างไรเสียเซี่ยซางก็ยังปรึกษาหารือเรื่องบ้านเมืองกับเสด็จพ่ออยู่ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้ชอบสตรีผู้นี้ แค่มองสักหน่อยจะเป็นไรไป ในเมื่อเขาไม่ต้องการ ก็
เซี่ยซางฟังแล้วก็เข้าใจได้ในทันที เซี่ยอวี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ฮองเฮาและสี่หมัวมัวหญิงชราสองคนนี้ แต่พุ่งเป้ามาที่เจียงเฟิ่งหัวผู้งดงามราวกับบุปผาทว่าเจียงเฟิ่งหัวไม่เคยพบเซี่ยอวี้มาก่อน ยิ่งไม่รู้จักเขา แล้วเขารู้ได้อย่างไรว่าเจียงเฟิ่งหัวพักอยู่ที่ตำหนักเฉินซี นอกเสียจากว่ามีคนต้องการทำร้ายเจียงเฟิ่งหัว จงใจทำเช่นนี้เซี่ยอวี้ถูกต่อยตีจนต้องร้องขอชีวิตไม่หยุด ฮ่องเต้ก้าวเข้าไปเตะเขาอีกที “ลูกทรพี เหตุใดเจ้าถึงได้ไปที่ตำหนักเฉินซี วันนี้ถ้าเจ้าไม่พูดความจริง เราจะฆ่าเจ้าเสีย”เซี่ยอวี้ตกใจกลัวจนตัวสั่น “ลูกไม่เคยเห็นพระชายาเหิงอ๋องมาก่อน เพียงแต่ได้ยินว่านางงดงาม จึงอยากมาดูสักหน่อย ลูกไม่มีเจตนาอื่นจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ แค่มาชื่นชมความงามอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น เจียงเฟิ่งหัวเป็นภรรยาของเหิงอ๋อง ต่อให้ลูกคิดอกุศล ก็ไม่มีความกล้าหรอกพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อโปรดไว้ชีวิตด้วย ลูกแค่มาดูจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”การดูมีโทษเบากว่าการทำมาก เขาจึงยืนยันคำให้การนี้เวลานี้ ฮองเฮาแต่งกายเรียบร้อยแล้ว เดินตรงไปที่ข้างหน้าเขาด้วยท่าทางน่าเกรงขาม “เจ้าเตรียมตัวมาดูอย่างไร มาโดยไม่ได้รับเชิญ ผลักประตูแล้วแอบบุก
ฮ่องเต้เหลือบมองนางแวบหนึ่ง “เรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่?”ฮองเฮาแอบโทษตัวเองที่ใจร้อนปากไว จึงตรัสว่า “ทูลฝ่าบาท เรื่องมีอยู่ว่า เฟิ่งหัวเจ้าเด็กนั่นไปคัดลอกพระคัมภีร์ที่ศาลบรรพชน หม่อมฉันเกรงว่านางจะจำทางไม่ได้ จึงให้สี่หมัวมัวส่งคนไปดูแล พวกนางบังเอิญพบว่ามีคนสะกดรอยตามพระชายาเหิงอ๋อง หม่อมฉันกลัวว่านางจะกลัว จึงไม่ได้บอกนาง ใครจะไปคิดว่าในตอนกลางคืนจู่ ๆ เซี่ยอวี้จะบุกเข้าไปในตำหนักเฉินซี หม่อมฉันจึงคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในตอนกลางวันหรือไม่ คนที่สะกดรอยตามเฟิ่งหัวเป็นคนของตำหนักซูกุ้ยเฟย ดังนั้นหม่อมฉันจึงเดาว่าซูกุ้ยเฟยส่งนางกำนัลไปชักนำอวี้อ๋องให้ทำเรื่องไม่ดีกับเฟิ่งหัวหรือไม่ จิตใจชั่วร้ายถึงเพียงนี้ ซูชิงชิง เจ้าก็ทำได้ลงคอ”ฮ่องเต้ทรงหรี่ตาลงเล็กน้อย ตรัสถามซูกุ้ยเฟย “คนของตำหนักเจ้าไปสะกดรอยตามพระชายาเหิงอ๋องทำอันใด?”ซูกุ้ยเฟยแสดงสีหน้าน้อยใจ ราวกับถูกใส่ร้ายจริง ๆ “ฝ่าบาท หม่อมฉันถูกใส่ร้ายเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ให้นางกำนัลไปสะกดรอยตามพระชายาเหิงอ๋อง และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งไม่เคยใช้ให้นางกำนัลไปยุยงอวี้อ๋องให้ทำอะไรพระชายาเหิงอ๋อง ขอฝ่าบาททรงตรวจสอบให
ฮ่องเต้ทรงมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือซูกุ้ยเฟย ส่วนฮองเฮาก็รู้ทั้งรู้ว่ามีคนสะกดรอยตามเจียงเฟิ่งหัว แต่นางก็ใช้ประโยชน์จากเจียงเฟิ่งหัวแล้วต่อสู้กับซูกุ้ยเฟยได้ยินเพียงฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ลากนางกำนัลปากมากที่ชอบพูดจาเหลวไหลผู้นี้ออกไปโบยให้ตาย ผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวายในวังหลัง นางผู้นี้คือบทเรียน”เจียงเฟิ่งหัวมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาเย็นชา นี่แหละคืออำนาจของราชวงศ์ ไม่ว่าพวกเขาจะทำผิดใหญ่หลวงแค่ไหน สุดท้ายก็แค่ลากนางกำนัลออกมาเป็นแพะรับบาป ทุกเรื่องก็สามารถกลายเป็นเรื่องเล็กได้หากวันนี้นางถูกเซี่ยอวี้ล่วงเกิน นางก็สมควรแล้ว ชาติที่แล้วก็เหมือนกัน นางถูกผู้อื่นใส่ร้าย สุดท้ายเป็นเหลียนเย่ที่ยอมรับผิดทุกอย่างแทนนาง ท้ายที่สุดแล้วเหลียนเย่ก็ถูกพวกเขาโบยจนตายนางรู้ดีว่ามีเพียงการกุมอำนาจไว้ในมือเท่านั้น นางถึงจะเป็นผู้ลงทัณฑ์คนอื่นได้ มิใช่ถูกคนอื่นลงทัณฑ์นางไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องวันนี้ นางเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ที่สุด อย่างมากก็แค่เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า เมื่อเทพเซียนต่อสู้กัน มนุษย์ก็จะรับเคราะห์ไปด้วยนางเป็นแค่เหยื่อคนหนึ่งเท่านั้น ยิ่งได้ร
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ
เซี่ยซางได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นจึงไม่บังคับนางอีก ต้าโจวให้ความสำคัญกับจริยธรรมที่สุด การที่นางกตัญญูต่อเสด็จแม่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจยิ่งเพื่อให้เจียงเฟิ่งหัวสบายขึ้นหน่อย เซี่ยซางสั่งให้คนนำเก้าอี้เล็กๆ มาไว้ข้างเตียง ท้องของนางไม่ใหญ่มาก ประกอบกับนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำให้ไม่เหนื่อย อ้าวเสวี่ยและเหลียนเย่ล้วนรออยู่ข้างนอก เขาได้สั่งให้คนไปรับคนทั้งสองมาเช่นกัน บัดนี้นางอยู่ในสถานการณ์พิเศษ ข้างกายไม่อาจไร้คนดูแลกฎระเบียบภายในวังพวกนี้ เขาย่อมไปทูลขอให้เสด็จพ่อทรงอนุโลมเองเขาเห็นทั้งหมดว่า เจียงเฟิ่งหัวดูแลเสด็จแม่อย่างใส่ใจเพียงใด และก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งที่ได้แต่งกับภรรยาทั้งงามสง่าและมีคุณธรรมเช่นนี้หมอหลวงหวังไปเขียนใบรายการยาและต้มยาด้วยตนเองอีกครั้งรอจนคนจากไป สี่หมัวมัวก็ก้าวออกมาเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าเซี่ยซางเพื่อขอรับโทษ“ล้วนต้องโทษบ่าวที่ไม่ได้ดูแลฮองเฮาให้ดี บ่าวมีความผิดเพคะ บ่าวก็เคยเกลี้ยกล่อมให้ฮองเฮาทรงคลายพระทัยแล้ว แต่พระนางตรัสว่ามักทรงรู้สึกผิด…”แววตาของนางดูร้อนใจคล้ายมีคำพูดที่อยากจะกล่าว แต่ก็ราวกับไม่กล้าเล่าสิ่งใดทั้งสิ้น เซี
เฉิงฮองเฮาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ราวกับสติไม่แจ่มใสนัก น้ำเสียงของนางแหบพร่าและอ่อนแรง “ซางเอ๋อร์มาแล้วหรือ แค่กๆ…แม่ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลหรอก” กล่าวจบนางก็หลับตาลงอีกครั้ง ราวกับเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าเหลือเกิน และคล้ายกลับหมดสติไปอีกครั้งแล้วดวงตาของเซี่ยซางแดงระเรื่อ เขาคุกเข่าลงข้างเตียง “เป็นลูกอกตัญญู เสด็จแม่ทรงป่วยหนักถึงเพียงนี้ ลูกกลับไม่รู้เลย เสด็จแม่ทรงไม่สบายที่ใดพ่ะย่ะค่ะ ให้หมอหลวงตรวจดูสักหน่อยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาส่ายหน้า หางตามีหยดน้ำตาซึมออกมา ในขณะที่สะลึมสะลือนางก็ร้องไม่หยุดว่า “เจ็บ”นางยิ่งเป็นเช่นนี้เซี่ยซางก็ยิ่งปวดใจ ถามว่านางเจ็บที่ใดนางก็บอกได้ไม่ชัดเจนเซี่ยซางสัมผัสหน้าผากของนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความร้อนใจ “เหตุใดจึงได้ร้อนเช่นนี้”เขารีบให้คนตักน้ำมา บิดผ้าเช็ดหน้าวางลงบนหน้าผากของนาง แล้วตวาดใส่นางกำนัลด้วยความโมโหทีหนึ่งว่า “พวกเจ้าดูแลเสด็จแม่อย่างไรกัน”นางกำนัลตกใจจนคุกเข่าลงกับพื้น “หม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะทำให้เสด็จแม่ทรงดีขึ้นได้อย่างไร หม่อมฉันได้ยินเสด็จแม่ร้องว่าเจ็บ เหตุใดจึงทรงเจ็บ แล้วเจ็
“เช้าวันนี้ตอนที่หม่อมฉันจะเข้าวัง ได้ยินพ่อบ้านเฉิงพูดว่าจะจัดเตรียมชุดกันหนาวให้ชายารองซู ดูเหมือนชายารองซูจะเดินทางไกลนะเพคะ” เจียงเฟิ่งหัวกล่าวขึ้นมาอีก“นางจะไปที่ใดกัน ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วนางยังคิดจะไปที่ใดอีก” เฉิงฮองเฮากล่าวเสียงหนัก“แม่ทัพน้อยสกุลซูกลับเมืองหลวงแล้ว ชายารองซูน่าจะไปที่จวนสกุลซูเพราะฮูหยินผู้เฒ่าซูยังพักอยู่ที่นั่นเพคะ”“นางเฒ่านั่นจะกลับชายแดนแล้ว ได้กราบทูลต่อฝ่าบาททราบแล้ว”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวว่า “ชายารองซูคงมิได้คิดจะกลับไปกับฮูหยินผู้เฒ่าซูกระมังเพคะ!”“นางจะไปก็ไปเถอะ ทางที่ดีที่สุดอย่าได้กลับมาอีกตลอดกาลเลย…”นางเพิ่งกล่าวคำพูดนี้จบ เจียงเฟิ่งหัวก็เอ่ยเตือนว่า “ท่านอ๋องก็จะไปชายแดนแล้วเช่นกันเพคะ ชาวหูมีเจตนาจะก่อสงคราม ท่านอ๋องได้ถวายฎีกาขอออกศึกแล้วเพคะ รอได้รับราชโองการก็จะออกเดินทาง” พวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เซี่ยซางบอกนาง นางมิได้โป้ปด ส่วนที่เหลือก็รอให้ฮองเฮาไปคาดเดาเอาเอง“ซูถิงหว่านคิดจะตามกองทัพไปทำศึกด้วย ราชสำนักต้าโจวไม่มีธรรมเนียมให้แม่ทัพพาสตรีในครอบครัวไปออกรบด้วยมาก่อน หากซางเอ๋อร์รับราชโองการแล้วนางคอยติดตามอยู่ด้านข้างจริงๆ นางคิ
เจียงเฟิ่งหัวรู้ถึงสถานการณ์ของสกุลเฉิง ชาติที่แล้วก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตของเฉิงฮองเฮาไม่ดี วันเวลาของสกุลเฉิงก็ไม่ดีไปด้วยแม้นางจะเป็นภรรยาเอกของเซี่ยซาง แต่ก็ทำให้สกุลเจียงทั้งตระกูลพลอยเดือดร้อนมีชีวิตอย่างยากลำบากเช่นกัน ดังนั้นนางจึงเข้าใจเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างดีแต่เมื่อได้ฟังเฉิงฮองเฮากล่าวกับนางด้วยตนเองเช่นนี้ ความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว อย่างน้อยที่สุด เฉิงฮองเฮาก็เห็นนางสะใภ้ผู้นี้เป็นคนกันเองแล้วหากเฉิงฮองเฮาเต็มใจช่วยนางจัดการกับซูถิงหว่าน นางก็ไม่รังเกียจจะช่วยพูดให้สกุลเฉิงต่อหน้าเซี่ยซางสักประโยคสองประโยคขอเพียงแม่ทัพเฉิงสามารถคว้าโอกาสไว้ได้ การที่พวกเขาคิดจะไต่เต้ายิ่งขึ้นไป ก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของสกุลเจียงแต่อย่างใดศัตรูที่พวกเขามีร่วมกันล้วนเป็นสกุลซู เรื่องดีๆ เช่นนี้เหตุใดนางจะไม่ทำเล่าเจียงเฟิ่งหัวยิ้มบางๆ ว่า “ความหมายของเสด็จแม่คือ หากท่านอ๋องจะออกศึก ทรงหวังให้พระองค์นำชนรุ่นหลังของจวนแม่ทัพเฉิงไปด้วยใช่ไหมเพคะ” ได้แต่ช่วยดันคนรุ่นหลังก่อน เพราะในชาติก่อน แม่ทัพเฉิงก็คว้าโอกาสนี้ไว้ไม่ได้ หากเขาไปขอราชโองการอย่างบุ่มบ่าม เกรงว่าจะทำให้ฮ่องเ