ครั้งนี้ก็เป็นพระชายาองค์ชายสามที่ลากพระชายาองค์ชายรองมาจวนสกุลเจียงด้วยทุกคนเดินไปหัวเราะไปพูดคุยกันอย่างไม่ติดใจต่อความขัดแย้งในอดีต ผ่านไปครู่หนึ่งจางอวี่มั่วกับพระชายาขององค์ชายสี่ก็มาถึงแล้วเช่นกัน เจียงเฟิ่งหัวก็กล่าวทักทายพูดคุยตามมรรยาทอีกครั้ง ทำเอานางเหน็ดเหนื่อยแทบตายแล้ว ที่สำคัญไม่รู้ว่าเซี่ยซางหายไปไหนแล้วจางอวี่มั่วมาถึงก็ตรงไปที่เรือนของเจียงจิ่นเหยียนทันที ทิ้งพระชายาขององค์ชายสี่ไว้ที่ห้องรับแขกเพียงลำพัง พระชายาองค์ชายสี่ก็เหมือนจะลืมพฤติกรรมอันแสนดุร้ายที่มีต่อพระชายาอวี้อ๋องในตอนนั้นไปแล้ว ทักทายพวกนางด้วยใบหน้าที่แย้มยิ้มพระชายาอวี้อ๋องไม่เต็มใจจะสนใจนาง ตอนนั้นเป็นเพราะเรื่องในครอบครัวของจวนองค์ชายสี่ทำให้นางพลอยเดือดร้อน จนถูกเซี่ยอวี้ทำร้าย ตอนนี้บาดแผลบนร่างยังเจ็บปวดอยู่รางๆ เลย นางจึงผินหน้าไปอีกด้านส่วนท่าทางของพระชายาองค์ชายสี่ก็เหมือนคนที่ซ่อนดาบในรอยยิ้ม “พี่สะใภ้รองยังโกรธอยู่อีกหรือ เรื่องครั้งก่อนต้องโทษที่ข้ามิได้ตรวจสอบให้ชัดเจน ขอโทษท่านด้วย” นางก็เป็นตอนนี้มาประหน้ากัน ถึงได้กล่าวขอโทษออกมาประโยคหนึ่งอย่างเสแสร้งพระชายาอวี้อ๋องกล่าวด้วยค
เจียงจิ่นเหยียนรีบอธิบายทันที “ออกเดินทางหนนี้ ไม่นานข้าก็กลับมาแล้ว จากนั้นก็จะไม่ไปอีกแล้ว หลังจากกลับมาข้าต้องเตรียมตัวสอบคัดเลือกขุนนางในฤดูใบไม้ผลิแล้ว” “คุณชายเจียงบัดนี้ดำรงตำแหน่งอยู่ในกรมคลัง ยังต้องร่วมการสอบเคอจวี่อีกหรือ?” จางอวี่มั่วรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะทอดสายตามองบุปผาใบหน้าในสวนเติบโตอย่างสดใสงดงาม ท่าทางดูมีชีวิตชีวา มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าได้รับการดูแลด้วยความตั้งใจ “ถูกต้องแล้ว ตำแหน่งในกรมคลังก็ไม่มีหน้าที่อะไรให้ทำมากนัก แค่จัดระเบียบสมุดบัญชีต่างๆ” สิ่งสำคัญคือไม่ได้รับความสนใจต่างหาก มิหนำซ้ำยังถูกคนครหาว่าไม่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง อาศัยเส้นสายขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ยิ่งไปกว่านั้นโอกาสก้าวหน้าในอนาคตก็มิได้ยิ่งใหญ่อะไร หากว่าเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ก็อีกเรื่อง จางอวี่มั่วยิ้มพลางเอ่ย “ข้าเชื่อว่าท่านจะต้องสอบผ่านแน่นอน” เขายอมคุยเรื่องนี้กับนางได้ นางก็ดีใจมากแล้ว อย่างน้อยก็แสดงว่าระหว่างพวกเขามีเรื่องให้คุยกันได้ เจียงจิ่นเหยียนผุดยิ้ม เขาไม่กล้าถือดี ขณะเดียวกันก็มิได้ดูแคลนตนเอง ท่าทางดูแล้วมั่นใจเต็มเปี่ยม สองคนพูดคุยกันหัวเราะให้กัน ราวกั
ขณะนั้น สิงโตก็เริ่มกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงอีกครั้ง นักเชิดสิงโตกระโจนขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ฝีมือยอดเยี่ยมเป็นเลิศ กล้าหาญไร้ใดเปรียบ การแสดงเชิดสิงโตอันงดงามตระการตาของทั้งสองตัวช่วยเพิ่มสีสันและความครึกครื้นให้กับงานเลี้ยงวันเกิดไม่น้อย ทำให้แขกเหรื่อพากันส่งเสียงเกรียวกราวโห่ร้อง เสียงปรบมือดังขึ้นไม่หยุด ทันใดนั้น หนึ่งในนักเชิดสิงโตก็ถอดหัวสิงโตออกเผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของเขา ทุกคนจึงเห็นว่าคนที่มอบแหวนให้เมื่อครู่นี้ก็คือเหิงอ๋อง ผู้คนต่างพากันกลั้นหายใจด้วยความตื่นตะลึง พลางคิดว่าเขายังคงท่วงท่าสง่างามดังเคย โดดเด่นยอดเยี่ยมเป็นที่สุด เห็นเซี่ยซางส่งหัวสิงโตให้บ่าวรับใช้ของเขา จากนั้นก็กระโจนตัวไปเบื้องหน้าเจียงเฟิ่งหัว พร้อมกับเผยรอยยิ้มบางที่แฝงด้วยเสน่ห์อันยากจะต้านทานให้นาง “หรวนหร่วน พอใจกับของขวัญวันเกิดที่ข้ามอบให้เจ้าหรือไม่” เหงื่อเท่าเม็ดถั่วผุดขึ้นทั่วหน้าผากของเขา ทว่ารอยยิ้มกลับผลิบานเต็มใบหน้า นัยน์ตาสีดำสนิทดังหินเฮยเย่าจดจ้องที่ใบหน้าของนางอย่างแน่วแน่ ราวกับว่าสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ไม่สำคัญเท่าสตรีตรงหน้าเขา เจียงเฟิ่งหัวใจสั่นไหว นางคิดไม่ถึงเลยว่าเซี่
งานเลี้ยงวันเกิดดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้ว หมัวมัวที่กำลังปรนนิบัติรับใช้เฝิงจิ้งย่วนอยู่พลันร้องอุทานออกมา “ฮูหยิน เป็นอะไรไปเจ้าคะ? ใครก็ได้ ฮูหยินหมดสติไปแล้ว” เห็นเฝิงจิ้งย่วนพลันหมดสติล้มลงกับพื้น อ้าวเสวี่ยเห็นดังนั้นก็ก้าวขึ้นไปอย่างไม่รอช้าจับชีพจรของนางทันที แววตาของนางฉายประกายเยือกเย็นออกมา “ถูกยาพิษแล้ว” เห็นอ้าวเสวี่ยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางชิดกันและกดลงไปอย่างรุนแรงบริเวณจุดใต้ลำคอและทรวงอกของเฝิงจิ้งย่วน เสี้ยวพริบตาถัดมาก็พ่นโลหิตสีดำคำใหญ่ออกมาจากลำคอของนาง เฝิงจิ้งย่วนเองก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง อ้าวเสวี่ยหยิบโอสถลูกกลอนเม็ดหนึ่งจากขวดโอสถที่พกติดตัวป้อนใส่ปากเฝิงจิ้งย่วน จากนั้นก็จับชีพจรให้นางอีกครั้ง “นี่คือลูกกลอนถอนพิษ เคราะห์ดีที่พิษเพิ่งออกฤทธิ์ ยังไม่เข้าสู่ปอด” เจียงหวยซึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งสำหรับบุรุษเข้ามาถึงเป็นคนแรก เซี่ยซางตอบสนองอย่างรวดเร็ว สั่งการด้วยเสียงเข้มทันที “ปิดล้อมจวนสกุลเจียงไว้ ตรวจสอบแขกทุกคนที่เข้ามาในจวนวันนี้” ทุกคนในโถงต่างตกตะลึงอึ้งงัน ไฉนงานเลี้ยงวันเกิดที่ควรจะราบรื่นเป็นมงคลกลับทำให้เจียงฮูหยินถูกวางยาพิษ ชั่วขณะเดียวทุกคนในจว
เจียงเฟิ่งหัวน้ำตาคลอเบ้า เพื่อลูกนางพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองไว้ “อืม หรวนหร่วนเข้าใจแล้วเพคะ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต หรวนหร่วนก็จะปกป้องลูกของพวกเราให้ดี หม่อมฉันเพียงแค่กังวลท่านแม่รอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้ไปได้ แต่ครั้งหน้า แค่คิดก็รู้สึกครั่นคร้ามแล้วเพคะ” “มีข้าอยู่ ไม่มีใครกล้าทำร้ายครอบครัวของหรวนหร่วน พวกเขาก็เป็นคนในครอบครัวของข้าเช่นกัน” เซี่ยซางเอ่ยด้วยเสียงขรึม: “และยิ่งไม่มีใครกล้าทำร้ายเจ้าและลูกของเราด้วย” แววตาของเขาฉายประกายโหดเหี้ยมอำมหิต ทำให้สั่นสะท้านหวาดหวั่น เขารู้ดีมารดาเจียงเป็นคนดีมาก ใครกันที่คิดจะทำร้ายนาง สกุลเจียงเป็นสกุลที่ดำรงซึ่งความซื่อสัตย์มาตลอด ไม่เคยผูกพยาบาทเป็นศัตรูกับผู้ใด ดังนั้นคนที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงของอีกฝ่ายเกรงว่าจะไม่ใช่เจียงฮูหยิน ในใจของเซี่ยซางคาดเดาว่าอาจจะเป็นฝีมือของคนสกุลซู หากว่าสกุลซูกล้าลงมือทำร้ายเจียงเฟิ่งหัวจริง เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าเขาไม่ไว้หน้าแม่ทัพซูแล้วกัน วันนี้ยิ่งคนมากสายตายิ่งมาก ยากต่อการสืบความจริง ไม่มีหลักฐานเขาก็ไม่กล้ากล่าวหาอย่างบุ่มบ่าม คนอื่นล้วนปลอดภัยดี มีเพียงมารดาเจียงเท่านั้นที่ถูกวางยาพิษ
เจียงจิ่นเหยียนผงะไป “นาง นางดีมาก เป็นตัวเลือกภรรยาที่ไม่เลวคนหนึ่ง พวกข้าคุยกันถูกคอ และถูกชะตากันมากทีเดียว” อย่างน้อยเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกันก็มิใช่ปัญหา เจียงเฟิ่งหัวรู้ว่าเขาตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ทว่าคู่สามีภรรยาก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? จะมีสามีภรรยาสักกี่คู่กันที่ได้อยู่ด้วยกันเพราะความรัก แต่สุดท้ายจะคู่ไหนล้วนจำเป็นต้องอาศัยการดูแลในภายหลังอยู่ดี สตรีที่มีความกล้าหาญไล่ตามความรักเหมือนจางอวี่มั่วมีน้อยมาก พี่ใหญ่คงพอจะรู้สึกชมชอบนางได้กระมัง นางเอ่ยขึ้น “หวังว่าจะได้ดื่มสุรามงคลของพวกท่านในเร็ววัน” “อืม ข้าจะเชิญมารดาไปพูดคุยสู่ขอสะใภ้ที่จวนสกุลจาง” เขาเอ่ย จางอวี่มั่วหลบอยู่ด้านนอกประตูได้ยินบทสนทนาของพวกเขาเข้าโดยบังเอิญ ในที่สุดความปรารถนาของนางก็เป็นจริงแล้ว ดีใจจนแทบจะตะโกนส่งเสียงออกมา เพียงแต่อิ๋งเอ๋อร์ที่เขาพูดถึงคือใครกัน? นางพลันหดหู่ใจทันที ที่แท้ในใจของเขาก็มีใครบางคนอยู่ก่อนแล้ว อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน? “ยังไม่กลับอีกหรือ?” เจียงจิ่นเหยียนพลันปรากฏเบื้องหน้านาง จางอวี่มั่วสีหน้ากระอักกระอ่วน พูดติดขัด “ขะ…ข้าก็แค่ยังเป็นห่ว
จ้องมองเงาแผ่นหลังของเจียงเฟิ่งหัวที่เดินจากไป จางอวี่มั่วหน้าแดงเป็นผลพลับสุกปลั่ง นางอาศัยจังหวะที่หยาดน้ำตาบนขอบตาเอ่อล้นออกมาโผเข้าสู่อ้อมกอดของเจียงจิ่นเหยียนพลางร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา เจียงจิ่นเหยียนไม่เคยมีประสบการณ์รับมือกับน้ำตาของสตรีมาก่อน เขานิ่งเหมือนเสาแข็งทื่อปล่อยให้จางอวี่มั่วกอดและร้องไห้ตามสบาย พลางคิดในใจ คงต้องคอยให้นางร้องไห้จนพอกระมัง เมื่อร้องไห้จนพอใจแล้วนางก็จะหยุดร้องเอง! จางอวี่มั่วก็สบโอกาสนี้เลื่อนมือขึ้นโอบรัดเอวของเขาไว้ ถึงอย่างไรก็จะแต่งงานกันแล้ว ในที่สุดนางก็สมดังใจปรารถนาแล้ว ขอกอดให้มากกว่านี้อีกสักนิดเถิด เหลียนเย่เดินอยู่ข้างกายเจียงเฟิ่งหัวแอบหรี่ตามองกลับไปแวบหนึ่ง “กับเรื่องปลอบโยนแม่นางคุณชายใหญ่ช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ รวดเร็วเพียงนี้ก็กอดกันแล้ว” เจียงเฟิ่งหัวเอ่ยในใจ นั่นไม่ใช่เพราะจางอวี่มั่วใจกล้าพอหรืออย่างไร บุรุษล้วนพึงใจสตรีที่รู้จักออดอ้อนทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับคนที่รูปโฉมงดงามแล้วยังชอบออดอ้อนตัวติดคนแบบนั้น จางอวี่มั่วมีหน้าตางามล้ำ มีความสามารถเพียบพร้อม สตรีลักษณะเช่นนี้บุรุษใดเล่าจะไม่ชมชอบบ้าง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ท่านพี
การบรรเทาพิบัติภัยในเมืองเจียงหนานเร่งด่วนมาก เซี่ยซางจึงเรียกเจียงจิ่นเหยียนให้เดินทางไปด้วยกัน ภายในเมืองหลวงเซิ่งจิ่งยังคงมีงานรื่นเริงครึกครื้นเหมือนเคย ร้องรำทำเพลงสนุกสนาน ผู้คนควรจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ใช้ชีวิตไปตามปกติเช่นนั้น หนึ่งเดินต่อมา วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่เจ็ดสิบของท่านจางกั๋วกงพอดี ของขวัญอวยพรจากกรมวังก็ส่งมาถึงจวนจางกั๋วกงตั้งแต่เช้าตรู่ ขุนนางและตระกูลผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ในเมืองเซิ่งจิ่งต่างรู้จักสังเกตท่าที เห็นในวังหลวงส่งของขวัญอวยพรมาให้ ทุกคนก็พากันหอบหิ้วของขวัญไปอวยพรถึงหน้าประตูจวน หลังจากเจียงฮูหยินฟื้นตัวก็รีบสั่งให้คนไปหารือกับเจียงเฟิ่งหัวเรื่องที่จะใช้โอกาสในวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่เจ็ดสิบของจางกั๋วกงเพื่อสู่ขอสะใภ้จากสกุลจาง และจะได้ถือโอกาสอันดีในคราวนี้ปัดเป่าข่าวลือของสองคนให้หมดไป เจียงเฟิ่งหัวครุ่นคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็เอ่ยว่า “ท่านแม่ ท่านต้องคิดให้ดี หากต้องเดินทางไปสู่ขอสะใภ้จากสกุลจางในวันนี้จริง หากเกิดความผิดพลาดระหว่างทาง ผลลัพธ์อาจจะกลายเป็นตรงกันข้ามแทน” “แม่คิดดีแล้ว หากให้พวกเขาสมรสกันอย่างลับ ๆ นั่นก็เท่ากับตอกย้ำว่
เขาคิดว่า ระหว่างราชวงศ์กับขุนนางมักมีความเกี่ยวข้องที่ซับซ้อนร้อยแปดพันเก้า สุดท้ายก็เป็นเพราะเขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงได้ถูกผู้อื่นควบคุมเหตุใดเสด็จพ่อจึงมอบความโปรดปรานให้กับซูกุ้ยเฟย ก็มิใช่เพราะสกุลซูเช่นกันหรือ? เสด็จพ่อถึงกับรู้ว่าสกุลซูยักยอกสวัสดิการกองทัพ แต่ก็ไม่อาจลงโทษได้ นั่นก็เป็นเพราะสกุลซูตรากตรำทำงานหนัก ปกปักชายแดน สร้างผลงานยิ่งใหญ่เมื่อเขาขบคิดเข้าใจก็ตรงไปที่ห้องทรงอักษรทันทีรอจนเซี่ยซางจากไป เจียงเฟิ่งหัวก็เช็ดน้ำตาที่หางตา แล้วกล่าวกับเหลียนเย่ว่า “ในช่วงนี้จนกระทั่งท่านอ๋องรบชนะกลับมา ข้าจะอาศัยอยู่ในวังตลอด เจ้าไปเตรียมการสักหน่อยเถิด” นางต้องแจ้งต่ออู๋ซินเช่นกัน ให้เขาช่วยคอยประสาน สกุลเจียงจะได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้หรือไม่ อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังคงเป็นของฮ่องเต้เมื่อเซี่ยซางไปถึงห้องทรงอักษร ก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้ทันที แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ลูกขอให้เสด็จพ่อทรงมีราชโองการโดยเร็ว ลูกตรวจสอบพบแล้วว่า ผู้ที่เป็นแกนนำในการโจมตีต้าโจวของเราครั้งนี้ คือผู้บัญชาการของเผ่าหู ฮูเหยียนซิวหลัว ลูกเดาว่าที่เขายกทัพมาในครั้งนี้ ก็เพื่อแก้แค้นเมื
เจียงเฟิ่งหัวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เซี่ยซางมายืนตรงหน้านางด้วยแววตาของเขาที่ดำทะมึนอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่รอให้นางกล่าวสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียว เขาก็ก้าวเข้าข้างหน้าแล้วมาใช้กำลังบังคับอุ้มนางออกไปทันที แม้เรื่องราวจะผ่านไปแล้วแต่ภายในใจของนางยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ดูท่าคงจะทำให้เซี่ยซางโมโหเข้าแล้วจริงๆเมื่อออกจากตำหนักคุนหนิง เจียงเฟิ่งหัวแสร้งทำเป็นยังโมโหอยู่ “ท่านอ๋องจะอุ้มหม่อมฉันไปที่ใดเพคะ จู่ๆ ทรงทำเช่นนี้คิดจะทำสิ่งใดกันแน่เพคะ? พระองค์ไม่กลัวชายารองซูจะโกรธหรือเพคะ”เซี่ยซางหยุดฝีเท้าลง วางนางลงบนทางเดิน ดวงตาที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจ้องดวงหน้าของเจียงเฟิ่งหัวเขม็ง “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าเจ้ากับข้าเป็น ‘สามีภรรยาที่อยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ให้เกียรติกันและกันดุจอาคันตุกะ’ หมายความว่าอย่างไร?”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวไม่ยอมถอยว่า “ก็หมายความตามอักษรเพคะ”เซี่ยซางแทบจะถูกทำให้โมโหจนหัวเราะออกมาแล้ว “เจ้ากำลังบอกว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าเหมือนแขกผู้มีเกียรติอย่างนั้นหรือ”เจียงเฟิ่งหัวตกตะลึงไป พูดสิ่งใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยซางกล่าวต่อด้วยความโมโหว่า “ช่วงที่ผ่านม
เมื่อเซี่ยซางได้ยินสิ่งนี้ เขาก็แอบคิดในใจว่า ซูถิงหว่านบอกว่าเสด็จแม่แกล้งป่วย? อาการป่วยของเสด็จแม่นั้นเขาได้เห็นด้วยตาตนเอง ซูถิงหว่านช่างกล้าพูดได้ทุกอย่างจริงๆ!นางคิดว่าหากเขาคิดจะตีชาวหูให้ถอยร่นกลับไป ก็ได้แต่พึ่งสกุลซูของนางหรือไร จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เห็นเสด็จแม่อยู่ในสายตาเลยเจียงเฟิ่งหัวเห็นเขาไม่กล่าววาจาจึงจากไปทันที ไม่มีผู้ใดเห็นว่าในเสี้ยววินาทีที่นางหมุนตัวไป มุมปากของนางก็โค้งเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา ยิ่งซูถิงหว่านทำเช่นนี้ก็จะยิ่งผลักเซี่ยซางให้ไกลออกไปนางคิดว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงสกุลซูที่ออกรบเป็นหรือไง สกุลซูตรากตรำสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ทุกคนล้วนต้องให้ความยำเกรงพวกเขา ทว่าทุกเรื่องราวล้วนควรหยุดในจุดที่เหมาะสม ไม่ว่าสิ่งใดหากมากเกินไปจะเป็นโทษได้ มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นผลงานยิ่งใหญ่จนคุกคามผู้เป็นนายเหนือหัว ทำให้ผู้คนชิงชังเอาได้ที่ฮ่องเต้ไม่อนุญาตให้เซี่ยซางแต่งซูถิงหว่านเป็นภรรยาเอก จะไม่มีการพิจารณาในข้อนี้เชียวหรือ?เจียงเฟิ่งหัวย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว ฮ่องเต้ที่ขี้ระแวงขี้สงสัย แม้แต่ลูกชายของตัวเองก็ยังระวังป้องกัน แล้วนับประสาอะไรกับแม่ทัพที่เฝ้ารักษา
ในเวลานั้นเอง เซี่ยซางย้อนกลับมาที่เบื้องหน้าของคนทั้งสอง เขาเห็นบรรยากาศออกจะเคร่งเครียดอยู่บ้าง จึงถามว่า “มีสิ่งใดหรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ข้างนอกกันหมด?”ซูถิงหว่านจ้องมองเซี่ยซางอย่างอ่อนแอและน่าสงสาร ต่อหน้าเจียงเฟิ่งหัว นางดึงเซี่ยซางไปยังมุมที่อยู่อีกด้าน “ท่านอ๋อง มิได้ทรงรับปากว่าจะพาหม่อมฉันกลับชายแดนหรือเพคะ? ท่านย่ากับพี่ใหญ่ยังรอพวกเรานะเพคะ”เซี่ยซางกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “แผนการมีการเปลี่ยนแปลง ยามนี้เสด็จแม่ทรงประชวรหนัก ข้างกายนางไม่อาจไม่จัดคนไว้คอยปรนนิบัติ เจ้าเป็นชายารองของจวนเหิงอ๋อง และก็เป็นสะใภ้ของเสด็จแม่ ตามหลักจึงควรรั้งอยู่ดูแลเสด็จแม่”เขาลดเสียงเบากล่าวต่อว่า “หวานหว่าน เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่ไม่ดีนัก จะได้ถือโอกาสนี้มาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของเจ้ากับเสด็จแม่พอดี” เพราะเขากังวลว่าซูถิงหว่านจะเสียมรรยาทต่อฮองเฮาด้วยเหตุนี้ จึงได้มาอธิบายต่อนางให้ชัดเจนด้วยตนเองท่านอ๋องก็ทรงรู้ดีว่าฮองเฮาไม่โปรดหม่อมฉัน ไม่ว่าหม่อมฉันจะทำสิ่งใดก็ทรงรังเกียจหม่อมฉันทั้งนั้น เดิมหม่อมฉันก็ปรนนิบัติคนไม่เป็นอยู่แล้ว เกรงว่าจะทำได้ไม่ดีจนทำให้ฮองเฮายิ่งทรงพิโรธ กล
นึกถึงชาติก่อนที่นางถูกเซี่ยอวี้หย่า มีจุดจบที่ไร้ทั้งทรัพย์สินและอำนาจ สุดท้ายยังต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่าไม่อาจตั้งครรภ์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนางก็มิได้ตายในตำแหน่งพระชายาอวี้อ๋องดังที่ปรารถนาคนอย่างหลัวจื่อฉยงไม่มีทางฆ่าตัวตาย ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงพระชายาหากกระทำอัตวินิบาตกรรมขึ้นมาถือเป็นความผิดมหันต์ หลังตายไม่เพียงไม่อาจสงบสุข ยังจะทำให้วงศ์ตระกูลต้องพลอยเดือดร้อนไปอีก จุดนี้หลัวจื่อฉยงได้ไตร่ตรองเป็นอย่างดีนางน่าจะมาถึงจุดที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะถอยก็ถอยไม่ได้ จะก้าวต่อไปก็ไร้หนทางแล้วแต่นางมิใช่พระโพธิสัตว์ ไม่คิดจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านของจวนอวี้อ๋อง นอกจากนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์จะเข้าไปยุ่งและเซี่ยซางก็ไม่อยากให้นางยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้นางคิดว่า ชาติก่อนแม้หลัวจื่อฉยงถูกหย่าอย่างน้อยก็ยังเหลือชีวิต ในชาตินี้หวังว่าชะตาชีวิตของนางอย่าได้แย่กว่าชาติที่แล้วเลยนางเพิ่งเข้าไปในตำหนักคุนหนิง ก็เห็นซูถิงหว่านเดินมาที่เบื้องหน้าของนางพร้อมกับดวงตาที่จ้องเขม็งมาที่นางอย่างดุเดือด ทว่าในไม่ช้า นางก็เก็บงำความโกรธในก้นบึ้งดวงตาแล้วเดินเข้ามาใกล้เจียงเฟิ่งหัวเมื
เจียงเฟิ่งหัวเหยียดหลังตรง เดินผ่านหน้าซูถิงหว่านไปอย่างสง่างาม ทำให้ซูถิงหว่านโมโหแทบตายแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกนางคร้านจะสนใจสีหน้าซีดเผือดราวเถ้ากระดูกคนตายของนาง ไปส่งทุกคนถึงหน้าประตูตำหนักคุนหนิงด้วยตนเองในเวลานั้นเอง จู่ๆ เจียงเฟิ่งหัวก็รั้งพระชายาองค์ชายรองไว้ ดึงนางไปกระซิบถามที่ด้านข้างว่า “คอของพี่สะใภ้รองเป็นอะไรไป? ได้รับบาดเจ็บหรือ?”พระชายาขององค์ชายรองสวมเสื้อปกสูง ทั้งยังสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่อีก นางพยายามลดการคงอยู่ของตนลงมากที่สุดแล้ว แต่ก็ยังคงถูกเจียงเฟิ่งหัวค้นพบเข้าได้นางจึงเผยบาดแผลที่แขนออกมาให้เจียงเฟิ่งหัวดู จากนั้นก็เลิกคอเสื้อให้นางดูอีก รอยแผลถูกเชือกรัดออกมา นางเกือบขาดอากาศหายใจตายไปแล้ว นางจากบริเวณพวกนี้ บนมือ ขา เอว และแผ่นหลังของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเซี่ยอวี้ทั้งสิ้น เขาคิดจะซ้อมนางให้ตายจริงๆหลังเจียงเฟิ่งหัวได้เห็นก็รู้สึกสะทกสะท้อนใจ กล่าวเสียงเบาว่า “แผลพวกนี้เป็นอวี้อ๋องตีอย่างนั้นหรือ?”พระชายาอวี้อ๋องหัวเราะเยาะตนเองทีหนึ่ง “นอกจากเขาแล้วยังจะมีผู้ใดกล้าลงมือกับข้าอีกเล่า”เจียงเฟิ่งหัวกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ท่านก็
โดยไม่รู้ว่า แผนการเล็กๆ ของนางกำลังจะพังทลายลงแล้วเมื่อเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ซูถิงหว่านจึงได้พบว่าพระชายาทุกท่านล้วนอยู่ที่นี่ ด้านนอกหนาวจนคนฟันกระทบกัน แต่นางมีเสื้อคลุมตัวใหม่ที่แสนอบอุ่น ด้านคุณภาพมันถูกทำขึ้นจากขนมิงค์ ส่วนด้านรูปลักษณ์นี่เป็นแบบล่าสุดในตอนนี้ ในมือของนางยังถือเตาพกไว้ นอกจากปลายจมูกที่ถูกความเย็นทำให้แดงก่ำแล้ว นางก็ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด ดูไปแล้วน่ารักเป็นอย่างมากสายตาของทุกคนล้วนจับจ้องไปที่ตัวนาง นางติดตามอยู่ที่ด้านหลังของเซี่ยซางอย่างสงบเสงี่ยมรู้ธรรมเนียม ทว่าภายในใจกลับกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง ความรู้สึกที่ถูกผู้อื่นจับจ้องช่างดีจริงๆ ทว่า ทุกคนกลับรู้สึกว่าชายารองซูแต่งกายอย่างโอ้อวดเกินไปหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรฮองเฮาก็ถือเป็นแม่สามีของนาง นางเพิ่งมาถึงตอนนี้เดิมก็ไม่ผิดธรรมเนียมแล้ว เห็นแก่ที่นางเป็นเพียงชายารองมิใช่ชายาเอก จึงไม่มีผู้ใดตำหนินาง แต่การแต่งกายประดับประดาอย่างฉูดฉาดเย้ายวนยิ่งกว่าพระชายาเช่นนี้สถานการณ์แบบใดควรแต่งกายเช่นใด นางควรจะแยกแยะให้ออกสิ!เมื่อมาถึงเบื้องหน้าของฮองเฮา เซี่ยซางก็กล่าวว่า “เสด็จแม่ทรงประชวรแล้ว เจ้ามีฐานะเป็น
“แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่หรวนหร่วน ตอนนี้เจ้ากำลังตั้งครรภ์ สุขภาพของแม่ไม่สำคัญ การปกป้องหลานของข้าให้ดีจึงจะเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของเจ้า แค่กๆ…”ฮองเฮาปิดปาก “อย่าเข้ามาใกล้แม่เช่นนี้ อยู่ห่างออกไปสักหน่อย แม่จะได้ไม่ทำให้เจ้าติดโรคจนทำร้ายเด็กไปด้วย ซางเอ๋อร์ลูกดูแลหรวนหร่วนให้ดีก็พอ แม่ไม่เป็นไร แค่กๆ…”เจียงเฟิ่งหัวชื่นชมทักษะการแสดงของเฉิงฮองเฮาเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนางได้ยินเสียงไอพวกนี้ นางยังรู้สึกสงสารและกังวลขึ้นมาในใจเลยต่อหน้าทุกคน เซี่ยซางไม่กล้าให้เจียงเฟิ่งหัวนั่งแล้ว ไม่เช่นนั้นหากถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา ที่ได้รับผลกระทบก็คือชื่อเสียงของนาง อีกทั้งนางทำดีมากแล้ว ยิ่งไม่อาจให้คนครอบชื่อเสียงอกตัญญูให้นางอย่างไร้เหตุผลแม้เสด็จแม่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียว แต่ในจวนอ๋องของเขามีผู้หญิงอยู่สองคน บัดนี้ คนหนึ่งมาคอยปรนนิบัติดูแลอย่างตั้งใจอยู่ที่นี่ อีกคนกลับไม่ถามไถ่ มิน่าเสด็จแม่จึงไม่เคยชอบซูถิงหว่านเลยตอนนั้น หากเขาแต่งซูถิงหว่านมาเป็นพระชายาเหิงอ๋องจริง ไม่รู้ว่าเสด็จแม่จะทรงเสียใจและเป็นทุกข์เพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ราชครูเจียงและเจียงฮูหยินน
แต่หากฮองเฮาทำให้เขาโมโห เขาก็สามารถทอดทิ้งนาง ทรมานนางได้เช่นกันเพราะเขาคือฮ่องเต้ที่สูงส่งเหนือผู้ใด เคยชินกับการมีสตรีคอยเอาอกเอาใจและเชื่อฟังมานานแล้ว ก็แค่นั้นเอง ดังนั้นฮ่องเต้และฮองเฮาจะมีความผูกพันฉันสามีภรรยาได้สักเท่าไรนางรับรู้ได้ถึงความเย็นชาไร้น้ำใจของฮ่องเต้มีเพียงใช้ชีวิตอย่างไร้ใจไร้ไมตรีเท่านั้นจึงจะไม่เจ็บปวดนางคาดการณ์ไว้นานแล้วว่าเส้นทางที่นางต้องเดินก็คือทางสายเก่าของฮองเฮา แต่เส้นทางของนางกับฮองเฮาก็แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางจะกุมหัวใจของเซี่ยซางไว้ให้มั่น แล้วเหยียบซูถิงหว่านกับสกุลซูทั้งตระกูลขึ้นสู่ตำแหน่งหากมีวันหนึ่ง พวกมันได้รู้ว่า ความร่ำรวยหรูหรายศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกมันเคยได้เพลิดเพลินในชาติก่อน ถูกตัวนางในชาตินี้ทำลาย ไม่รู้ว่าพวกมันจะสำนึกเสียใจต่อทุกสิ่งที่เคยทำร้ายนางหรือไม่เส้นทางนี้ทั้งยาวนานและยากลำบากอย่างยิ่ง ทว่าขอเพียงนางค่อยๆ วางแผนไปทีละก้าว ก็ไม่มีอุปสรรคใดที่ไม่อาจเอาชนะ นางมีความตั้งใจอันแน่วแน่ที่จะได้เห็นฉากที่พวกมันก้มกราบศิโรราบอยู่บนพื้นทางด้านนี้ เหล่าองค์ชายกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการแสดงออกถึงความกตัญญูของตน แ