หอคอยแห่งจิตวิญญาณเป็นสถานที่วางป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ ก่อนหน้านั้นจื่ออันเองก็เคยคุกเข่าอยู่ที่นี่แต่ละเดือนวันที่หนึ่งและสิบห้า ช่วงเวลากลางคืนมหาเสนาบดีเซี่ยจะมาจุดธูปอธิษฐานให้บรรพบุรุษช่วยคุ้มครองวันนี้ก็ไม่มีข้อยกเว้น โดยเฉพาะที่ระยะนี้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย เขาย่อมรู้สึกว่าโชคชะตาของเขาไม่ดีนัก จึงต้องการความช่วยเหลือ“เจ้าคอยรออยู่ด้านนอกนี่” เขาเอ่ยสั่งเด็กรับใช้ที่ติดตามมาด้วย“ขอรับ!” เด็กรับใช้เอ่ยตอบรับเขาก้าวขึ้นไปบนบันไดด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวลวันนี้ภายในโถงประชุม ในตอนที่มู่หรงเจี๋ยพุ่งเป้ามาหาเขานั้น ราชครูเหลียงเองกลับมากล่าวโทษเขาพร้อมกับผู้สำเร็จราชการแทน ทำให้ในใจของเขารู้สึกไม่สบายนัก เขาคิดว่าราชครูเหลียงควรที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับเขา มิฉะนั้นแล้ว การร่วมมือกันจะไปมีความหมายอันใด?และในตอนที่กำลังจะเปิดประตูนั้น กลับได้ยินเสียงดังลอยมาจากด้านในเขาโมโหยิ่งนัก เป็นผู้ใดกันที่มืดค่ำถึงเพียงนี้แล้วยังอยู่ในหอคอยแห่งจิตวิญญาณอีก? เซี่ยจื่ออันไม่อยู่ เซี่ยหว่านเอ๋อเองก็ไม่อยู่ คงจะเป็นบ่าวไพร่ที่อยู่ในจวนแล้วเสียงใสกังวานดังลอยออกมาจากด้านใน “ขอใ
ฮูหยินหลิงเอนกายครึ่งตัวอยู่บนเก้าอี้ตรงหน้าระเบียง คลุมด้วยชุดบางเบา ใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มถึงแม้ไม่นับว่างดงามอ่อนเยาว์ แต่ผมยาวเพิ่งสระที่ปล่อยลงมา มีกลิ่นหอมจาง ๆ ทำให้ทั้งคนมองรู้สึกสดชื่นอย่างยิ่งชายหนุ่มมีบางคราวที่ชื่นชอบร่างกายที่สดใหม่อ่อนเยาว์ แต่ว่ามีบางคราวที่หวนคิดถึงความสัมพันธ์ครั้งเก่า เสื้อผ้าไม่ดีเท่าใหม่ คนไม่ดีเท่าเก่านางแหงนหน้าขึ้นมองไปยังพระจันทร์เต็มดวงที่สว่างไสว น้ำตาค่อย ๆ หยดไหลลงมาอย่างเงียบ ๆแต่นางก็เช็ดออกไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นท่าทีที่ดื้อดึงนางรู้ดีว่าไม่ไกลออกไปมีเงามืดที่คอยจับตามองดูนางอยู่นางค่อย ๆ หลับตาลง ในคืนนี้มีความเป็นไปได้อยู่สองทางอย่างแรกคือ ชู่อวี่จะกลายเป็นคนของเขา เช่นนั้นก็ยังมีประโยชน์ต่อตนเองอยู่บ้าง เพราะว่าเป็นมือข้างหนึ่งของนางที่เป็นคนผลักชู่อวี่ออกไป ชู่อวี่จะต้องเอ่ยถึงเรื่องดี ๆ ของตนเองต่อหน้าของเขาบ้างความเป็นไปได้ข้อที่สองคือ เขามองชู่อวี่ได้ทะลุปรุโปร่ง แล้วเอ่ยถามชู่อวี่ เด็กชู่อวี่จะต้องไม่กล้าปิดบังแล้วเอ่ยบอกความจริงออกไป ดังนั้นเขาจะต้องมา อีกทั้งยังมาด้วยความกรุ่นโกรธ หลังจากที่ได้กลิ่นของธูปหอมเข้าไ
แต่ว่าต่อให้จะเกลียดหญิงสาวผู้นี้เพียงไร ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงต้องใส่ใจต่อหน้าตา“ขอโทษด้วย ข้าทำเรื่องผิดพลาดไปมาก ทว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่กับท่านมากว่าสิบปีนี้ ข้าไม่เคยแม้แต่จะมีใจเป็นอื่น ข้ารู้ว่าตอนนี้ข้าเอ่ยอันใดออกไปท่านล้วนแต่ไม่เชื่อ แต่ว่าใจของข้าดวงนี้ พระอาทิตย์และดวงจันทร์ล้วนแต่สามารถเป็นพยานให้ข้าได้ หากว่าท่านไม่ไล่ข้าออกไป ข้าจะเป็นบ่าวรับใช้ข้างกายท่านก็พึงพอใจแล้ว”มหาเสนาบดีเซี่ยออกไป เขาไม่อยากได้ยินคำพูดเช่นนี้ และไม่อยากให้ตนเองใจอ่อนหลังจากที่เขาจากไปแล้ว ฮูหยินหลิงหลงส่งเสียงเรียกออกมาเบา ๆ “ชู่อวี่!”ชู่อวี่เข้าไปแล้ว ก็โค้งกายเอ่ย “ฮูหยิน!”นางก้มศีรษะลงต่ำ ระงับอารมณ์ในดวงตาเอาไว้ฮูหยินหลิงหลงนั่งลงพิงเข้ากับขอบเตียง เหลือบมองมายังแวบหนึ่ง “ในใจของเจ้าไม่มีสบอารมณ์ใช่หรือไม่?”“มิกล้า!” ชู่อวี่เอ่ยตอบ ไม่เพียงแต่ไม่สบอารมณ์? แต่กลับรู้สึกเกลียดนางฮูหยินหลิงหลงยิ้มออกมาจาง ๆ “นายท่านไม่ได้ต้องตาเจ้า เจ้าเองก็อย่าน้อยเนื้อต่ำใจไป เรื่องที่ข้าเคยรับปากเจ้าเอาไว้ จะต้องทำได้ ขอเพียงแค่ข้าได้กลับไปยังเรือนด้านหน้า เจ้าก็ยังคงมีความหวัง”ชู่อวี่เงยหน้า
ซีเหมินเสี่ยวเยว่จ้องมองมายังนาง “เจ้าว่าอะไรกัน?”ทว่าฮูหยินหลิงหลงกลับหันหลังแล้วจากไป “ในเมื่อฮูหยินไม่ต้อนรับข้า ข้าก็จะไป”ซีเหมินเสี่ยวเยว่ก้าวไปยังเบื้องหน้าหยุดนางเอาไว้ แล้วเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา “เอ่ยออกมาให้ชัดเจน อะไรคือคุณหนูตระกูลหลิน? อะไรคือเข้าแถวกันแต่งเข้ามาทีละคน?”ฮูหยินหลิงหลงแสร้งทำไปเล่นกับปอยผม เมื่อเทียบกับซีเหมินเสี่ยวเยว่ที่ดูตื่นตระหนกแล้ว นางเห็นได้ชัดว่าดูสงบกว่ามาก “ฮูหยินไม่รู้หรอกหรือ? จวนมหาเสนาบดีกำลังจะจัดงานมงคลแล้ว คราวนี้จะแต่งกับคุณหนูใหญ่ตระกูลหลิน หลานสาวของหลินซื่อหลาง”ซีเหมินเสี่ยวเยว่หรี่ตาลง “ข้าไม่เชื่อเจ้า เจ้าที่มีแต่เรื่องไร้สาระเต็มไปหมด”“จะเชื่อหรือไม่ก็ดี ข้าตั้งใจมาที่นี้ไม่ใช่มาแสดงอำนาจ เพียงแต่ต้องการจะบอกความจริงบางอย่างกับเจ้าก็เท่านั้น อย่างไรแล้วเจ้าเองก็เคยจริงใจกับหว่านเอ๋อ อย่าได้ถูกผู้อื่นหลอกลวงเลย เรื่องของจวนมหาเสนาบดีและตระกูลหลิน ผู้คนในเมืองหลวงมากมายล้วนแต่รับรู้ เพียงแต่เจ้าที่หลบซ่อนอยู่ที่นี่ก็เลยไม่รู้เรื่องราว”ซีเหมินเสี่ยวเยว่ยิ้มเย็นออกมา “เจ้าเป็นคนเช่นไรข้าจะไม่รู้หรอกหรือ? จะใจดีเพียงนี้ มาบอกกล่า
อีกทั้งเมื่อเกิดแบบอย่างขึ้นแล้ว ราษฎรคนอื่น ๆ ล้วนแต่จะต้องมาบอกว่าต้องการจะเข้าเยี่ยมคนที่บ้าน เมื่อถึงเวลานั้นสถานการณ์ก็ยากที่จะควบคุมได้แล้ว“ไม่ ไม่อาจเข้าไปได้”แม่ทัพหลี่เอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านหมอเซี่ย จริง ๆ แล้วเพียงแค่เข้าไปดูเพียงชั่วแวบเท่านั้น มีอะไรให้ต้องกังวลอย่างนั้นหรือ”โหรวเหย๋าเสี้ยนจู่เองก็เข้ามาเอ่ย “ใช่แล้ว ไม่เป็นอะไร เพียงแค่เหลือบมองจากที่ไกล ๆ”“ไม่ได้ แบบอย่างเช่นนี้ไม่อาจเปล่อยให้เกิดขึ้นได้” จื่ออันเอ่ยปฏิเสธไปในทันที ไม่หวั่นไหวเพียงเพราะว่าโหรวเหย๋าเสี้ยนจู่เข้ามาเอ่ยขอร้องแม่ทัพหลี่กรุ่นโกรธขึ้นมา “ทำไมเจ้าถึงได้ใจร้ายเช่นนี้? ในฐานะที่เป็นมารดาคิดถึงบุตรชายตนเองขึ้นมา อีกทั้งนางยังรู้ว่าบุตรชายของตนใกล้จะตายแล้ว เพียงแค่ก่อนจะตายพบหน้ากันสักคราวก็ไม่ได้อย่างนั้นหรือ? เจ้าจะวางท่าอะไรกัน? ที่นี่เองก็ไม่ใช่ที่เจ้าจะตัดสินใจได้”เมื่อเอ่ยจบแล้ว ก็ดึงหลูซื่อขึ้นมาเอ่ย “ข้าจะส่งเจ้าเข้าไป ไม่ต้องสนในนาง”จื่ออันยังคงต้องการที่จะหยุดนางอีก ทว่าโหรวเหย๋ากลับทำใบหน้าเย็นชา “เจ้ามาที่นี่ ไม่ได้มีส่วนร่วมใด ยังไม่อนุญาตทุกคนทำอย่างนี้ทำอย่างนั้น
โหรวเหย๋าเสี้ยนจู่โหรวเหย๋าเสี้ยนจู่ยกมือปิดปากเอาไว้ มองไปยังหลูซื่อ และทหารสามนายที่ถูกกัดเข้า อยู่ดี ๆ ก็มีคนถูกกัดเพิ่มขึ้นมาสี่คน อีกทั้งยังเกิดขึ้นต่อหน้าของพวกเขา พวกเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เบิกตากว้างมองทุกอย่างนี้ ช่างยากที่จะยอมรับได้หลูซื่อตกใจเสียเกือบจะเป็นลมไป เอาแต่ร้องไห้ ร้องไห้อยู่ตลอด นางถูกกัดเข้าที่ลำคอ และตอนนี้ก็มีเลือดไหลออกมา นางยังคงไม่ใส่ใจ ยังคิดที่จะคลานเข้าไปสัมผัสกับหลี่เอ้อร์จื่ออันลุกยืนขึ้นเอ่ยออกมากับโหรวเหย๋า “อย่ามัวแต่อึ้งตะลึงกัน ไปเตรียมยาฆ่าเชื้อมาทำความสะอาดบาดแผล”โหรวเหย๋าเสี้ยนจู่มองจื่ออันด้วยความตะลึง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างหดหู่ใจว่า “มีประโยชน์อย่างนั้นหรือ? พวกเราล้วนแต่รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ใด”คำพูดประโยคนี้ของโหรวเหย๋าเสี้ยนจู่ทำให้ทหารทั้งสามนายที่ถูกกัดล้มลงไปกับพื้น มองไปยังบาดแผลของตนเอง ด้วยท่าทีเศร้าสร้อยจื่ออันเหลือบมองออก เอ่ยเสียงดังออกมา “โหรวเหย๋า นำคนของเจ้าไปเตรียมยาฆ่าเชื้อเดี๋ยวนี้ ทุกคนล้วนแต่สามารถมีชีวิตอยู่ได้”ทันใดนั้นท่านหมออาสาสมัครเยาว์วัยคนหนึ่งก็ทรุดลงกับพื้น กุมศีรษะร้องไห้ออกมา “ไม่ ไม่มีป
“พวกเจ้าจะเชื่อใจข้าสักครั้งไม่ได้หรืออย่างไรกัน?” จื่ออันโมโหเข้าให้แล้ว นางเองก็พอจะรู้หนักเบาเช่นกัน“เชื่อเจ้า? เจ้าได้รับคำสั่งทหารให้เข้ามา หากว่ารักษาไม่ได้ เจ้าจะต้องตาย เพราะฉะนั้นเจ้าเลยต้องการจะวางยาพิษพวกเขาให้ตาย เพื่อที่จะลดโทษของเจ้าให้เบาลง ใช่หรือไม่?” โหรวเหย๋าเสี้ยนจู่เอ่ยถามออกมาจื่ออันมีท่าทีเย็นชา “โหรวเหย๋า ข้าอยู่กับเจ้ามาแล้วกี่วัน เจ้าเคยเห็นข้าไม่พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาคนเมื่อใดกัน? ข้าวางยาพิษพวกเขาให้ตาย แล้วจะสามารถลดโทษของข้าได้อย่างนั้นหรือ? ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีคนล้มตายไปเท่าไหร่ ขอเพียงแค่ข้าไม่อาจรักษาโรคนี้ได้ ข้าก็ไม่อาจที่จะรักษาหัวเอาไว้ได้ แล้วข้าจำเป็นต้องทำเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?”แม่ทัพหลี่นึกถึงบุญคุณที่เมื่อครู่นี้นางได้ช่วยชีวิตเอาไว้ หากว่าไม่ใช่นางที่ดึงหลี่เอ้อร์ออกไป เขาคงจะถูกกัดไปนานแล้ว“เสี้ยนจู่ ครั้งนี้ข้าเชื่อนาง” แม่ทัพหลี่เอ่ยออกมาโหรวเหย๋ามองไปยังแม่ทัพหลี่ด้วยความไม่เชื่อ “เจ้าเชื่อนาง? นางต้องการจะใช้สารหนูเชียวนะ พวกเราจะมองดูนางวางยาพิษคนเหล่านั้นตายไปหรือ”“ข้าไม่วางยาพิษ แล้วพวกเขาจะไม่ตายไปอย่างนั้นห
แม่ทัพหลี่นำกาเหล้าออกมา แล้วส่งไปให้จื่ออัน “ดื่มสักหน่อยเถอะ” จื่ออันรับมา ก่อนที่จะดื่มติดต่อกันถึงสามคำ เหล้าร้อนแรงไหลลงคอก่อนไปถึงท้องของนาง ช่วงท้องรู้สึกถึงความร้อนแรงขึ้นมาเป็นระยะ ทั่วทั้งกายก็เริ่มร้อนขึ้น จื่ออันส่งเหล้ากลับไปให้แม่ทัพหลี่ จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า “หลายวันก่อนหน้านี้ หนี่หรงเคยถูกกัดมาก่อนครั้งหนึ่ง ทว่าตอนนั้นเขาอยู่นอกเมือง จึงใช้สมุนไพรที่ใช้สำหรับภายนอกไปบางอย่าง สมุนไพรผ่านการเคี้ยวมาก่อน ตอนที่ถูกกัดนั้น อาการไม่ได้กำเริบออกมา พวกเราจึงคิดกันว่า ที่กัดเขานั้นไม่ใช่ผู้ป่วยโรคผีดิบ แต่ว่าอีกไม่กี่วันก่อน ในตอนที่ข้าเข้ามายังพื้นที่ภัยพิบัตินั้น เขาก็ถูกกัดเข้าอีกครั้ง มีคนที่ถูกกัดพร้อมกันกับเขารวมสามคน เหตุการณ์ในวันนั้นค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับคืนวันนี้ คนที่ถูกกัดนั้นเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง ทหารองค์รักษ์คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็คือหนี่หรง อีกสองคนตอนนี้ยังถูกควบคุมด้วยการฝังเข็มและสารหนู เพื่อระงับอาการป่วยลงชั่วคราว ส่วนหนี่หรงนั้นไม่แสดงอาการป่วยอันใดออกมาเลย” โหรวเหย๋าเสี้ยนจู่ถึงได้เข้าใจขึ้นมาว่า ทำไมคืนนี้นางถึงได้ห้ามมิให้หลูซื่อเข้าไปพบกับหลี่เอ้
ร่างกายของแม่ทัพเฒ่าฉินสั่นสะท้านด้วยความโกรธ “เจ้าสาปแช่งปู่รึ เจ้าเคยคำนึงถึงญาติพี่น้องหรือไม่?”เมื่อหมอหลวงมาถึง กลับไม่มีคนในตระกูลฉินคอยเฝ้าเขาอยู่ในห้อง ดังนั้นจึงมีเพียงแต่บ่าวรับใช้หลังจากตรวจสอบอาการเสร็จ หมอหลวงก็กล่าวด้วยสีหน้าตกตะลึง “ท่านแม่ทัพเฒ่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ท่านได้ไปที่ใดมา? แล้วท่านเคยเข้าไปในพื้นที่โรคระบาดหรือไม่?” “ไม่เคย ข้าไม่เคยไปที่นั่น” สีหน้าของแม่ทัพเฒ่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลวง “ท่านกำลังสงสัยว่าข้าติดเชื้อโรคระบาดใช่หรือไม่?”“อาการช่างคล้ายคลึงกันยิ่งนัก” หมอกลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด“เป็นไปไม่ได้!” แม่ทัพเฒ่าฉินรู้สึกตื่นตระหนกอย่างมาก “ท่านวินิจฉัยผิดหรือไม่?”“ข้าจะจัดยาให้ท่านสองชนิดก่อน หากดื่มยาเหล่านี้แล้วไม่ได้ผล เช่นนั้นไม่ใช่ก็ใกล้เคียงแล้วขอรับ” หมอหลวงกล่าวแม่ทัพเฒ่าฉินกล่าวด้วยความลนลาน “ฉินโจวบังคับให้ท่านพูดเช่นนี้ใช่หรือไม่?”หมอหลวงรู้สึกประหลาดใจ “แม่ทัพเฒ่า ท่านหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดแม่ทัพฉินถึงต้องบังคับให้ข้าพูดเช่นนี้?”หมอหลวงชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแล้วโพล่งถาม “ท่านเคยพูดคุยกับองค์ชายเ
นางสามารถเสียสละได้ แต่จะไม่มีทางทรยศต่อประชาชนเป่ยโม่เด็ดขาดสำหรับความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและประเทศชาติ นางจะต้องรักประชาชนก่อน จึงจะสามารถภักดีต่อองค์จักรพรรดิได้ฉินโจวกล่าวคำเบา “ข้าเข้าไปในพระราชวังเพื่อเชิญหมอหลวงแล้ว ท่านปู่พักผ่อนก่อนเถิด ข้าจะออกไปเดินเล่นรับลมสักหน่อย”ดวงตาของแม่ทัพเฒ่าฉินอัดแน่นด้วยความโกรธ แต่ก็พยายามอย่างหนักเพื่อระงับมันฉินโจวเดินออกจากห้อง และเห็นว่าฉินเป้าน้องชายของตนนั่งอยู่ที่สวน เมื่อเห็นนางเดินออกมา เขาก็ถามว่า “ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง?”ฉินโจวจำคำพูดของท่านปู่ได้อย่างแม่นยำ จึงเมินเฉยต่อเขาและตอบอย่างใจเย็น “เข้าไปดูด้วยตนเองสิ”ฉินเป้าคลี่ยิ้ม แต่มันกลับดูอ้างว้างอย่างยิ่ง “ข้าได้ยินสิ่งที่ท่านปู่พูดกับท่านแล้ว ข้าไม่อยากเข้าไป”ฉินโจวตกตะลึง “เพราะเหตุใด เขาทุ่มเทความพยายามทั้งหมดไปกับหารวางแผนเพื่อเจ้า เจ้าควรขอบคุณท่านปู่สิ”ฉินเป้าหัวเราะเยาะ “จริงรึ? หากเขาทอดทิ้งท่านเพื่อตระกูลได้ ในอนาคตเขาจะไม่ทอดทิ้งข้าหรือ? ข้าไม่ต้องการชื่อเสียงหรือความดีงามใด ๆ พวกมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการเลย”ฉินโจวดูถูกน้องชายมาโดยตลอด เพราะเขาไม่ได
ทั้งสองคนเดินออกไปและหยุดอยู่บนทางเดิน หมอมองฉินโจวพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่านแม่ทัพ ข้ากำลังสงสัยว่าท่านแม่ทัพเฒ่าจะป่วยด้วยโรคระบาดขอรับ”ฉินโจวตกตะลึง “โรคระบาด? เป็นไปได้อย่างไร? ปู่ของข้าไม่เคยออกไปข้างนอก และไม่เคยติดต่อกับผู้ป่วยโรคนี้เลย แล้วเขาจะติดเชื้อโรคระบาดได้อย่างไร?”“ข้าเคยรักษาผู้ป่วยโรคระบาดมาก่อน ซึ่งอาการคล้ายคลึงกันอย่างมาก ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอ ตาแดง หายใจเร็วขึ้น เมื่อเกิดอาการเหล่านี้พร้อมกันจะอันตรายอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นโรคนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดขอรับ” หมอกล่าว“เป็นไปไม่ได้ หากจะติดเชื้อโรคระบาดก็ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยที่มีเชื้ออยู่แล้ว แต่ท่านปู่ของข้าไม่เคยใกล้ชิดคนเหล่านั้นเลย แล้วเขาจะติดเชื้อได้อย่างไร?” ฉินโจวยังคงไม่เชื่อหมอประสานหมัด “ทั้งหมดนี้คือคำวินิจฉัยของข้า หากท่านแม่ทัพไม่เชื่อ ก็สามารถขอให้หมอคนอื่นมาตรวจดูได้ หรือท่านจะพาเขาไปที่พระราชวัง และขอให้หมอหลวงช่วยตรวจอาการ ข้าไร้ความสามารถ จึงอาจวินิจฉัยผิดพลาดได้ ลาก่อนขอรับ ๆ!”สิ้นคำ หมอก็หยิบกล่องยาแล้วออกไปโดยไม่เขียนใบสั่งยาด้วยซ้ำฉินโจวสับสนไม่น้อย ท่านปู่ติดเชื้อโร
หัวใจของฉินโจวเย็นเยียบราวกับน้ำ “ใช่ ตราบใดที่ข้าตายในสนามรบ ตระกูลฉินก็ยังจะเป็นผู้กล้า และเป็นขุนนางผู้มีเกียรติ”แม่ทัพเฒ่าฉินเงียบไปครู่ใหญ่ จากนั้นกล่าวคำเบา “ในฐานะหลานสาวตระกูลฉิน มันเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องเสียสละเพื่อชื่อเสียง และรากฐานของตระกูล”ฉินโจวกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ “หลายปีที่ผ่านมานี้ ข้ายังทำไม่พออีกหรือ? ตอนนี้มีใครในตระกูลฉินบ้างที่ไม่เกาะกินเลือดนี้ของข้า?”แม่ทัพเฒ่าฉินลุกยืนขึ้นพลางกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว คราวนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าจะต้องเข้าไปในพระราชวัง ข้าให้คำมั่นกับฮองเฮาเฉาแล้ว ว่าวันนี้เจ้าจะไปที่นั่นเพื่อทูลขอรับคำสั่ง หากเจ้าไม่ไป ข้าก็จะรับคำสั่งและออกรบด้วยตนเอง”“ท่าน...” ฉินโจวมองเขาด้วยสายตาโศกเศร้า “ท่านปู่ ข้าก็เป็นหลานสาวของท่านเหมือนกัน ท่านไม่สงสารข้าบ้างหรือ?”“ปู่สงสารเจ้าสิ แต่ภารกิจหน้าที่ของตระกูลฉินจะต้องถูกส่งต่อ ตอนนี้น้องชายของเจ้าโตพอแล้ว เจ้าจะต้องพาเขาไปสร้างความสำเร็จทางการทหารด้วย และเจ้าจะได้รับส่วนแบ่งของน้องเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น ตระกูลฉินก็จะได้ผู้สืบทอดคนใหม่”ฉินโจวผงะไปชั่วครู่ ก่อนระเบิดหัวเราะ
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินโจว แม่ทัพเฒ่าฉินก็โมโหมากจนเคราสั่นสะท้าน “อาโจว อะไรจะสำคัญไปกว่าการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่? องค์จักรพรรดิเพียงต้องการขยายอาณาเขตของแคว้น เจ้าควรรู้เอาไว้ว่าเมื่อเรายึดครองต้าโจวสำเร็จ เป่ยโม่จะมีพื้นที่เพิ่มมากกว่าครึ่งหนึ่ง และมันจะเป็นความดีความชอบของตระกูลฉิน ทำให้ตระกูลของเราถูกจดจำไปหลายชั่วอายุคน! นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องการมาตลอดรึ? เจ้าไม่ต้องการบอกคนทั้งโลก ว่าแม้ฉินโจวจะเป็นสตรี แต่นางก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างผ่าเผยหรือ?”ฉินโจวมองดูใบหน้าที่ฉายแววตื่นเต้นปนโกรธเกรี้ยวของปู่ ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติถูกต้อง มันคือความต้องการของนาง แต่ความสำเร็จของนางจะต้องไม่แลกกับการเหยียบย่ำกระดูกของประชาชนชาวเป่ยโม่นางรักเป่ยโม่และหวังที่จะขยายอาณาเขตของแคว้น นอกจากนี้นางยังต้องการเสาะหาดินแดนอุดมสมบูรณ์เพื่อประชาชน เพราะหวังว่าพวกเขาจะสามารถอยู่อาศัยและทำกินอย่างสงบสุข และพึงพอใจโดยไม่ต้องทนทุกข์จากการพลัดถิ่นอย่างไรก็ตาม ในตอนนี้หากต้องการบรรลุอำนาจ นางจำต้องสละชีวิตประชาชนจำนวนมาก และนำเงินภาษีของทุกคนมาใช้ในการทำสงคราม ทำให้โรคร
มือสังหารเหล่านั้นแต่งกายคล้ายกับชาวต้าโจวและสวมหน้ากากผ้าสีดำ กลุ่มคนนิรนามราวเจ็ดถึงแปดคนกระโดดลงมาจากท้องฟ้ากลางวันแสก ๆ ทันทีที่เท้าของคนเหล่านั้นแตะพื้น พวกมันก็เริ่มโจมตีอย่างดุดันฉินโจวเห็นมือสังหารคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับกระบี่ยาว จากนั้นร่ายรำอยู่หลายกระบวนท่าราวกับนางฟ้าโปรยดอกไม้ ขณะแสงแดดตกกระทบกระบี่ส่องกระจายไปทั่วเหล่าทหารที่เพิ่งมาถึงกระโจนเข้าไปร่วมวงต่อสู้อย่างรวดเร็วหลังจากประดาบกันไปกว่าร้อยครั้ง มือสังหารก็ถูกบีบบังคับให้ล่าถอย ฉินโจวจ่อกระบี่ไปที่คอของหนึ่งในมือสังหาร พลางถามเสียงเข้ม “ตอบข้า ใครเป็นคนส่งเจ้ามา?”มือสังหารตอบอย่างเย็นชา “ฆ่าไอ้หมารับใช้เป่ยโม่ให้หมด!”“หมารับใช้เป่ยโม่? เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าไม่ได้เป็นคนเป่ยโม่ พวกเจ้ามาจากต้าโจวใช่หรือไม่?” ฉินโจวโมโหอย่างมาก ขณะชี้ดาบไปยังหน้าอกของอีกฝ่าย “ไอ้เลวมู่หรงเจี๋ยส่งพวกเจ้ามาใช่หรือไม่?”“หญิงเลวอย่าเจ้ากล้าเอ่ยชื่อของท่านอ๋อง ทำให้พระองค์มัวหมองได้อย่างไร?” มือสังหารตะโกนฉินโจวชักดาบกลับพร้อมกล่าวอย่างเย็นชา “กลับไปซะ!”มือสังหารตกตะลึง ราวกับไม่คาดคิดว่าฉินโจวจะปล่อยตัวเขาไป”เ
ฉินโจวกล่าวด้วยความโมโห “ข้าหลอกลวงเจ้าเมื่อไร?”“ไม่งั้นรึ? เจ้าและอ๋องฉีเอ่ยปากว่า หากจื่ออันตกลงเดินทางมาที่เป่ยโม่ พวกเจ้าจะส่งองค์ชายรัชทายาทไปที่ต้าโจวเป็นองค์ประกัน แล้วพวกเจ้าทำตามที่พูดแล้วหรือไม่?”“องค์ชายรัชทายาทเดินทางไปยังต้าโจวแล้ว!”“ผู้ที่เดินทางไปยังต้าโจวคือองค์ชายเจ็ด ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท องค์ชายเจ็ดไม่ได้เป็นที่โปรดปราน ดังนั้นจักรพรรดิเป่ยโม่จะส่งเขาไปสังเวยเมื่อใดก็ได้”“เป็นไปไม่ได้!” ฉินโจวประหลาดใจอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าผู้ที่เดินทางไปคือองค์ชายรัชทายาท เพราะองค์จักรพรรดิทรงตรัสด้วยตนเองว่าจะส่งเขาไปที่ต้าโจว“เจ้าอย่าเพิ่งสนใจเรื่องนี้เลย ก่อนหน้านี้ทั้งสองแคว้นตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึก หลังจากการแพร่ระบาดสิ้นสุดลง แต่เจ้ากลับวางแผนโจมตีพวกเราในขณะที่ข้ายังอยู่ที่เป่ยโม่ เจ้าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร?” มู่หรงเจี๋ยกล่าวอย่างเคร่งเครียดฉินโจวตอบ “ผิดแล้ว เป็นเพราะต้าโจวที่เคลื่อนทัพโจมตีทหารฝั่งขวาของเราก่อน และสังหารทหารของเราไปกว่าร้อยคน ข้าจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเคลื่อนทัพเข้าไปใกล้ เพื่อบีบบังคับให้พวกเจ้าถอยกลับ”“ไร้สาระ กองทัพของเราหยุดเคลื่อนท
อย่างไรก็ตาม การจัดหาเสบียงอาหารสำหรับพื้นที่ภัยพิบัติยังไม่เพียงพอ และยังขาดแคลนเสื้อผ้าอาภรณ์ นอกจากนี้หลังจากที่พระชายาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มาถึงเป่ยโม่ ก็ยังไม่ได้รับใบสั่งยาแม้แต่ฉบับเดียว ดังนั้นความอดทนของประชาชนจึงค่อย ๆ หมดลง แต่ความโกรธและความขุ่นเคืองกลับยิ่งมากขึ้นทันทีที่ข่าวลือแพร่สะพัด ก็เป็นเสมือนเป็นการขว้างเปลวไฟใส่ ‘ระเบิด’ หนึ่งหมื่นตุน ทำให้มันระเบิดออกอย่างรวดเร็วผู้ประสบภัยนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงอย่างรวดเร็วหลังจากที่ฉินโจวลงจากภูเขา นางก็พบว่าองค์จักรพรรดิทำอะไรกับทหารม้า และทหารเจ็ดหมื่นนายที่ประจำการที่เมืองหลวง ซึ่งเขาออกคำสั่งให้ทหารเหล่านั้นขับไล่เหล่าผู้ประสบภัยออกไปนางเห็นด้วยตาตนเองว่าทหารใต้บังคับบัญชาของนางสร้างกำแพงมนุษย์อันแน่นหนา เมื่อผู้ประสภัยเดินทางเข้ามา พวกเขาก็จะโบกหอกเพื่อขับไล่คนเหล่านั้นออกไปผู้ประสบภัยมากกว่าสิบรายได้รับบาดเจ็บจากหอกทหารเหล่านั้นอยู่ใต้บังคับบัญชาของนาง แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ฆ่าผู้ใด แต่เมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะต้องมีการฆ่าแกงกันอย่างแน่นอนฉินโจวโกรธจัดจึงขี่ม้าเข้าไปขวางเอาไว้ “หยุด หยุดเ
ฉินโจวกวาดสายตามองพลางเยาะเย้ยจื่ออันไม่สนใจนาง และพาหลินตานไปยังเขตตะวันตกภายในสองวันนี้มีผู้เสียชีวิตถึงสามคน ซึ่งทั้งหมดถูกหามออกไปหลังจากที่หลินตามเดินเข้ามาเขาหลั่งน้ำตาหลั่งน้ำตาขณะมองดูการเผาศพจื่ออันไม่คิดว่าเขาจะมีความอ่อนไหวมากเพียงนี้ “ท่านหมอหลิน ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”หลินตานปาดน้ำตา “ข้าขอโทษ ข้าเพียง... คิดถึงครอบครัวขอรับ”“ครอบครัวของท่าน? แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใดหรือ?” จื่ออันถาม“ตายหมดแล้วขอรับ ภรรยาและลูกสะใภ้ของข้าตายเพราะเหตุแผ่นดินไหวทั้งคู่ ส่วนลูกชายและหลานชายติดเชื้อโรคระบาดก่อนตายไปเช่นกัน ข้าจึงเป็นคนเดียวที่เหลือรอด” หลินตานสูดหายใจเข้าลึก ใบหน้าที่อยู่ภายใต้ผมสีขาวฉายแววความเศร้าโศกและหดหู่จื่ออันไม่คาดคิดว่าเขาจะมาจากพื้นที่โรคระบาดเช่นกัน เมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อย จื่ออันก็ไม่รู้จะปลอบใจเขาเช่นไร จึงได้แต่นิ่งเงียบและอยู่เคียงข้างไม่นานหลินตานก็ถามว่า “ท่านหมอเซี่ย โรคระบาดนี้สามารถรักษาหายได้จริงหรือขอรับ?”ตอนนั้นเองจื่ออันก็นึกได้ว่าเขาเป็นหมอเท้าเปล่า และหลังจากเดินทางพเนจรไปที่ต่าง ๆ เขาอาจรู้จักจินเย่าฉือก็เป็นได้ ดังนั้นจึงรีบถามว