นางรู้สึกว่าตนเองวิงเวียนศีรษะเล็กน้อยอ๋องฉีรู้เรื่องของตระกูลชีอย่างแจ่มชัดได้เช่นไรกัน?หากเป็นเมื่อก่อน นางอาจจะภาคภูมิใจในตนเอง และรู้สึกว่าตนเองมีเสน่ห์อย่างยิ่ง ถึงดึงดูดให้อ๋องฉีก้มหัว และพยายามอย่างมากเพื่อนางเช่นนี้แต่เรื่องที่ประสบในช่วงนี้ ทำให้นางไม่สามารถใสซื่อและมั่นใจในตนเองเช่นนี้ได้อีกต่อไปโดยเฉพาะ อ๋องฉีในตอนนี้ แตกต่างจากอ๋องฉีที่นางเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิงอ๋องฉีในเมื่อก่อนเป็นองค์ชายที่ถ่อมตัว แต่อ๋องฉีในตอนนี้มองดูแล้วยิ่งเหมือนกับ...คนหน้าเนื้อใจเสือเสียมากกว่าและดูเหมือนว่าอีกไม่นานก็จะดึงมีดออกมาฆ่าคนได้เลยสมองของนางหมุนอย่างรวดเร็ว และกำชายเสื้อของตนเองไว้แน่นพลางมองอ๋องฉี “ฝ่า ฝ่าบาทเหตุใด เหตุใดถึงรู้เรื่องของชีหยวนได้เจ้าค่ะ?”อ๋องฉีโน้มตัวไปบีบแก้มของนางเบา ๆ จากนั้นก็ยิ้มหัวเราะอย่างเย้ยหยันและทั้งดูถูก จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ รับดาบสั้นที่ผู้ติดตามมอบให้อย่างเชื่องช้า และหยิบผ้ามาเช็ดเบา ๆ “ชีหยวน? เจ้าเรียกนางว่าชีหยวนหรือ? ข้านึกว่า เจ้าจะเรียกนาง ว่าสวี่อินอินเสียอีก”ทันทีที่พูดสวี่อินอินสามคำนี้ออกมา ใบหน้าของชิจิ่นก็ไร้สีอย่างสิ้นเชิง ความ
อ๋องฉีได้หมุนตัวออกจากประตูไปแล้ว เขาดมมือของตนอย่างรังเกียจไม่ว่าจะใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดอย่างไร กลิ่นคาวเลือดก็ยังค้างติดอยู่ที่ปลายจมูก เขาแค่นเสียงทีหนึ่ง “หานเยว่เอ๋อร์ส่งข่าวกลับมาหรือยัง?”ขันทีสวีส่ายศีรษะ “ยามนี้ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ แต่อาจเป็นเพราะพวกเราออกมาแล้ว จึงยังไม่ได้รับข่าวที่คุณหนูหานส่งมาพ่ะย่ะค่ะ”อ๋องฉีพยักหน้า เลิกคิ้วพลางคลึงดวงตาที่รู้สึกปวดเล็กน้อยขันทีสวีถามเขาว่า “ท่านอ๋อง ใช่รู้สึกไม่ค่อยสบายหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ช่วงนี้มักทรงรู้สึกปวดหัว จะเรียกหมอมาดูหน่อยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”ช่วงนี้สุขภาพของอ๋องฉีไม่ค่อยดีนักมาตลอด เริ่มแรกมีไข้ขึ้นไม่หยุด ภายหลังยังมีอาการพูดเพ้อด้วย รอจนได้สติขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ อ๋องฉีก็ราวเปลี่ยนเป็นคนละคนขันทีสวีเป็นคนเก่าแก่ที่รับใช้เขามาตั้งแต่เด็กแล้ว ทว่าช่วงนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอ๋องฉี ก็ยังรู้สึกราวกับตนกำลังปรนนิบัตินายคนใหม่อยู่นอกจากนี้ หลังจากที่อ๋องฉีฟื้นขึ้นมา ก็ให้พวกเขาไปสืบเรื่องของตระกูลชีแม้ก่อนหน้านี้องค์ชายจะให้ความสนใจต่อตระกูลชีมาก แต่ที่เมื่อก่อนองค์ชายทรงสนใจตระกูลชีก็เป็นเพราะเรื่องนั้น มิใช่เพราะเด็กสาวผู
นางหวังที่เกิดความขัดแย้งกับชีหยวน จากไปอย่างไม่สบอารมณ์ในยามที่กลับไปถึงห้องนั้น อารมณ์โกรธก็ยังคงคุกรุ่นพอดีกับที่หานเยว่เอ๋อร์มาหานาง และรออยู่ที่เรือนของนางโดยตลอด เมื่อเห็นนาง ก็รีบยอบกายคารวะทันทีเมื่อเห็นหานเยว่เอ๋อร์ ความโมโหของนางหวังจึงสงบลงเล็กน้อย นางฝืนยิ้มออกมาบางๆ “เป็นเยว่เอ๋อร์หรือ เหตุใดจึงมาที่นี่เล่า?”กองทัพให้ความสำคัญต่อมิตรภาพของสหายในกอง เมื่อก่อนบิดาของหานเยว่เอ๋อร์เคยช่วยชีเจิ้นไว้ดังนั้น หลังจากที่ชีเจิ้นรับปากคำสั่งเสีย รับทายาทของผู้ที่จากไปมาดูแล ก็ให้ความสำคัญต่อหานเยว่เอ๋อร์เป็นอย่างมากแต่ไรมานางหวังก็เชื่อฟังสามีตนมาโดยตลอด เมื่อสามีให้ความสำคัญกับหลานสาว นางก็ย่อมใส่ใจอย่างมากเช่นกันรวมกับที่หานเยว่เอ๋อร์ก็เชื่อฟังว่าง่ายจริงๆ ไม่เคยเรื่องมากมาก่อน ความสัมพันธ์กับบรรดาเด็กในบ้านก็ไม่เลว ดังนั้นนางหวังจึงมีความรู้สึกที่แท้จริงต่อนางอยู่บ้างเวลานี้ หานเยว่เอ๋อร์กำลังมองไปที่นางหวัง แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “ช่วงนี้ท่านป้าดูซูบผอมลงไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”แม้แต่เด็กที่เพิ่งเข้ามาอยู่ระหว่างทางก็ยังมองออกว่าช่วงนี้อารมณ์ของตนไม่ดีนัก แต่ชีหยวน ยัยเ
เกาเจียมองสีหน้าของนาง “ฮูหยิน ท่านยังคงต้องหาวิธีปลอบคุณชายใหญ่ ยามนี้ เขายังเอาแต่คิดถึงคุณหนูรองไม่วางเลยเจ้าค่ะ…”ทุกครั้งที่มีคนไปใส่ยาให้ชีอวิ๋นถิง ชีอวิ๋นถิงล้วนถามถึงที่อยู่ของชีจิ่น ถามไปก็ด่าไปแถมยังกล่าวคำพูดประเภทที่ว่าไม่มีทางให้ชีหยวนได้เป็นสุขออกมาด้วยทว่ายามนี้ เกาเจียถือว่าเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว เกรงว่าฐานะของชีหยวนในบ้านตอนนี้คงจะมั่นคงยิ่งและตัวของชีหยวนเองก็มีความสามารถ นางสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงก่อนหน้านี้ แม้แต่ชีอวิ๋นถิงรวมกับชีจิ่นยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ที่ไม่มีชีจิ่นแล้วหากเขาทำตัวเป็นปรปักษ์กับชีหยวนจริง เกรงว่าสุดท้ายผู้ที่จะโชคร้ายเขาเอง!นางหวังโมโหจนเขวี้ยงถ้วยชาที่อยู่ด้านข้างจนแตกแล้วเวรกรรมจริงๆ!เจ้าลูกเวรคนนี้ยิ่งทำให้คนปวดหัว!เหตุใดเขาถึงไม่รู้จักคิดถึงลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ มั่งนะ?หากยังก่อเรื่องเช่นนี้ ท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีทางปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจแน่!นางหวังโมโหจนลุกยืนขึ้นมา แม้แต่ฝีเท้าก็ซวนเซอยู่บ้างแล้ว “ข้าจะไปดูเขา!”หานเยว่เอ๋อร์ยืนอยู่บนพื้นหินปูนด้านหลังภูเขาจำลอง เมื
เมื่ออ๋องฉีนึกถึงเรื่องที่ ชีจิ่นยั่วยวนชีอวิ๋นถิงแล้วถูกเซี่ยงหรงพบเข้าจนกลายเป็นเรื่องขายหน้า จึงถูกตระกูลชีสละทิ้ง ก็อดเลิกคิ้วไม่ได้ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินไม่ ว่าไปแล้วเรื่องนี้ยังเป็นชีหยวนที่ช่วยส่งเสริมด้วยเขานั่งกลับไปบนเก้าอี้เชียนหยี่ [1] ถามเสียงหนักว่า “จากนั้นล่ะ?”สวีถงโจวกลืนน้ำลายอย่างประหม่าเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงที่ลดเบาลงว่า “กระหม่อม กระหม่อมได้ยินว่า ในวันที่ตระกูลเซี่ยงเชิญคณะงิ้วไปร้องที่จวน จิ้งอ๋องจับนักฆ่าได้ผู้หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”นักฆ่าที่พูดถึงคนนี้ ก็น่าจะเป็นคนที่เคลื่อนย้ายสมุดบัญชีไปแล้วสีหน้าของอ๋องฉีแปรเปลี่ยนหลายครั้ง น้ำเสียงก็ไม่มั่นคงเช่นกัน “ความหมายของพวกเจ้าคือ จัดการไปตั้งนาน หลักฐานคดีทุจริตการขนส่งทางน้ำ สุดท้ายยังคงตกไปอยู่ในมือของเซียวอวิ๋นถิง?!”ครั้งนี้มิใช่เพียงสวีถงโจวที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ทว่า แม้แต่ขันทีสวีและคนอื่นๆ ก็คุกเข่าลงกับพื้นเช่นกันสวีถงโจวแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว เขาที่คุกเข่าอยู่บนพื้นโขกศีรษะอย่างแรงอีกหลายครั้ง เสียงดังจนขันทีสวีที่คุกเข่าอยู่ด้านข้างอดสูดหายใจลึกในใจไม่ได้แต่เขาก็มิได้รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแม้แต่น
เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย รอคอยคำสั่งจากอ๋องฉีผ่านไปครู่หนึ่ง อ๋องฉีจึงกล่าวออกมาช้าๆ ว่า “ต้าปั้น เจ้าให้คนไปสักรอบ ช่วยข้าส่งคำพูดไปตอบหานเยว่เอ๋อร์ประโยคหนึ่ง”ขันทีสวีรับคำอย่างไม่ลังเลขอบฟ้าทอแสงสีขาวออกมา เห็นได้ว่าฟ้ากำลังจะสว่างแล้วหานเยว่เอ๋อร์สวมเสื้อคลุมกันลมเข้าไปในเรือนของชีอวิ๋นถิงชีอวิ๋นถิงยังนอนอยู่บนเตียง เพราะเขาบาดเจ็บค่อนข้างหนัก บาดแผลจึงเจ็บปวดอย่างมาก ทำให้ได้แต่พักรักษาตัวอยู่บนเตียงชั่วคราวเนื่องจากบาดเจ็บสาหัส อารมณ์ของเขาจึงเป็นหงุดหงิดเป็นพิเศษ หลายวันมานี้ เมื่อลืมตาได้ก็ด่าทอคนในตอนที่หานเยว่เอ๋อร์เข้าไป ก็ได้ยินชีอวิ๋นถิงกำลังพูดไปด่าไปข้ารับใช้ในเรือนต่างเงียบกริบราวจักจั่นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง เกรงว่าจะถูกเขาจับผิดนางเดินเข้าไปพลางส่งเสียงหัวเราะออกมาทีหนึ่ง “บาดแผลของพี่ชายใหญ่คงเจ็บปวดมากกระมัง? ยังไม่ทันเข้าประตูมาก็ได้ยินเสียงท่านว่าคนแล้ว”เมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นว่าเป็นหานเยว่เอ๋อร์ สีหน้าของชีอวิ๋นถิงก็อ่อนลงไม่น้อยเขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไว้อย่างไม่สะดวกใจอยู่บ้าง “เจ้ามาทำไมกัน?”เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หานเยว่เอ๋อร์ก็หยิบผ้าเช็ดหน
แม้อากาศจะยังคงหนาวอยู่ ทว่าวันนี้ ท้องฟ้ากระจ่างสดใส มีแสงอาทิตย์เฉิดฉายออกมา ส่องผ่านร่มไม้ลงมาต้องเรือนจนเกิดประกายทองระยิบระยับไป๋จื่อและไป๋อินรีดเสื้อผ้าของชีหยวนไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ยามนี้กำลังสวมลงบนตัวนาง เมื่อเห็นนางงดงามเจิดจรัส ก็ต่างยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้เหลียนเฉียวมองนางด้วยดวงตาเปล่งประกาย “คุณหนูช่างงดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ!”ชีหยวนก็เหลือบมองกระจกคราหนึ่งเช่นกัน เวลานี้ คนในกระจกก็กำลังมองมาที่นาง ดวงตาสบประสาน จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงของหานเยว่เอ๋อร์ดังมา “พี่หญิงใหญ่ ท่านเตรียมการเสร็จแล้วหรือไม่?”คนของบ้านรองและบ้านสามต่างเป็นพวกระมัดระวัง การที่ชีจิ่นป่วยเป็น ‘โรคร้าย’ แล้วถูกย้ายออกจากจวนอย่างแปลกประหลาด แล้วตระกูลเซี่ยงยังส่งคนมาถอนหมั้นอีกทำให้แม้วันนี้จะเป็นวันเลี้ยงรับญาติ เหล่าคุณชายและคุณหนูทางนั้น จึงมิได้มาสอบถามสิ่งใดกับชีหยวนก่อนเวลาเมื่อเปรียบกันแล้ว หานเยว่เอ๋อร์ก็ออกจะมาเยือนอย่างกระตือรือร้นไปหน่อยแล้วทว่า ชีหยวนมิได้แสดงสิ่งใดออกมาเลย เมื่อเห็นนางมาโดยมิได้รับเชิญ ก็ทำเพียงยิ้มออกมา “วันนี้น้องเยว่เอ๋อร์มาเร็วทีเดียว”หานเยว่เอ๋อร์ตบหลั
เหลียนเฉียวรีบรับคำทันทีชีหยวนปฏิบัติต่อข้ารับใช้แตกต่างจากผู้อื่น ดังนั้นตั้งแต่บนลงล่างล้วนเชื่อฟังนางโดยเฉพาะเหลียนเฉียวที่ถือกำเนิดจากบ่าวรับใช้ในตระกูล ยามสืบข่าวในจวน ก็ไม่มีผู้ใดหัวไวกว่านางแล้วแม่นมเสิ่นปรนนิบัติรับใช้ชีหยวนด้วยรอยยิ้ม ขณะเดินทางไปที่เรือนของนางหวังขณะนี้ นางหวังเริ่มรู้สึกประหม่ากังวลขึ้นมาบ้างแล้ว ดังนั้นหนนี้ นางจึงมีความอดทนเพิ่มเป็นพิเศษหลายส่วน นางมองชีหยวนพลางกำชับว่า “อีกครู่เมื่อแขกเหรื่อมาถึงแล้ว ข้าจะต้อนรับแขกสตรีพวกนั้น ส่วนบรรดาพี่น้องสตรีที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้า ก็ต้องให้เจ้าเป็นผู้พาไปเที่ยวเล่นในสวนดอกไม้แล้ว เข้าใจหรือไม่?”ผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงรับญาติ ล้วนเป็นญาติสนิทมิตรสหายที่มีไมตรีต่อกันดังนั้น ย่อมไม่อาจนั่งเฉย ชมพิธีรับญาติอย่างไร้รสชาติแน่นอนว่าต้องมีการดูงิ้ว รับประทานอาหาร จึงจะถือเป็นท่าทางของการเชิญแขกมางานรับญาติแม้นางหวังจะมิพึงใจในตัวชีหยวน แต่ก็เกรงว่าเรื่องนี้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันใดขึ้นมาอีก ถึงเวลานั้น ก็ยากจะอธิบายต่อทางชีเจิ้น ท่านโหวผู้เฒ่า และฮูหยินผู้เฒ่าแล้วชีหยวนก็มิได้ขัดนางหวัง ครั้งนี้ นางรับปาก
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช
ฮ่องเต้หย่งชางแทบจะหมดหนทางกับธิดาพระองค์นี้ของตนจริง ๆ หลังจากส่ายศีรษะอย่างจนปัญญาก็ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ว่า: “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับที่เจ้ากล่าวถึงชีหยวนคนนั้นขึ้นมาหรือ?” สองคนที่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งคือจันทรากระจ่างบนฟากฟ้ามิอาจแตะต้อง ส่วนอีกคนเป็นแค่ดอกหญ้าทั่วไปบนพื้นดินที่จะเอื้อมมือไปเด็ดเมื่อใดก็ได้ ชีหยวนมีความพิเศษอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้คนอย่างเป่าหรงจดจำได้ องค์หญิงเป่าหรงเม้มปาก ดูคล้ายว่ากำลังงุนงงสับสน และก็คล้ายว่ามีความสงสัยใคร่รู้อยู่ในที นางลืมตากว้างด้วยดวงตาที่ไร้เดียงสา เม้มริมฝีปากพลางมองฮ่องเต้หย่งชางและกล่าวว่า: “เสด็จพ่อ ลูกจำนางได้ มิใช่เพราะตัวนาง แต่เป็นเพราะเสด็จป้าองค์หญิงใหญ่และอวิ๋นถิง” เอ่ยถึงเรื่องนี้ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้หย่งชางมืดครึ้มลง ก่อนจะเปล่งเสียงโอ้ออกมาเพียงหนึ่งคำ และถามอย่างคลุมเครือ: “พวกเขามีความเกี่ยวข้องอันใดกันหรือ?” “เสด็จพ่อไม่ทราบหรือเพคะ? ตอนที่คุณหนูใหญ่สกุลชีท่านนี้เพิ่งกลับมาจากบ้านในชนบท คนในตระกูลของพวกเขาต่างไม่โปรดปรานนางเลยสักคน จนสุดท้ายในตอนที่จัดงานเลี้ยงรับญาติ ก็มีพระปิตุจฉาองค์หญิง
สถานการณ์ในตอนนี้ พระชายาหลิ่วโกรธเกลียดเคียดแค้นทุกคนในสกุลหลิ่ว หากว่าองค์หญิงเป่าหรงและเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยเข้าไปยุ่งด้วย จะไม่เป็นการหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ? องค์หญิงเป่าหรงผุดยิ้มอย่างลำพองตนในใจ จะว่าไป ความรักของบุรุษอยู่ที่ใด ความลำเอียงย่อมอยู่ที่นั่นด้วย บางทีเขาเองก็อาจจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ว่าเขามีใจเอนเอียงไปทางเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยรวมถึงบรรดาพระโอรสพระธิดาที่นางให้กำเนิดโดยสมบูรณ์แล้ว ยิ่งเป็นเช่นนี้ องค์หญิงเป่าหรงก็ยิ่งอาศัยจังหวะที่ได้เปรียบโจมตีต่อเนื่อง: “เสด็จพ่อ! ในเมื่อพระองค์ตรัสเองว่า นางเป็นฮองเฮาองค์แรกของท่าน ช้าเร็วอย่างไรนางก็ต้องเสด็จกลับเข้าวัง พวกหม่อมฉันจะหลบหนีไปได้ชั่วชีวิตหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางเงียบไป องค์หญิงเป่าหรงน้ำตาร่วงเผาะพลางเอ่ยด้วยเสียงเบา: “เสด็จพ่อ ให้พวกหม่อมฉันไปเถิดเพคะ ให้พวกหม่อมฉันไปทูลขอพระราชทานอภัยจากนางเถิดเพคะ หากทุกฝ่ายเปลี่ยนอาวุธเป็นผ้าไหมและเครื่องหยก ไม่ดีหรือเพคะ?” ฮ่องเต้หย่งชางครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำแล้ว ท้ายที่สุดก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตาม แต่กระนั้นก็ยังไม่ลืมที่จะถามถึงอาการบาดเจ็บของนาง: “อดทนไหวหรือ?” องค์หญิงเป