ตอนที่เซียวอวิ๋นถิงออกไป เขาก็ได้พบกับปาเป่าและลิ่วจินโดยบังเอิญลิ่วจินยังถืออ้อยอยู่ในมือ กำลังทำท่าทางพูดคุยกับปาเป่า ไม่รู้ว่ากำลังพูดคุยกันถึงเรื่องอะไร พอเห็นเขาออกมา ก็รีบเสียบอ้อยไว้ที่เอวแล้วก้มศีรษะคำนับเซียวอวิ๋นถิงโบกมืออย่างเหม่อลอย สีหน้าค่อนข้างวิตกกังวลเล็กน้อยเกิดอะไรขึ้นกับท่านอ๋อง?ปาเป่าและลิ่วจินมองหน้ากัน รู้สึกว่ามันแปลกเล็กน้อยทั้งสองคนขยิบตาให้กันชั่วขณะ ปาเป่าก็ส่งเสียงไอ: “ท่านอ๋อง ท่านเป็นอะไรรึขอรับ? หรือว่าคุณหนูใหญ่ชีฆ่าใครอีกแล้วหรือขอรับ?”เมื่อถูกถามคำถามนี้ สีหน้าของเซียวอวิ๋นถิงก็เปลี่ยนไปฉับพลัน เขาดึงอ้อยจากข้างลำตัวของลิ่วจินด้วยความหงุดหงิด ตีเข้าใส่ปาเป่าปาเป่าถูกตีจนโดดลุกขึ้น อุทานร้องอ๊าก “ฆ่าคนอีกแล้วจริงๆ หรือนี่?”เขาเงยหน้าขึ้นดูตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวบนแผ่นป้าย “จวนหย่งผิงโหว” และอดไม่ได้ที่จะพึมพำว่า “นี่ฆ่าใครอีกแล้วล่ะ?”คุณหนูใหญ่ชีมีความชอบในการฆ่าคนจริงๆ หรือ?เซียวอวิ๋นถิงโกรธจัด: “ฆ่าบ้าอะไรเล่า! เห็นคุณหนูใหญ่ชีเป็นฆาตกรหรือไงกัน? เอะอะก็ฆ่าคนไปทั่วหรือไง?”พอเขาพูดเช่นนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงกับตัวเองชีหยวนที
ขอโทษ?ชีหยวนค่อยๆ หันศีรษะมองไปที่เขา ใบหน้าของเขาสะท้อนอยู่ในรูม่านตาสีดำของนางหลังจากนั้นครู่หนึ่ง ชีหยวนตอบรับ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ไม่มีอะไรต้องขอโทษหรอกเจ้าค่ะ ท่านอ๋องกับข้าน้อยก็แค่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ เป็นแค่คำล้อเล่นเท่านั้น เป็นข้าน้อยที่รับคำล้อเล่นไม่ได้ ไม่เกี่ยวกับท่านอ๋องเลยเจ้าค่ะ”นางนั่งหลังตรงอยู่หน้าขอบหน้าต่าง แม้ว่านางจะผอมบาง แต่ก็เหมือนต้นไผ่เขียวที่ตั้งตรงนี่เป็นหญิงสาวที่ชอบเอาชนะผู้อื่นอย่างยิ่ง ต่อให้ต้องถูกตีจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย คาดว่ากระดูกของนางก็ยังคงแข็งเป็นพิเศษเซียวอวิ๋นถิงคิดกับตัวเอง น้ำเสียงของเขาก็จริงใจมากขึ้น “ไม่ สำหรับเจ้า การฆ่าคนเป็นวิธีการป้องกันตัวเอง แต่ข้ากลับใช้สิ่งนี้มาล้อเลียนเจ้า มันเป็นความผิดของข้า ฉะนั้นต่อไปข้าจะไม่ทำอีก”ชีหยวนไม่สนใจว่าเขาจะทำหรือไม่ วันนี้นางไม่ค่อยมีความสุข ดังนั้นนางจึงตอบอืมเสียงเดียว แล้วปิดหน้าต่างอย่างแรงไป๋จื่อที่ถือถาดอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นก็สะดุดตามไปด้วยเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกถูกปฏิเสธ เขาแตะจมูกตัวเอง ยืนที่หน้าต่างไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระโดดเหินขึ้นไปบนกำแพงในขณะนี้ ปาเ
ในห้องเงียบลง มีลมพัดผ่านโถงทางเดิน กลีบดอกไห่ถังที่บานสะพรั่งอยู่ด้านนอกก็ปลิวร่วงหล่นเป็นจำนวนมาก ปลิวไปตามทางเดินสู่ห้องโถงชีหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ได้ยินน้ำเสียงของตัวเองที่ถามอย่างมาก: “เลขาธิการอะไร”เลขาธิการอะไร?ชีเจิ้นและท่านโหวผู้เฒ่ามองหน้ากันและสังเกตสีหน้าของชีหยวน โดยไม่แน่ใจว่าชีหยวนกำลังแสร้งทำเป็นโง่หรือไม่ทั้งหมดนี้นางเป็นผู้วางแผนการเอง! นางจะไม่รู้ว่าเลขาธิการคนนี้เป็นใครได้อย่างไร?แต่ตอนนี้ที่ชีหยวนถามขึ้นแล้ว ก็ต้องตอบนางชีเจิ้นระงับความโกรธไว้และกล่าวว่า “เป็นจานเหวินฮุย เลขาธิการจาน!”โอ้ เป็นจานเหวินฮุยนี่เองจู่ๆ ชีหยวนก็หัวเราะออกมาอารมณ์ที่เสียของนางตั้งแต่เมื่อวานก็ดีขึ้นมาทันใด จู่ๆ นางก็หัวเราะออกมาเสียงดัง……ชีเจิ้นไม่สามารถหัวเราะออกมาได้ เขาจ้องมองชีหยวนด้วยความสับสน เขาไม่รู้ว่าชีหยวนหมายถึงอะไร และตลกเรื่องอะไรท่านโหวผู้เฒ่ากลับมีความอดทนมากกว่ามาก เขาถามว่า “เจ้ารู้จักเลขาธิการจาน?”เลขาธิการจานคนนี้เป็นตำนานจริงๆปีนั้นเขาเป็นในอันดับที่สี่ในการสอบบัณฑิตขั้นสูงขั้นสอง ได้เข้าเป็นบัณฑิตราชสำนักในสำนักราชบัณฑิตก่อน หลังจากดำรงตำแห
เมื่อก่อนไม่มีการเปรียบเทียบ ก็คงไม่เป็นไรบัดนี้มีการเปรียบเทียบเกิดขึ้น มันยากที่จะไม่รู้สึกผิดหวังจริงๆไฉนถึงมีความแตกต่างกันมากเยี่ยงนี้นะ?ชีหยวนยังถูกรับกลับมากลางคันจากชนบท แต่ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการควบคุมสถานการณ์ในราชสำนัก หรือการวางตัวปฏิบัติตัวต่อผู้อื่น นางก็ดีกว่าชีอวิ๋นถิงราวฟ้ากับเหวข้อเสียเพียงข้อเดียวของนางคือ นางไม่ใช่บุรุษน่าเสียดายนัก! ท่านโหวผู้เฒ่าอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ช่างน่าเสียดายนัก! หากชีหยวนเป็นบุรุษ ตระกูลชีของเราคงไม่มีอะไรต้องกังวลในอนาคต”ชีเจิ้นลังเลที่จะพูดแต่เนื่องจากท่านโหวผู้เฒ่าพูดเยี่ยงนี้แล้ว เขาจึงไม่พูดอะไรอีก และไปที่ห้องของชีอวิ๋นถิงครั้งนี้ชีอวิ๋นถิงได้รับบาดเจ็บไม่เบาเลยจริงๆแม่นมที่ดูแลชีอวิ๋นถิงอธิบายอย่างระมัดระวังว่า “ท่านโหว ฟันของเขาหักไปสองซี่ ลิ้นก็ถูกเจาะเป็นแผล ไม่สามารถทานอาหารได้เลย ตอนนี้เขาสามารถทานอาหารเหลวได้เท่านั้น……”ยังไงเสียก็เป็นลูกชายที่เลี้ยงดูมาเป็นเวลาสิบกว่าปี จะไม่ใส่ใจไม่รู้สึกทุกข์ใจได้อย่างไร?เมื่อชีเจิ้นเห็นรูปลักษณ์ของชีอวิ๋นถิง ในใจทั้งปวดร้าวและโกรธเคืองเขานั่งอยู่บนขอบเตียงและมองดูชีอวิ
น้ำเสียงของอ๋องฉีน่าสะพรึงกลัวและเย็นชา แม้แต่ขันทีสวีที่ติดตามเขามาโดยตลอดยังอดหนาวสั่นไม่ได้ และมองสีหน้าของเขาอย่างระมัดระวัง “ท่านอ๋อง นี่เพิ่งเดินทางได้สิบวัน เกรงว่า จะยังไม่ถึงที่หมายพ่ะย่ะค่ะ”เมืองหลวงไปเมืองเจียงชี แม้ว่าจะเดินทางรวดเร็วเพียงใด จะอย่างไรก็ต้องใช้เวลายี่สิบกว่าวันอ๋องฉีกลับไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ มีดแกะสลักในมือถูกโยนลงพื้นไปพร้อมกับตุ๊กตา ตัวอักษรคำว่าชีหยวนสองตัวที่อยู่ด้านหลังตุ๊กตาเวลานี้ กำลังส่องสะท้อนเป็นประกายอยู่ในสายตาของทุกคนเขาระงับความโกรธและพูดด้วยเสียงเย็นชา “ข้าไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้! สั่งให้เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่านี้หน่อย!”ชีหยวนมีอะไรดีกัน!นางสารเลวคนนี้!เขาจะต้องทำให้ชีหยวนค่อย ๆ เห็นว่าตระกูลเซี่ยพังพินาศลงอย่างไรในชาติที่แล้วนางสารเลวคนนั้น ไม่ใช่พราะตนเองฆ่าคนของตระกูลเซี่ยหรอกหรือ ถึงได้แฝงตัวอยู่ข้างกายตนเองนานขนาดนั้น แถมลอบลงมือสังหารในช่วงที่ตนเองภาคภูมิที่สุดอีก?ในชาตินี้ เขาก็ยังคงอยากให้นางสารเลวคนนั้นเบิกตาดูว่าตระกูลเซี่ยพังพินาศลงอย่างไรอีกครั้ง!ฆ่าคนได้เก่งตรงไหนกัน?นางทำได้เพียงฆ่าทีละคนเท่านั้นแต่เขา กลับสา
เมื่อทำท่าปาดคอขันทีสวีก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยเสนาธิการจานท่านนี้เป็นถึงคนสนิทข้างกายท่านอ๋องเชียวนะ เขายังคิดว่าท่านอ๋องจะไว้ชีวิตเขาเสียอีกแต่ในเมื่อท่านอ๋องตัดสินใจแล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องเสียดาย เขาจึงอืมเสียงหนึ่ง “เช่นนั้นยังไม่รีบไปอีก? ทำงานต้องคล่องแคล่วหน่อย!”เวลานี้ ชีหยวนก็กำลังรอใครบางคนอยู่ที่โรงน้ำชาไป๋จื่อเทน้ำชาให้นาง และถามเสียงเบา “คุณหนู ท่านอ๋องจะมาได้หรือไม่เจ้าคะ?”ก่อนหน้านี้ชีหยวนให้ซุ่นจื่อไปส่งข่าวให้ลิ่วจินแล้ว----- นี่ก็คือวิธีติดต่อที่พวกเขาตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้แต่เมื่อวันก่อน ชีหยวนกับเซียวอวิ๋นถิงยังแยกย้ายจากกันไปแบบไม่สบอารมณ์อยู่เลยอีกอย่างท่านอ๋องยังเป็นฝ่ายเสียเปรียบ นางรู้สึกว่าคุณหนูเหมือนจะล่วงเกินท่านอ๋องอย่างรุนแรง จึงไม่รู้ว่าท่านอ๋องจะยอมมาจริงหรือไม่แต่ความจริงพิสูจน์แล้วว่านางคิดมากไป เพราะชีหยวนนั่งลงได้ไม่นาน เซียวอวิ๋นถิงก็เข้ามาแล้วตอนที่เห็นเซียวอวิ๋นถิง ไป๋จื่ออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกโชคดีที่ดูแล้วท่านอ๋องเป็นคนใจกว้างมาก ไม่ใจแคบเลยแม้แต่น้อยเซียวอวิ๋นถิงมองชีหยวนด้วยรอยยิ้ม ในใจมีความสุขเล็กน้อยจริง ๆ
เซียวอวิ๋นถิงมองชีหยวนอย่างเงียบ ๆ ชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า “ตอนนี้คุณหนูใหญ่ชีมีธุระอะไรหรือไม่?”เขาเห็นชีหยวนส่ายหน้า ก็ถอนหายใจพลางพยักหน้าเล็กน้อย “ในเมื่อคุณหนูใหญ่ชีไม่มีธุระ เช่นนั้นหออี้หงนี่ ไม่สู้พวกเราไปด้วยกันเสียรอบหนึ่ง เป็นอย่างไร?”ไป๋จื่อที่เดิมทีคอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินเขาบอกว่าอยากให้ชีหยวนไปหออี้หงด้วยกัน ก็ไม่อาจทำเป็นไม่ได้ยินได้ จึงเอ่ยเสียเบา “นี่ นี่เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมัง? นั่น นั่นก็คือหอนางโลมนะเจ้าคะ!”พูดคำนี้จบ ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวราวกับไฟเผาไปชั่วขณะ ถึงอย่างไรสถานที่แบบนี้ สำหรับหญิงสาวที่มาจากครอบครัวสูงศักดิ์ มันคือการทำลายศีลธรรมอันดีจริง ๆ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการเข้าไปเลยถึงอย่างไรคุณหนูใหญ่ก็เป็นสมาชิกของจวนโหว แม้ว่ายามปกติพฤติกรรมดูแล้วจะแตกต่างจากบุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ทั่วไปอยู่มาก แต่หากเรื่องที่ไปหอนางโลมนี้ถูกแพร่งพรายออกไป สุดท้ายก็จะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของคุณหนูใหญ่เป็นอย่างยิ่งเซียวอวิ๋นถิงไม่ได้สนใจไป๋จื่อ เขาเพียงแค่รอคำตอบจากชีหยวนเท่านั้นชีหยวนเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นก็ยิ้มขึ้นมา “ได้เจ้าค่
ฉากนี้ยิ่งทำให้รู้สึกกระสับกระส่ายมากขึ้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกนั่งไม่ติดเล็กน้อย “คุณหนูใหญ่ชี นี่ไม่มีอะไรน่าดูหรอก...”ชีหยวนจ้องมองเซียวอวิ๋นถิงอย่างไม่ละสายตาชั่วขณะหนึ่ง มองจนเซียวอวิ๋นถิงขนลุกไปทั้งตัว “เจ้ามองข้าทำไม?”ชีหยวนไม่ได้ตอบคำถาม นางแค่เหม่อลอยเล็กน้อยในชาติที่แล้วนางถูกทิ้งอยู่ที่นี่ และโดนแม่เล้าจับล้างมือ ล้างหน้า และรักษาเท้าจนหายดี จากนั้นก็บังคับนางให้ต้อนรับลูกค้านางยังคิดว่าตนเอง ต้องเป็นเหมือนกับหญิงสาวที่อยู่ในหอนี้ ไปตลอดชีวิตเสียแล้วต้อนรับลูกค้า ป่วย ใช้ชีวิตตามยถากรรม หลังจากตายแล้วก็จะถูกโยนลงในสุสานรวมสิ่งเหล่านั้นที่ไป๋จื่อพูด นางรู้ดีทั้งหมด แถมยังเคยเห็นชีวิตอันน่าเศร้าของเด็กผู้หญิงนับไม่ถ้วนกับตาตนเองอีกเป็นเซียวอวิ๋นถิงที่เห็นนางกำปิ่นปักผมฆ่าลูกค้า จึงช่วยเหลือนางออกมาได้อย่างราบรื่น......ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตไปแล้ว นางตั้งสติกลับมา ไม่คิดจะอุบไว้อีก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยกับเซียวอวิ๋นถิงว่า“เช่นนั้นข้าจะพาท่านอ๋องไปดูสิ่งที่ต่างออกไปเจ้าค่ะ”ปาเป่าและลิ่วจินทนไม่ไหวนานแล้วตอนที่ท่านอ๋องบอกว่าจะมาหออี้หง พวกเขาต่างก็
ชีหยวนค่อย ๆ เก็บเข็มทองกลับไป ก้มหน้าลงเล็กน้อยปิดบังไอสังหารในดวงตา ก่อนเอ่ยตอบเสียงเรียบ “กราบทูลฝ่าบาท อาการลมปราณติดขัดของพระสนมรุนแรงนัก หากไม่เร่งกระตุ้นจุดลมปราณให้ไหลเวียน ทันทีที่ลมหายใจติดขัด เช่นนั้นนางอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย ดังนั้นหม่อมฉันจึงต้องใช้วิธีรุนแรงมากหน่อยเพคะ”ถ้อยคำของนางมีเหตุผลและหลักฐานชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเช่นไร แต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็ฟื้นคืนสติแล้วนี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ฮ่องเต้หย่งชางไม่รอให้องค์หญิงเป่าหรงเอ่ยคำใด รีบถามชีหยวนต่อ “เช่นนั้น ตอนนี้อาการของพระสนมเป็นอย่างไร ดีขึ้นแล้วหรือไม่?”“หาไม่เพคะ” ชีหยวนถอนหายใจเบา ๆ “ก่อนหน้านี้ พระสนมทรงโขกศีรษะจนแตก เดิมทีเลือดลมก็เสียสมดุล ภายหลังยังถูกความโกรธโจมตีหัวใจ นอกจากนี้ ระยะหลังมานี้ พระสนมมีภาวะอารมณ์อัดอั้น อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย จึงมักรู้สึกเจ็บบริเวณซี่โครงที่สองใต้กระดูกไหปลาร้าใช่หรือไม่เพคะ?”......ท่านโหวผู้เฒ่าชีตกตะลึงชีเจิ้นก็ตกตะลึงองค์หญิงเป่าหรงยิ่งตกตะลึงนางคนนี้มีฝีมือจริงหรือ!แต่ก่อนนางทำอะไรกันแน่?!ความสงสัยนี้ไม่ได้มีเพียงองค์หญิงเป่าหรงเท่านั้นที่อยากถ
ตามหลักแล้วการฝังเข็มย่อมรู้สึกเจ็บ แต่ความเจ็บปวดนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นหมอผู้ชำนาญ บางครั้งยังไม่ทันรู้สึกเจ็บดี เข็มก็ถูกถอนออกเสียแล้วแต่การฝังเข็มของชีหยวนไม่ใช่การรักษาโรค แต่เหมือนต้องการเอาชีวิตคนมากกว่าเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยกรีดร้องลั่นดั่งภูตผีแล้วลุกขึ้นมาจากพื้น ไหนเลยจะมีความสง่างามและความอ่อนโยนอยู่อีกนางนึกถึงคำพูดของเป่าหรงก่อนหน้านี้ ที่บอกให้นางแสร้งทำเป็นเจ็บปวด แต่ตอนนี้จะต้องแสร้งทำไปทำไมกัน! นางเจ็บมากจริง ๆ!เจ็บจนแทบขาดใจตาย!เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยกุมศีรษะตัวเองไว้ ส่ายหน้าอย่างรุนแรง ร่ำไห้โอดครวญว่าเจ็บปวดชีเจิ้นที่ยืนกอดต้นไม้อยู่กลับเรอออกมาในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ทุกคนต่างเพ่งความสนใจไปที่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟย แต่ปากเจ้ากรรมนั่นของเขาดันเรอออกมาได้!ไม่ต้องรอให้ท่านโหวผู้เฒ่าชีจ้องเขม็ง เขาก็ตบปากตัวเองฉาดใหญ่ทันที!ใครใช้ให้ปากอยู่ไม่สุขกัน!แต่ แต่ถึงแม้เขาจะเงียบปากก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี!แม้ชีหยวนจะปลุกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยขึ้นมาได้ แต่ดูจากท่าทีของนางแล้ว เห็นทีจะไม่มีท่าทีซาบซึ้งขอบคุณชีหยวน ตรงกันข้าม กลับเหมือนกำลังหาทางใส่ร้ายว่านางรักษาไม่สำเร
ท่านโหวผู้เฒ่าชีบีบแขนของชีเจิ้นแน่น หัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้นชีหยวนถวายบังคมด้วยความคล่องแคล่ว เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “หม่อมฉัน ชีหยวนแห่งจวนหย่งผิงโหว”......ชีเจิ้นรีบกอดต้นไม้ข้าง ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมไปแล้วองค์หญิงเป่าหรงแค่นหัวเราะเย็นชาในใจนางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้นางแพศยาชีหยวนตายอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาให้ถึงที่ดี ดีมากนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหมอเทวดาเซวียถูกจวนตระกูลหลิ่วกักตัวไว้ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง?ชีหยวนคงเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาเซวียในความฝันกระมังนางสะอื้นเบา ๆ พลางลูบเส้นผมของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยแล้วฉวยโอกาสนี้กระซิบอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ อย่าฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด ต้องไม่ฟื้น ต่อให้ฟื้นก็ต้องร้องว่าปวดหัว ต้องบอกว่าปวดมาก เข้าใจไหมเพคะ?”เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยบีบข้อมือขององค์หญิงเป่าหรงเบา ๆเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะกระเด็นออกจากอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เขามองชีหยวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลงชีหยวนนั่งยอง ๆ ลง เห็นว่าองค์หญิงเป่าหรงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึ
ราชบุตรเขยลู่เองก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อองค์หญิงใหญ่ “คราวนี้จะจัดการอย่างไร?”หากพระชายาหลิ่วเล่นงานแค่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือนางด่าฮ่องเต้หย่งชางไปด้วย!ดูจากท่าทางแล้วก่อนหน้านี้ที่อยู่ในวัง พระชายาหลิ่วยังคงมีความหวังกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่บ้างจึงยังให้เกียรติพระองค์ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงเกิดขึ้นในวัง ไม่จำเป็นต้องรอให้ไล่ตามกันออกมาแล้วค่อยตบหน้ากันที่นี่องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกันฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ต่อให้ใต้หล้ากว้างเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวแท้ ๆ เช่นนางเลย ต่อให้ไทเฮาเสด็จมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้นางรีบวิ่งเข้าไปหาฮ่องเต้หย่งชาง ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำสงครามเย็นกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่ นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบาย “เสด็จพี่ ท่าน ท่านโปรดเห็นแก่พระชายาที่ต้องทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี...”องค์หญิงเป่าหรงพลันร้องไห้ขึ้นมา “เสด็จแม่! เสด็จแม่!”ในใจของนางเต็มไปด้วยโทสะพระชายาหลิ่วนางแพศยานี่ ถึงกับกล้าด่านางไปด้วย กล้าเรียกนางว่าลูกนางแพศยา!ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ