ม่านประตูถูกเปิดออก นางเดินอ้อมฉากกั้นเข้าไปด้านใน ยังไม่ทันทำอะไร ก็เห็นนางหวังลุกพรวดขึ้นจากตั่ง แม้กระทั่งรองเท้าก็ยังไม่ได้สวม พุ่งตรงเข้ามาพร้อมง้างมือขึ้นและตบหน้านางไปอย่างจังหนึ่งฉาด “เจ้าลูกเวร!” ฝ่ามือนี้ทั้งรวดเร็วและรุนแรง ถึงขนาดที่ไป๋จื่อยังไม่ทันโผเข้าไปบังชีหยวนไว้ ชีหยวนก็ถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาดแล้ว ใบหน้าด้านขวาของชีหยวนบวมขึ้นมา รอยฝ่ามือปรากฏให้เห็นชัดเจนบนใบหน้าของนาง ทุกคนต่างสะดุ้งด้วยความตกใจ นางหวังหยัดกายขึ้นมาหมายจะตบอีกฉาด กลับถูกเกาเจียและหลิวเจียรั้ง ๆ ลาก ๆ ขัดขวางไว้เสียก่อน “ฮูหยินท่านได้โปรดระงับโทสะเจ้าค่ะ!” เกาเจียนึกประหวั่นพรั่นพรึงในใจ ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด นางรู้สึกได้ว่าชีหยวนมิใช่คนที่จะสามารถลงไม้ลงมือตบตีได้ตามใจ ชีอวิ๋นถิงที่ตบหน้าทำร้ายชีหยวนไปเมื่อครั้งก่อนถูกลงโทษซ้ำ จนตอนนี้ยังลุกจากเตียงไม่ได้ แต่นางหวังหรือจะยับยั้งโทสะได้อีก? นางชี้นิ้วใส่ชีหยวน ตัวสั่นเทิ้ม “เคราะห์กรรมอะไรของข้า เหตุใดถึงได้ให้กำเนิดเดรัจฉานสารเลวอย่างเจ้าออกมา?! ต้องทำลายพวกข้าทั้งตระกูลให้ย่อยยับให้ได้ก่อนใช่ไหมเจ้าถึงจะยอมหยุด?!” ไป๋จื่อกอดชีหยวนไว้สงส
เดิมก็ไร้ซึ่งความผูกพันแม่ลูกอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งเหมือนหมอกควันจางหายมลายไปหมด นางขึงตาจ้องชีหยวนอย่างอำมหิต คล้ายกับกำลังจ้องมองศัตรูคู่อาฆาตอย่างไรอย่างนั้น ชีหยวนหันศีรษะเดินจากไปทันที นางหวังยังคงตะโกนโวยวายสั่งให้คนจับตัวชีหยวนไว้และพาไปขอขมาที่จวนอ๋องฉี เกาเจียยกมือขึ้นกุมหน้ายิ้มเจื่อนพลางถอนหายใจออกมา “ฮูหยิน ท่านโหวผู้เฒ่าและท่านโหวกำลังออกไปสืบความจริง แต่ดูท่านสิ เหตุใดท่านจึงอดทนข่มโทสะไว้ไม่ได้ถึงเพียงนี้เจ้าคะ?” ขณะที่กำลังพูด หลิวจงรีบวิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว “ฮูหยิน ฮูหยิน! เกิดเรื่องแล้วขอรับ พระชายาอ๋องฉี…” เห็นไหมล่ะ นางหวังแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบออกมาอย่างเคียดแค้น “ไม่ต้องมาพบข้า! ไปหานางเด็กชั่วช้าสารเลวที่เอาแต่แส่หาเรื่องนั่นเถิด! หากพระชายาอ๋องฉีต้องการสังหารนางก็จัดการให้นางสิ้นใจตายไปเสีย เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับข้า!” หลิวจงผงะไป เอ่ยอย่างอดไม่ไหว “ไม่ใช่ขอรับฮูหยิน คือว่า พระชายาอ๋องฉีสิ้นพระชนม์แล้วขอรับ!” ว่าอย่างไรนะ?! ทั้งห้องเงียบสนิท เงียบจนแม้แต่เข็มหล่นในห้องยังได้ยินเสียง เกาเจียยกมือปิดหน้าเสียงโครมครามดังขึ้นในใจ เครียดจนหัวใ
และทันทีที่ชีหยวนเอ่ยประโยคดังกล่าวนี้จบ ทั้งห้องก็จมดิ่งสู่ความเงียบงันราวกับอยู่ในห้วงความตาย ท่านโหวผู้เฒ่าและชีเจิ้นต่างเงียบลงพร้อมกันอย่างน่าประหลาด จริงด้วย องครักษ์ของจวนอ๋องฉีที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี พวกเขามีคนจำนวนมากเพียงนั้น จะอารักขาชีวิตพระชายาอ๋องของตนเองไม่ได้เชียวหรือ? นอกเสียจากว่า นอกเสียจากว่าพวกเขามิได้จะไปอารักขาหานเยว่เอ๋อตั้งแต่แรกแล้ว ก็เหมือนเมื่อคราวนั้นที่ชีหยวนเอ่ยคำพูดยั่วยุปลุกปั่นอารมณ์ของชาวบ้านขึ้นมา เดิมที่นางไม่มีโอกาสจะได้เอ่ยคำนั้นออกมาเสียด้วยซ้ำ แต่เหตุใดพวกองครักษ์เหล่านั้นกลับปล่อยให้ชีหยวนพูดจนจบประโยคได้? ริมฝีปากของชีเจิ้นขยับเล็กน้อย มองชีหยวนด้วยสีหน้าซับซ้อน “เช่นนั้นแล้วเจ้า…เจ้ารู้อยู่แล้วหรือว่าอ๋องฉีมีเจตนาจะสังหารหานเยว่เอ๋อตั้งแต่แรก เหตุใด เหตุใดเจ้ายังช่วยอ๋องฉีให้ทำสำเร็จ?” ก็เมื่อวันก่อน ชีหยวนพูดกับพวกเขาว่า ต้องปลิดชีพอ๋องฉีทิ้งเสียถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ ชีหยวนยกจอกชาขึ้นมาจิบหนึ่งคำ เอ่ยอย่างนิ่งเฉยไม่แยแส “นางดูหมิ่นสาวใช้ของข้า บดขยี้นิ้วของสาวใช้ข้าจนเกือบแตก ฉะนั้นก็ฆ่านางทิ้งก่อน แค่ยืมแรงผู้อื่
กลับกัน เป็นอ๋องฉีเสียอีกที่ได้รับความรักความเอ็นดูทั้งหมดจากฮ่องเต้หย่งชางมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย คงเพราะเรื่องตื่นเต้นที่ได้รับนับแต่ชีหยวนกลับมา มีมากเกินไปแล้วจริง ๆ บัดนี้ แม้ชีหยวนจะรู้ชัดถึงกระทั่งเหตุผลที่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยรุ่งเรืองเป็นใหญ่ขึ้นได้ ทว่าชีเจิ้นกลับรู้สึกเหมือนจะด้านชาไปเสียแล้ว เขาลูบหน้าอกตนเอง ถามด้วยเสียงแห้งผาก “เจ้ารู้ทั้งรู้ แต่ยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนอีกหรือ!” ท่านโหวผู้เฒ่ามิได้เอ่ยวาจาใด แต่ภายในใจก็มีความคิดเช่นนี้ ถูกต้องแล้ว เหตุผลนี้ถูกต้องแล้ว ในเมื่อทุกคนต่างรู้ดีว่าอ๋องฉีคือพระโอรสที่ฮ่องเต้หย่งชางทรงโปรดปรานเอ็นดูที่สุด และเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็เป็นพระสนมที่ฮ่องเต้ทรงรักใคร่โปรดปรานที่สุด แล้วเหตุใดยังกล้าพูดจาโอหัง ว่าจะสังหารอ๋องฉีอีก?! ที่หานเยว่เอ๋อถูกสังหาร และถูกฆ่าตายได้อย่างง่ายดาย จะว่าไปแล้วก็เป็นเพราะอ๋องฉีไม่ต้องการพระชายาที่ไร้ซึ่งเกียรติยศอย่างนางผู้นี้ ตัวอ๋องฉีเองนับว่าเป็นขุนเขาสูงใหญ่แข็งแกร่งอยู่แล้ว! ชีหยวนผุดยิ้มและหัวเราะออกมา บางทีอาจเป็นเพราะรอยยิ้มของนางชวนให้อึดอัดได้จริง ๆ ชีเจิ้นรู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก “
ชีหยวนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ มองชีเจิ้นอย่างตั้งใจ “คำตอบอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว มิใช่หรือ?” ชีเจิ้นไม่อยากเชื่อ หากเป็นเมื่อก่อน มีผู้น้อยในเรือนวิ่งถลันเข้ามาคุยเรื่องในราชสำนักกับตนเองอย่างใจกล้าบ้าบิ่นเช่นนี้ เขาคงจะตบหน้าพวกเขาให้จำหน้าตนเองไม่ได้ไปแล้ว ทว่าเผชิญหน้ากับชีหยวนหนนี้ เขากลับตั้งใจฟังนางอย่างน่าประหลาด ไม่ฟังไม่ได้ เพราะนับแต่เรื่องหานเยว่เอ๋อจุดไฟเผาศาลบรรพบุรุษ ทุกประโยคที่ชีหยวนกล่าวมาล้วนเป็นจริง นางต้องการเชิญองค์หญิงใหญ่ องค์หญิงใหญ่ก็เสด็จมา นางบอกว่าหานเยว่เอ๋อเป็นจารชน หานเยว่เอ๋อก็เป็นเช่นนั้นจริง ชีเจิ้นมองชีหยวนอย่างตั้งใจ “เพียงแต่ เพียงแต่องค์รัชทายาททรงมีพระวรกายอ่อนแอ!” รัชทายาทมีพระวรกายอ่อนแอ ตระกูลเฝิงก็ไม่กลับมารุ่งเรืองเหมือนก่อนแล้ว เมื่อหลายปีก่อนยังเคยกระทำความผิดจนต้องถูกเนรเทศไปอยู่ที่หลิ่งหนาน ฮองเฮาเฝิงมิได้รับความโปรดปราน ทุกคนต่างรอคอย รอคอยให้องค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์ และเมื่อองค์รัชทายาทสิ้นพระชนม์แล้ว ตำแหน่งฮองเฮาของฮองเฮาเฝิงก็มิอาจจะดำรงอยู่ได้อีกต่อไป ส่วนเซียวอวิ๋นถิงหรือ? แม้จะเป็นโอรสสายหลักคนโตขององค์รัชทายาท
คอยดูว่า นางจะเอาอะไรมาทำให้เขาเดิมพันอนาคตของตระกูลชี เข้าข้างอ๋องจิ้ง! หลังจากส่งท่านโหวผู้เฒ่าและชีเจิ้นกลับออกไปแล้ว ชีหยวนรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย ไป๋จื่อยกน้ำเข้ามาอย่างระมัดระวังปรนนิบัตินางล้างหน้าหวีผม ชีหยวนหมุนศีรษะกลับไปถาม “เหลียนเฉียวเป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋จื่อรีบตอบ “คุณหนูโปรดวางใจ นางสบายดีเจ้าค่ะ เผชิญเรื่องน่าหวั่นกลัวแบบนี้คงจะเหนื่อยล้าน่าดู บัดนี้นอนหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” ชีหยวนรับคำในลำคอ ไป๋จื่อจ้องหน้านางอย่างอดไม่ไหว “คุณหนูเจ้าคะ ใบหน้าของคุณหนู…” รอยฝ่ามือบนใบหน้ายังคงเห็นได้ชัดเจน ทำให้แก้มของนางบวมขึ้นมาเล็กน้อย… ชีหยวนลูบสำรวจด้วยตนเอง ก่อนจะวางผ้าเช็ดหน้ากลับเข้าไปในอ่างน้ำและกระตุกยิ้มมุมปาก “ไม่เป็นไร ไม่มีทางเสียเปรียบหรอก” ขณะเดียวกันนั้น ชีเจิ้นเข้ามาในเรือนหลักด้วยสภาพเหนื่อยล้าอิดโรย นางหวังรีบเดินเข้าไปหาด้วยท่าทางร้อนรน “ท่านโหว! ท่านจะไปที่เรือนของนางตัวกาลกิณีนั่นเพื่ออะไร?!” ชีเจิ้นจ้องมองพลางขมวดคิ้วแน่น “เจ้าพูดบ้าอะไร!? เจ้าเป็นมารดาของนาง และนางก็เป็นบุตรีของเจ้า! เจ้าทำตัวเช่นนี้สมกับเป็นแม่คนแล้วอย่างนั้นหรือ?” นางหวัง
นางหวังไม่อยากเชื่อสายตา นับแต่ชีหยวนกลับมา ชีเจิ้นก็ลงมือทำร้ายทุบตีชีอวิ๋นถิงแล้วไม่ต่ำกว่าสามครั้ง บัดนี้ถึงคราวตนเองแล้วหรือ? นางดาววิปโยคนั่นมันมีความสามารถล่อลวงจิตใจคนได้ขนาดไหนกัน ถึงได้ทำให้ชีเจิ้นหลงผิดได้ถึงเพียงนี้? นางถูกตบจนร่างกายโอนเอน ยกมือขึ้นกุมใบหน้าไว้พลางโผเข้าใส่ชีเจิ้น “ชีเจิ้น นี่ท่านกล้าตบข้าหรือ!” หลายปีที่ผ่านมาสองคนต่างให้เกียรติซึ่งกันและกันมาโดยตลอด และไม่เคยมีครั้งใดจะทะเลาะกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องลงไม้ลงมือเลย ทว่าบัดนี้ ชีเจิ้นกลับตบหน้านาง เพียงเพื่อเข้าข้างชีหยวน! เส้นเลือดในดวงตาของชีเจิ้นแตกเป็นฝอย ได้ยินนางหวังเอ่ยเช่นนี้ก็แค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็นออกมา พลางเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “ใช่ ข้านึกเกลียดตนเองนักที่ยังตบเจ้าไม่แรงพอ!” เขาดึงข้อมือของนางไว้ และลากนางเดินตามมาตลอดทางกระทั่งเข้าไปในเรือนของท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่า กลางดึกสงัด เดิมทีท่านโหวผู้เฒ่ากำลังคุยกับฮูหยินผู้เฒ่า ครั้นได้ยินเสียงเอะอะก็สะดุ้งตกใจ ฮูหยินผู้เฒ่ามองเห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้านางหวัง และเห็นสีหน้าของชีเจิ้นดูโหดเหี้ยมไร้ความปรานี สีหน้ามืดครึ้มลงทันใด “ชี
เป็นบ้าไปแล้วหรือ?! พวกคนใช้ล้วนก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากตอบคำถามแม้เพียงคนเดียว ชีอวิ๋นถิงยิ่งรู้สึกกรุ่นโกรธ ง้างมือขึ้นเขวี้ยงหมอนกระเบื้องในมือออกไป กระแทกโดนศีรษะของสาวใช้คนหนึ่งเลือดไหล หมอนกระเบื้องใบนั้นแตกแล้ว ศีรษะของสาวใช้ก็แตกเช่นกัน นางกรีดร้องร่ำไห้ออกมาโดยไม่สนใจกฎระเบียบใดแล้ว เสียงกรีดร้องนั้นทำให้คนทั้งเรือนสะดุ้งด้วยความตกใจ ไม่นานนักเกาเจียก็เข้ามา ครั้นสั่งให้คนพาสาวใช้เล็กคนนั้นออกไปทำแผลห้ามเลือดเรียบร้อย ก็หันมาเผชิญหน้ากับชีอวิ๋นถิงพลางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “คุณชายใหญ่เจ้าคะ ท่านได้โปรดทำตัวสงบเสงี่ยมด้วยเถิดเจ้าค่ะ” หากเป็นเมื่อก่อน ถ้อยคำเฉกเช่นนี้นางไม่มีวันพูดออกมาแน่ และไม่มีสิทธิ์จะพูดออกมาได้เสียด้วยซ้ำไป ชีอวิ๋นถิงเดือดดาลถึงที่สุดแล้ว “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร ถึงได้กล้าทำตัววางอำนาจต่อหน้าข้าเช่นนี้! ข้าถามเจ้า ว่าพวกเจ้ากำลังทำบ้าอะไร เก็บข้าวของแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไร?!” สายตาของเกาเจียดูแปลกไปเล็กน้อย “คุณชายใหญ่ เนื่องด้วยท่านมีนิสัยโหดเหี้ยมทารุณ ท่านโหวผู้เฒ่าและท่านโหวจึงมีคำสั่งว่า จะส่งท่านไปฝึกตนขัดเกลาจิตใจที่ภูมิลำเน
ท่านโหวผู้เฒ่าชีบีบแขนของชีเจิ้นแน่น หัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้นชีหยวนถวายบังคมด้วยความคล่องแคล่ว เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “หม่อมฉัน ชีหยวนแห่งจวนหย่งผิงโหว”......ชีเจิ้นรีบกอดต้นไม้ข้าง ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมไปแล้วองค์หญิงเป่าหรงแค่นหัวเราะเย็นชาในใจนางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้นางแพศยาชีหยวนตายอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาให้ถึงที่ดี ดีมากนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหมอเทวดาเซวียถูกจวนตระกูลหลิ่วกักตัวไว้ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง?ชีหยวนคงเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาเซวียในความฝันกระมังนางสะอื้นเบา ๆ พลางลูบเส้นผมของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยแล้วฉวยโอกาสนี้กระซิบอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ อย่าฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด ต้องไม่ฟื้น ต่อให้ฟื้นก็ต้องร้องว่าปวดหัว ต้องบอกว่าปวดมาก เข้าใจไหมเพคะ?”เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยบีบข้อมือขององค์หญิงเป่าหรงเบา ๆเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะกระเด็นออกจากอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เขามองชีหยวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลงชีหยวนนั่งยอง ๆ ลง เห็นว่าองค์หญิงเป่าหรงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึ
ราชบุตรเขยลู่เองก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อองค์หญิงใหญ่ “คราวนี้จะจัดการอย่างไร?”หากพระชายาหลิ่วเล่นงานแค่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือนางด่าฮ่องเต้หย่งชางไปด้วย!ดูจากท่าทางแล้วก่อนหน้านี้ที่อยู่ในวัง พระชายาหลิ่วยังคงมีความหวังกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่บ้างจึงยังให้เกียรติพระองค์ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงเกิดขึ้นในวัง ไม่จำเป็นต้องรอให้ไล่ตามกันออกมาแล้วค่อยตบหน้ากันที่นี่องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกันฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ต่อให้ใต้หล้ากว้างเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวแท้ ๆ เช่นนางเลย ต่อให้ไทเฮาเสด็จมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้นางรีบวิ่งเข้าไปหาฮ่องเต้หย่งชาง ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำสงครามเย็นกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่ นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบาย “เสด็จพี่ ท่าน ท่านโปรดเห็นแก่พระชายาที่ต้องทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี...”องค์หญิงเป่าหรงพลันร้องไห้ขึ้นมา “เสด็จแม่! เสด็จแม่!”ในใจของนางเต็มไปด้วยโทสะพระชายาหลิ่วนางแพศยานี่ ถึงกับกล้าด่านางไปด้วย กล้าเรียกนางว่าลูกนางแพศยา!ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ
ชีเจิ้นรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงของตนคงตกต่ำอย่างถึงที่สุดไม่สิ แต่เดิมดวงของเขาก็คงไม่ดีอยู่แล้วมิฉะนั้น เหตุใดในช่วงเวลาอันสั้นนี้ เขาถึงได้พบกับสตรีที่น่าสะพรึงกลัวถึงสองคน และแต่ละคนก็น่ากลัวไม่แพ้กัน!ชีหยวนก็ไม่ต้องพูดถึง เขาเห็นกับตาตัวเองว่านางบิดคอคนเหมือนบิดผ้า วิธีฆ่าของนางก็แปลกประหลาด วิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือปาดคอหรือแทงเข้าหัวใจ คนที่ถูกฆ่าล้วนไม่มีโอกาสได้เอ่ยคำพูดสุดท้ายส่วนองค์หญิงเป่าหรง ฟังดูก็ไม่ใช่คนที่จะยุ่งด้วยได้ง่าย ๆตั้งแต่ยังเด็ก นางก็อ้างว่าตัวเองถูกสาป ทำให้พระภิกษุ นักพรต และชาวบ้านล้มตายไปไม่รู้เท่าไรสองคนนี้คิดจะแข่งกันว่าใครฆ่าคนได้มากกว่ากันหรือ?ถ้าหากต้องแข่งกันจริง ๆ แม้ว่าชีหยวนจะเป็นลูกสาวแท้ ๆ ของเขา และตัวเขาเองก็อยู่ข้างชีหยวน แต่เขาต้องบอกไว้ก่อน หากต้องเดิมพันแพ้ชนะ เขาก็ยังต้องลงเดิมพันให้กับองค์หญิงเป่าหรงอยู่ดีชีวิตคนเราไม่เคยยุติธรรม สิ่งที่เจ้าต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อให้ได้มา บางคนกลับสามารถยกนิ้วกวักมือเรียกแล้วแย่งไปได้ง่าย ๆ เพียงเพราะเกิดมาต่างชนชั้น นี่แหละคือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วสีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดไปชั่วขณะ ไ
ทว่าในขณะเดียวกันก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ สวรรค์ยุติธรรมเสมอ ในโลกปัจจุบันนางคือคุณหนูใหญ่ที่ใครต่างก็จับตามอง ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ก็ยังเป็นองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในต้าโจว เห็นไหมล่ะคนชั้นสูงอยู่ที่ไหนก็เป็นคนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ บิดาของนางเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ส่วนมารดาของนางก็เป็นอาจารย์ชั้นพิเศษ นางเคยชินกับการมีแค่พี่เลี้ยงและเงินทองอยู่เป็นเพื่อนมาตั้งแต่ยังเล็กแล้ว จึงเรียนรู้ที่จะพูดแบบคนเมื่ออยู่ต่อหน้าคน และพูดแบบผีเมื่ออยู่ต่อหน้าผีมาตั้งแต่ยังเด็ก ไม่มีใครจะปิดบังความรู้สึกของตนเองได้เก่งไปมากกว่านางแล้ว ในโลกยุคปัจจุบันนางยังสามารถกลั่นแกล้งพวกปรสิตชั้นต่ำที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นให้ตายไปทีละคนได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับโลกยุคโบราณ? นางเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ นางฆ่าคนก็ไม่อะไรต่างจากฆ่ามดปลวกให้ตาย และตอนนี้ก็ถึงคราวของชีหยวนเจ้ามดปลวกตัวนี้แล้ว นางเดาะลิ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ ดูสิ ทั้งที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เหมือนกัน อ๋องฉีกลับไม่เอาไหนถึงเพียงนี้ ทว่ากลับกันคนอย่างชีหยวนยังสามารถก่อเมฆลมปลุกปั่นสถานการณ์ได้เลย แต่ว่า ถึงจะเป็นเช