เสมือนอสนีบาตฟาดลงมาจากท้องฟ้า แขนขาของนางหวังเย็นวาบ ได้แต่ชี้หน้าชีหยวนทว่าพูดไม่ออกสักคำเดียว เพราะนางไม่ลงรอยกับเรือนมารดาของนางจริง ๆ พิธีสมรสในตอนนั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ของนาง แต่เป็นของพี่หญิงของนางซึ่งเกิดจากสายเลือดหลัก ทว่านางหลงรักชีเจิ้นตั้งแต่แรกพบ จึงเอาชีวิตตนเองไปข่มขู่ ขอร้องให้ท่านพ่อเปลี่ยนใบเกิงเถี่ยที่บันทึกวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของคู่หมั้นไว้ และยึดพิธีสมรสนี้มาเป็นของตนเอง เรื่องนี้ ไม่มีผู้ใดรู้ทั้งสิ้น ฮูหยินผู้เฒ่าหวังและคนตระกูลหวังล้วนแต่ไม่ต้องการให้เรื่องนี้รั่วไหลไปสู่คนภายนอก และนางยิ่งไม่ต้องการ! เหตุใดชีหยวนกลับรู้เรื่องนี้ได้?! “เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?” นางถลึงตา ชี้หน้าชีหยวนพลางถามด้วยเสียงสั่นเครือ ชีหยวนเลื่อนมือขึ้นชี้หน้าตนเองด้วยสีหน้าเย็นชา “อะไรกัน ใบหน้าดวงนี้ยังยืนยันไม่ได้อีกหรือ? ฮูหยิน ข้าเคยเคารพท่านเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้อยคำเหล่านี้ เมื่อก่อนข้าจึงไม่พูดมันออกมา” นางหวังกำอกเสื้อของตนเองแน่น รู้สึกว่าตนเองเริ่มหายใจไม่ออกแล้ว ชีหยวนกลับกระชากข้อมือของนางไว้ มองนางด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “แต่บัดนี้ ข้ากลั
เรื่องระหว่างชีอวิ๋นถิงและชีจิ่นเป็นที่เลื่องลือไปทั่วแล้ว แม้ตระกูลเซี่ยงจะมิได้พูดอะไรต่อหน้า ทว่าคนที่รอชมความครึกครื้นหาได้สนใจว่าเจ้าจะพูดหรือไม่พูด ฉะนั้นในยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยออกมาเช่นนี้แล้ว ทั้งฮูหยินรองตระกูลชีและฮูหยินสามตระกูลชีต่างก็ทอดถอนใจออกมา ฮูหยินผู้เฒ่ามองพวกนางทั้งสองคนปราดหนึ่ง ก็เอ่ยกำชับอย่างราบเรียบว่า “พวกเจ้าเองก็ต้องควบคุมความประพฤติของพวกเด็ก ๆ ให้ดี ให้พวกเขารู้จักสำรวมวาจาระมัดระวังการกระทำด้วย!” เรื่องที่ฮูหยินตระกูลชีไปจากจวน เสมือนวัวดินจมทะเล นิ่งเงียบไร้ซึ่งคลื่นลมใด ๆ ขณะเดียวกันภายในวังหลวง เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่แต่งหน้าอย่างประณีตงดงามพลันวางเตาอุ่นมือลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง ตะคอกเสียงแข็งด้วยสายตาเย็นชาใบหน้าบูดบึ้งขมึงถึง “เจ้าไม่รู้จักข่มอารมณ์ได้เลยจริง ๆ!” ขณะเดียวกัน อ๋องฉีที่นั่งอยู่บนตั่งคนงามตรงข้ามนางก็หยัดกายขึ้นมา พลางผุดยิ้มอย่างไม่แยแส “เสด็จแม่ หาใช่เรื่องใหญ่อันใด อีกอย่าง เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยหรือ?” เด็กที่ถูกเอาใจจนโตมาก็เป็นเช่นนี้ ไม่เคยต้องได้รับความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยขมว
อ๋องฉีย่างเท้าไปยังตำหนักไท่จี๋เขาที่ได้รับความโปรดปรานมาโดยตลอด การเข้าออกตำหนักไท่จี๋จึงเป็นเรื่องปกติ บางครั้งหากเฝ้าเสด็จฮ่องเต้หย่งชางดึกเกินไป ฮ่องเต้หย่งชางอาจอนุญาตให้เขาพักในตำหนักข้างด้วยซ้ำไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับเกียรติเช่นนี้อย่างน้อยรัชทายาทก็ไม่เคยได้ดื่มด่ำกับมันฉะนั้นเขาจึงเป็นเหมือนปลาได้น้ำในตำหนักไท่จี๋มาโดยตลอด และครั้งนี้เขายังคงเอ้อระเหยลอยชายด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องมิใช่ว่าแค่ถามเรื่องของหานเยว่เอ๋อเองรึ?เขากล้าที่จะทำ ก็จะไม่กลัวผลที่จะตามมาเซี่ยกงกงที่กำลังเท้าเอวดุว่าศิษย์หนุ่มของเขาอยู่ที่ทางเดิน เมื่อเห็นเขามา ก็ยิ้มตาหยีก้าวไปข้างหน้าพร้อมก้มคำนับ “ท่านอ๋องเชิญ”อ๋องฉีชะงักกับนกยูงสองตัวที่กำลังเดินเล่นอยู่ในทางเดินที่เขารู้ลู่ทางอย่างดี แล้วพูดด้วยความประหลาดใจว่า “ไฉนเจ้าพวกนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ในวันนี้?”เซี่ยกงกงมองนกยูงทั้งสองตัวแล้วยิ้ม “พวกมันถูกนำมาถวายเป็นบรรณาการโดยอ๋องอันหนาน โดยกล่าวว่าพวกมันสามารถแผ่ขนและบินได้ เมื่อครู่นี้อ๋องอันหนานเพิ่งชื่นชมพวกมันพร้อมกับฝ่าบาท ประเดี๋ยวจะส่งพวกมันไปที่สวนทางใต้แล้วขอรับ”สวนทางใต้ได้เลี้ยงสัตว์ห
คาหนังคาเขา! ซึ่งหมายความว่าเรื่องนี้มีหลักฐาน ไม่มีใครยัดเยียดความผิดไม่มีใครใส่ร้ายหัวใจของอ๋องฉีเต้นแรง เขาเพิกเฉยต่อเซียวอวิ๋นถิง เพียงแค่คุกเข่าคลานไปหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้หย่งชางแล้วร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง: “เสด็จพ่อ! นี่ไม่เกี่ยวกับลูกจริงๆ คดีทุจริตทางน้ำเกี่ยวอะไรกับลูกด้วย? เหตุใดลูกจึงต้องจะส่งคนไปฆ่าพยานอะไรนั่นด้วย?”เขากอดพระอุรุของฮ่องเต้หย่งชางและกล่าวว่า “เสด็จพ่อ จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่านี่คือคนของลูกล่ะพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ!”เซียวอวิ๋นถิงเบือนสายตาไปทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด อ๋องฉีก็สามารถทำตัวออดอ้อนใสซื่อต่อฮ่องเต้หย่งชางได้เสมอทว่า ครั้งนี้ฮ่องเต้หย่งชางมิได้ทรงเหมือนแต่ก่อน ที่พลางยิ้มดุด่าว่ากล่าวก็ปล่อยเรื่องให้มันผ่านไปพระองค์ทรงตบหน้าอ๋องฉีไปฉาดหนึ่งเพราะมันไม่น่าเชื่อเกินไป อ๋องฉีถึงกับไม่ตอบสนองได้ในทันทีจนกระทั่งฮ่องเต้หย่งชางทรงยืนขึ้น และตบอ๋องฉีอีกครั้งด้วยความโทสะยิ่งขึ้นด้วยการตบสองครั้งในเวลาอันสั้น ตบจนมงกุฎหยกบนศีรษะของอ๋องฉีกระเซิงยุ่งไปอ๋องฉีถูกตบจนตกตะลึง ถึงแม้ว่าจางเหว่ยซุนจะถูกจับตัว จับได้ก็จับไปสิ ไฉนฮ่องเต้หย่งชางถึงพิโรธเยี่ยงน
จมูกของอ๋องฉีเคยหักตั้งแต่วัยเยาว์ ฉะนั้นหากจมูกได้รับกระทบกระเทือนสักเล็กน้อยก็จะมีเลือดไหลแม้ว่าหมอหลวงจะได้ตรวจดูอาการมาแล้วหลายครั้ง ล้วนกล่าวว่าไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด แต่หากได้เห็นภาพเลือดกำเดาที่ไหลอย่างรุนแรงด้วยตาตัวเองทุกครั้งล่ะก็ เป็นไปไม่ได้ที่จะนิ่งเฉยดั่งทองไม่รู้ร้อนเพราะมันทำให้คนตกใจได้จริงๆโดยเฉพาะฮ่องเต้หย่งชางที่จวนจะเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบโตและโปรดเขาเป็นพิเศษ เดิมทีพระองค์ก็มีโอรสเพียงไม่กี่องค์ รัชทายาทก็ยังเป็นเด็กขี้โรคที่ดูเหมือนว่าจะตายได้ทุกเมื่อถ้าเรื่องนี้ไม่มีข้อสรุปที่แน่นอนโดยทันที สถานการณ์ภายหลังก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย“ไม่มีการสรุปทันที” เขากล่าวด้วยสีหน้าไม่ดีขณะนั่งอยู่ในโถงหลักของหอหมิงเยว่ไป๋จื่อยกน้ำชามาด้วยใบหน้าซีดเผือดตอนที่เซียวอวิ๋นถิงจู่ๆ ตกลงมาจากฟ้าในวันนี้ ทำเอานางตกใจเกือบตาย จนถึงตอนนี้นางยังคงรู้สึกตกใจอย่างมากชีหยวนเล่นกับประคำเล็กในมือ กล่าวด้วยเสียงเบาว่า “ไม่มีข้อสรุปทันที เรื่องนี้ก็จะโมฆะแล้ว”เซียวอวิ๋นถิงปล่อยลมหายใจออกมาช้าๆเขาใช้ความพยายามอย่างมากถึงสอบถามรายชื่อมาได้ และสืบทราบที่อยู่ของเงินจ
แต่เดิมนางไม่ได้ให้ความสำคัญทว่าชีอวิ๋นถิงร้องโวยวายตั้งใจจะมาฆ่านางจริงๆแน่นอนว่า หากนางอ่อนแอกว่านี้และไม่มีคนของตระกูลชีหยุดเอาไว้ นางเชื่อว่า ชีอวิ๋นถิงคงจะลงดาบฆ่านางจริงๆ โดยไม่ลังเลนางยืนขึ้นไป๋จื่อหยุดนางไว้ทันที: “คุณหนู ท่านอย่าออกไปนะ! คุณชายใหญ่บ้าไปแล้วจริงๆ วันนี้ท่านโหวผู้เฒ่าและท่านโหวไม่อยู่บ้าน ใครจะหยุดเขาได้ล่ะเจ้าคะ!”นางพูดด้วยน้ำเสียงที่คลอไปด้วยน้ำตาว่า “ระหว่างทางกลับเขาได้ฟันสตรีนางหนึ่งจนตายในหมู่บ้าน บอกว่าหญิงผู้นั้นเคยให้รับใช้ท่านมาก่อน คือคนที่รับท่านกลับบ้านพร้อมกับแม่นมจาง”ชีอวิ๋นถิงเจ้าคนน่ารังเกียจในชาติก่อน ก็เป็นเขาที่เฝ้าดูแม่นมฮวาตีขานางจนหักอย่างเย็นชาที่แท้เขาเป็นคนเยี่ยงนี้มาตลอด เห็นชีวิตมนุษย์เหมือนหญ้า และทั้งชาติที่แล้วและชาตินี้ก็เป็นเช่นเดียวกันเซียวอวิ๋นถิงวางถ้วยชาลง: “จะฆ่าหรือไม่?”เขารู้สึกว่าชีหยวนคงไม่ปล่อยพี่ชายคนนี้ไปแต่ชีอวิ๋นถิงแตกต่างจากคนอื่น เขาเป็นพี่ชายแท้ๆ ที่มีแม่เดียวกัน เป็นลูกชายคนโตสายตรงของตระกูลชี เป็นทายาทในอนาคตนี่มันไม่ใช่การฆ่าที่ง่ายเลยไม่ใช่ว่าไม่สามารถฆ่าเขาได้ เซียวอวิ๋นถิงเคยได้เห็
เสียงฟันกระทบกระเบื้องนั้นดังชัดเจน แต่ในเวลานี้ไม่มีใครคิดว่าเสียงนี้ไพเราะ องครักษ์ยามทุกคนเอามือปิดแก้มอย่างพร้อมเพรียงปากของชีอวิ๋นถิงเต็มไปด้วยเลือดผสมกับฟันและเศษกระเบื้อง พอเปิดปากออก รู้สึกเหมือนไม่รู้ว่ามีเศษกระเบื้องทิ่มแทงบนลิ้นไปจำนวนเท่าใด เจ็บปวดจนใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวหลิวจงวิ่งเหยาะเข้ามาอย่างทุลักทุเล เมื่อเห็นฉากนี้แล้วราวกับเห็นผี ตกใจกลัวมากจนพูดติดขัด: “คุณ... คุณ... คุณหนูใหญ่!”นี่จะฆ่าจริงไม่ได้นะขอรับ!นี่คือคุณชายใหญ่เชียวนะ!ฆ่าสาวใช้อย่างหานเยว่เอ๋อสักคน ยังสามารถอ้างกฎที่จักรพรรดิไท่จู่วางไว้ในสมัยนั้นมาเป็นเหตุผลในการฆ่าได้การฆ่าพี่ชายทางสายเลือด เรื่องนี้ยากที่จะอธิบาย!สายตาของชีหยวนเคลื่อนไปที่เขาถามอย่างเย็นชา: “เขาเข้ามาได้อย่างไร?”ใช่แล้ว ต่อให้เขาจะไม่ได้กลับไปร่ำเรียนวิชาศึกษาตำราที่บ้านเกิดในตอนนี้ ก็ต้องถูกกักบริเวณในบ้าน ไฉนถึงมาที่เรือนของนางได้?หลิวจงกลืนน้ำลาย: “คุณหนูใหญ่ เขา ยังไงเสียเขาก็เป็นคุณชายใหญ่...”ต่อให้กระทำผิดพลาดไปบ้าง ต่อให้ทำสิ่งที่ผิดไปบ้าง แต่เขาก็ยังคงเป็นคุณชายใหญ่สายตรง เป็นทายาทที่แท้จริงของจวนโหว ใครจะกล
ทั้งองครักษ์ยามและหลิวจงถอนหายใจด้วยความโล่งใจอย่างพร้อมเพรียงหลิวจงกล่าวอย่างรีบร้อน: “คุณหนู เราจะพาคุณชายใหญ่ออกไปประเดี๋ยวนี้”ชีหยวนเหลือบมองเขาด้วยรอยยิ้มครึ่งๆ : “พ่อบ้านหลิวก็ควรรอบคอบเสียบ้าง คนที่ไม่ควรเดินเพ่นพ่านทางที่ดีก็ไม่ควรเดินเพ่นพ่าน มิฉะนั้นแล้ว การกักบริเวณเพื่อจะปกป้องผู้ใดนั้น ก็อาจไม่แน่แล้ว ใช่หรือไม่?”ขอรับ ขอรับ ขอรับ!หลิวจงส่งสายตาให้กับองครักษ์เรือน จากนั้นก็ลากชีอวิ๋นถิงออกไปโดยเร็วไป๋จื่อถอนหายใจอันหนักอึ้งด้วยความโล่งใจ หันกลับไปปลอบเหล่าสาวใช้ที่ตกใจกลัวชีหยวนเงยหน้าขึ้นมองเซียวอวิ๋นถิงที่กำลังนั่งสบายไร้กังวลบนคาน จากนั้นหันกลับมานั่งลงบนเก้าอี้กุหลาบด้วยท่าทีสงบ “เมื่อครู่ท่านอ๋องหัวเราะอะไรเจ้าคะ”“หัวเราะเจ้าที่โหดเหี้ยมไม่เบาเลย” เซียวอวิ๋นถิงกระโดดลงมาจากที่สูงแล้วนั่งตรงข้ามชีหยวนอย่างง่ายดาย “ข้ายังนึกว่าจะได้ดูเจ้าฆ่าคนที่สิบแล้วเสียอีก”ทันใดนั้นสีหน้าของชีหยวนก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเมื่อชั่วครู่นั้น นางมีความจิตที่จะฆ่าแล้วจริงๆบุตรชายคนโตที่ถือกำเนิดจากภรรยาเอกแล้วอย่างไร?ในชาติที่แล้วชีอวิ๋นถิงได้ให้แม่นมฮาตีบขานางจนหัก กร
ชีหยวนค่อย ๆ เก็บเข็มทองกลับไป ก้มหน้าลงเล็กน้อยปิดบังไอสังหารในดวงตา ก่อนเอ่ยตอบเสียงเรียบ “กราบทูลฝ่าบาท อาการลมปราณติดขัดของพระสนมรุนแรงนัก หากไม่เร่งกระตุ้นจุดลมปราณให้ไหลเวียน ทันทีที่ลมหายใจติดขัด เช่นนั้นนางอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย ดังนั้นหม่อมฉันจึงต้องใช้วิธีรุนแรงมากหน่อยเพคะ”ถ้อยคำของนางมีเหตุผลและหลักฐานชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเช่นไร แต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็ฟื้นคืนสติแล้วนี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ฮ่องเต้หย่งชางไม่รอให้องค์หญิงเป่าหรงเอ่ยคำใด รีบถามชีหยวนต่อ “เช่นนั้น ตอนนี้อาการของพระสนมเป็นอย่างไร ดีขึ้นแล้วหรือไม่?”“หาไม่เพคะ” ชีหยวนถอนหายใจเบา ๆ “ก่อนหน้านี้ พระสนมทรงโขกศีรษะจนแตก เดิมทีเลือดลมก็เสียสมดุล ภายหลังยังถูกความโกรธโจมตีหัวใจ นอกจากนี้ ระยะหลังมานี้ พระสนมมีภาวะอารมณ์อัดอั้น อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย จึงมักรู้สึกเจ็บบริเวณซี่โครงที่สองใต้กระดูกไหปลาร้าใช่หรือไม่เพคะ?”......ท่านโหวผู้เฒ่าชีตกตะลึงชีเจิ้นก็ตกตะลึงองค์หญิงเป่าหรงยิ่งตกตะลึงนางคนนี้มีฝีมือจริงหรือ!แต่ก่อนนางทำอะไรกันแน่?!ความสงสัยนี้ไม่ได้มีเพียงองค์หญิงเป่าหรงเท่านั้นที่อยากถ
ตามหลักแล้วการฝังเข็มย่อมรู้สึกเจ็บ แต่ความเจ็บปวดนั้นมีน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อเป็นหมอผู้ชำนาญ บางครั้งยังไม่ทันรู้สึกเจ็บดี เข็มก็ถูกถอนออกเสียแล้วแต่การฝังเข็มของชีหยวนไม่ใช่การรักษาโรค แต่เหมือนต้องการเอาชีวิตคนมากกว่าเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยกรีดร้องลั่นดั่งภูตผีแล้วลุกขึ้นมาจากพื้น ไหนเลยจะมีความสง่างามและความอ่อนโยนอยู่อีกนางนึกถึงคำพูดของเป่าหรงก่อนหน้านี้ ที่บอกให้นางแสร้งทำเป็นเจ็บปวด แต่ตอนนี้จะต้องแสร้งทำไปทำไมกัน! นางเจ็บมากจริง ๆ!เจ็บจนแทบขาดใจตาย!เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยกุมศีรษะตัวเองไว้ ส่ายหน้าอย่างรุนแรง ร่ำไห้โอดครวญว่าเจ็บปวดชีเจิ้นที่ยืนกอดต้นไม้อยู่กลับเรอออกมาในช่วงวิกฤตเช่นนี้ ทุกคนต่างเพ่งความสนใจไปที่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟย แต่ปากเจ้ากรรมนั่นของเขาดันเรอออกมาได้!ไม่ต้องรอให้ท่านโหวผู้เฒ่าชีจ้องเขม็ง เขาก็ตบปากตัวเองฉาดใหญ่ทันที!ใครใช้ให้ปากอยู่ไม่สุขกัน!แต่ แต่ถึงแม้เขาจะเงียบปากก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี!แม้ชีหยวนจะปลุกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยขึ้นมาได้ แต่ดูจากท่าทีของนางแล้ว เห็นทีจะไม่มีท่าทีซาบซึ้งขอบคุณชีหยวน ตรงกันข้าม กลับเหมือนกำลังหาทางใส่ร้ายว่านางรักษาไม่สำเร
ท่านโหวผู้เฒ่าชีบีบแขนของชีเจิ้นแน่น หัวใจของเขาเหมือนจะหยุดเต้นชีหยวนถวายบังคมด้วยความคล่องแคล่ว เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่อวดดี “หม่อมฉัน ชีหยวนแห่งจวนหย่งผิงโหว”......ชีเจิ้นรีบกอดต้นไม้ข้าง ๆ ไว้ ไม่เช่นนั้นเขาคงเป็นลมไปแล้วองค์หญิงเป่าหรงแค่นหัวเราะเย็นชาในใจนางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้นางแพศยาชีหยวนตายอย่างไรดี ไม่คิดเลยว่าโอกาสจะถูกส่งมาให้ถึงที่ดี ดีมากนางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหมอเทวดาเซวียถูกจวนตระกูลหลิ่วกักตัวไว้ตั้งแต่เริ่มมีชื่อเสียง?ชีหยวนคงเรียนวิชาแพทย์จากหมอเทวดาเซวียในความฝันกระมังนางสะอื้นเบา ๆ พลางลูบเส้นผมของเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยแล้วฉวยโอกาสนี้กระซิบอย่างรวดเร็ว “เสด็จแม่ อย่าฟื้นขึ้นมาเด็ดขาด ต้องไม่ฟื้น ต่อให้ฟื้นก็ต้องร้องว่าปวดหัว ต้องบอกว่าปวดมาก เข้าใจไหมเพคะ?”เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยบีบข้อมือขององค์หญิงเป่าหรงเบา ๆเซียวอวิ๋นถิงรู้สึกว่าหัวใจของเขาแทบจะกระเด็นออกจากอกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีเหตุการณ์ใดที่ทำให้เขาหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้เขามองชีหยวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลงชีหยวนนั่งยอง ๆ ลง เห็นว่าองค์หญิงเป่าหรงคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ จึ
ราชบุตรเขยลู่เองก็อดไม่ได้ที่จะดึงแขนเสื้อองค์หญิงใหญ่ “คราวนี้จะจัดการอย่างไร?”หากพระชายาหลิ่วเล่นงานแค่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือนางด่าฮ่องเต้หย่งชางไปด้วย!ดูจากท่าทางแล้วก่อนหน้านี้ที่อยู่ในวัง พระชายาหลิ่วยังคงมีความหวังกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่บ้างจึงยังให้เกียรติพระองค์ไม่เช่นนั้น เหตุการณ์เช่นนี้คงเกิดขึ้นในวัง ไม่จำเป็นต้องรอให้ไล่ตามกันออกมาแล้วค่อยตบหน้ากันที่นี่องค์หญิงใหญ่ก็เริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเช่นกันฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ต่อให้ใต้หล้ากว้างเพียงใด ฮ่องเต้ก็ยิ่งใหญ่ที่สุด หากพระองค์กริ้วขึ้นมาจริง ๆ อย่าว่าแต่น้องสาวแท้ ๆ เช่นนางเลย ต่อให้ไทเฮาเสด็จมาก็คงช่วยอะไรไม่ได้นางรีบวิ่งเข้าไปหาฮ่องเต้หย่งชาง ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ทำสงครามเย็นกับฮ่องเต้หย่งชางอยู่ นางกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะอธิบาย “เสด็จพี่ ท่าน ท่านโปรดเห็นแก่พระชายาที่ต้องทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี...”องค์หญิงเป่าหรงพลันร้องไห้ขึ้นมา “เสด็จแม่! เสด็จแม่!”ในใจของนางเต็มไปด้วยโทสะพระชายาหลิ่วนางแพศยานี่ ถึงกับกล้าด่านางไปด้วย กล้าเรียกนางว่าลูกนางแพศยา!ตั้งแต่เด็กจนโต ด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น
ชีหยวนยืนมองอยู่ข้าง ๆ อย่างไร้ความรู้สึกท่านโหวผู้เฒ่าชีกับชีเจิ้นแอบอยู่หลังต้นไทร สั่นเทิ้มไปทั้งร่างขอให้สวรรค์คุ้มครอง ขอให้สวรรค์คุ้มครอง ฮ่องเต้กับพระชายาทะเลาะกัน พระชายากับเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถึงกับลงไม้ลงมือกัน พวกเขาไม่ได้ตั้งใจมาดูเรื่องสนุกเลยสักนิด!พวกเขาไม่อยากเห็นเลยจริง ๆ!!ขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงสะกิดเรียกชีหยวน แล้วลดเสียงเอ่ยถามนาง “รู้สึกอย่างไร?”รู้สึกอย่างไร?ชีหยวนถึงกับครุ่นคิดอย่างจริงจังจากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การเสียสละตนเองและอุทิศทุกสิ่งเพื่อความรักเป็นเรื่องโง่เสมอ คำสัญญาของบุรุษจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อยังมีรักเท่านั้น”พอหมดรักแล้ว ก็ไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปเซียวอวิ๋นถิงถึงกับตะลึงงันเขาไม่เข้าใจ เหตุใดหญิงสาวที่อายุเพียงสิบกว่าปีที่แทบจะไม่มีประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับบุรุษมาก่อน เมื่อต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การพลัดพราก และความแค้นที่ซับซ้อนเช่นนี้ กลับสามารถมองทะลุปรุโปร่ง และกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้เขาอดไม่ได้ที่จะแย้งขึ้นมา “แต่ แต่ว่าคนที่รักกัน ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อกันและกัน มันไม่ใช่เรื่องที่ควรทำหรอกหรือ?”ชีหยวนหันไปมองเ
ฮ่องเต้หย่งชางรู้สึกหนักอึ้งในใจ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนิเซียวอวิ๋นถิงไปสองสามประโยค ก็เพียงเพื่อหาข้ออ้างให้สามารถพูดกับพระชายาหลิ่วได้เขาพูดเบา ๆ ว่า “หว่านหยิน วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า เรามารับเจ้ากลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว”พระชายาหลิ่วเหลือบมองเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยที่ดูบอบบางอ่อนแออย่างเย้ยหยัน แต่ครั้งนี้ไม่ได้แสดงความเกรงใจอีกต่อไปมีบางเรื่องที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ และไม่อาจใช้คำพูดคลุมเครือเพื่อให้จบไปนางเอ่ยถามอย่างเสียดสี “ครอบครัวพร้อมหน้าหรือ ให้ข้ากลับวังไปอยู่พร้อมหน้ากับสนมรักของท่านที่เป็นศัตรูฆ่ามารดาข้าอย่างนั้นหรือ?”คำพูดนี้กล่าวหนักเกินไปเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยถูกองค์หญิงเป่าหรงบีบมือเบา ๆ นางก็เข้าใจทันทีว่าลูกสาวต้องการให้ทำอะไร จึงรีบก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าพระชายาหลิ่วพื้นดินบนภูเขาแข็งกระด้างและขรุขระนางคุกเข่าลงเช่นนี้ คนรอบข้างถึงกับเผลอสูดลมหายใจเข้าด้วยความเจ็บแทนแต่เสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้แสดงอาการลังเลเลยแม้แต่น้อย นางเงยหน้ามองพระชายาหลิ่ว น้ำเสียงขมขื่นและเต็มไปด้วยความคับข้องใจ “พี่หญิง! ข้ารู้ว่าท่านเกลียดข้า ท่านเกลียดข้า
ฮ่องเต้หย่งชางเข้าใจทุกอย่างกระจ่างแล้ว ทรงโบกพระหัตถ์ให้ไล่เฉิงหลงออกไปจากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกเสี่ยวหลิ่วกุ้ยเฟยไม่ได้ข่มตาหลับตลอดทั้งคืนบาดแผลบนหน้าผากของนางถูกพันด้วยผ้าพันแผลอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กระแทกอย่างแรงจริง ๆเมื่อเห็นองค์หญิงเป่าหรงถูกนางกำนัลประคองเข้ามา นางก็ราวกับเห็นที่พึ่งและทางรอด รีบปรี่เข้าไปกุมมือลูกสาวแน่น “เป่าหรง! เจ้าว่า เจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”เสียงของนางสั่นเครือจนแทบร้องไห้เพียงแค่คิดถึงบิดาที่ตายอย่างน่าเวทนา และมารดาที่โกรธแค้นจนสิ้นลมครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พลันพังพินาศ สามีภรรยาพรากจาก บ้านแตกสาแหรกขาด ใจของนางเจ็บราวกับถูกมีดกรีดยิ่งไปกว่านั้น ขาของบุตรชายก็พิการนางกำมือองค์หญิงเป่าหรง บุตรสาวคนนี้เป็นหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนางเมื่อนางเพิ่งเข้าวังยังมิได้เป็นที่โปรดปรานถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะการกำเนิดของเป่าหรง เป่าหรงนำพาความโปรดปรานอันยาวนานหลายสิบปีมาให้แก่นางองค์หญิงเป่าหรงค่อย ๆ กอบกุมมือของมารดากลับ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ และกล่าวด้วยความมั่นใจ “วางใจเถิดเพคะ มีลูกอยู
ฮ่องเต้หย่งชางยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้ขยับ พระพักตร์เย็นชาองค์รัชทายาทคลำไปคลำมาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ รีบกระชากผ้าปิดตาออก แล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือพระพักตร์ที่โกรธจัดของฮ่องเต้หย่งชางเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดลอยออกไป ร่างอ้วนใหญ่ทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นเสียงดังโครมจนราวว่าพื้นรอบ ๆ สั่นสะเทือนขันทีเซี่ยรีบเบือนหน้าหนีทันทีคนอื่น ๆ ก็ไม่กล้ามองเช่นกันคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือฮ่องเต้ อีกคนคือองค์รัชทายาทฮ่องเต้ทรงตำหนิรัชทายาทเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้วแต่ในอนาคต หากรัชทายาทนึกถึงเหตุการณ์นี้ เขาย่อมไม่กล้าไปเอาเรื่องฮ่องเต้ ก็คงต้องมาผูกใจเจ็บกับพวกเขาที่ได้เห็นความอับอายของเขาในวันนี้ อยู่ห่างออกไปหน่อยจะดีกว่ารัชทายาทได้สติ รีบคลานเข้าไปข้างหน้าฮ่องเต้หย่งชาง คุกเข่าลงแล้วปล่อยโฮออกมาร้องไห้พลางกล่าวยอมรับผิด“เสด็จพ่อ เป็นความผิดของลูกเอง ลูกจะไม่กล้าทำเช่นนี้อีกแล้ว”“ลูกจะไล่พวกตัวกาลกิณีพวกนี้ออกไปให้หมด ไล่ไปให้หมดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”ความรู้สึกของฮ่องเต้หย่งชางพลันซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะก่อนเสด็จมา เขาเชื่อจริง ๆ ว่ารัชทายาทอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แ
ท่านโหวผู้เฒ่าชีตบมือหัวเราะลั่นดี!ดี! ดี!เขาชมอยู่สามคำติดต่อกันส่วนพระชายาหลิ่ว ราชบุตรเขยลู่ และองค์หญิงใหญ่ ทั้งสามคนมองไปที่ชีหยวน ต่างพากันตะลึงโดยเฉพาะราชบุตรเขยลู่ เขาเคยเห็นฝีมือการฆ่าคนของชีหยวนมาก่อน หากสามารถสังหารได้ในดาบเดียว นางจะไม่มีวันฟันซ้ำเป็นครั้งที่สองความแข็งแกร่งและความศรัทธาของเด็กสาวผู้นี้ เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตเขาตามความคิดและการกระทำของคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ไม่ทันเสียแล้วเซียวอวิ๋นถิงยืนกอดอกยิ้มมองชีหยวนแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต ว่ารอยยิ้มนั้นเจิดจ้าราวดวงดารา สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่งเขาไม่เคยพบสตรีเช่นนี้มาก่อนทะนงในศักดิ์ศรี เคารพตนเอง แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองนางไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยเหลือ เพราะตัวนางคือผู้ช่วยเหลือตนเองกลีบเหมยที่ร่วงโรยปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะโปรยปรายลงบนศีรษะและอาภรณ์ของทุกคน ชั่วขณะนั้น เซียวอวิ๋นถิงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเคยเห็นภาพเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในความฝันยามสนธยาแต่ความคิดนี้ก็เพียงแค่แวบเข้ามาแล้วก็จางหายไปชีเจิ้นถอนหายใจอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า “แล้วเรื่องตรงหน้านี้จะ