แชร์

บทที่ 355

ผู้เขียน: หว่านชิงอิ๋น
โลงศพมารดาของนางว่างเปล่า!

หามีอันใดไม่!

แต่วาจาอันจริงจังของลั่วไห่ผิงกลับสร้างความตื่นตกใจให้แก่ฟู่เฉินหวน

ถึงแม้จะลังเลใจ แต่เขาก็ยังมอบถุงหอมให้แก่ลั่วเยวี่ยอิงกับลั่วไห่ผิงด้วยท่าทีกังขา

เขาจึงฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าวแล้วถามว่า "ท่านอัครเสนาบดี ท่านช่วยตอบคำถามก่อนหน้านี้ของตัวข้าทีได้หรือไม่?"

ลั่วไห่ผิงรู้สึกตื่นตกใจอยู่บ้าง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการเล่นแง่เสียแล้ว

ลั่วไห่ผิงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ทว่าเขาก็ยังเอ่ยขึ้นมาว่า "พ่ะย่ะค่ะ พระมารดาของท่านอ๋องสนิทสนมกับมารดาของเยวี่ยอิง ราวกับพี่น้องกันก็มิปาน!"

ทันทีที่กล่าววาจาเหล่านี้ออกมา ทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ต่างก็รู้สึกตื่นตะลึง

ลั่วชิงยวนพลันขมวดขึ้นมาทันที พระมารดาของฟู่เฉินหวนกับมารดาของลั่วเยวี่ยอิงกระนั้นหรือ?

ฟู่เฉินหวนรู้สึกตื่นตะลึงเป็นที่สุด เขาเหลือบมองถุงหอมในมือของลั่วเยวี่ยอิงแล้วอดมิได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น

หรือว่านี่จะเป็นสิ่งที่ท่านแม่หลงเหลือเอาไว้ให้?

เขามิเคยคิดว่าเหตุใดลั่วชิงยวนจึงต้องการถุงหอมใบนี้ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งของของมารดาตนจริง ๆ

ทว่ายามนี้คำตอบของลั่วไห่ผิงกลับทำให้เข
บทที่ถูกล็อก
อ่านต่อที่ GoodNovel
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป
ความคิดเห็น (5)
goodnovel comment avatar
Benja Thongpetch
อยากให้นางเอกพิการขาขาด ตาบอด แล้วโดนลั่วไห่ผิงตีตาย
goodnovel comment avatar
Benja Thongpetch
อีกอย่างไอ้ลั่วไห่ผิงอุบาศว์เกินจะเป็นพ่อคน ทุเรศ
goodnovel comment avatar
Benja Thongpetch
นางเอกก็เหมือนจะเก่ง แต่ปัญญาอ่อนให้พระเอกซ้อมแล้วซ้อมอีก
ดูความคิดเห็นทั้งหมด

บทที่เกี่ยวข้อง

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 356

    "มันคืออันใดกันพ่ะย่ะค่ะ?" ฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่นบนโต๊ะอีกครั้ง "น่าจะเป็นถุงหอมนั้นแล" "ทีแรกข้าก็คิดว่ามันเป็นแค่ถุงหอมธรรมดา ทว่ายามนี้ลองนึกดูแล้ว ลั่วเยวี่ยอิงกับลั่วชิงยวนกลับมีปากเสียงกันอยู่หลายครั้งหลายคราเพราะถุงหอมใบนี้" "คราที่ลั่วชิงยวนเข้ามาในห้องตำราก็พยายามที่จะขโมยถุงหอม จนถึงขั้นคิดจักสังหารลั่วเยวี่ยอิงปิดปาก นี่แสดงให้เห็นว่าถุงหอมมีความสำคัญต่อนางมากเพียงใด!" "ชะรอยจักมีผู้บงการให้นางเอาถุงหอมใบนั้นมาให้ได้ตั้งแต่แรกแล้ว!" เมื่อซูโหยวได้ยินเช่นนี้ก็ให้รู้สึกตื่นตะลึง "ท่านอ๋องสงสัยว่า เป็นตระกูลเหยียนที่คอยยุยงปลุกปั่นกระนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ? ตระกูลเหยียนจับตามองพระชายาหลีมานานแล้ว!" "เช่นนั้นท่านอ๋องก็มิควรคืนถุงหอมให้แก่ลั่วเยวี่ยอิง! หากตระกูลเหยียนลงมืออีกครั้งล่ะก็..." ฟู่เฉินหวนขมวดคิ้ว "ข้ามิอาจฝืนแย่งชิงเอาถุงหอมมาได้" เมื่อซูโหยวได้ยินเช่นนี้เข้าก็รู้สึกตื่นตะลึง "นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านอ๋องยอมให้ท่านอัครเสนาบดีพาตัวพระชายาไปใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้ว สีหน้าของซูโหยวก็ออกจะขรึมเคร่งขึ้นมาบ้าง จากนั้นเขาก็อดมิได้ที

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 357

    ทว่าลั่วไห่ผิงเพียงแค่นเสียงแล้วหันกลับไป "เจ้าคิดเอาเองเถอะ!" หลังจากเขาพูดจบก็ขึ้นรถม้าไปทันที ลั่วชิงยวนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด ถึงแม้ว่าแม่นมกู้จะคอยรับใช้มารดาของนาง แต่นางเองก็เป็นแม่นมของลั่วไห่ผิงเช่นกัน! เขาเอ่ยวาจาไร้มนุษยธรรมเช่นนั้นออกมาได้อย่างไรกัน? ลั่วชิงยวนตระหนักได้ถึงความต่ำช้าไร้ยางอายของบิดาตนอีกครั้ง! รถม้าจอดนิ่งอยู่ตรงนั้นมิได้ขยับเขยื้อน ราวกับคาดว่านางจะต้องกลับมาจึงรอคอยนางอยู่ตรงนั้น ลั่วชิงยวนสะกดกลั้นโทสะแล้วเดินกลับไป เมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของจือเฉา ลั่วชิงยวนก็เอ่ยปากพูดสองสามคำ ถึงจะไม่มีเสียงดังขึ้นมา แต่นางก็หวังว่าจือเฉาจะเข้าใจ หลังจากกลับมาที่รถม้าก็นั่งลง ลั่วเยวี่ยอิงจึงยิ้มเยาะขึ้นมา "นับว่าเจ้ายังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง จึงมิได้ลากผู้บริสุทธิ์เข้ามาพัวพัน!" ลั่วชิงยวนเหลือบมองลั่วเยวี่ยอิงกับลั่วไห่ผิงด้วยสายตาเย็นชา "ข้ามีมโนธรรมอยู่แล้ว แต่พวกเจ้าสองพ่อลูกกลับหาได้เป็นเช่นนั้นไม่" "เจ้ายังปากดีอยู่อีกรึ? ข้าหวังว่าเจ้าจักปากดีต่อไปได้อีกก็แล้วกัน!" ลั่วเยวี่ยอิงโมโหเสียจนกัดฟันกรอด ๆ หากตอนนี้นางมิได้อยู่บนรถม้า

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 358

    เสียงแส้ดังบาดหูก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องมืด เมื่อลั่วเยวี่ยอิงที่อยู่ข้างนอกได้ยินเสียงนี้เข้า นางก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกโล่งใจได้ในที่สุด! คราวนี้ตีลั่วชิงยวนให้ถึงตายเป็นดีที่สุด! นางก้มมองถุงหอมที่อยู่ในมือด้วยสีหน้าขรึมเคร่ง วันนี้ท่านพ่อของนางเป็นพยานยืนยันว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นของดูต่างหน้าของมารดานาง ดังนั้นนางย่อมมิอาจทิ้งขว้างได้ตามใจอีกแล้ว มิฉะนั้นท่านอ๋องอาจสงสัยเอาได้ แต่หากมีวิญญาณร้ายในถุงหอมใบนี้จะทำเช่นใดเล่า? ลั่วชิงยวนมิอาจทนความเจ็บปวดแสนสาหัสทั่วร่างได้ ถึงแม้ว่านางจะสวมอาภรณ์หนาชั้น แต่เรี่ยวแรงของลั่วไห่ผิงหาได้ธรรมดาสามัญเลยสักนิด นางจึงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดผ่านฝ้ายหนา ๆ นางมิทราบว่าโดนเฆี่ยนตีมากี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่ท่าทางแบบนั้นของลั่วไห่ผิงคงคิดจะตีนางให้ตายเป็นแน่ ในที่สุดก็มีเสียงฝีเท้าอันเร่งรีบดังขึ้นข้างนอก จากนั้นก็มีน้ำเสียงแฝงแววโทสะดังขึ้น "เปิดประตูให้ข้าเข้าไปเดี๋ยวนี้!" เมื่อลั่วไห่ผิงได้ยินเสียงก็รู้สึกตื่นตกใจ พอเปิดประตูออกมา เขาก็เห็นแม่ทัพใหญ่ฉินเดินเข้ามาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด "แม่ทัพใหญ่ฉิน..." ลั่วไห่ผิงขมวดคิ้วพ

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 359

    หากมิใช่เพราะใบหน้าเสียโฉมจนมิอาจพบปะผู้ใด ไฉนเลยจะต้องสวมผ้าคลุมหน้าด้วยเล่า? "ครั้นเมื่อบิดาของเจ้ามาขอให้ข้าช่วยเหลือ ข้าสั่งให้เขาไปพาตัวเจ้าออกมาจากตำหนักอ๋อง ผู้ใดเลยจะล่วงรู้ว่าบิดาของเจ้าจักใจคอโหดเหี้ยมยิ่งกว่า!" "เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าได้รับความอยุติธรรมอักโข หากเจ้าแต่งเข้ามาในตระกูลของข้าได้ก็คงดีมิน้อย!" แม่ทัพใหญ่ฉินรู้สึกเสียดายที่สตรีดี ๆ เช่นนั้นกลับแต่งงานแล้วเสียได้ ต่อให้นางเป็นบุตรีของเขามิได้ ก็น่าจะเป็นสะใภ้ของเขาได้! ลั่วชิงยวนยิ้มให้ "แม่ทัพใหญ่ฉินล้อเล่นแล้วเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าดวงตาของฉินไป๋หลี่น่าจะดีขึ้นแล้วกระมัง?" แม่ทัพใหญ่ฉินส่ายหน้า "ดีขึ้นบ้างแล้วล่ะ บางครั้งก็เห็นแสงสีขาวได้บ้างแล้ว แต่บางทีก็ยังมองไม่เห็นสิ่งใดเลย" "แต่หลังจากเขาตาบอดก็หาได้รู้สึกสิ้นหวังอย่างแต่ก่อนอีกแล้ว แต่เขากลับบังเกิดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ และฝึกฝนวรยุทธในลานอยู่ทุกวันเชียวแล! ถึงแม้ว่าเขายังชอบวาดภาพอยู่ แต่กลับมิดื่มสุราอีกแล้ว บางครั้งเขาก็จะออกไปเดินเพื่อฝึกการฟังเสียงของตัวเอง" "ทำให้ข้าคลายกังวลไปได้มากเลยเชียว!" ลั่วชิงยวนนึกกับตัวเองว่าเป็นเพราะคนรักที่เขาเสียไ

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 360

    ดึกดื่นป่านนี้ท่านอ๋องมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน? ลั่วชิงยวนรีบกลับไปท้ายเรือนแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ ทันทีที่นางเดินออกมาก็ได้ยินเสียง ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นด้านนอก ซ่งเชียนฉู่ขยิบตาให้นางแล้วถามว่าควรจะทำเช่นใด ลั่วชิงยวนส่ายหน้าเพื่อบ่งบอกว่านางจะไม่เปิดประตูให้ แต่ฟู่เฉินหวนที่อยู่ข้างนอกในยามนี้ กำลังถือสุราขวดหนึ่งแล้วทุบประตูร้านด้วยท่าทีเมามาย "ฉู่ลั่ว! ออกมาสิ!" ซ่งเชียนฉู่รีบวิ่งไปหาลั่วชิงยวน จากนั้นพวกนางทั้งสองคนก็ยืนอยู่ท้ายเรือนเพราะตื่นตระหนกกับเสียงที่ดังขึ้นทางด้านหน้า "เกิดอันใดขึ้นกับเขากันแน่? หรือว่าเขาจะล่วงรู้ตัวตนของท่านแล้ว?" ซ่งเชียนฉู่ถามด้วยความเป็นกังวล ลั่วชิงยวนส่ายหน้า เพราะนางก็มิทราบเช่นกัน เสียงทุบประตูยังคงดังขึ้นเรื่อย ๆ มิหนำซ้ำเสียงของฟู่เฉินหวนก็ฟังดูเมามาย ซึ่งยามปกติเขาคงไม่กระทำเช่นนี้เป็นแน่ "ท่านจักมิให้เขาเข้ามาหรือ?" ซ่งเชียนฉู่ลังเลใจ เมื่อเหลือบไปเห็นรอยเลือดบนหลังมือ ดวงตาของลั่วชิงยวนก็ฉายแววเย็นชา "ห้ามเปิดเชียว!" แต่เสียงข้างนอกกลับยิ่งมาก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ทุบประตูจนแทบจะพังประตูอยู่แล้ว ข

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 361

    “กระหม่อมมิคู่ควรกับความไว้วางใจของท่านเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ลั่วชิงยวนขมวดคิ้ว นางมิต้องการได้รับความไว้วางใจจากฟู่เฉินหวน“เจ้าใสซื่อบริสุทธิ์นัก ข้าเชื่อว่าเจ้าจักมิเอ่ยปากเรื่องนี้ต่อผู้ใด” เสียงทุ้มลุ่มลึกของฟู่เฉินหวนเจือเมาบางส่วนดังเข้ามาลั่วชิงยวนตกใจเล็กน้อยฟู่เฉินหวนนอนกระดกเหล้าอยู่บนบันไดหิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วันนี้ข้าอาจทำให้ชีวิตนึงสิ้นไปเพื่อบางสิ่งบางอย่าง"“ข้ามิรู้ว่าข้ากระทำอันใดผิดไปหรือไม่...”จิตใจของฟู่เฉินหวนเต็มไปภาพแววตาของลั่วชิงยวน บัดนี้เขาคิดว่า คืนนี้ลั่วชิงยวนอาจถูกทรมานจนสิ้นใจในจวนอัครเสนาบดีหากนางร่วมกับตระกูลเหยียนก่อเรื่องร้ายแรงก็สมควรตายแล้วแต่จะเกิดอะไรขึ้นหากนางแค่ถูกตระกูลเหยียนหลอกใช้เล่า?จิตใจของเขาสับสนยิ่งนักเหมือนมีบางส่วนขาดหายไปจากหัวใจ รู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่กดทับลงไป ยากจะอธิบายว่ารู้สึกอย่างไรมันแค่ไม่สบายใจลั่วชิงยวนมองดูชายผู้นี้ด้วยความตกใจทำให้ชีวิตนึงสิ้นไปหรือ?เขากำลังพูดถึงนางงั้นหรือ?นางเพียงแปลกใจอยู่ครู่หนึ่งก็พลันสงบลง พลางคิดว่าจะเป็นตัวนางเองได้อย่างไรฟูู่เฉินหวนเกลียดนางฝังลึก ครั้นเมื่อ

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 362

    ได้ยินสิ่งนี้ ลั่วชิงยวนก็พลันตกตะลึงฟู่เฉินหวนนอนหงายอยู่บนพื้น เปลวไฟสะท้อนในดวงตาของเขาเผยให้เห็นถึงความรู้สึกสูญเสีย“ครานั้นเวทมนตร์คาถาแพร่หลายในแคว้นหลี ท่านแม่ของข้าเป็นเหตุของเรื่องทั้งหมด เนื่องนางเป็นนางสนมคนโปรดของเสด็จพ่อ จึงถูกกล่าวหาว่าใช้เวทมนตร์คาถาหลอกองค์จักรพรรดิ”“เสด็จพ่อทรงปกป้องนางจนกระทั่ง… เกิดกลียุคในวัง”ลั่วชิงยวนตกใจอีกครั้งกลียุคในวัง?ครั้นพวกเขาอยู่ที่จวนมหาราชครู ฟู่เฉินหวนและท่านอาลั่วหรงได้กล่าวถึงกลียุคในวังหลวง ครานั้นนางเอ่ยถามท่านอาลั่วหรง แต่ท่านอาปฏิเสธที่จะเปิดเผยเธอสับสนมาโดยตลอด ความวุ่นวายในวังคืออะไรกันแน่?“กลียุคในวัง?” ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมองไปที่ฟู่เฉินหวนฟู่เฉินหวนเอ่ยช้า ๆ “ความโกลาหลในวังหลวงทำให้องค์ชายหลายพระองค์สิ้นพระชนม์ในคืนนั้น ภายนอกไม่มีผู้ได้รับอันตราย คืนที่ฟ้าโปร่ง แต่ฟ้าร้องและฟ้าผ่าก็โหมกระหน่ำทำให้ผู้คนล้มตายและบาดเจ็บนับไม่ถ้วนในวังหลวง”“พวกเขาพบหลักฐานในห้องท่านแม่ของข้า อ้างว่านางเป็นแม่มดที่นำหายนะมาสู่แคว้นและความทุกข์ยากมาสู่ราษฎร จึงถูกต้องโทษประหารด้วยการตรึงร่างเผาบนเสาเข็ม”ขณะที่ฟู่เฉินหวนพูด

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 363

    แต่ลั่วไห่ผิงคงมิสามารถเข้าถึงราชลัญจกรหยกนั้นได้!เกิดอะไรขึ้นกันแน่?นางมิเข้าใจจึงหยุดคิดถึงเรื่องนี้“ท่านอ๋อง แล้วท่าน...” นางหันกลับมากำลังจะเอ่ยบางสิ่งทันใดนั้นก็พบว่าฟู่เฉินหวนหลับไปแล้วลั่วชิงยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อมองดูขวดเหล้าที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น นางก็มิสามารถอธิบายความรู้สึกในใจของนางได้ฟู่เฉินหวนถือว่าลั่วชิงยวนเป็นศัตรูแต่เขาถือว่าฉู่ลั่วเป็นมิตรสหายที่สามารถพูดคุยความกังวลด้วยได้หากวันหนึ่งเขารู้ว่าฉู่ลั่วคือลั่วชิงยวน เขาจะตอบสนองอย่างไร?บางทีเขาอาจจะคิดว่านางเข้าหาเขาอย่างมีเจตนาแฝงด้วยการเป็นฉู่ลั่วนางนั่งอยู่ในลานเป็นเวลานานแล้ว และเมื่อไฟค่อย ๆ ดับลง นางก็พยายามดึงฟู่เฉินหวนขึ้นมาจากพื้นนางต้องการช่วยเขาเข้าไปในห้อง แต่ความเจ็บปวดทั่วร่างของนางและน้ำหนักของฟู่เฉินหวนทำให้นางเคลื่อนไหวลำบากเมื่อนางพยายามจะก้าวขึ้นบันได ก็ล้มลงไปพร้อมกับฟู่เฉินหวนทันใดทันทีที่นางก้าวพลาดไถล ทันใดนั้นแขนแกร่งก็คว้าเอวนางป้องมิให้ล้มลงเมื่อนางหันหน้าไป ก็พลันสัมผัสกับใบหน้าที่อยู่ห่างไปเพียงไม่กี่นิ้วทันใด สบเข้ากับดวงตาแดงก่ำ ลึกล้ำ และเมาเล็กน

บทล่าสุด

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1292

    ลั่วชิงยวนมองอวี๋โหรวด้วยความประหลาดใจ อวี๋โหรวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คราวก่อนเจ้ามิได้ถามข้าหรอกหรือว่ามีสิ่งนี้หรือไม่ นี่เป็นดอกสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่”“คราวนี้เจ้าถูกฮองเฮาทำร้ายบาดเจ็บสาหัส ข้าคิดว่าเจ้าย่อมต้องการสิ่งนี้เป็นแน่ จึงได้นำมาให้”ลั่วชิงยวนได้ฟังก็รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก นางมิคาดคิดว่าอวี๋โหรวจะมอบสิ่งนี้แก่นางด้วยว่ายามนี้ ต่อให้หาทั่วทั้งเมืองหลวงก็หาสิ่งนี้มิได้แล้ว“ขอบคุณ” ลั่วชิงยวนกล่าวอย่างซาบซึ้งใจยามนี้นางต้องการสิ่งนี้ยิ่งนัก“มิต้องเกรงใจ” อวี๋โหรวแย้มยิ้มจากนั้นทั้งสองก็เข้าวังไปด้วยกัน กลับไปยังที่พำนักของสำนักนักบวชของพวกนางการใช้บัวถวายนั้นจำต้องใช้สมุนไพรอื่นร่วมด้วย อวี๋โหรวจึงไปยังคลังโอสถเพื่อนำสมุนไพรมามากมายลั่วชิงยวนจึงก่อไฟต้มยาในลานหลังจากกินยาเข้าไป ลั่วชิงยวนก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างสิ่งนี้มีสรรพคุณหลักในการรักษาบาดแผลภายในและฟื้นฟูลมปราณ แต่เมื่อบาดแผลภายในหายดีแล้วย่อมส่งผลดีต่อบาดแผลภายนอกด้วยเช่นกันอวี๋โหรวเห็นว่าหลังจากนางกินยาแล้วสีหน้าของนางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“ดูเหมือนว่ายานี้จะได้ผลดีกับเจ้าย

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1291

    นางจ้องมองไปยังเฉินชีพลางเอ่ยว่า “โอสถนี้ก็แค่บำรุงรักษาร่างกายทั่วไป มิได้มีผลอะไรต่อข้าในยามนี้”เฉินชีกลับกล่าวตอบ “ร่างกายของเจ้าในยามนี้มิอาจกินยาแรงได้ ตำรับยานี้สามารถรักษาบาดแผลภายนอกของเจ้าได้”ลั่วชิงยวนขมวดคิ้วมุ่นมองเขา “แต่ยามนี้ข้าต้องการโอสถรักษาบาดแผลภายใน”“โอสถของเจ้าเพียงรักษาที่ปลายเหตุ มิได้รักษาที่ต้นเหตุ!” เฉินชียังคงยืนกรานในความคิดของตน “วางใจเถิดอาเหลา โอสถที่ข้าให้เจ้ากินนั้นย่อมเหมาะสมแก่เจ้าที่สุด”“เจ้าพักผ่อนให้ดี ข้ายังต้องเข้าวังไปอีกครั้ง”“เรื่องของเกาเหมียวเหมี่ยวยังมิได้สะสาง”“เจ้าพักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายเจ้าหรอก”กล่าวจบ เฉินชีก็จากไปอีกทั้งยังจัดแจงให้คนมาส่งโอสถแก่ลั่วชิงยวนด้วยลั่วชิงยวนพักรักษาตัวอยู่ที่เรือนของเฉินชีสองวันแล้ว ทุกวันจะมีนางรับใช้มาเปลี่ยนผ้าพันแผลและเสื้อผ้าให้ตรงเวลาโอสถที่นำมาให้ก็ล้วนเป็นไปตามตำรับของเฉินชีทว่าลั่วชิงยวนรู้ซึ้งถึงอาการของตนดีว่า ร่างกายของตนนั้นจำต้องได้รับการรักษาด้วยโอสถใดตำรับยาของเฉินชีนั้นเป็นเพียงยาบำรุงร่างกายและให้สารอาหารแก่ร่างกายนี้ แต่การบำรุงเพียงอย่างเดีย

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1290

    ขณะพูด เฉินชีก็รีบหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งออกมา พลางเทโอสถลูกกลอนหนึ่งเม็ดส่งให้ลั่วชิงยวนกินมันสามารถปกป้องหัวใจของนางได้รถม้าโคลงเคลงไปตลอดทาง เร่งมุ่งหน้าไปยังจวนของเฉินซีอย่างรวดเร็วหลานจีได้ยินเสียงจึงเดินมาที่ลาน นางสงสัยมากว่ามีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องรีบร้อนออกไปอย่างกะทันหันทว่านางกลับเห็นเฉินชีลงจากรถม้าพร้อมกับอุ้มลั่วชิงยวนที่ได้รับบาดเจ็บ“ท่านแม่ทัพ… นางคือ...” หลานจีรีบสาวเท้าเข้ามาแต่นางกลับถูกเฉินชีผลักออกไปอย่างไร้ความเมตตา “อย่ามาขวางข้า!”หลานจีต้องถอยหลังไปสองก้าวถึงจะทรงตัวไว้ได้เมื่อได้สติ เฉินชีก็เดินไปไกลพร้อมกับสตรีในอ้อมแขนแล้วหลานจีตกตะลึงเหตุใดท่านแม่ทัพถึงต้องเป็นห่วงสตรีนางนั้นถึงเพียงนี้?นางเป็นใครกัน?หลานจีเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างกะทันหันนางตามไปดูด้วยความมิพอใจเฉินชีอุ้มลั่วชิงยวนเข้ามาที่ห้องของตน เขาวางนางลงบนเตียงแล้วเรียกนางรับใช้มาเปลี่ยนอาภรณ์ให้ลั่วชิงยวนนางรับใช้พากันสาละวนเข้า ๆ ออก ๆ เรือนกันยกใหญ่ยามนี้หลั่วชิงยวนหลับไปแล้วจากนั้นเฉินชีก็ออกจากห้องไป และมิรู้ว่าเขาไปที่ใดหลังจากที่นางรับใช้เปลี่ยนอา

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1289

    "ตอนนี้มิว่าท่านจะตรัสอะไรไปก็ไร้ประโยชน์”“ไม่มีใครสนใจหรอกเพคะ”ทันทีที่พูดคำเหล่านี้ออกมา สีหน้าของฉินอี้และฮองเฮาเกาก็เปลี่ยนไปฮองเฮาเกาจ้องนางด้วยสายตาดุร้ายนางยิ้มเยาะ “ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากแล้วรึ? อย่าลืมที่ข้าพูดไว้สิว่า หากเจ้าพูดข้าจะตัดลิ้นเจ้าทิ้งเสีย!”จากนั้นนางก็ส่งสายตาเป็นนัยให้องครักษ์องครักษ์สองคนก้าวไปข้างหน้า คนหนึ่งจับไหล่ของลั่วชิงยวน อีกคนหยิบมีดขึ้นมาเตรียมตัวพร้อมลงมือฉินอี้ตกใจและครุ่นคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรดีลั่วชิงยวนยังมิยอมแพ้ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าของนาง “องค์ชายใหญ่ทรงเคยคิดหรือไม่เพคะว่าเหตุใดวรยุทธ์ของท่านถึงหยุดนิ่งมิพัฒนาไปไหน?”“เหตุใดถึงเรียนรู้ได้ช้า แม้จะทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า แต่ก็ยังมิสามารถเรียนรู้ได้เท่ากับที่คนอื่นทำได้”“นั่นมีเหตุผลอยู่เพคะ”“ที่จริงแล้ว ทั้งหมดมิใช่เป็นเพราะพรสวรรค์ที่ธรรมดาเพคะ”“แต่มีพิษชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า…”เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้น ฉินอี้ก็ตกใจเป็นอย่างมากฮองเฮาเการีบกระชับเสื้อของนางด้วยความกังวล สีหน้าของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและขณะที่ลั่วชิงยวนกำลังจะพูดออกมาน

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1288

    ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้หลุดออกมาร่างกายของฟู่เฉินหวนก็แข็งทื่อดวงตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความคาดหวังอันร้อนแรงตั้งแต่เล็กจนโต แม้เขาจะเป็นองค์ชาย แต่ก็มีเพียงมิกี่คนที่ให้ความเคารพเขาแม้กระทั่งน้องสาวของเขาเองก็มักจะลงมือทำร้ายเขาบ่อย ๆ โดยมิไว้หน้ากันเลยแม้แต่น้อยส่วนคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคืออ๋องผู้เป็นเทพสงครามเทพแห่งแคว้นเทียนเชวียและผู้สำเร็จราชการผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้าเขาจึงตั้งตารอที่จะได้เห็นฟู่เฉินหวนคุกเข่าด้วยความเคารพฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จริงเขาสามารถเจรจากับฉินอี้ได้ และมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมายที่เขาสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้ทว่าการเจรจาต้องอาศัยยุทธวิธีและที่สำคัญกว่านั้นคือ ต้องมีจิตใจที่สงบมั่นคงแต่ในเวลานี้ ฟู่เฉินหวนมิสามารถทำเช่นนั้นได้เขาแทบจะรอมิไหวแล้วดวงตาของเขาขรึมลง พลางยกเสื้อคลุมขึ้นและคุกเข่าลงเสียงดังตึงเมื่อเข่ากระทบพื้นนั้นเจือไปด้วยความอึดอัดกลัดกลุ้ม แต่เป็นเสียงที่ฉินอี้ฟังแล้วรู้สึกสบายหูเป็นอย่างยิ่งมิอาจปฏิเสธได้ว่าตอนนี้เขาพอใจอย่างถึงที่สุดนี่เป็นความรู้สึกที่เขาพยายามเสาะหามาตลอดหลายปีแต่ก็มิเคยได้มันมาโดยเฉพา

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1287

    ในห้องขังอันเงียบงัน เสียงเฆี่ยนตีดังชัดเจนจนเหมือนได้ยินเสียงผิวหนังฉีกออกเป็นชิ้น ๆทำเอาคนที่ได้ยินรู้สึกใจสั่นที่มุมตรงทางเดิน บุรุษสวมหน้ากากที่อยู่ข้างหลังฉินอี้กำหมัดแน่นในทันทีฝ่ามือถูกจิกจนเกือบจะเลือดออกฟู่เฉินหวนที่ได้ยินเสียงนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงและอดมิได้ที่จะพุ่งไปหาแต่ฉินอี้คว้าข้อมือของเขาเอาไว้“เฉินชีจะมาช่วยนางเอง”“หากตอนนี้เจ้าถูกจับได้ก็ช่วยนางออกไปมิได้ แล้วพวกเจ้าก็จะต้องตายอยู่ที่นี่”“ด้วยตัวตนของเจ้า มีแต่จะต้องเผชิญกับจุดจบที่น่าอนาถยิ่งกว่าเดิม”ฟู่เฉินหวนกำหมัดแน่น เขาก้าวถอยหลังมาหนึ่งก้าวและอดทนต่อไปฝ่ามือของเขาเหงื่อออกเมื่อได้ยินเสียงเฆี่ยนตีอย่างต่อเนื่องแต่ไม่มีเสียงร้องของความเจ็บปวด ก็สามารถบอกได้ว่า ลั่วชิงยวนกำลังทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดมากเพียงใดนั่นทำให้ฟู่เฉินหวนรู้สึกปวดใจเป็นอย่างมากทว่าเขาทำได้เพียงเฝ้ามองจากที่ไกล ๆ มิสามารถเข้าไปใกล้หรือช่วยนางได้เสียงแส้ดังขึ้นอย่างมิหยุดหย่อน และเสียงแส้ในแต่ละครั้งนั้นดูเหมือนจะฟาดลงไปที่หัวใจของฟู่เฉินหวนจนเลือดสด ๆ ไหลออกมาเป็นทางเวลาเหมือนจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า และเสียงแส้น

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1286

    ภายในห้องบรรทมอันโอ่อ่าฉินอี้เดินมาที่ข้างเตียงด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลยามนี้เกาเหมียวเหมี่ยวได้ทำแผลและกินโอสถเรียบร้อยแล้ว แต่ใบหน้าของนางยังคงซีดอยู่เล็กน้อยเมื่อเห็นฉินอี้เดินมาหาด้วยใบหน้าฟกช้ำและเปื้อนเลือด เกาเหมียวเหมี่ยวจึงมองเขาด้วยความมิอยากเชื่อ“ท่านแพ้ลั่วชิงยวนรึ?”ฉินอี้ขมวดคิ้วเป็นปม พลางมองบาดแผลของเกาเหมียวเหมี่ยวด้วยความกังวลและพูดว่า “เหมียวเหมี่ยว บาดแผลเจ้าสาหัสมาก ช่วงสองวันนี้เจ้าควรพักผ่อนให้ดีก่อน อย่าเพิ่งเดินไปไหนมาไหนเลย”ทว่าเกาเหมียวเหมี่ยวกลับมิได้สนใจในความห่วงใยของฉินอี้นางจ้องมองฉินอี้ด้วยความโมโหแล้วยกฝ่ามือฟาดไปหนึ่งฉาดฉินอี้มิประหลาดใจแม้แต่น้อย แต่กลับมองเกาเหมียวเหมี่ยวด้วยสีหน้าจริงจังและเป็นห่วง“เหมียวเหมี่ยว...”เกาเหมียวเหมี่ยวโมโหมากจนเอามือฟาดเขาสองครั้งติดต่อกันและแสดงความเกรี้ยวกราดออกมา “ขยะไร้ค่า! ขยะไร้ค่า!”“ท่านเป็นถึงองค์ชายผู้สูงส่ง แต่กลับถูกลั่วชิงยวนจัดการจนมีสภาพเช่นนี้ อับอายจนมิรู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด!”เกาเหมียวเหมี่ยวโกรธจนแทบอยากจะฉีกลั่วชิงยวนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยดวงตาของฉินอี้หรี่ลง แต่กลับมิได

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1285

    แต่ขณะที่ทั้งสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างสูสีวิชาฝ่ามือที่จู่โจมเข้ามาอย่างฉับพลันของลั่วชิงยวนทำให้ฉินอี้มิทันตั้งตัว เขาถูกรัวหมัดใส่อย่างต่อเนื่องจนลอยกระเด็นออกไป และกระอักเลือดออกมาการต่อสู้สิ้นจบลงในพริบตาเดียวหลายคนที่อยู่รอบด้านล้วนเห็นมิชัด“เมื่อครู่เกิดกระไรขึ้น?”“ต่อสู้กันอยู่มิใช่หรือ? เหตุใดจู่ ๆ ฉินอี้ถึงแพ้ได้เล่า?”ลั่วชิงยวนมองฉินอี้ด้วยสายตาเย็นชา “ดูเหมือนวรยุทธ์ขององค์ชายใหญ่จะเป็นอย่างที่คนเขาลือกันนะเพคะ”เทียบกับคนทั่วไปแล้ว วรยุทธ์ของฉินอี้ก็ถือว่ามิได้อ่อนด้อยเลยแต่สำหรับคนที่เป็นถึงองค์ชายนั้นช่างดูอ่อนแอนักเมื่อครู่ที่ลั่วชิงยวนลองทดสอบ ดูเหมือนว่าเขายังคงมีทักษะวรยุทธ์แบบเดียวกับที่เคยเรียนมาเมื่อก่อน และมิได้มีความก้าวหน้ามากนักเป็นเช่นนี้ได้อย่างไรหากฉินอี้เพียรพยายามมากกว่านี้ ผลลัพธ์ก็คงมิเป็นเช่นนี้ฉินอีจ้องนางด้วยโทสะ ดูเหมือนจะเจ็บใจที่วรยุทธ์ของตนอ่อนด้อยเกินไป ทำให้เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างยิ่งบาดหูมากขึ้นไปอีกเขากัดฟันพลางกำหมัดแน่น และพุ่งเข้าหาลั่วชิงยวนอย่างดุร้ายเขามิยอมพ่ายแพ้เช่นนี้หรอกแต่เขากลับมิสามารถเอาชนะลั่วชิงย

  • ยอดหญิงแห่งเทียนเชวีย   บทที่ 1284

    ลั่วชิงยวนตกตะลึง อารมณ์ความรู้สึกของนางดำดิ่งเป็นไปตามที่นางคาดเดาเอาไว้ว่ามิเหลือแม้แต่ศพอย่างนั้นหรือ?“มิพบศพด้วยซ้ำ” อวี๋โหรวกล่าวเสียงขรึมดวงตาของลั่วชิงยวนหม่นลง ดูเหมือนว่าร่างนั้นจะถูกกำจัดไปแล้วจริง ๆ ส่วนจะกำจัดอย่างไรและทิ้งไว้ที่ไหน บางทีอาจมีเพียงฆาตกรเท่านั้นที่รู้“น่าเสียดายจริง ๆ” ลั่วชิงยวนทอดถอนใจด้วยความเสียดายอวี๋โหรวจ้องนางด้วยสายตาจริงจังและพูดอย่างหนักแน่น “มิน่าเสียดายหรอก ข้าเชื่อว่าเจ้าจะกลายเป็นนางคนต่อไป!”ทันใดนั้น สายตาที่จริงจังของอวี๋โหรวก็ทำให้ลั่วชิงยวนรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลังและยังสงสัยด้วยว่าอวี๋โหรวจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างหรือไม่ทว่าแม้แต่ศิษย์น้องหญิงก็จำนางมิได้ อีกทั้งอวี๋โหรวก็มิได้สนิทสนมกับนาง แล้วจะจำนางได้อย่างไรลั่วชิงยวนยิ้มและกล่าวว่า “ข้าจะถือว่านั่นคือคำปลอบใจก็แล้วกัน”อวี๋โหรวพูดอย่างจริงจัง “ข้ามิได้ปลอบใจเจ้า ข้าพูดจริง”หลังจากนั้น อวี๋โหรวก็ยิ้มอีกครั้งและพูดว่า “ทางข้ายังพอมียาอยู่บ้าง หากเจ้าต้องการอะไรก็บอกข้าได้เลย”ลั่วชิงยวนมิค่อยเข้าใจว่า เหตุใดอวี๋โหรวถึงทำดีกับนางนางมิค่อยรู้จักอวี๋โหรวมากนัก ในภาพจ

สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status