เพียงแต่ตอนนี้จั๋วซือหรานมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องจัดการ“เอาล่ะ ไปตลาดมืดกันต่อเลย” จั๋วซือหรานกล่าวว่า “ขนมที่อยู่ที่ตลาดมืดนั้น พลาดไม่ได้นะ”บางทีอาจเป็นเพราะนางคิดว่ามีกล่องสุ่มกำลังรอนางที่ตลาดมืด จั๋วซือหรานจึงรอไม่ไหวตอนนี้เฟิงเหยียนเชื่ออย่างเต็มที่ว่านางไม่รู้สึกน้อยใจเลยสำหรับความไม่ยุติธรรมที่นางต้องทนมา นางจะชดเชยเองเมื่อเทียบกับเรื่องซุบซิบของคนนอก ดูเหมือนว่าหญิงสาวเจ้าเล่ห์คนนี้จะรู้สึกมาโดยตลอดว่าสิ่งที่นางถืออยู่ในมือนั้นสำคัญกว่าเมื่อพวกเขากำลังจะมาถึงตลาดมืด จู่ ๆ เงาสีดำก็ปรากฏขึ้นข้าง ๆ พวกเขาแม้ว่าคนที่มาจะแต่งกายด้วยชุดสีดำ แต่ดูจากรายละเอียด มองออกได้ง่ายเลยว่าเขาเป็นผู้พิทักษ์เงาของเฟิงเหยียน“ท่านขอรับ” ผู้พิทักษ์เงาเรียกด้วยเสียงทุ้ม“มีอะไรหรือ” เฟิงเหยียนเหลือบมองเขาผู้พิทักษ์เงามองจั๋วซือหราน เขาอยากรายงานแแต่เห็นจั๋วซือหรานอยู่นี่นี่ เขาจึงลังเลที่จะพูดต่อ จั๋วซือหรานรู้เรื่องดี นางพูดกับเฟิงเหยียน"ท่านอ๋อง เช่นนั้นข้าไปรอที่อื่นละกัน"แต่เฟิงเหยียนขมวดคิ้วและพูดว่า "ไม่เป็นไร" เขาบอกผู้พิทักษ์เงาว่า "บอกได้เลย""ขอรับ" ผู้พิทักษ์เงารับค
“ฮะ” จั๋วซือหรานเงยหน้าขึ้นและสบตากับดวงตาอันลึกซึ้งของเฟิงเหยียน“สำหรับเจ้า เรื่องนี้ไร้สาระและไม่ยุติธรรม เจ้าทนได้ แต่ให้ข้าอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไร ข้าทนไม่ได้ ตอนนี้ข้ากลับจวนเฟิงเดี๋ยวนี้ พวกเขาจะได้ไม่มีการกระทำมากกว่านี้”เฟิงเหยียนกล่าวจั๋วซือหรานคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางพยักหน้า "ก็ได้"นางคิดถึงตำแหน่งของของเฟิงเหยียน และพูดกับเฟิงเหยียนว่า "แต่... หากเรื่องนี้ต้องทำให้ท่านอ๋องลำบากใจ และทำอะไรไม่ได้ ไม่เป็นไรหรอก"ไม่ใช่เพราะว่านางเป็นนักบุญ จั๋วซือหรานยิ้ม “ข้าไม่ใช่คนไร้ความสามารถเสียหน่อย และฉันก็ไม่ใช่คนที่จะถูกคนรังแกได้ง่าย หากใครอยากรังแกข้า พวกเขาจะต้องชดใช้อย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องกังวลนะ ท่านอ๋อง”“สิ่งที่ตระกูลเฟิงทำได้และต้องการทำในตอนนี้คือพวกเขาอยากยกเลิกการหมั้นหมายของเรา”จั๋วซือหรานกล่าวกับเฟิงเหยียน "สัญญาการแต่งงานระหว่างข้ากับท่านอ๋องเดิมเป็นข้อตกลงระหว่างเจ้าและข้า ข้ารักษาอาการป่วยเรื้อรังของท่านอ๋อง และท่านอ๋องก็ทำสัญญาการหมั้นกับข้า ข้าจะได้พ้นตัวจากการควบคุมของตระกูลจั๋ว ”“ตอนนี้ ข้าและตระกูลจั๋วได้แยกทางกันแล้ว สัญญาการหมั้นนี้จะมีหรือไม่
ผู้พิทักษ์เงาคิดอยู่ครู่หนึ่งและกระซิบปลอบใจเจ้านาย "ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องกังวลมากเกินไป เมื่อครู่นี้แม่นางจิ่วบอกว่า แม้ว่ายกเลิกการหมั้นหมายแล้ว แต่แม่นางก็ยังคงรักษาท่าน"ผู้พิทักษ์เงาเป็นคนไร้เตียงสามาก เขาคิดแค่ว่าเจ้านายของเขาอาจกังวลว่าหากเจ้านายถอนการหมั้นกับแม่นางจิ่ว หรือหากตระกูลเฟิงทำให้แม่นางจิ่วขุ่นเคือง แม่นางจิ่ว จะไม่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาอีกหรือเพราะพวกเขาล้วนเป็นผู้พิทักษ์เงาที่ภักดีต่อเฟิงเหยียน และพวกเขารู้ดีว่าเจ้านายของพวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดจากอาการบาดเจ็บที่ทำร้ายตัวเองดังนั้นเขาจึงคิดอยู่ครู่หนึ่งและปลอบใจเฟิงเหยียน ว่า "ข้าน้้อยรู้สึกว่าแม่นางจิ่วเป็นคนที่ทำตามคำพูดของตัวเอง ในเมื่อแม่นางบอกว่าแม่นางฃยังคงรักษาท่านต่อ ข้าน้อยเชื่อว่าแม่นางจะรักษาท่านต่ออย่างแน่นอน"เฟิงเหยียนไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินคำพูดของผู้พิทักษ์เงา เขาเพียงมองผู้พิทักษ์เงาอย่างเย็นชา ดวงตาของเขาคมราวกับมีดผู้พิทักษ์เงาหดคอของเขา โดยไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรผิดไปชั่วขณะหนึ่งเราพูดอะไรผิดนะผู้พิทักษ์เงาคิดในใจว่าอย่าบอกนะ เจ้านายอยากแต่งงานกับแม่นางจิ่วจริง ๆ นะ......จั
ดังนั้นนางจึงไปสึกษาสถานการณ์ของสนามแข่งมาโดยตลอด นางเคยได้ยินชื่อของเฮยหลิงเขาเป็นผู้นำสนามประลองสนามแข่งสถานที่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาโดยตลอดเนื่องจากความกดดันของการแข่งขันสูงมาก ตามความเข้าใจของจั๋วซือหราน เพื่อให้นักพนันคว้าเงินในกระเป๋าออกมามากขึ้น สนามฝึกซ้อมจะสร้างจุดดึงดูดการแข่งขันมีลูกเล่นมากขึ้นตัวอย่างเช่น ผู้แข่งคนหนึ่งเสร็จสนามหนึ่งแล้ว และเขาชนะด้วย จากนั้นหากผู้ชมต้องการเดิมแต้มเยอะขึ้น พวกเขาจะให้ผู้แข่งคนนั้นไปแข่งกับคู่ต่อสู้คนถัดไปต่อประมาณว่าให้ผู้แข่งคนนั้นดวลเรื่อย ๆแต่พลังของมนุษย์มีจำกัด หากผู้แข่งสามารถชนะสนามหนึ่งได้ เขาอาจไม่สามารถชนะสนามต่อไปได้และแม้ว่าเขาจะชนะสนามถัดไป แล้วสนามถัดไปอีกล่ะจะมีบางครั้งที่ต้องเล่นใหญ่เลย และหากผู้แข่งบางคนเดือดร้อนเงินจริง ๆ บางครั้งก็จะตกลงที่จะยอมแข่งดวลเรื่อย ๆยิ่งมีผลประโยชน์มากเท่าไร ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้นมักมีคนต่อสู้ไปหลายสนาม เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและกลายเป็นคนพิการ จากนั้นเขาก็ถอนตัวออกจากสนามแข่งด้วยตัวเองนี่ยังถือว่าเป็นจุดจบที่ดี อย่างน้อยผู้แข่งคนนี้ยังสามารถใช้ชีวิตที่เหลือไ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เจาหมิ่นกลับมาที่วังแล้ว“องค์หญิง...” สาวใช้ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนั้นสำเร็จแล้ว เมื่อเห็นเจาหมิ่นกลับมา นางก็รีบเข้ามาต้อนรับทันทีแต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเจาหมิ่น นางทราบเลยว่าสถานการณ์อาจไม่ดีอย่างที่นางคาดไว้"องค์หญิงเป็นอะไรพ่ะย่ะค่ะ"“ไม่เป็นไร” เสียงของเจาหมิ่นทุ้มลึก “หย่าซู่ ข้าอเข้าไปในห้องลับของห้องใต้ดิน เจ้าเก็บสัมภาระที่จำเป็นให้ข้า”สาวใช้ส่วนตัวที่ชื่อหย่าซู่ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มอย่างรวดเร็ว “รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”เจาหมิ่นเดินไปที่เตียงกล่องในห้องส่วนตัวของนาง และเปิดประตูลับที่นำไปสู่ห้องลับของห้องใต้ดินห้องลับนั้นมีกลิ่นเหม็นอับสีเข้มเจาหมิ่นเดินลงบันไดจากทางเข้าประตูลับ และแสงเทียนสลัว ๆ ส่องสว่างในห้องใต้ดินแสงสลัว ๆ ส่องสว่างในห้องลับของห้องใต้ดินมีชั้นวางของบนผนังโดยมีกล่องกู่ต่าง ๆ อยู่บนนั้นแต่บนพื้นดินมีหลุมขนาดใหญ่ที่มีฝาปิดไว้ ใต้ฝามีหลุมฆ่า(หลุมฆ่าเป็นวิธีการลงโทษคนในสมัยราชวงศ์ซางของโบราณจีน โดยให้ผู้ที่กระทำผิดแก้ผ้า และลงในหลุมที่เต็มไปด้วยงู แมงป่องและสัตว์ต่าง ๆ ที่มีพิษ ปล่อนให้พวกเขาค่อย ๆ ตายไป)บนพื้นดินอีกด้านหนึ่ง
“ไม่เป็นไร ในเมื่อแผนนี้ไม่สำเร็จ แสดงว่าแคว้นชางไม่ปลอดภัยอีกต่อไปเป็นชั่วคราว เจ้าถอนตัวออกไปได้” เสียงจากอีกด้านพูดเช่นนี้สีหน้าของเจาหมิ่นเต็มไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย "ท่านจะไม่... ลงโทษหมิ่นหมิ่นหรือเจ้าคะ"“สำหรับการลงโทษเจ้า รอเจ้ากลับมาก่อน ค่อยลงโทษเจ้า นั่นก็ไม่สายหรอก ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเจ้าล้มเหลวในคราวนี้ แต่เจ้ายังได้นำข่าวที่เป็นประโยชน์กลับมาอีกด้วย”“ศัตรูเจ้าเล่ห์ที่เจ้าพบในครวนี้...แม่กู่ที่เจ้าได้มากจากมือของบันหยูนของหุบเขาหมื่นพิษยังเอาชนะคู่ต่อสู้รายนี้ไม่ได้ แสดงว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่ฉลาดและน่าสนใจ”“เมื่อมีนางอยู่ที่นี่ มันอาจไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ของหงส์แดง ดังนั้นเจ้าถอนตัวออกไปก่อน”เจาหมิ่นกัดริมฝีปากของนางด้วยสายตาที่ไม่เต็มใจ นางทุ่มเทอย่างมาก นางแทบไม่ได้ยินคำชมเชยจากเจ้านายของนางเลยแต่จั๋วซือหรานคนนั้น...เจาหมิ่นแอบโกรธแค้นจั๋วซือหราน แต่นางไม่ได้แสดงความเกลียดชังนี้บนใบหน้า นางพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพและเคารพว่า "หมิ่นหมิ่นรับคำสั่งเจ้าค่ะ"ค่ายกลที่ส่องแสงแวววาวอยู่บนพื้นนั้นค่อย ๆ ดับลงราวกับว่าตรงนี้ไม่เคยมีแสงสว่างม
เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวกล่าวและหันไปมองจั๋วซือหราน "เพราะฉะนั้น เจ้ามีปัญญาจัดการเขาจริง ๆ หรือ"จั๋วซือหรานพยักหน้า “แน่นอน”“ เช่นนั้นดีเลย แม้ว่าข้ายังไม่มีโอกาสสั่งคนไปสืบว่าเมืองหลวงกำลังวุ่นวายเพียงใด” เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวกล่าว "แต่ข้าคงไม่จำเป็นต้องไปสืบข้อมูลหรอก สถานการณ์ของเมืองหลวงกำลังมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน"จั๋วซือหรานฟังคำพูดของเขา นางไม่ปฏิเสธคำพูดของเจ้าสำนัก นางได้แต่ยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากของนาง“หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เจ้าควรรีบแก้ปัญหาโดยเร็ว หลังจากเจ้าแก้ปัญหาเสร็จแล้ว ธุรกิจของสนามทดลองจึงไปต่อได้” เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวส่งเสียง'เชอะ'ทีหนึ่ง เขาพูดต่อ "เจ้าไม่รู้หรอก เพื่อกำจัดเขา ข้าต้องสูญเสียไปกี่คนแล้ว”ในขณะที่เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวพูด เขาชี้ไปที่กรงที่ทำจากเหล็กเนื้อดีที่อยู่ข้าง ๆ และพูดว่า "ทั้งหมดนี้กลายเป็นคนเช่นนี้หลังจากถูกเขาโจมตีและได้รับบาดเจ็บ"เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวขมวดคิ้ว และดูเหมือนจะหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่เขาพูด "เมื่อเจ้าจัดการเขาเสร็จ ข้าจะต้องสั่งเขาลงสนมมแข่งจนกระทั่งเขาตาย เช่นนี้ถึงจะชดเชยความสูญเสียของข้าได้"จั๋วซือหรานได้ยินคำพูดของเ
จั๋วซือหรานกล่าวว่า "เจ้าให้เขาลงสนาม และให้คนเดิมพันแล้วไม่ใช่หรือ เช่นนั้น เจ้าให้เขาลงสนามและให้คนเดิมพันอีกครั้ง"เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวตกตะลึง "เจ้าคิดว่าข้าไม่อยากหรือ ใครจะกล้าขึ้นไปแข่งล่ะ ใครยังอยากขึ้นไปแข่งล่ะ ใครจะกล้าขึ้นไปล่ะ ทุกคนรู้ดีว่าหากถูกเขาโจมตี จะต้องกลายเป็นคนบ้าคลั่งเหมือนเขา คนในสนามทดลองขาดเงิน แต่พวกเขาไม่ได้โง่”เดิมทีพวกเขาคิดว่าเฮยหลิงเป็นเช่นนี้แล้ว จะเอาชนะเขาได้ง่าย ดังนั้นพวกเขาจึงเต็มใจที่จะแข่งกับเขา ใครจะรู้ว่าไม่เพียงแต่เอาชนะเฮยหลิงไม่ได้...ในอดีต เฮยหลิงเป็นคนที่มักจะหยุดมือเมื่อเขามั่นใจตัวเองชนะแล้ว บัดนี้เขากลายเป็นผู้ที่ไม่เห็นใจคนและโจมตีคนอย่างบ้าคลั่ง เห็นได้ชัดว่าเอาชนะเขายากกว่า และเขาอันตรายกว่าเดิมไม่มีใครกล้าขึ้นไปอยู่ดีแม้เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวยังอยากให้คนเดิมพันอีกครั้ง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จั๋วซือหรานมองไปที่เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวอย่างเงียบ ๆ และนางพูดเบา ๆ "ข้าจะไปแข่งกับเขาเอง"“เจ้า...อะไรนะ” เจ้าสำนักของหอฟ้าดาวตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำพูดนี้ “เจ้า... ล้อเล่นใช่ไหม นี่คือสนามฝึกซ้อม ไม่ใช่สนามการฝึกฝนเถื่อน เจ้าบ้าไปแ
แม้จะบอกว่าเป็นความฝัน แต่อันที่จริงจั๋วซือหรานก็ค่อยๆ เข้าใจแล้ว ว่าเพราะอะไรหลังจากฝันถึงเขาครั้งที่แล้วจนมาถึงครั้งนี้ นานมากแล้วที่ไม่ได้ฝันถึงเขาอีกพอมาคิดอย่างละเอียด เหมือนว่าตอนฝันถึงเขาครั้งที่แล้ว จะเป็นหลังจากที่นางมีสัมพันธ์ทางกายกับเขาดังนั้นจั๋วซือหรานจึงค่อยๆ เข้าใจ บางทีน่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้การดูดหยางบำรุงหยินของนางก็ดูดซับมาจนพอเข้าใจแล้ว เหมือนว่าพอดูดซับมาถึงระดับหนึ่ง ก็จะเกิด...ถ้าจะพูดว่าเป็นความฝัน สู้บอกว่าเป็นการสื่อสารทางจิตใต้สำนึกกับความทรงจำของเฟิงเหยียนส่วนที่ถูกผนึกไปจะดีกว่า?และไม่ว่าจะ 'ความฝัน' ครั้งที่แล้ว หรือว่าครั้งนี้ก็มองออกได้ไม่ยากเฟิงเหยียนน่าจะเข้าใจต่อสถานการณ์อยู่ ดังนั้นบางทีจิตใต้สำนึกเขายังคงอยู่มาตลอด เพียงแต่ถูกสมองทื่อๆ นี่กดเอาไว้ หรือบางทีคงถูกสภาผู้อาวุโสลงมือสะกดเอาไว้ไม่แน่ว่า อาจจะต้องมีชนวนเหตุบางอย่าง ถึงจะสามารถปลุกขึ้นมาได้จั๋วซือหรานอยากจะรู้ชนวนเหตุนั้นว่าคืออะไรกันแน่"ต้องทำยังไงเจ้าถึงจะดีขึ้นมา?" จั๋วซือหรานถามแต่เฟิงเหยียนกลับเหมือนจะจำจุดสำคัญนั้นไม่ได้แล้ว ขมวดคิ้ว สีหน้าดูเหมือนขมขื่น เหมือนว
ในห้วงฝันนางมองมือตัวเอง สับสนไปหมดทั้งตัว เหมือนยังตั้งตัวกลับมาไม่ได้เพราะนางถ้าไม่หลับลึก ก็จะเอาจิตใต้สำนึกส่งเข้าไปในมิติ จึงฝันน้อยครั้งมากดังนั้นตอนที่ดำดิ่งสู่ห้วงฝัน นางยังรู้สึกไม่คุ้นอยู่หน่อยๆ มองมือตนเอง รู้สึกไม่คอ่ยเป็นจริงสักเท่าไรวินาทีต่อมา มือข้างหนึ่งก็ทาบมาบนมือของนางมือข้างนั้น ข้อต่อกระดูกชัดเจน นิ้วเรียวยาว เล็บตัดมาดูสะอาดสะอ้าน ผิวหนังขาวซีดเย็นเหมือนไม่โดนแดดมานานสายตาของจั๋วซือหรานจ้องนิ่งอยู่บนมือข้างนี้ จากนั้นจึงค่อยๆ ยกขึ้นมามองไปยังเจ้าของมือนี้ ใบหน้าหล่อเหลาไม่มีที่ตินั่นทั้งที่เป็นใบหน้าที่เพิ่งเห็นไปก่อนหลับตาลงเมื่อครู่แท้ๆ แต่ตอนนี้พอมอง กลับยังคงทำให้นางรู้สึกเหมือนไม่เจอกันเสียนานสายตาของชายหนุ่มอบอุ่น ด้านในมีความรู้สึกอารมณ์เหมือนความเจ็บปวดแฝงอยู่"จั๋วเสียวจิ่ว..." เขาก้มหน้าลงเรียกนางจั๋วซือหรานมองเขา จากนั้นจึงออกแรงบีบมือเขา และน่าจะเพราะออกแรงมากเกินไปปลายเล็บจึงเหมือนจิกลงไปในเนื้อเขาฝันถึงเขาอีกแล้วจั๋วซือหรานมีปฏิกิริยาขึ้นมา ครั้งนี้เหมือนกับครั้งนั้นเลย ฝันถึงเฟิงเหยียนยิ่งไปกว่านั้นยังดูเหมือนจริงเป็นพิ
กลางดึก จั๋วซือหรานกัดริมฝีปาก กอดหมอน เดินเท้าเปล่าจากห้องด้านนอกเข้าไปยังห้องด้านใน!คิ้วงามของนางขมวดแน่น สีหน้าที่มีสีเลือดฟื้นมาบ้างแล้ว ตอนนี้กลับขาวซีดขึ้นมาในใจนางเองก็พูดไม่ออก เดิมทีตอนที่หลับก็ยังดีอยู่ พอกลางดึกจู่ๆ ก็ไม่ไหวขึ้นมาเสียแล้วหน้าอกปั่นป่วนอย่างรุนแรง เป็นความรู้สึกทรมานแบบที่นางผ่านมาก่อนหน้าไม่ผิดเพี้ยนถ้าบอกว่าคนคนนี้ไม่เข้ามาก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ก็เข้ามาแล้วว่ากันว่าพอเคยสบายแล้ว จะยากที่จะกลับไปลำบากตอนนี้จะให้นางปล่อยชายหนุ่มที่เหมือนกับ 'ยาบำรุงครรภ์' นี้ไว้ข้างในเฉยๆ โดยไม่ใช้ แล้วต้องมานั่งทนกระอักเลือดต่อล่ะก็...ขอโทษด้วย สกุลจั๋วอย่างนางไม่ใช่คนประเภทนั้นนางเข้าใจแล้ว ก่อนที่จะหลับไปเมื่อคืนนี้ ตอนที่เฟิงเหยียนบอกว่าจะนอนด้านนอก ริมฝีปากที่เม้มแน่นนั้นกำลังอดกลั้นเรื่องอะไรน่าจะคิดไว้แล้วว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้สารเลว!จั๋วซือหรานครั่นเนื้อครั่นตัวตื่นมากลางดึก ต่อให้เป็นคนที่มีสติเยือกเย็นแค่ไหน ก็ยังมีอาการหงุดหงิดงัวเงียหลังตื่นนอนนางเดินเท้าเปล่าเข้าไปห้องด้านใน อากาศในหุบเขาตอนกลางคืนเย็นมากนางสวมแค่เสื้อบางๆ ชุดหนึ่ง ทั้งตัวเย
แต่กลับรู้ตัวตนฐานะผู้ชายทรยศของเฟิงเหยียนได้ ไม่ต้องคิดเลยว่าคงเป็นจั๋วหวายพล่ามออกมาแน่"จั๋วหวายมาบอกเจ้าหรือ?" ปันอวิ๋นถามขึ้นคำหนึ่งจวงอี๋ไห่ พยักหน้าอย่างระมัดระวัง "คุณชายเสี่ยวหวายไม่หลอกข้าหรอก คุณชายเสี่ยวหวายบอกว่าเป็นผู้ชายทรยศ เช่นนั้นกว่าครึ่งก็ต้องเป็นผู้ชายทรยศแล้ว"ปันอวิ๋นถอนหายใจแผ่วเบาในห้อง จั๋วซือหรานนั่งลงข้างโต๊ะเฟิงเหยียนไม่พูดอะไร รินน้ำชาให้นางถ้วยหนึ่งจั๋วซือหรานกำถ้วยไว้ ใช้นิ้วมือลูบไล้ขอบถ้วยเบาๆ"อีกเดี๋ยวพออาหารส่งเข้ามา ก็กินสักหน่อยแล้วค่อยนอนพัก" เฟิงเหยียนเอ่ยขึ้นแต่ในน้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นที่ห้ามปฏิเสธจั๋วซือหรานแหงนตามองเขา กำลังจะบอกว่ายังไม่หิวก็เห็นริมฝีปากบางของชายคนนี้เม้มเบาๆ เอ่ยเสียงต่ำว่า "ข้าไม่มีสิทธิ์จะมาหารือกับเจ้าจริงๆ นั่นล่ะ..." สายตาเขาทอดลงไปที่ท้องน้อยนาง แววตาลึกซึ้งจากนั้นจึงเอ่ยต่อว่า "แต่การจะเตือนให้เจ้ากินอะไรดีดีก็ยังพอมีสิทธิ์อยู่" สายตาเขายกขึ้นมาจากท้องน้อยจั๋วซือหรานเลื่อนมาที่ดวงตานาง จ้องมองดวงตานาง เอ่ยต่อว่า "ถึงอย่างไรเมื่อครู่ก็เพิ่งช่วยเจ้ากลับมา ยิ่งไปกว่นั้นเรื่องถูกพลังศักดิ์สิท
เขาไม่เพียงแต่ไม่ใช่สามีของนาง เขายังเป็นคู่หมั้นในนามของหญิงสาวคนอื่นอีกด้วยสีหน้าของเฟิงเหยียนแข็งทื่อไปแล้ว แต่ท้ายสุดก็ยังพูดอะไรไม่ออกเพราะในคำพูดจั๋วซือหราน ไม่มีส่วนที่ผิดเลยแม้แต่น้อยแม้จะบอกว่าเด็กคนนี้ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาก็ตามแต่ครั้งก่อนหน้านั้น เป็นเพราะจั๋วซือหรานถูกวางแผนร้ายใส่ ถึงทำให้นางสับสนหลงใหลจนมีสัมพันธ์กับเขาถ้าจะบอกว่า เขาเอาเปรียบหญิงสาวไป ก็ไมไ่ด้พูดเกินเลยนักเอาเปรียบหญิงสาว จนทำนางตั้งท้อง ไม่เคยจะมารับผิดชอบอะไรตอนนี้กลับจะมาชี้มือชี้ไม้เรื่องของนางพอสรุปมาแบบนี้ มันก็ช่าง...แย่มากจริงๆเฟิงเหยียนเองก็รู้ว่าตนเองนั้นแย่มาก พูดอะไรออกมาไม่ได้ไปชั่วขณะปันอวิ๋นรู้สึกกระอักกระอ่วนแทนสหายเก่า เขากระแอมออกมาเบาๆ ทีหนึ่ง ไกล่เกลี่ยขึ้นว่า "เอาล่ะเอาล่ะ..."เขาเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร ถึงอย่างไร ทั้งสองคนตอนนี้จะไม่ได้เป็นคู่รัก แต่ความสัมพันธ์แบบนี้...มันก็ดูคลุมเครือ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ นี่มันช่าง...ดังนั้นปันอวิ๋นเลยเปิดประเด็นขึ้น อึกอักในปากอยู่พักหนึ่ง กว่าจะพูดออกมาได้ "...พวกเจ้าหิวหรือยัง? ให้เหล่าจวนทำอะไรให้กินหน่อยดีไหม?"
นางยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้น แหงนตาขึ้นมองพวกเขาสายตาของเฟิงเหยียนอึ้งไปเล็กน้อย เห็นนางยืนอยู่ในประตูด้วยสีหน้านิ่งขรึมเขารู้สึกลำคอแห้งผากอย่างประหลาด ความรู้สึกนั้น บางทีควรจะเรียกว่า...ตึงเครียดไหม?"เจ้า...ตื่นขึ้นมาตอนไหนน่ะ?" เฟิงเหยียนถามจั๋วซือหรานมองเขา "ไม่นานเท่าไร"เหมือจะมองออกถึงความกระอักกระอ่วนของเขา หรืออาจจะไม่สรุปคือ มุมปากจั๋วซือหรานยกขึ้นบางๆ พูดมาคำหนึ่ง "ท่านอ๋องน้อย ไม่เจอกันเสียนาน"นางทำแบบนี้โดยไม่เอ่ยถึงคำพูดก่อนหน้านั้นแม้แต่น้อยเฟิงเหยียนอ้าปากพะงาบ ต่อให้คิดจะพูดอะไร แต่ชั่วขณะหนึ่งก็เหมือนจะพูดออกมาไม่ได้จึงแค่ถามขึ้นอย่างเป็นห่วง "ดีขึ้นบ้างหรือยัง?"จั๋วซือหรานพยักหน้า "ดีขึ้นมากแล้ว"กระทั่งปันอวิ๋นก็ยังมองออกถึงเรื่องระหว่างพวกเขา ไม่รู้เพราะเจ้าสมองกลับนี่ไปแตะเนื้อต้องตัวทำอะไรนาง หรือเป็นเพราะคำพูดเมื่อครู่นางได้ยินคำพูดของเฟิงเหยียน...สรุปคือ ปันอวิ๋นมองพวกเขาทั้งสองคน แล้วก็รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแทนพวกเขาทั้งสองคนปันอวิ๋นคิดๆ ดู ตอนที่ตนเองอยู่กับจั๋วซือหรานก็ยังไม่ได้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกขนาดนี้รู้สึกร้อนใจแทนเจ้าบ้านี่จร
เพราะเป็นเพื่อนสนิท ปันอวิ๋นจึงเข้าใจความหมายที่เขาคิดจะแสดงออกมาหรือก็คือ ปันอวิ๋นเดาได้นานแล้วบางทีตอนนั้นเพื่อจะให้จั๋วซือหรานหลีกเลี่ยงโชคชะตาเช่นนี้ ตนเองจึงเลือกที่จะลืมเลือนแต่สุดท้ายพอวกไปวนมา ก็กลับมาเดินอยู่บนเส้นทางเดิมเจ้าสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตานี่ ลึกลับเอามากๆบางครั้งเหมือนจะมีเมตตา แต่บางครั้งก็เหมือนไม่เคยปราณีใครผู้ใด"แล้วเจ้าตอนนี้...คิดจะทำอย่างไร?" ปันอวิ๋นถามเขาจ้องเฟิงเหยียนตาไม่กระพริบเอาจริงๆ ปันอวิ๋นใช้มองจากมุมมองคนนอกอย่างมีเหตุมีผล ยังหวังว่าจั๋วซือหรานจะสามารถปล่อยวางได้แต่พอคิดถึงว่าถ้าหากจั๋วซือหรานปล่อยวางแล้วล่ะก็ ด้วยโชคชะตาภาชนะพลังศักดิ์สิทธิ์หงส์แดงของเฟิงเหยียน ผลสรุปสุดท้าย ก็คือตายก่อนวัยอันควรอยู่ดีและเพราะรู้เรื่องนี้ ดังนั้นปันอวิ๋นจึงหยุดไปครู่หนึ่ง เอ่ยเสริมมาคำนึง "ถังฉือเคยบอกข้าไว้ ในโถงวิญญาณอสูร พวกสัตว์เทพที่ถูกเก็บกลับมาเหล่านั้น..."ปันอวิ๋นขมวดคิ้ว คิดถึงคำพูดของถังฉือถังฉือมีบาปหนาจากการฆ่าฟันคนมากมาย กลายเป็นคนเย็นชาไร้หัวใจไปแล้ว ถ้าหากไม่เย็นชาไร้หัวใจ ป่านนี้คงเป็นบ้าไปแล้วดังนั้นตอนที่เขาพูดถึงเรื่องเห
ปันอวิ๋นส่งให้เขาชามหนึ่ง ตนเองก็ด้วยทั้งสองคนไม่พูดพล่ามทำเพลง กระดกรวดเดียวจนหมดราวกับว่า สุราที่มาช้าไปหลายปีนี้ ในที่สุดก็ได้ดื่มเสียทีราวกับว่าภาพเด็กน้อยที่แอบขโมยสุราพวกนั้นมาดื่ม ซ้อนทับเข้ามากับพวกเขาในเวลานี้"ช่วงนี้เจ้า ไม่ได้ติดต่อกับพวกเขาเลยหรือ?"หลังจากร่ำสุราลงท้องไปสองชาม จิตใจก็เหมือนจะผ่อนคลายลงมาไม่น้อย ปันอวิ๋นถามขึ้นอย่างสบายๆ เป็นกันเองเฟิงเหยียนฟังออก ว่าเขาถามถึงเหล่าพี่น้องพวกนั้นเขาตอบอืมไปคำหนึ่ง "ไม่ได้ติดต่อกันเลย""เช่นนั้นก็คงไม่รู้สถานการณ์ของพวกเขาเลยสินะ" ปันอวิ๋นเอ่ยขึ้นเฟิงเหยียนไม่ยอมรับหรือปฏิเสธกับสิ่งนี้ ถือว่ายอมรับไปกลายๆปันอวิ๋นยิ้มๆ เหมือนจะเย้ยหยันตนเอง "แต่ก็ไม่โทษพวกเขาที่ไม่ติดต่อเจ้า ด้วยสถานการณ์ของพวกเขาตอนนี้ ก็ไม่มีหน้ามาติดต่อเจ้าจริงๆ นั่นล่ะ"ได้ยินคำนี้ของปันอวิ๋น เฟิงเหยียนก็ไม่พูดอะไรอีกปันอวิ๋นเอ่ยต่อว่า "ซงซีตอนนี้ทุกวันเหมือนขลุกอยู่แต่ในห้องหลอมสกัด หลอมสกัดอยู่ทุกวันไม่ได้พักเลย"เฟิงเหยียนพอได้ยินคำนี้ คิ้วก็ขมวดขึ้นบางๆ"เยี่ยนเหวย...ก็สูบเลือดออกมาทุกวัน อยู่แบบไม่เหมือนผู้เหมือนคน ผู้อาวุโสหวงจ
บางทีคงเป็นเพราะการคุยแบบเปิดอกก่อนหน้านี้ ทำให้ระยะทางขอเพื่อนสนิทสองคนที่เคยห่างไปตามกาลเวลา ย่อหดลงไปไม่น้อยเลยกระมังดังนั้นพอได้ยินปันอวิ๋นบอกว่าไม่ต้องขอบคุณ เฟิงเหยียนจึงเหลือบมองเขา น้ำเสียงเปลี่ยนไป "ก็ได้ เช่นนั้นก็ไม่ขอบคุณแล้วกัน"เฟิงเหยียนสั่งขึ้นมา "ไป ไปเอาสุรามาให้ข้าหน่อย"แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ในเสียงกลับไม่ได้ออกคำสั่งอะไร ฟังแล้วเหมือนการใช้งานระหว่างเพื่อนกันมากกว่าปันอวิ๋นชะงักไปเล้กน้อย เพราะตอนพวกเขายังเด็ก ก็เคยใช้งานกันและกันแบบนี้ไป ไปเอาสุรามาหน่อยได้ งั้นเจ้าก็เอาปลาไปย่างซะข้าเห็นว่าเจ้าหน้าตาเหมือนปลาถ้าเจ้ายังพูดอีกรอบ จะโดนข้ากดจนจมถังสุราตายไปเลยเพราะคำพูดนี้ของเฟิงเหยียน ทั้งสองคนก็เหมือนกลับไปสมัยยังเด็กในชั่วพริบตาปันอวิ๋นยกมุมปากขึ้นบางๆ ลุกขึ้นไปให้คนรับใช้ส่งสุราเข้ามาคือสุราห้าพิษที่เขาจะหมักอยู่ทุกปี และใช้แมลงพิษมาหลอมจริงๆ แต่ตัวสุรากลับไม่มีพิษใดๆ กระทั่งยังหอมอบอวลเข้มข้นเป็นพิเศษ เป็นสุราที่หาได้ยากยิ่งและเป็นความลับที่ไม่เผยแพร่สู่ภายนอกของหุบเขาหมื่นพิษ ปกติมีแค่เจ้าหุบเขาที่รู้แต่ปันอวิ๋น หลังจากออกสำนักมา ก็ไม่ได้ด